

การดำรงชีวิตของพืช
Presentation
•
Biology
•
9th - 12th Grade
•
Hard
ศิริพร ทิพย์สิงห์
FREE Resource
127 Slides • 1 Question
1
การด ารงชีวิตของพืช
2
Multiple Choice
สไลด์ที่ 1 คำถาม
1
2
3
4
3
การจ าแนกประเภทของพืช
(Kingdom plantae)
พืชไม่มีท่อล าเลียง
Nonvascular plant
พืชมีท่อล าเลียง
vascular plant
พืชไม่มีเมล็ด
Seedless plant
พืชมีเมล็ด
Seed plant
พืชไม่มีดอก
Gymnosperm
พืชมีดอก
Angipsperm
พืชใบเลี้ยงเดี่ยว
พืชใบเลี้ยงคู่
4
ข้อแตกต่างระหว่างพืชใบเลี้ยงเดี่ยวและพืชใบเลี้ยงคู่
องค์ประกอบ
พืชใบเลี้ยงเดี่ยว
พืชใบเลี้ยงคู่
จ ำนวนใบเลี้ยง
1 ใบ
2 ใบ
ข้อและปล้องบนล ำต้น
มองเห็นชัดเจน
มองเห็นไม่ชัดเจน
เนื้อเยื่อล ำเลียง
กระจำยทั่วล ำต้น
เรียงตัวเป็นระเบียบในแนวรัศมี
เส้นใบ
เรียงตัวขนำน
แตกแขนงเป็นร่ำงแห
ระบบรำก
รำกฝอย
รำกแก้วและรำกฝอย
จ ำนวนกลีบดอก
3 กลีบ ทวีคูณ 3
4-5 กลีบ หรือ ทวีคูณของ 4-5
ตัวอย่ำง
ข้ำว อ้อย ตะไคร้
ข้ำวโพด มะพร้ำว
ตำล ไผ่ หญ้ำ
มะม่วง ยำง สัก มะละกอ
มะยม มะขำม มะนำว ลีลำวดี
ชงโค
5
6
7
8
7
เนื้อเยื่อพืช (Plant Tissues)
ประเภทของเนื้อเยื่อ
I. จ ำแนกตำมหน้ำที่ ได้ 3 ระบบ
1. Dermal system
: epidermis, cork
2. Fundamental system
: parenchyma, collenchyma, sclerenchyma
3. Vascular system : xylem, phloem
II. จ ำแนกตำมกำรเจริญเติบโต ได้ 2 ชนิด
1. Primary tissue
: เนื้อเยื่อที่อยู่ในกำรเจริญปฐมภูมิ (primary growth)
2. Secondary tissue : เนื้อเยื่อที่อยู่ในกำรเจริญทุติยภูมิ (secondary growth)
III. จ ำแนกตำมควำมสำมำรถในกำรแบ่งตัว ได้ 2 ชนิด
1. Meristematic tissue (เนื้อเยื่อเจริญ)
2. Permanent tissue (เนื้อเยื่อถำวร)
9
10
11
1.Dermal tissue (เนื้อเยื่อบุผิว)
2.Vascular tissue (เนื้อเยื่อล ำเลียง)
3.Ground tissue (เนื้อเยื่อพื้นฐำน)
เนื้อเยื่อพืชแบ่งออกได้เป็น 3 ระบบ
ได้แก่
12
เนื้อเยื่อพืช (Plant Tissue) คือ กลุ่มเซลล์พืชที่อยู่
รวมกัน อำจมีรูปร่ำงเหมือนกันหรือแตกต่ำงกันก็ได้แต่จะอยู่ร่วมกัน
เพื่อท ำหน้ำที่เดียวกัน
เนื้อเยื่อพืช แบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท คือ
1. เนื้อเยื่อเจริญ ( Meristematic tissue)
2. เนื้อเยื่อถำวร (Permanaent tissue
การจัดจ าแนกประเภทของเนื้อเยื่อพืช :
13
ประกอบขึ้นจำกเซลล์ที่ยังสำมำรถแบ่งเซลล์ได้อยู่แบ่งออกได้เป็น 3
ชนิด คือ
1. เนื้อเยื่อเจริญส่วนปลาย (Apical Meristem)
- พบในพืชทุกชนิด ท ำให้พืชมีกำรเติบโตในแนวสูงขึ้น
(Primary Growth)
- แบ่งออกเป็น 2 ชนิดขึ้นกับต ำแหน่ง คือ เนื้อเยื่อเจริญปลำย
รำก (Root Apical Meristem) และเนื้อเยื่อเจริญปลำยยอด
(Shoot Apical Meristem)
เนื้อเยื่อเจริญ (Meristematic Tissue)
14
Apical Meristem : เนื้อเยื่อเจริญปลำยยอดและปลำยรำก
Apical meristem
15
2. เนื้อเยื่อเจริญด้านข้าง (Lateral Meristem)
พบในพืชใบเลี้ยงคู่เป็นส่วนใหญ่ ท ำให้พืชมีกำรเติบโตในแนวด้ำน
กว้ำง (Secondary Growth) แบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ
- Vascular Cambium ส ำหรับสร้ำงเนื้อเยื่อล ำเลียง และ
- Cork Cambium ส ำหรับสร้ำงเนื้อเยื่อในชั้น Periderm
(ส่วนหนึ่งของเปลือกไม้)
16
15
Cork cambium
Vascular cambium
Secondary xylem
Secondary Meristem / Lateral Meristem
(Vascular cambium & Cork cambium)
17
18
3. เนื้อเยื่อเจริญระหว่างข้อ (Intercalary Meristem)
-
พบในพืชใบเลี้ยงเดี่ยว ท ำให้พืชมีกำรเติบโตในแนวสูงขึ้น
(Primary Growth)
19
เนื้อเยื่อเจริญ (Meristematic tissue)
เนื้อเยื่อเจริญด้ำนข้ำง
Lateral M.
เนื้อเยื่อเจริญระหว่างข้อ
Intercalary M.
เนื้อเยื่อเจริญส่วนปลาย
Apical M.
วาสคิวลาร์ แคมเบียม
(Vascular C.)
คอร์ก แคมเบียม
(Cork C.)
