Search Header Logo
หลักการตลาด

หลักการตลาด

Assessment

Presentation

Computers

Professional Development

Practice Problem

Easy

Created by

ภัทรนันท์ ตาปัญโย

Used 5+ times

FREE Resource

20 Slides • 1 Question

1

media

นำเสนอโดย
ภัทรนันท์ ตาปัญโย
ชั้น ปวส.2/16 เลขที่ 8
สาขาการตลาด

หลักการตลาด

2

media

4P Marketing คืออะไร หลักการตลาดพื้นฐานที่ร้านค้าออนไลน์ต้องรู้

สำหรับคนที่เคยเรียนด้านการตลาดจะรู้ว่า หลัก 4P คือหัวใจสำคัญและนับเป็นจุดเริ่มต้นของการทำธุรกิจอย่างถูกต้อง ซึ่งเรื่องนี้ไม่ได้ยากอย่างที่คิด ใครสนใจอยากเปิดร้านค้าออนไลน์พร้อมผลักดันธุรกิจให้เติบโตแซงหน้าคู่แข่ง ก็สามารถเรียนรู้และนำเอากลยุทธ์ 4P Marketing นี้ไปใช้ได้เช่นกัน นอกจากทำให้ธุรกิจก้าวหน้าอย่างเป็นระบบ ยังถือว่าเป็นการวางแผนเบื้องต้นที่ดีมาก สร้างรากฐานความแข็งแรงให้ธุรกิจเกิดความมั่นคง

4P Marketing คืออะไร

3

Multiple Choice

หลักการตลาดมีอยู่กี่หลัก

1

1หลัก

2

2หลัก

3

3หลัก

4

4หลัก

4

media

​4P Marketing คืออะไร

ลำดับแรกมาทำความรู้จักเพื่อให้เข้าใจและนำไปใช้อย่างถูกต้อง 4P Marketing คือ หลักการตลาด หรือส่วนผสมทางการตลาดอันประกอบไปด้วย Product (สินค้า), Price (ราคา), Place (ช่องทางการจำหน่าย) และ Promotion (การส่งเสริมการขาย) โดยทั้ง 4 หลักนี้นับเป็นพื้นฐานทางการตลาดที่นักการตลาดทุกคนต้องเรียนรู้และทำความเข้าใจให้ลึกซึ้งเพื่อนำเอาไปปรับใช้อย่างเหมาะสม ถูกต้อง มีการวางแผนให้ออกไปในทิศทางเดียวกัน สอดคล้องกับธุรกิจ เมื่อธุรกิจมีพื้นฐานตามหลัก 4P แล้ว จะสามารถนำเอากลยุทธ์อื่น ๆ เข้ามาเพิ่มเติมเพื่อให้เติบโตและก้าวหน้าอย่างที่คาดหวังเอาไว้ อย่างไรก็ตามในการเริ่มวางแผนเพื่อทำธุรกิจ การนำเอาหลักนี้มาใช้อาจยังเป็นภาพรวมคร่าว ๆ จากนั้นเมื่อทำไปได้สักพักจะค่อย ๆ มองเห็นวิธีที่เหมาะสมในการนำเอากลยุทธ์ดังกล่าวมาปรับใช้

​4P Marketing คืออะไร

5

media

ทำความเข้าใจกับหลัก 4P Marketing

เมื่อรู้ถึงความหมายกันไปแล้ว คราวนี้ก็มาทำความเข้าใจในเรื่องของหลัก 4P Marketing ให้มากขึ้นกว่าเดิม P แต่ละตัวแท้จริงมีความหมายและหลักที่ดีในการทำธุรกิจอย่างไร

ทำความเข้าใจกับหลัก 4P Marketing

6

media

Product สินค้า / บริการ

ในทางการตลาด Product จะรวมทั้งสินค้า (Goods) และบริการ (Service) ต่าง ๆ ที่มีผู้ขายส่งมอบให้กับผู้ซื้อและเกิดความพึงพอใจมากที่สุด ในส่วนของสินค้านั้นยังแบ่งย่อยได้ 2 ประเภท คือ สินค้าที่จับต้องได้ หมายถึง สินค้าทั่ว ๆ ไป ที่หยิบจับ มองเห็นด้วยตา นำมาใช้งานได้จริง กับ สินค้าที่จับต้องไม่ได้ คือ ไม่มีตัวตนสินค้า แต่รู้ว่าได้ทำการซื้อเพื่อไว้ใช้งานแล้ว เช่น ประกันภัย, ประกันชีวิต

