Search Header Logo
เทคโนโลยีที่ใช้ในการทำธุรกรรม โดยไม่ต้องผ่านบุคคลที่สาม (Blockchain)

เทคโนโลยีที่ใช้ในการทำธุรกรรม โดยไม่ต้องผ่านบุคคลที่สาม (Blockchain)

Assessment

Presentation

Education, Instructional Technology, Business

1st Grade

Hard

Created by

เจษฎากร สารสมัคร

Used 5+ times

FREE Resource

21 Slides • 0 Questions

1

เทคโนโลยีที่ใช้ในการทำธุรกรรม โดยไม่ต้องผ่านบุคคลที่สาม (Blockchain)

by เจษฎากร สารสมัคร

2

จัดทำโดย

​โดย

​นาย เจษฎากร สารสมัคร

​รหัส

6430204​0006

3

​BlockChain คืออะไร ??

บล็อกเชน คือเทคโนโลยีตัวช่วยด้านความปลอดภัย (Security) และความน่าเชื่อถือ (Trust) ในการทำธุรกรรมการเงินโดยไม่ต้องอาศัยคนกลาง

media

4

​เช่น การโอนเงินระหว่างประเทศของธุรกิจแบบ B2B (Business to Business) สามารถโอนโดยไม่ต้องแปลงสกุลเงินได้เลย บุคคลทั้งสองฝั่งสามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลกันได้ แม้บุคคลทั้งสองจะไม่เคยรู้จักกันมาก่อน บล็อกเชนจึงเหมาะแก่การนำไปประยุกต์ใช้กับการทำธุรกรรมออนไลน์

หรือ FinTech เช่น การรับ จ่าย โอน หรือวิเคราะห์ข้อมูลหุ้นเพื่อตัดสินใจลงทุนบนออนไลน์ ซึ่งมีทั้งความสะดวก ปลอดภัย รวดเร็ว และสำคัญที่สุด คือ ประหยัดค่าใช้จ่าย

5

​วิวัฒนาการของเทคโนโลยีบล็อคเชน (ฺBlockchain)

จุดเริ่มต้น ของเทคโนโลยี Blockchain เกิดขึ้นในปี ค.ศ 2008 โดยการนำเสนอของ

''Satoshi Nakamoto'' จากเอกสาร bitcoin : A Peer-to-Peer Electronic Cash System เป็นการนำเสนอแนวคิดเกี่ยวกับ (Platform) ที่ สามารถ สร้างความปลอดภัย

​ในการแลกเปลี่ยนสกุลเงินดิจิทัล ที่มีชื่อว่า ''Bitcoin" โดยใช้ทฤษฎีเกี่ยวกับการทำ

​Cryptography และ Distributed, computing ดังภาพ

media

6

Blockchain เป็นเทคโนโลยีที่จะมาเปลี่ยนวิธีการทำธุรกรรมทุกชนิด และเป็นแพลตฟอร์มในการทำธุรกรรมแบบ peer-to-peer ที่มีการบันทึกข้อมูลรายการธุรกรรม

ทั้งหมดแบบกระจายศูนย์ ซึ่ง Blockchain ได้ถูกการพัฒนาเป็นครั้งแรกในภาคการเงิน เพื่อใช้เป็นพื้นฐานสำหรับเงินดิจิทัล (cryptocurrency) ซึ่งการพัฒนาแอพพลิเคชั่น Blockchain สามารถแบ่งออกเป็น 3 ช่วงใหญ่ๆ ตามขั้นตอนของการพัฒนา ได้แก่ Blockchain1.0, Blockchain2.0, และ Blockchain3.0

media

7

โดย “Blockchain 1.0″ หรือการพัฒนาในระยะที่ 1.0 ประกอบด้วยสกุลเงินแบบเสมือน (เงินดิจิทัล) เช่น Bitcoin ซึ่งสามารถใช้แทนสกุลเงินจริงได้ เช่นยูโรหรือดอลลาร์ และในวันนี้

Bitcoin ถูกนำมาใช้ในแอพพลิเคชั่นของ Blockchain และที่เป็นที่รู้จักกันดีที่สุดของคนทั่วไป และกำลังจะถูกนำมาใช้มากขึ้น อย่างไรก็ตามแม้ว่าในความเป็นจริงจะมีการใช้สกุลเงิน

มากมาย และด้วยปริมาณการซื้อขายที่สูงขึ้น แต่ส่วนแบ่งตลาดของ Bitcoin ในตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศยังคงน้อยมาก ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีข้อบ่งชี้ว่า Bitcoin อาจจะมีความสำคัญใกล้เคียงกับสกุลเงินต่างได้