20
21
20
รูปตัดตำมยำว (LS) ของล ำต้น
แสดงชั้นต่ำงๆ ในกำรเจริญ ระยะ
ปฐมภูมิ (primary growth) & กำร
เจริญระยะทุติยภูมิ (secondary
growth)
Biology 3 : Plant Tissues
ชีววิทยา 3 โรงเรียนฟากกว๊านวิทยาคม
22
เนื้อเยื่อถาวร (Permanent tissue) :
เนื้อเยื่อที่เจริญเติบโตเต็มที่แล้วกลุ่มเซลล์ที่เจริญเปลี่ยนแปลงมำ
จำกเนื้อเยื่อเจริญจะไม่มีกำรแบ่งเซลล์อีกต่อไป มีกำรเปลี่ยนแปลง
รูปร่ำง ขนำด เพื่อไปท ำหน้ำที่เฉพำะอย่ำง
1. เนื้อเยื่อถาวรเชิงเดี่ยว(Simper Permanent
tissues ) ประกอบด้วยเซลล์ชนิดเดียวกันล้วน ๆ ท ำหน้ำที่อย่ำง
เดียวกัน ได้แก่ เอพิเดอร์มิส พำเรงคิมำ คอลเลงคิมำ สเกอเรงคิมำ
2. เนื้อเยื่อถาวรเชิงซ้อน (Compound
Permanent tissues) ประกอบด้วยเซลล์หลำยชนิดรวมกัน
เพื่อท ำหน้ำที่เนื้อเยื่อล ำเลียง (Vascular tissue) ได้แก่ ไซเล็ม
(Xylem)และโฟลเอ็ม(Phloem
23
22
เนื้อเยื่อถำวร (Permanent Tissue) :
จ ำแนกชนิดตำมลักษณะของเซลล์ที่มำประกอบ
1. เนื้อเยื่อถำวรเชิงเดี่ยว (Simple permanent tissue) ได้แก่
epidermis
parenchyma
collenchyma
sclerenchyma (sclereid & fiber)
cork
2. เนื้อเยื่อถำวรเชิงซ้อน (Complex permanent tissue) ได้แก่
xylem & phloem
24
เนื้อเยื่อถำวร (Permanent Tissue)
เนื้อเยื่อถำวร (Permanent Tissue) เป็นเนื้อเยื่อที่
ประกอบขึ้นจากเซลล์ที่ไม่แบ่งเซลล์ อาจจะมีการเปลี่ยนแปลง
รูปร่างเพื่อท าหน้าที่เฉพาะอย่างแล้ว แบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่มหลัก
คือ
เนื้อเยื่อถำวรเชิงเดี่ยว(Simple Tissue) ประกอบขึ้น
จากเซลล์เพียงชนิดเดียว
เนื้อเยื่อถำวรเชิงซ้อน (Complex Tissue)ประกอบ
ขึ้นจากเซลล์มากกว่า 1 ชนิด
25
เนื้อเยื่อถาวร(Permanent tissue)
เนื้อเยื่อถาวรเชิงเดี่ยว
Simple T.
เนื้อเยื่อถาวรเชิงประกอบ
Complex T.
26
เนื้อเยื่อถาวรเชิงเดี่ยว (Simper Permanent tissues)
พบทั้งในรำก ล ำต้น ใบและส่วนต่ำงของพืช ประกอบด้วยกลุ่มเซลล์ชนิด
เดียวกันมำรวมกันเพื่อท ำหน้ำที่อย่ำงเดียวกัน แบ่งออกเป็น 2 ประเภทได้แก่
1. เนื้อเยื่อป้ องกัน (Protective tissue)ท ำหน้ำที่ป้ องกัน
อันตรำยรวมทั้งกำรสูญเสียน ้ำ มักอยู่นอกสุดของรำก ล ำต้น ใบ
-เอพิเดอร์มิส(Epidermis)
-คอร์ก(Cork) หรือ เฟลเลม (Phellem)
2. เนื้อเยื่อพื้น(Ground tissue)เป็นองค์ประกอบในรำก ล ำต้น ใบ
ดอก และเป็นตัวกลำงให้เนื้อเยื่ออื่น ๆ แทรกตัวอยู่ มีหลำยชนิด
-พำเรงคิมำ (Parenchyma)
-คอลเลงคิมำ (Collenchyma)
-สเกลอเรงคิมำ (Sclerenchyma)
-เอนโดเดอร์มิส (Endodermis)
-พิธ (Pith)
27
28
Stoma
Guard cell
Subsidiary cell
Dermal tissue (เนื้อเยื่อผิว) : Epidermis
29
28
Dermal tissue (เนื้อเยื่อผิว) : Epidermis
Trichome & Root hair
Trichome
Trichome
Trichome
Trichome
Trichome
Root hair
30
Dermal tissue (เนื้อเยื่อผิว) : Cork
ต้น cork oak
31
X-section ล ำต้นพืชใบเลี้ยงคู่
Pith
Xylem
Phloem
Cortex
Epidermis
Trichome (hair)
Chlorenchyma
Collenchyma
Phloem
fiber
Parenchyma
32
พาเรงคิมา(Parenchyma)
พบได้ทุกส่วนของอวัยวะพืช
เซลล์รูปร่ำงหลำยแบบ กลม รี
ทรงกระบอกหรือเป็นเหลี่ยม
มีช่องว่ำงระหว่ำงเซลล์
(intercellular space)
หน้าที่พาเรงคิมา(Parenchyma)
-สะสมน ้ำและอำหำรพวกแป้ ง โปรตีน
ไขมันให้แก่พืช
-ในพืชบำงชนิดจะเปลี่ยนเป็นต่อมสร้ำง
กลิ่น ของเหลว และช่วยในกำรหำยใจ
-เป็นส่วนประกอบของท่อล ำเลียงน ้ำและ
ท่อล ำเลียงอำหำร
33
34
คอลเลงคิมา (Collenchyma)
เป็นเซลล์ที่มีชีวิตอยู่มีลักษณะคล้ำย ๆ พำเรงคิมำ
เพียงแต่ผนังเซลล์หนำไม่สม ่ำเสมอมักหนำตำมมุม
เซลล์ ผนังเซลล์พบสำร pectin มำสะสม
มีหน้ำที่สร้ำงควำมเหนียวและเพิ่มควำมแข็งแรง
ทรงตัวอยู่ได้ของพืช พบมีอยู่มำกทั้งในส่วนอ่อน
และส่วนแก่ของพืชของพื้นที่บริเวณใต้ชั้นเอพิ
เอเดอร์มิสลงมำพบที่ก้ำนใบ เส้นกลำงใบและ
ขอบมุมของล ำต้นพวกไม้เนื้ออ่อน ที่มีลักษณะ
เป็นเหลี่ยมหรือเป็นสันโค้งไปมำพบในล ำต้น
เช่น กะเพรำ โหระพำ
35
เป็นเซลล์ที่ให้ควำมแข็งแรงแก่ส่วนต่ำงๆของพืช มักจะกระจำยอยู่
เป็นกลุ่มๆ ผนังเซลล์หนำและแข็งแรง เพรำะมีสำรพวกลิกนิน (lignin)
ควำมหนำของเซลล์สเกลอเรงคิมำต่ำงกับคอลเรงคิมำ ที่ควำมหนำจะ
สม ่ำเสมอกันตลอด ที่เซลล์มีรูเล็กๆ เรียกพิท (pit canal) เมื่อเติบโต
เต็มที่แล้วเซลล์จะตำย บริเวณกลำงเซลล์ที่เคยมี ไซโทพลำซึมอยู่ จะ
กลำยเป็นที่ว่ำงเพรำะไซโทรพลำซึมแห้งไปเรียกบริเวณกลำงเซลล์ว่ำ ลูเมน
(Lumen)
สเกลอเรงคิมา (Sclerenchyma)
36
35