ขณะที่บริการก็แบ่งออกเป็น 2 ประเภท เช่นกัน ได้แก่ บริการแบบมีส่วนร่วม คือ ผู้ซื้อเข้าไปมีส่วนร่วมในบริการนั้น ๆ เช่น บริการนวดสปา, รถโดยสาร และบริการแบบไม่มีส่วนร่วม คือ ผู้ซื้อได้รับบริการแต่ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ ในระหว่างบริการนั้น เช่น การขนส่งสินค้า เป็นต้น ซึ่งการวางแผนธุรกิจลำดับแรกต้องรู้ว่าสินค้าของตนเองคืออะไร มีกลุ่มเป้าหมายคือใคร สินค้า / บริการนั้น ๆ ถูกแบ่งให้อยู่ในประเภทไหน เพื่อการวางแผนในขั้นตอนอื่น ๆ ที่ง่ายขึ้นกว่าเดิม สังเกตเวลาจะเริ่มทำธุรกิจสิ่งแรกที่คนมักถามถึงคือ “ขายอะไร?” นั่นเอง

Product สินค้า / บริการ

7

media

Price ราคา

เมื่อรู้แล้วว่าสินค้าของตนเองคืออะไร กลยุทธ์ 4P Marketing ลำดับต่อไปคือเรื่องของ การกำหนดราคา ถือเป็นสิ่งสำคัญที่ห้ามมองข้ามเด็ดขาด เสมือนเป็นตัวชี้วัดที่ดีว่า สินค้า / บริการ ที่กำลังทำธุรกิจนั้นจะสร้างผลกำไรให้มากน้อยเพียงใด ทั้งนี้ปัจจัยในการตั้งราคาขายมีด้วยกันหลายประเด็น เช่น ต้นทุนสินค้า, ค่าแรง, ต้นทุนเรื่องช่องทางการจัดจำหน่าย การโฆษณา, ผลกำไรที่ต้องการ ฯลฯ อีกทั้งยังเป็นการบ่งบอกถึงระดับของสินค้าว่าอยู่ในเกรดไหนด้วย เป็นการชี้กลุ่มเป้าหมายให้เห็นชัดเจนมากขึ้น เช่น ราคาสูงตามคุณภาพของวัตถุดิบก็จะต้องพุ่งเป้าไปที่คนมีรายได้สูง เป็นต้น ทั้งนี้การตั้งราคายังแบ่งออกได้หลายประเภท ได้แก่

Price ราคา

8

media

​การตั้งราคาเดียว คือ ราคาสินค้า / บริการ มีราคาเดียว ไม่เปลี่ยนแปลง เพิ่มเติม เช่น กาแฟสตาร์บัคที่ขายราคาเดียวทั่วโลก, ร้านขายของทุกอย่าง 20 บาท เป็นต้น

การตั้งราคาแตกต่าง คือ การกำหนดราคาสินค้าแต่ละชนิดให้แตกต่างตามความเหมาะสม

การตั้งราคาขายแบบแพ็คเกจ คือ การตั้งราคาขายส่ง หรือขายสินค้าในปริมาณมาก ๆ

การตั้งราคาตามสายราคา คือ การกำหนดราคาของสินค้าตามลักษณะ ขนาด เช่น ชานมแก้วเล็ก กลาง ใหญ่

การตั้งราคาเชิงจิตวิทยา คือ การตั้งราคาให้ผู้ซื้อรู้สึกว่าน่าสนใจ หรือราคาถูก เช่น 99 บาท ผู้ซื้อจะรู้สึกว่าราคาไม่ถึง 100 ซึ่งเมื่อเทียบกับอีกร้านที่ขายเหมือนกัน แต่ตั้งราคา 100 บาท ร้าน 99 บาท มักได้รับความสนใจมากกว่า

การตั้งราคาตามจำนวน คือ การวิธีกำหนดสินค้าตามจำนวนที่ขาย เช่น 100 กรัม, 500 กรัม

Place / Platform ช่องทางการจัดจำหน่าย

คือ วิธีที่จะนำเอาสินค้า / บริการ ไปให้กับลูกค้า สำหรับร้านค้าออนไลน์ แน่นอนว่าช่องทางหลักคือ โลกออนไลน์ แต่ก็แบ่งออกได้อีก เช่น ขายผ่าน Social Media, เว็บไซต์ เป็นต้น แต่ถ้าเป็นธุรกิจอื่น ๆ ก็จะมีช่องทางแยกย่อยไปอีก เช่น การวางสินค้าในห้าง ร้านสะดวกซื้อ, การขายแฟรนไชส์ ฯลฯ

9

media

Promotion / Promote การส่งเสริมการขาย

คือวิธีที่จะดึงดูดให้ลูกค้าเกิดความสนใจ และอยากเข้ามาซื้อสินค้า หรือใช้บริการมากขึ้น ซึ่งเรื่องของการส่งเสริมการขายนี้ยังแบ่งแยกย่อยออกไปได้หลากหลายมาก เช่น