8

การพัฒนา Blockchain ในระยะต่อมา หรือ “Blockchain 2.0” คือการใช้รูปแบบ smart contract โดย “smart contract” หมายถึง กระบวนการทางดิจิทัล ที่กำหนดขั้นตอนการทำธุรกรรมโดยอัตโนมัติไว้ล่วงหน้า โดยไม่ต้องอาศัยตัวกลาง อย่างเช่น ธนาคาร ซึ่งการสร้าง smart contract ที่เป็นระบบอัตโนมัติอย่างเต็มรูปแบบ โดยคู่สัญญาทั้งสองฝ่ายจะมีการตกลงกันก่อนหน้านี้ ถึงขั้นตอน กลไกในการทำรายการธุรกรรมดังกล่าว ซึ่งการพัฒนานี้ส่งผลกระทบต่อรูปแบบธุรกิจแบบดั้งเดิมของธนาคาร

9

บริษัทและนักพัฒนา อาจตัดสินใจสร้างแอพพลิเคชั่นของตนบน Blockchain สาธารณะ หรือ Blockchain ส่วนตัว โดยใน Blockchain แบบสาธารณะนั้น ระบบจะไม่มีการเปิดเผย

ตัวตนของผู้เข้าร่วม ตัวอย่างของสกุลเงินที่ใช้ใน Blockchain ได้แก่ Bitcoin และ Ethereum เป็นต้น นอกจากนี้ในระบบ Blockchain แบบส่วนตัวนั้น ผู้เข้าร่วม Blockchain

ทั้งหมดจะเป็นที่รู้จัก และต้องระบุตัวตนก่อนที่จะได้รับสิทธิ์ให้เข้าใช้ระบบ โดยข้อดีบางประการของ Blockchain แบบส่วนตัว คือช่วยให้มีโครงสร้างในการกำกับดูแลง่ายขึ้น และสามารถใช้งานได้โดยมีค่าใช้จ่ายที่ต่ำกว่า เมื่อเทียบกับแอพพลิเคชั่น Blockchain สาธารณะ ดังนั้นธนาคารและผู้ให้บริการชำระเงิน จำเป็นจะต้องใช้ Blockchain แบบส่วนตัว สำหรับรูปแบบทางธุรกิจที่มีอยู่ในปัจจุบัน เพื่อให้สามารถรักษาระดับในการควบคุมความปลอดภัยได้อย่างมีศักยภาพ

10

ส่วน Blockchain ในยุคถัดไป ที่เรียกว่า “Blockchain 3.0” โดย Blockchain 3.0 คือการพัฒนาแนวคิดเกี่ยวกับ smart contract เพื่อสร้างกระบวนการแบบกระจายศูนย์ที่เป็นอิสระ ที่ต้องมีการกำหนดกฎการทำธุรกรรมของกลุ่มกันเองและดำเนินการด้วยความเป็นอิสระ ในรูปแบบธุรกรรมอัตโนมัติ จึงทำให้ Blockchain 3.0 สามารถขับเคลื่อนองค์กรดิจิทัลเต็มรูปแบบที่ไม่จำเป็นต้องมีพนักงานในการช่วยทำธุรกรรมเลยในอนาคต

11

หลักการทำงานของเทคโนโลยี บล็อกเชน (Blockchain)

คือ ฐานข้อมูลจะแชร์ให้กับทุก Node ที่อยู่ในเครือข่ายและการทำงานของเทคโนโลยี Blockchain จะไม่มีเครื่องใดเครื่องหนึ่งเป็นศูนย์กลางหรือเครื่องแม่ข่าย ซึ่งการทำงานแบบกระจายศูนย์นี้จะไม่ถูกควบคุมโดยคนเพียงคนเดียว แต่ทุก Node จะได้รับสำเนาฐานข้อมูลเก็บไว้และจะมีการอัปเดตฐานข้อมูลแบบอัตโนมัติ เมื่อมีข้อมูลใหม่เกิดขึ้น ทั้งนี้สำเนาฐานข้อมูลของทุกคนในเครือข่ายจะต้องถูกต้อง และตรงกันกับของสมาชิกคนอื่นในเครือข่าย อีกทั้งการบันทึกข้อมูลเข้าสู่ Block

12

media

  Node คือ อุปกรณ์ในเครือข่าย Blockchain เปรียบได้กับเครื่องคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์หรืออื่น ๆที่สามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตและประมวลผลได้ซึ่งถือว่าเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญในการกระจายและเชื่อมโยงกันในเครือข่ายเพื่อให้ระบบสามารถทำงานและประมวลผลได้ ทั้งนี้ประเภทของ Node ในเครือข่าย Blockchain สามารถจำแนกได้เป็น

13

1.Node ที่ทำหน้าที่ในการจัดเก็บสำเนาข้อมูลเท่านั้นประกอบด้วย Full Node และ Light Node

2.Node ที่ทำหน้าที่ตรวจสอบความถูกต้องเท่านั้น หรือที่รู้จักกันในชื่อ Consensus Node ซึ่งคือ การกำหนดข้อตกลงและความเห็นชอบร่วมกันระหว่างสมาชิกในเครือข่าย