Bio II Lab : Plant Tissues
ผู้จัดท า : อรัญญา พิมพ์มงคล ช่อทิพย์ กัณฑโชติ และ วาริณี พละสาร
Fiber
Sclereid
(Stone cell)
Sclerenchyma
- scleenchyma ท าหน้าที่อะไร - สังเกต lumen
- sclerenchyma มีผนังเซลล์เป็นแบบใด
- sclereid และ fiber มีความแตกต่างกันอย่างไร
37
36
Sclerenchyma
Bio II Lab : Plant Tissues
ผู้จัดท า : อรัญญา พิมพ์มงคล ช่อทิพย์ กัณฑโชติ และ วาริณี พละสาร
Sclereid รูปดำว & Aerenchyma
38
37
Sclerenchyma
Bio II Lab : Plant Tissues
ผู้จัดท า : อรัญญา พิมพ์มงคล ช่อทิพย์ กัณฑโชติ และ วาริณี พละสาร
Sclereid
(Stone cell)
39
สเกลอเรงคิมา แบ่งออกเป็น 2 พวก ตามรูปร่าง คือ
1. ไฟเบอร์ (fiber)เป็นเซลล์ที่มีรูปร่ำงเรียวยำวหัวท้ำยแหลม มี
ควำมเหนียวและยืดหยุ่นได้มำก อยู่รวมกันเป็นกลุ่ม จึงช่วยเสริมควำมแข็งแรง
พยุงล ำต้น กิ่งก้ำน ให้คงรูปอยู่ได้ พบอยู่ในชั้นต่ำง ๆ ของต้นไม้ เช่น คอร์เทกซ์
ไซเล็ม โฟลเอ็ม และเพอริไซเคิล มีประโยชน์ในกำรถักทอเป็นเชือก เครื่องนุ่งห่ม
และช่วยในกำรขับถ่ำยของคนได้ดีพบในพืชที่ให้เส้นใยต่ำงๆ เช่น ป่ำน ปอ
สับปะรด เป็นต้น
2. สเกลอรีด (Sclereid) หรือ เซลล์หิน (Stone cell) มีผนัง
เซลล์หนำแต่เซลล์ไม่ยำว คือ มีรูปร่ำงกลมสั้น และป้ อม ๆ มีส่วนยื่นออกไปหลำย
ทิศทำงคล้ำยรัศมี เป็นเซลล์ที่ตำยแล้วมีสำรพวกเพกทิน(pectin)และลิกนิน
(lignin) มำสะสมอยู่มำกจึงแข็งและเหนียว พบกระจำยอยู่ในชั้นเปลือกของล ำ
ต้นพืชใบเลี้ยงคู่ เปลือกผลไม้ที่แข็ง เช่น กะลำมะพร้ำว เป็นต้น สเกลอรีดมี รูปร่ำง
หลำยเหลี่ยม รูปดำว ผนังเซลล์หนำ มีลูเมนและพิทเหมือนกับไฟเบอร์ แต่พิทแตก
แขนงมำกกว่ำ
40
เนื้อเยื่อพื้น
Ground Tissue
เนื้อเยื่อป้องกัน
Protective Tssue
เนื้อเยื่อถำวรเชิงเดี่ยว(Simple Tissue)
-เอพิเดอร์มิส
(Epidermis)
-คอร์ก (Cork)
-พาเรงคิมา (Parenchyma)
-คอลเลงคิมา (Collenchyma)
-สเกลอเรงคิมา (Sclerenchyma)
-เอนโดเดอร์มิส(Endodermis)
-พิธ (Pith)
41
42
43
44
เนื้อเยื่อถำวรเชิงซ้อน (Complex permanent tissue)
1. Xylem
Tracheid
Vessel member (vessel element)
Xylem parenchyma
Xylem fiber
2. Phloem
Sieve element (sieve tube member)
Companion cell
Phloem parenchyma
Phloem fiber
45
เนื้อเยื่อล ำเลียงน ้ำและแร่ธำตุ Xylem Tissue
Tracheid
Vessel member
Parenchyma
Fiber
46
45
Biology 3 : Plant Tissues
ชีววิทยา 3 โรงเรียนฟากกว๊านวิทยาคม
Xylem & Phloem
- ศึกษา vessel, tracheid, sieve element,
companion cell & fiber
- xylem & phloem ท าหน้าที่อะไร
- vessel & tracheid & fiber มีรูปร่างต่างกันอย่างไร
47
Vessel & Tracheid
- ศึกษา vessel & tracheid
- สังเกตส่วนปลายเซลล์ และลวดลายผนัง
เซลล์ของ vessel & tracheid
- vessel & tracheid มีผนังเซลล์เป็นแบบใด
- vessel & tracheid ท าหน้าที่อะไร
48
47
49
Sieve tube element & Companion cell
ลูกศร = companion cell
50
Sieve-Tube Members: Food Conducting
Cells
51
50
52
เนื้อเยื่อล าเลียงน ้าและแร่ธาตุ (Xylem) ประกอบด้วยกลุ่มเซลล์ที่ท ำหน้ำที่หลักในกำร
ล ำเลียงน ้ำคือ
1. เทรคีด (Tracheid)เป็นกลุ่มเซลล์ที่มีรูปร่ำงยำวปลำยค่อนข้ำงแหลม ที่ผนัง
เซลล์มีสำรพวกลิกนิน ไม่พบในพืชมีดอก มักพบในพวกจิมโนสเปิร์ม(Gymnosperm)และ
พวกเฟิร์น เมื่อโตเต็มที่เซลล์ จะตำย
2. เวสเซล เมมเบอร์ (Vesel member)ซึ่งเป็นกลุ่มเซลล์ที่มีผนังหนำ และมี
สำรพวกลิกนิน เซลล์มีรูปร่ำงยำวหรือสั้นปลำยเซลล์อำจเฉียงหรือตรงและมีช่องทะลุถึงกัน เมื่อ
โตเต็มที่เซลล์จะตำย เรียกเวสเซลเมมเบอร์หลำยเซลล์มำเรียงต่อกันและมีช่องทะลุถึงกันว่ำเวส
เซล (Vesel) ล ำเลียงน ้ำได้ดีกว่ำเทรคีด มักพบในพืชชั้นสูง
3. ไซเล็ม พาเรงคิมา (Xylem parenchyma) เป็นเซลล์พำเรงคิมำที่พบ
ในเนื้อเยื่อล ำเลียงน ้ำและ แร่ธำตุเมื่อเซลล์มีอำยุมำกขึ้นผนังเซลล์จะหนำขึ้นเนื่องจำกมี
ลิกนินมำสะสมและมีพิทเกิดขึ้นบนผนังเซลล์ด้วยท ำหน้ำที่สะสมแป้ ง น ้ำมัน ผนึกและสำรอื่น ๆ
4. ไซเล็ม ไฟเบอร์ (Xylem fiber)เป็นเซลล์ที่มีรูปร่ำงยำวแบน ปลำยเสี้ยม
หน้ำที่ ช่วยสร้ำงควำมแข็งแรงแก่พืช
53
เนื้อเยื่อล ำเลียงอำหำร Phloem Tissue
Companion cell
Sieve Tube Member
Parenchyma
Fiber
54
55
เนื้อเยื่อล าเลียงอาหาร (Phloem)
ประกอบด้วยกลุ่มเซลล์ที่ท ำหน้ำที่หลักในกำรล ำเลียงสำรอำหำร หรือ สำรอินทรีย์ซึ่ง
ละลำยได้ในน ้ำและสังเครำะห์ได้จำกใบไปสู่รำก ล ำต้น
1. ซีฟทิวบ์เมมเบอร์ (Sievetube member) เป็นเซลล์รูปร่ำงทรงกระบอก
ยำวที่ปลำยผนัง 2 ด้ำนจะมีรูพรุนเรียก ซีฟเพลต(Seive plate) ซีฟทิวบ์เมมเบอร์หลำย
เซลล์มำเรียงต่อกันเรียกว่ำซีฟทิวป์ (Sieve tube) ซีฟทิวบ์เมมเบอร์เมื่อโตเต็มที่นิวเคลียส
จะสลำยไปเพื่อให้กำรล ำเลียงอำหำร มีประสิทธิภำพมำกขึ้น
2. คอมพาเนียนเซลล์(Companion cell)เป็นเซลล์ที่อยู่ติดกับซีฟทิวป์ เมม
เบอร์เป็นเซลล์ที่มีชีวิตอยู่โดยท ำหน้ำที่สร้ำงสำรที่จ ำเป็นส่ง ให้กับซีฟทิวบ์เมมเบอร์ (Sieve
tube member) ซึ่งไม่มีนิวเคลียส
3. โฟลเอ็มพาเรงคิมา (Phloem parenchyma)เป็นเซลล์พำเรงคิมำที่
พบอยู่ในเนื้อเยื่อโฟลเอ็มเป็นเซลล์ที่ยังคงมีชีวิตท ำหน้ำที่ช่วยสะสมอำหำรและอินทรีย์สำร
ต่ำงๆ เช่น น ้ำมัน ยำงสน ลำเทกซ์(ฯลฯ) ตลอดจนท ำหน้ำที่ล ำเลียงอำหำร
4. โฟลเอ็มไฟเบอร์ (Phloem fiber)เป็นเซลล์คล้ำยไฟเบอร์ทั่ว ๆ ไปมีผนัง
หนำเป็นเซลล์ที่ตำยแล้ว ท ำหน้ำที่ช่วยเสริมสร้ำงควำมแข็งแรงให้แก่ท่ออำหำร
56
การล าเลียงน ้าและแร่ธาตุ
ราก(Root) : เป็นโครงสร้ำงหลักที่อยู่ใต้ดินของพืช
หน้ำที่
-ยึดล ำต้นใต้ดินให้ติดอยู่กับพื้นดิน
-ดูดซึมน ้ำและแร่ธำตุจำกดิน ส่งไปส่วนต่ำง ๆ ของล ำต้น
57
รำก (Root)
รำกตัดตำมยำว (LS)
- ศึกษำชั้นต่ำงๆ ของแต่ละ
บริเวณ (zone)
58
รำกพืชใบเลี้ยงเดี่ยวและใบเลี้ยงคู่
Xylem ตรงกลางเรียงเป็นแฉก
บริเวณตรงกลางพิธ(Pith)
59
รำกพืชใบเลี้ยงคู่
Tetrarch xylem
60
ศึกษำชั้นต่ำงๆ ต่อไปนี้
พร้อมทั้งบอกเนื้อเยื่อที่เป็นส่วนประกอบของแต่ละชั้น
- Epidermis
- Cortex
- Vascular bundle :- xylem & phloem
- Pith
โครงสร้ำงนี้เป็นส่วนใดของพืช........ ใบเลี้ยงเดี่ยวหรือใบเลี้ยงคู่......
61
ศึกษำชั้น cortex, endodermis และ
stele (pericycle, xylem & phloem) ของรำก
ใบเลี้ยงเดี่ยวและใบเลี้ยงคู่
62
ศึกษำชั้นต่ำงๆ ต่อไปนี้
พร้อมทั้งบอกเนื้อเยื่อที่เป็นส่วนประกอบของแต่ละชั้น
- Epidermis
- Cortex
- Vascular bundle :- xylem & phloem ……polyarch xylem
- Pith
โครงสร้ำงนี้เป็นส่วนใดของพืช........ ใบเลี้ยงเดี่ยวหรือใบเลี้ยงคู่......
63
64
65
รำกแขนง (Lateral root)
รำกแขนงเจริญจำกชั้นใด
66
แบ่งออกได้เป็น3 ชั้น คือ
1. ชั้นเอพิเดอร์มิส (Epidermis)
– ชั้นนอกสุดของราก
– ประกอบด้วย Epidermal Cell เรียงตัวเพียงชั้นเดียว ไม่มีสารพวกคิวติน
เคลือบ
– ในบริเวณที่เซลล์มีการเติบโตเต็มที่อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงรูปร่างไปเป็น
เซลล์ขนราก
2. ชั้นคอร์เท็กซ์ (Cortex)
– ชั้นที่กว้างที่สุดของราก
– ประกอบด้วยเนื้อเยื่อ Parenchyma เป็นหลักท าหน้าที่ในการสะสมอาหาร
จ าพวกแป้ง (StorageParenchyma) แต่อาจจะพบเนื้อเยื่อ Collenchyma
และ Sclerenchyma ได้
โครงสร้างของรากตัดตามขวาง (Cross Section)
67
- ชั้นในสุดของ Cortex เรียกว่า Endodermis จะมี
สารพวกซูเบอริน (Suberin)พอกเป็นแถบเรียกว่า แถบแคสา
เรียน (Casparian Strip) ท าหน้าที่เกี่ยวข้องกับการควบคุม
การล าเลียงน ้าเข้ามาในราก
68
3. ชั้นสตีล (Stele) ชั้นที่อยู่ในสุดของรำก ประกอบด้วยส่วนต่ำงๆ 3
ส่วน คือ
1. ชั้นเพอริไซเคิล (Pericycle) เป็นชั้นนอกสุดของ
Stele เกี่ยวข้องกับกำรเกิดรำกแขนง (Lateral Root)
2. ท่อล าเลียงน ้าและอาหาร (Vascular Cylinder) มี
ท่อ Xylem อยู่ตรงกลำง และมี Phloemแทรกอยู่โดยรอบ ถ้ำเป็น
พืชใบเลี้ยงคู่มักจะมี Xylem ประมำณ 3-5 แฉก ขณะที่พืชใบเลี้ยง
เดี่ยวจะมี Xylemเป็นแฉกอยู่จ ำนวนมำก
3. ชั้นพิธ (Pith) ส่วนที่อยู่ในสุดของรำก เป็นเนื้อเยื่อ
Parenchyma และมักพบในรำกพืชใบเลี้ยงเดี่ยว
69
ชั้นของเนื้อเยื่อในราก
1. Epidermis
2. Cortex : ground tissue +
endodermis
3. Stele : - pericycle
- primary Phloem
- primary Xylem
- pith
70
71
รำกพืชใบเลี้ยงคู่
รำกพืชใบเลี้ยงเดี่ยว
1.ท่อล ำเลียงน ้ำกลุ่มเซลล์จะเรียงเป็น
แฉกมี 4-5 แฉก และมีกลุ่มเซลล์ท่อ
ล ำเลียงอำหำรแทรกอยู่
ระหว่ำงแฉก 4-5 กลุ่ม
2.มีวำสคิวลำร์แคมเบียม
3.ชั้นเอนโดเดอร์มิสเห็นไม่ชัดเจน
4.ตรงกลำงรำกมักเป็นไซเล็ม
1.ท่อล ำเลียงน ้ำมีจ ำนวนแฉก
มำกกว่ำคือ ประมำณ 6 แฉก เรียง
เป็นวงกลมมีกลุ่มเซลล์ท่อล ำเลียง
อำหำรแทรกอยู่ระหว่ำง 6 กลุ่ม
2.ไม่มีวำสคิวลำร์แคมเบียม
3.ชั้นเอนโดเดอร์มิสเห็นชัดเจน
4.ตรงกลำงมักเป็นพิธ
ตำรำงเปรียบเทียบโครงสร้ำงภำยในรำกพืชใบเลี้ยงเดี่ยวและใบเลี้ยงคู่
72
หน้ำที่ของรำก
1. ดูด (Absorption)น ้าและแร่ธาตุที่ละลายน ้าจากดินเข้า
ไปในล าต้น
2. ล ำเลียง (Conduction)น ้าและแร่ธาตุรวมทั้งอาหารซึ่ง
พืชสะสมไว้ในรากขึ้นสู่ส่วนต่าง ๆ ของล าต้น