14

​องค์ประกอบ

media

องค์ประกอบของเทคโนโลยี Blockchain ประกอบด้วย 4 องค์ประกอบสำคัญ คือ

1.Block คือ ชุดบรรจุข้อมูลซึ่งมี 2 ส่วนคือส่วนของสิ่งของต่าง ๆ ที่ใส่เข้าไปเรียกว่า Item และส่วนแปะหัวกล่องหรือ Header เพื่อใช้บอกให้คนอื่นทราบว่าบรรจุอะไรมา (แต่เปิดดู Item ภายในนั้นไม่ได้)

15

2. ​Chain คือ หลักการจดจำทุก ๆ ธุรกรรมของทุก ๆ คนในระบบและบันทึกข้อมูลพร้อมจัดทำเป็นสำเนาบัญชี Ledger แจกจ่ายให้กับทุกคนในระบบ

​3.Consensus คือ ข้อตกลงร่วมกัน

​4.Validation คือ การตรวจสอบความถูกต้องแบบทบทวนทั้งระบบและทุก Node

16

ขั้นตอนการทำงาน ของ Blockchain มี 3 ขั้นตอน

ขั้นตอนที่ 1 CREATE

คือ การสร้าง Block ที่บรรจุคำสั่งขอทำรายการธุรกรรม

ขั้นตอนที่ 2 BROADCAST

คือ ทำการกระจาย Block ใหม่นี้ให้กับทุก Node ในระบบ และบันทึกรายการธุรกรรมลง Ledger ให้กับทุก Node เพื่ออัปเดตว่ามี Block ใหม่เกิดขึ้นมา

​ขั้นตอนที่ 3 VALIDATION

คือ Node อื่น ๆ ในระบบทำการยืนยันและตรวจสอบข้อมูลของ Block นั้นว่าถูกต้องตามเงื่อนไข Validation โดยกระบวนการทำ Consensus ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการทำ Validation

17

media

​ภาพตัวอย่างขั้นตอนการทำงาน

18

ประเภทของ Blockchain

Blockchain สามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภท โดยพิจารณาจากข้อกำหนดในการเข้าร่วมเป็นสมาชิกของเครือข่าย คือ

​1. Blockchain แบบเปิดสาธารณะ (Public Blockchain) คือ Blockchain วงเปิดที่อนุญาตให้ทุกคนสามารถเข้าใช้งานไม่ว่าจะเป็นการอ่าน หรือการทำธุรกรรมต่าง ๆ ได้อย่างอิสระ โดยไม่จำเป็นต้องขออนุญาต หรือรู้จักกันในอีกชื่อ คือ Permissionless Blockchain

19

​2.Blockchain แบบปิด (Private Blockchain) คือ Blockchain วงปิดที่เข้าใช้งานได้เฉพาะผู้ที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น ซึ่งส่วนใหญ่สร้างขึ้นเพื่อใช้งานภายในองค์กร ดังนั้นข้อมูลการทำธุรกรรมต่าง ๆ จะจำกัดอยู่เฉพาะภายในเครือข่ายซึ่งประกอบไปด้วยสมาชิกที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น

20

​3. Blockchain แบบเฉพาะกลุ่ม (Consortium Blockchain) คือ Blockchain ที่เปิดให้ใช้งานได้เฉพาะกลุ่มเท่านั้น โดยเป็นการผสมผสานแนวคิดระหว่าง Public Blockchain และ Private Blockchain ซึ่งส่วนมากเป็นการรวมตัวกันขององค์กรที่มีลักษณะธุรกิจเหมือนกัน และต้องมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกันอย่างสม่ำเสมออยู่แล้วมารวมตัวกันตั้งวง Blockchain ขึ้นมา ทั้งนี้เนื่องจากธุรกรรมและข้อมูลที่จัดเก็บ เป็นข้อมูลที่เป็นความลับ หรือข้อมูลส่วนตัวภายในองค์กร ส่งผลให้ไม่สามารถเปิดเผยข้อมูลดังกล่าวทั้งหมดแก่สาธารณชนได้ดังนั้นผู้เข้าร่วม Blockchain เฉพาะกลุ่ม จำเป็นต้องได้รับการอนุญาตจากตัวแทนเสียก่อนจึงจะสามารถเข้าใช้งานได้ ยกตัวอย่างเช่น เครือข่ายระหว่างธนาคาร ที่ใช้ในการแลกเปลี่ยนข้อมูลการทำธุรกรรม หรือแลกเปลี่ยนสินทรัพย์ภายในกลุ่มของธนาคาร ยกตัวอย่างเช่น Japanese Bank และ R3CEV (Buterin, 2014)

21

เครดิต : แหล่งข้อมูลที่ นำมาเสนอ

1.https://www.it24hrs.com/2017/blockchain-evolution/

​2.https://www.krungsri.com/th/plearn-plearn/blockchain-innovation-transfer-realtime

​3.https://www.tfac.or.th/Article/Detail/135089

เทคโนโลยีที่ใช้ในการทำธุรกรรม โดยไม่ต้องผ่านบุคคลที่สาม (Blockchain)

by เจษฎากร สารสมัคร

Show answer

Auto Play

Slide 1 / 21

SLIDE