3. ยึด (Anchorage)ล าต้นให้ติดกับพื้นดิน
4. แหล่งสร้ำงฮอร์โมน (Producing hormones)รากเป็น
แหล่งส าคัญในการผลิตฮอร์โมนพืชหลายชนิด เช่น ไซ
โทไคนิน จิบเบอเรลลิน ซึ่งจะถูกล าเลียงไปใช้เพื่อการ
เจริญพัฒนาส่วนของล าต้น ส่วนยอด และส่วนอื่น ๆ ของ
พืช นอกจากนี้ยังมีรากของพืชอีกหลายชนิดที่ท าหน้าที่
พิเศษ
73
ชนิดของรำกจ ำแนกตำม
แหล่งก ำเนิดชนิดของรำกจ ำแนกตำมแหล่งก ำเนิด
1. รำกแก้ว(Primary root
หรือ Tap root)
2. รากแขนง(Secondary
root หรือ Lateral root)
3. รากพิเศษ
(Adventitious root)
เป็นรากที่เจริญมาจาก แรดิ
เคิล(Radicle)ของเอ็มบริโอ
แล้วพุ่งลงสู่ดิน ตอนโคน
รากจะใหญ่แล้วค่อย ๆ
เรียวไปจนถึงปลายราก พืช
หลายชนิดมีรากแก้วเป็น
รากส าคัญตลอดชีวิต
เป็นรำกที่เจริญมำจำกเพอริ
ไซเคิล(pericycle) ของรำก
แก้วกำรเจริญเติบโตของ
รำกชนิดนี้จะขนำนไปกับ
พื้นดินและสำมำรถแตก
แขนงได้เรื่อยไป
เป็นรำกที่งอกจำก
ส่วนต่ำง ๆ ของพืช
กิ่ง ใบ และก้ำน ที่
ไม่ได้เกิดจำก radicle
และ pericycle ของ
primary root
74
รำกของพืชบำงชนิดอำจจะมีกำรปรับเปลี่ยนไปเพื่อท ำหน้ำที่ต่ำงๆ
1. รำกฝอย (fibrous root )เป็นรากที่งอกออกจากโคนล าต้น เพื่อแทนรากแก้วที่ฝ่อไป
2.รำกสะสมอำหำร เช่น หัวผักกาด แครอท มันเทศ มันแกว กระชาย มันส าปะหลัง เป็นต้น
3.รำกหำยใจ ที่มีปลายรากโผล่ขึ้นมาเหนือดินและผิวน ้า เช่น รากของต้นล าพู โกงกาง แสม
เป็นต้น
4.รำกค ้ำจุนล ำต้นพืช เช่น รากต้นเตยทะเล รากต้นไทร เป็นต้น
5.รำกสังเครำะห์ด้วยแสง เช่น รากสีเขียวของกล้วยไม้ เป็นต้น
6.รำกยึดเกำะเช่น รากของต้นพลู พริกไทย พลูด่าง เป็นต้น
7.รากกาฝาก ที่ใช้ในการแทงเข้าไปแย่งน ้าและอาหาร เช่น รากกาฝาก รากต้นฝอยทอง เป็น
ต้น
8. รำกหนำม ( root thorn )เป็นรากที่มีลักษณะเป็นหนามงอกมาจากบริเวณโคนต้น
9. รำกพูพอน (Buttress Root) ในพืชที่มีขนาดใหญ่ ช่วยในการค ้าจุน
* รำกพิเศษ (Adventitious Root) คือ รากส่วนที่เจริญมาจากส่วนอื่นของพืชที่
ไม่ใช่รากแก้ว เช่น ล าต้น หรือใบ เป็นต้น
75
รำกพิเศษ (Adventitious root)
เป็นรากที่งอกจากส่วนต่าง ๆ ของพืช เช่น ล าต้นหรือใบ อาจจ าแนก
ตามรูปร่างและหน้าที่ได้เป็น
1.รำกฝอย (fibrous root )เป็นรากที่
งอกออกจากโคนล าต้น เพื่อแทนรากแก้ว
ที่ฝ่อไป พบมากในพืชใบเลี้ยงเดี่ยวเช่น
รากข้าวหญ้า หมาก มะพร้าว เป็นต้น
76
2. รากค ้าจุน(Prop root )เป็นรำกที่
แตกออกมำจำกข้อของล ำต้น ที่อยู่ใต้
ดินหรือเหนือดินเล็กน้อยที่งอกจำกโคน
ต้นหรือกิ่งบนดินแล้วหยั่งลงดินเพื่อ
พยุงล ำต้น เช่น รำกข้ำวโพด รำกเตย
ทะเลหรือล ำเจียก รำกโกงกำง และไทร
ย้อย เป็นต้น
77
3. รากสังเคราะห์แสง(photosyntheticroot)
เป็นรำกที่แตกจำกข้อของล ำต้นหรือกิ่งและอยู่
ในอำกำศจะมีสีเขียวของคลอโรฟิลล์จึงช่วย
สังเครำะห์ด้วยแสงได้ เช่น รำกกล้วยไม้ ไทร
โกงกำง ซึ่งจะมีสีเขียวเฉพำะตรงที่ห้อยอยู่ใน
อำกำศเท่ำนั้น รำกกล้วยไม้นอกจำกมีสีเขียว
ช่วยในกำรสังเครำะห์แสงแล้วพบว่ำมีเนื้อเยื่อ
พิเศษลักษณะนุ่มคล้ำยฟองน ้ำเป็นเซลล์พวก
พำเรนคิมำเรียงตัวกันอย่ำงหลวมๆมีช่องว่ำง
ระหว่งเซลล์มำกเรียกนวม(Velamen)หุ้มตำม
ขอบนอกของรำกไว้เพื่อดูดควำมชื้นและเก็บน ้ำ
ให้แก่รำก
78
4. รากหายใจ (Pneumatophore root/
Respiratory root/Aerating root)เป็นรำกที่ยื่น
ขึ้นมำจำกดินหรือน ้ำเพื่อรับออกซิเจน เช่น รำกล ำพู
แสม และรำกส่วนที่อยู่ในนวมคล้ำยฟองน ้ำ ของผัก
กระเฉด แพงพวยน ้ำ ก็เป็นรำกหำยใจ โดยนวมจะ
เป็นที่เก็บอำกำศและเป็นทุ่นลอยน ้ำด้วย
79
5. รำกเกำะ (climbing root ) เป็นรากที่
แตกออกจากส่วนข้อของล าต้น แล้วเกาะ
กับสิ่งยึดเกาะ เช่นเสาหรือหลักเพื่อพยุง
ล าต้นให้ติดแน่นและชูล าต้นให้สูงขึ้น
เช่น พลู พริกไทย กล้วยไม้พลูด่าง เป็น
ต้น
80
6. รำกหนำม ( root thorn ) เป็น
รากที่มีลักษณะเป็นหนามงอกมา
จากบริเวณโคนต้น ตอนงอกใหม่
ๆ เป็นรากปกติแต่ต่อมาเกิด
เปลือกแข็งท าให้มีลักษณะคล้าย
หนามแข็ง ช่วยป้องกันโคนต้น
ได้ เช่น ปาล์ม ระก า
81
7. รำกกำฝำก (parasitic root)
เป็นรากของพืช ที่ไปเกาะต้นพืช
ชนิดอื่น เป็นรากของพืชพวก
ปรสิตที่สร้าง ฮอสทอเรีย
(Haustoria) แทงเข้าไปในล าต้น
ของพืชที่เป็นโฮสต์ แล้วมีราก
เล็กๆ แตกออกมาเป็นกระจุก
แทงลงไปในล าต้นจนถึงท่อ
ล าเลียงเพื่อแย่งน ้าและอาหาร
จากโฮสต์ เช่น รากกาฝาก
ฝอยทอง เป็นต้น
82
8. รากสะสมอาหาร(storage root )
เป็นรำกที่สะสมอำหำรพวกแป้ ง
โปรตีนไขมัน หรือน ้ำตำลไว้ จนรำก
เปลี่ยนแปลงรูปร่ำงมีขนำดใหญ่ซึ่ง
มักจะเรียกกันว่ำ“หัว” เช่น หัวแค
รอท หัวผักกำดหรือหัวไชเท้ำ หัว
ผักกำดแดงหรือแรดิช (Radish) หัว
บีท (Beet root) และหัวมันแกว เป็น
รำกสะสมอำหำรที่เปลี่ยนแปลงมำ
จำกรำกแก้วส่วนรำกสะสมอำหำร
ของ มันเทศ รักเร่ กระชำย
เปลี่ยนแปลงมำจำกรำกแขนง
83
9.รากพูพอน(Buttress root) เป็น
รากที่มีลักษณะคล้ายล าต้น แผ่
ขยายออกเป็นปีก เป็นสัน เป็นพู
หรือเป็นปมที่โคน ซึ่งแผ่ขยาย
ออกไปรอบ ๆ เพื่อพยุงล าต้น
เพื่อช่วยให้ล าต้นทรงตัวได้ดี
ยิ่งขึ้น เช่น งิ้ว ตะแบก กระบาก
84
ล ำต้น (Stem)
85
86
ล ำต้น
พืชใบเลี้ยงเดี่ยว
ล ำต้น
พืชใบเลี้ยงคู่
กำรเจริญระยะปฐมภูมิ
(Primary growth)
87
Bilogy III
โดยครูสุปรีชำสูงสกุล
86
ล ำต้นพืชใบเลี้ยงเดี่ยว
88
Bilogy III
โดยครูสุปรีชำสูงสกุล
87
ล ำต้นพืชใบเลี้ยงคู่
89
ศึกษำชั้นต่ำงๆ ต่อไปนี้ พร้อมทั้งบอกเนื้อเยื่อที่เป็นส่วนประกอบของแต่ละชั้น
- Epidermis
- Cortex
- Vascular bundle :- xylem & phloem
- Pith
โครงสร้ำงนี้เป็นส่วนใดของพืช........ ใบเลี้ยงเดี่ยวหรือใบเลี้ยงคู่......
90
X-section ล ำต้นหมอน้อย (พืชใบเลี้ยงคู่)
Pith
Xylem
Phloem
Cortex
Epidermis
Trichome (hair)
Chlorenchyma
Collenchyma
Phloem
fiber
Parenchyma
91
X-section ล ำต้นตะขบ
Pith
Xylem
(vessel)
Cortex
Epidermis &
Trichome
Phloem
92
93
ล าต้นใบเลี้ยงคู่
ล าต้นใบเลี้ยงเดี่ยว
1.วาสคิวลาร์บันเดิล เรียงเป็น
ระเบียบในแนวรัศมี
1.วาสคิวลาร์บันเดิล กระจัดกระจาย
ทั่วล าต้น
2.มีแคมเบียมระหว่างโฟลเอ็มและ
ไซเล็ม จึงมีการเจริญเติบโตขั้นที่สอง
2.ส่วนใหญ่ไม่มีแคมเบียมระหว่าง
โฟลเอ็มและไซเล็มจึงไม่มีขนาด
ทางด้านข้าง มีแต่การเพิ่มความสูง
3.ชั้นคอร์แทกซ์รวมกับโฟลเอ็มที่มี
อายุกลายเป็นเปลือกไม้
3.ชั้นคอร์แทกซ์บาง ๆ ไม่มีการ
รวมตัวเป็นเปลือกไม้
4.เมื่อมีอายุมากขึ้นไซเล็มที่มีอายุ
มากจะถูกดันเข้าไปข้างในกลายเป็น
ไม้เนื้อแข็ง (วงปี)
4.ส่วนใหญ่ไม่มีการสร้างไม้เนื้อแข็ง
และกลางล าต้นอาจกลวง (ไม่มีวงปี)
เปรียบเทียบโครงสร้างล าต้นพืช
94
95
กำรเจริญระยะทุติยภูมิ (Secondary growth) ของล าต้น
Cork cambium
Vascular cambium
Secondary xylem
96
97
1. ชั้นเอพิเดอร์มิส (Epidermis)
2. ชั้นคอร์เท็กซ์ (Cortex)
3. ชั้นสตีล (Stele) ประกอบด้วย
- มัดท่อล าเลียง (Vascular bundle)
ได้แก่ ไซเล็ม(Xylem) โฟลเอ็ม (Phloem)
- พิธ (Pith
โครงสร้างของล าต้น มี 3 ชั้น คล้ายกันกับราก คือ
98
โครงสร้างของล าต้นตัดตามขวาง (Cross Section)
เรียงจำกทำงด้ำนนอกเข้ำมำด้ำนใน แบ่งออกได้เป็น 3 ชั้น คือ
1. ชั้นเอพิเดอร์มิส (Epidermis)
– ชั้นนอกสุดของล ำต้น
– โดยทั่วไปมักเรียงตัวแถวเดียว ประกอบขึ้นจำก Epidermal Cell
– ด้ำนนอกของเอพิเดอร์มิสในล ำต้นจะมีสำรคิวติน (Cutin) เคลือบอยู่
อำจพบเซลล์คุม (Guard Cell) ได้
2. ชั้นคอร์เทกซ์ (Cortex)
– ชั้นที่อยู่ถัดเข้ำมำจำกชั้นเอพิเดอร์มิส
– ชั้นคอร์เทกซ์ในล ำต้นแคบมำกเมื่อเทียบกับในรำก
– ประกอบด้วยเนื้อเยื่อ Parenchyma ส่วนใหญ่ อำจพบเนื้อเยื่อ
Collenchyma และ Sclerenchyma ได้
99
3. ชั้นสตีล (Stele) ของล ำต้นจะไม่สำมำรถแยกจำกชั้นคอร์เทกซ์ชัดเจนเหมือนในรำก โดยทั่วไป
ชั้นสตีลจะกินบริเวณกว้ำงมำกและกว้ำงที่สุดในล ำต้น ชั้นนี้ประกอบด้วยส่วนหลักต่ำงๆ 3 ส่วน คือ
1. มัดท่อล ำเลียง (Vascular Bundle) ประกอบด้วยท่อ Xylem, Phloem
และ Vascular Cambium (ใบเลี้ยงคู่) โดยในพืชใบเลี้ยงคู่มัดท่อล ำเลียงจะเรียงเป็นวงรอบ
ล ำต้น โดยมีท่อ Xylem อยู่ทำง ด้ำนในและมีท่อ Phloem อยู่ทำงด้ำนนอก และมี
Vascular Cambium กั้นอยู่ระหว่ำงเนื้อเยื่อล ำเลียงทั้งสอง ขณะที่ในพืชใบเลี้ยงเดี่ยว มัดท่อ
ล ำเลียงจะเรียงกระจำยทั่วล ำต้น แต่จะอยู่หนำแน่นมำกบริเวณที่ใกล้กับชั้นเอพิเดอร์มิส
2. วำสคิวลำร์เรย์ (Vascular Ray) หรือพิธเรย์ (Pith Ray) เป็นกลุ่มของ
เนื้อเยื่อพำเรนไคมำ(Parenchyma) ที่อยู่ระหว่ำงแต่ละมัดของท่อล ำเลียง เชื่อมระหว่ำงชั้นคอร์
เทกซ์กับพิธ ส่วนของ Vascular Ray นี้จะพบได้เฉพำะในพืชใบเลี้ยงคู่เท่ำนั้น
3. พิธ (Pith) เป็นชั้นในสุดของล ำต้น พบได้ทั้งในพืชใบเลี้ยงคู่และพืชใบเลี้ยงเดี่ยว
ประกอบ ด้วยเนื้อเยื่อ Parenchyma เป็นหลัก มีบทบำทหน้ำที่สะสมแป้ งหรือสำรต่ำงๆ เช่น
ผลึกแทนนิน (Tannin) ในพืชใบเลี้ยงคู่ที่มีกำรเติบโตทุติยภูมิ (Secondary Growth)
ส่วนของพิธจะสลำยไปกลำยเป็นช่องกลวงที่เรียกว่ำ Pith Cavity
100
การเจริญขั้นปฐมภูมิ (Primary Growth)
กำรเจริญขั้นปฐมภูมิ หรือกำรเจริญขั้นแรก เป็นกำรเจริญ
ที่เน้นยืดควำมยำวเป็นหลัก เนื้อเยื่อที่มีผลต่อกำรเจริญขั้นปฐมภูมิ
มำกที่สุดคือ Apical meristem
Apical meristem พบที่บริเวณส่วนปลำยของต้นซึ่ง
ได้แก่ ปลำยรำก และ ปลำยยอด
101
การเจริญขั้นปฐมภูมิ (Primary Growth)
Meristem
Permanent
Tissue
mitosis
102
การเจริญขั้นปฐมภูมิ (Primary Growth)
ขั้นตอนที่ 1
Apical Meristem ไมโทซิสให้เนื้อเยื่อเจริญ 3 ชนิด
ได้แก่
- Protoderm
- Ground meristem
- Procambium
103
การเจริญขั้นปฐมภูมิ (Primary Growth)
ขั้นตอนที่ 2
เกิดกำรแบ่งเซลล์ เกิดเป็นกลุ่มเซลล์ เป็นเนื้อเยื่อชั้น
ต่ำง ๆ ดังนี้
Protoderm Epidermis
Ground Meristem Ground Tissue
Procambium Vascular Bundle
104
การเจริญขั้นปฐมภูมิ (Primary Growth)
1)Protodermแบ่งตัวได้ Epidermis
2) Ground Meristemแบ่งตัวได้ Ground Tissue
ซึ่งได้แก่เนื้อเยื่อชั้น
- Cortex
- Pericycle(พบที่รำก)
- Pith(พบที่รำกพืชใบเลี้ยงเดี่ยว , ล ำต้นพืชใบเลี้ยงคู่)
3)Procambiumแบ่งตัวได้ Xylem, Phloem
105
เนื้อเยื่อชั้นต่าง ๆ ที่ได้จาก Primary Growth
1) Epidermisเรียงตัวอยู่ด้ำนนอกสุด
2) Cortex เรียงตัวอยู่ถัดเข้ำมำ โดยพบทั้ง
parenchyma , collenchymaและ
sclerenchyma และพบ endodermis ที่รำก
3) Pericycleพบเฉพำะในรำก โดยอยู่ถัดเข้ำไป
ด้ำนในของคอร์เทกซ์ พบเนื้อเยื่อ parenchyma
106
เนื้อเยื่อชั้นต่าง ๆ ที่ได้จาก Primary Growth
4) Phloem Tissueอยู่ถัดเข้ำมำด้ำนใน
5) Xylem Tissue อยู่ถัดเข้ำมำด้ำนใน
6) Pith อยู่ถัดเข้ำมำลึกที่สุดคืออยู่ตรงกลำง พบ
เฉพำะในรำกพืชใบเลี้ยงเดี่ยว และล ำต้นพืชใบเลี้ยงคู่
107
การเจริญขั้นที่ทุติยภูมิ (Secondary Growth)
การเจริญขั้นทุติยภูมิ หรือการเจริญขั้นที่สอง เป็นการเจริญที่
เพิ่มขนาด ความกว้างของพืช
การเจริญนี้เกิดกับพืชมีเนื้อไม้ (woody plant)ได้แก่ พืช
ใบเลี้ยงคู่(dicot)ส่วนใหญ่ พืชใบเลี้ยงเดี่ยว(monocot)
บางส่วน และพวก gymnosperm
การเจริญนี้ที่เกิด ต้องอาศัยการ redifferentiation
ร่วมด้วย คือ เนื้อเยื่อถาวรบางส่วนเปลี่ยนเป็นเนื้อเยื่อเจริญ
108
การเจริญขั้นทุติยภูมิ (Secondary Growth)
Previous Meristem
Permanent Tissue
Meristem
redifferentiation
Permanent
Tissue
mitosis
109
การเกิดเนื้อเยื่อชั้น periderm
ขั้นตอนที่ 1
parenchymaในคอร์เทกซ์บำงส่วนredifferentiate
เป็นcork cambiumแทรกระหว่ำงเอพิเดอร์มิสกับคอร์เทกซ์
Parenchyma
Cork
cambium
redifferentiation
Outer layer : Epidermis
Inner layer : Cortex
110
การเกิดเนื้อเยื่อชั้น periderm
ขั้นตอนที่ 2
cork cambiumเกิด mitosisโดย
- แบ่งตัวออกด้ำนนอกได้ phellem
- แบ่งตัวเข้ำด้ำนในได้ phelloderm
Cork cambium
Phellem
Phelloderm
mitosis
111
การเกิดSecondary Vascular Tissue
ขั้นตอนที่ 1
primary vascular tissueเกิดredifferentiateเป็น
vascular cambiumแทรกตัวอยู่ระหว่ำง Primary
Phloem และ Xylem
1st vascular tissue
Vascular
cambium
redifferentiation
Outer layer : 1st phloem
Inner layer : 1st xylem
112
ขั้นตอนที่ 2
vascular cambiumกับprocambiumที่
เหลืออยู่ร่วมกันmitosisโดยที่
- แบ่งตัวออกด้ำนนอกได้secondary phloem
- แบ่งตัวเข้ำด้ำนในได้ secondary xylem
การเกิด Secondary Vascular Tissue
Vascular cambium
2nd phloem
2nd xylem
mitosis
113
เนื้อเยื่อชั้นต่าง ๆ ที่ได้จาก Secondary Growth
1. Phellem เรียงตัวระหว่ำงเอพิเดอร์มิสกับคอร์ก แคม
เบียม
2.Phelloderm เรียงตัวระหว่ำงคอร์กแคมเบียม กับ
คอร์เทกซ์
Phellem , Cork cambium (Phellogen) และ
Phelloderm รวมกันเรียกว่ำชั้น Periderm
114
เนื้อเยื่อชั้นต่าง ๆ ที่ได้จาก Secondary Growth
3. Secondary Phloem อยู่ระหว่างชั้นคอร์เทกซ์
กับวาสคูลาร์ แคมเบียม
4. Secondary Xylem อยู่ระหว่างชั้น วาสคูลาร์
แคมเบียมและพิธ
115
เนื้อเยื่อทั้งหมดในอุดมคติ(Ideal Tissue)
เมื่อตัดพืชตำมขวำง (cross section)จะพบส่วน
ต่ำง ๆ ในอุดมคติ จำกชั้นนอกสุดไปในสุด ดังนี้
1. Epidermis
2. Phellem
3. Cork Cambium
(Phellogen)
4. Phelloderm
Periderm
Bark
116
5. Cortex
6. Endodermis(รำก)
7. Pericycle(รำก)
8. 1st Phloem
9. 2nd Phloem
10. Vascular Cambium
11. 2nd Xylem
12. 1st Xylem
13. Pith(รำก monocot
ล ำต้น dicot)
Stele
(เรียกในราก)
Wood
Bark
117
Modified Stems
• Special purpose modifications
–bulbs
–corms
–rhizomes
–runners and stolons
–tubers
–tendrils
–cladophylls
118
ล ำต้นเหนือดินบำงชนิดมีกำรเปลี่ยนแปลงรูปร่ำงและหน้ำที่ไปจำกที่ตั้งตรงอยู่เหนือ
ดินไปท ำหน้ำที่พิเศษ (Modified stem) ท ำให้จ ำแนกได้เป็น 4 ชนิดได้แก่
ล ำต้นเหนือดิน ( Terrestrial stem)
1. ล ำต้นเลื้อย (Creeping stem)
2. ล ำต้นไต่ (Climbing stem)
3. แคลโดฟิลล์ (Cladophyll)
4. บัลบิล (Bulbil) บำงทีเรียก Crown หรือ Slip
119
ล าต้นใต้ดินท ำให้จ ำแนกได้เป็น 4 ชนิดได้แก่
1.แง่งหรือเหง้ำ(rhizome)
2.ทูเบอร์(tuber)
3.หัวกลีบ(bulb)
4.คอร์ม(corm)
120
121
ใบ (Leaf)
ใบพืชแบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่ม คือ
1. ใบเดี่ยว (Simple Leaf)
- ใบที่มีแผ่นใบ 1 แผ่นติดอยู่บนก้าน 1 ก้าน
- ตัวอย่างเช่น ใบมะละกอ มะม่วง มะยม พริก
ชมพู่ สาเก ต าลึง อ้อย ละหุ่ง มันส าปะหลัง ลูกใต้ใบ
2. ใบประกอบ (Compound Leaf)
- ใบที่มีแผ่นใบหลายใบติดอยู่บนก้าน 1 ก้าน
เรียกแต่ละใบนี้ว่า ใบย่อย (Leaflet)
- ตัวอย่างเช่น ใบมะขาม มะพร้าว กุหลาบ ถั่ว
กระถิน มะขาม ก้ามปู ชมพูพันธุ์ทิพย์
122
Leaf Cross Section
123
1. ชั้นเอพิเดอร์มิส (Epidermis) แบ่งออก2 ชั้น
1.1 Upper Epidermis – มีสารคิวตินเคลือบ
หนาเป็นชั้น Cuticle และมักมีเซลล์คุมจ านวนน้อย
1.2 Lower Epidermis – มีสารคิวตินเคลือบบาง
และมักจะมีเซลล์คุมจ านวนมาก
โครงสร้างของใบตัดตามขวาง (Cross Section)
ประกอบขึ้นจำกบริเวณต่ำงๆ 3 บริเวณ ดังนี้
124
2. ชั้นมีโซฟิลล์ (Mesophyll) แบ่งออกได้เป็น 2 ชั้นย่อย คือ
2.1 Palisade Mesophyll
ประกอบขึ้นจำกเนื้อเยื่อ Parenchyma ชนิดที่มีคลอโร
พลำสต์หนำแน่นมำก เป็นบริเวณหลักที่เกิดกำรสังเครำะห์ด้วยแสงสูง
ที่สุด
2.2 Sponge Mesophyll
ประกอบขึ้นจำกเนื้อเยื่อ Parenchyma เช่นเดียวกับ
Palisade Mesophyll แต่จะมีจ ำนวนคลอโร พลำสต์ต่อเซลล์
น้อยกว่ำ มีกำรเรียงตัวกันอย่ำงหลวมๆ เกิดเป็นช่องว่ำงท ำหน้ำที่
ในกำรแลกเปลี่ยนแก๊ส
125
3. มัดท่อล ำเลียง (Vascular Bundle) หรือ
เส้นใบ (Vein)โดยทั่วไปมักมีท่อ Xylem
อยู่ทางด้านบนส่วนท่อ Phloem มักอยู่ทางด้านล่าง
ในพืชใบเลี้ยงเดี่ยวอาจจะไม่ได้เห็นแยกชั้น
126
ภาพที่ โครงสร้างภายในใบเลี้ยงเดี่ยว
ภาพโครงสร้างพืชใบเลี้ยงคู่
127
ใบพืชบางชนิดอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงไปเพื่อท าหน้าที่เฉพาะ
1. ใบของพืชบางชนิด
เปลี่ยนเป็นหนามเพื่อลดกำรคำย
น ้ำ ตัวอย่ำงเช่น ใบต้น
กระบองเพชร เป็นต้น
2. ใบของพืชบางชนิด
ท าหน้าที่ในการสะสมน ้าหรือ
อาหาร ตัวอย่ำงเช่น ใบว่ำนหำง
จระเข้ เป็นต้น
3. ใบของพืชบางชนิดมี
ก้านใบพองโตช่วยในการลอยน ้า
ตัวอย่ำงเช่น ผักตบชวำ เป็นต้น
128
ใบพืชบางชนิดอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงไปเพื่อท าหน้าที่เฉพาะ
4. ใบของพืชบางชนิดท าหน้าที่ในการ
ยึดเกาะและพยุงล าต้น ตัวอย่ำงเช่น
ดองดึง ถั่วลันเตำ เป็นต้น
5. ใบของพืชบางชนิดเปลี่ยนแปลงไป
ส าหรับจับแมลง ตัวอย่ำงเช่น
หม้อข้ำวหม้อแกงลิง เป็นต้น
6.ใบของพืชบางชนิดอาจจะท าหน้าที่
ในการสืบพันธุ์ ตัวอย่ำงเช่น ใบต้นตำย
หงำยเป็น เป็นต้น
การด ารงชีวิตของพืช
Show answer
Auto Play
Slide 1 / 128
SLIDE
Similar Resources on Wayground
108 questions
พลังงานความร้อน
Presentation
•
9th Grade
102 questions
LSM203-1-68_Mobile-Commerce
Presentation
•
University
98 questions
ตรีโกณ
Presentation
•
11th - 12th Grade
96 questions
การสร้างตาราง Table
Presentation
•
KG - University
108 questions
Thai Customs Overview
Presentation
•
KG - University
105 questions
Cell Division and Cycle
Presentation
•
9th - 12th Grade
113 questions
แนวข้อสอบใบขับขี่รถยนต์ 17 มีค 65 ครูแดง
Presentation
•
Professional Development
101 questions
กฎหมายลักษณะครอบครัวและมรดก
Presentation
•
9th - 12th Grade
Popular Resources on Wayground
11 questions
Hallway & Bathroom Expectations
Quiz
•
6th - 8th Grade
10 questions
HCS SCI 03 Summer School Assessment 2
Quiz
•
3rd Grade
11 questions
Home Scope
Quiz
•
7th - 8th Grade
12 questions
2026 TAP Technology in the Classroom
Presentation
•
Professional Development
15 questions
HCS SCI 05 Summer School Assessment 2 Review
Quiz
•
5th Grade
15 questions
HCS SCI 04 Summer School Review 2
Quiz
•
4th Grade
59 questions
Geometry Unit 3 Review
Quiz
•
9th - 12th Grade
14 questions
FAST ELA READING SMAPLE TEST MATERIALS
Passage
•
3rd Grade