การโฆษณา

การประชาสัมพันธ์

ลด แลก แจก แถม

การให้ทดลองใช้

การออกบูธเพื่อสร้างการรับรู้

ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับประเภทธุรกิจและความเหมาะสมของช่วงเวลานั้น ๆ ว่าจะเลือกใช้การส่งเสริมการขายแบบใด เช่น การลดราคาสินค้าในช่วงเทศกาลส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่, การโฆษณาให้เกิดไวรัลเพื่อสร้างการรับรู้ของลูกค้า เป็นต้น

Promotion / Promote การส่งเสริมการขาย

10

media

​นี่คือเรื่องราวของ 4P Marketing ที่นำมาฝากสำหรับคนที่อยากเปิดธุรกิจออนไลน์ อย่างไรก็ตามแม้จะขายเป็น ขายได้ ขายดี แต่บริการไม่ดี ธุรกิจก็มีสิทธิ์พังได้ จึงอยากแนะนำให้เสริมความแข็งแกร่งด้วยระบบจัดการร้านค้าออนไลน์ที่ครอบคลุมทุกขั้นตอน ตอบโจทย์ทุกการขายของ Fillgoods เรื่องหลังบ้านร้านค้าออนไลน์จะง่ายขึ้นกว่าเดิม

11

media

​หลักการตลาดเบื้องต้น สำหรับนักธุรกิจมือใหม่✨ การตลาดก็คือหัวใจสำคัญของธุรกิจทุกชนิด อาจจะเป็นการทำโฆษณาแบบที่ทุกคนรู้จักกัน หรือเป็นการวิเคราะห์วิธีตั้งราคาให้ได้กำไรที่สุด นั่นก็เป็นเพราะว่าการตลาดนั้นครอบคลุมของทุกส่วนของธุรกิจ บทความนี้จะเป็นคู่มือการตลาดเบื้องต้น เหมาะสำหรับมือใหม่ ซึ่งในบทความจะพูดถึงพื้นฐานต่างๆ ที่คนทำธุรกิจมือใหม่ควรใส่ใจเรียนรู้ ว่ามีอะไรบ้าง 📍หน้าที่ของการตลาด หน้าที่ของการตลาดก็คือการช่วยเหลือการขาย ผ่านการสร้างกลยุทธ์และเครื่องมือการตลาดต่างๆ ยกตัวอย่างเช่น การพิจารณาการแบ่งส่วนตลาด การเลือกกลุ่มเป้าหมาย และ การจัดตำแหน่งสินค้า โดยเบื้องต้นแล้ว การตลาดก็มีหน้าดีที่ตรงไปตรงมา โดยเฉพาะการช่วยการขาย อย่างไรก็ตามหน้าที่นี้ก็สามารถถูกแบ่งออกมาเป็นรายละเอียดปลีกย่อยได้เช่นกัน - Segmentation

หลักการตลาดเบื้องต้น

12

media

​การแบ่งตลาด – คือการวิเคราะห์หาข้อมูลเพื่อแบ่งตลาดออกมาเป็นส่วนย่อยๆ โดยนักการตลาดสามารถแบ่งข้อมูลตลาดออกมาได้หลายวิธี ไม่ว่าจะเป็นตาม ประชากรศาสตร์ จิตวิทยา และ ภูมิศาสตร์ โดยการแบ่งตลาดที่ดี - Targeting การเลือกกลุ่มเป้าหมาย – เป้าหมายของการเลือกกลุ่มเป้าหมาย ก็คือการเลือกตลาดที่อาจจะเล็กลงมาหน่อยแต่มีความชอบในผลิตภัณฑ์มากกว่าตลาดโดยรวม ทำให้ประสิทธิภาพของแคมเปญการตลาดในตลาดย่อยมีมากกว่า - Positioning การจัดวางตำแหน่งตลาด – คือการวางจุดขายของสินค้าให้เหมาะกับความต้องการลูกค้า และวางแผนวิธีการสื่อสารจุดขายนี้ให้กับลูกค้าตามช่องทางต่างๆ 📍ความสำคัญของการตลาด ในส่วนที่แล้ว เราดูไปแล้วว่าหน้าที่ของการตลาดมีอะไรบ้าง ซึ่งหากจะพูดให้เรียบง่าย

การแบ่งตลาด

13

media

​การตลาดก็มีหน้าที่ในการเพิ่มรายได้และลดค่าใช้จ่ายให้กับบริษัท อย่างไรก็ตาม องค์ประกอบของการเพิ่มรายได้และลดค่าใช้จ่ายก็มีอยู่หลายอย่าง โดยนักการตลาดส่วนมากก็จะดูปัจจัยเหล่านี้ - การสื่อสาร – เป็นหัวใจที่พื้นฐานที่สุดของการตลาด เพราะการที่จะเริ่มทำอะไรสักอย่างเกี่ยวกับลูกค้าแล้วผู้บริโภค นักการตลาดก็ต้องเริ่มจากการสื่อสารเพื่อโน้มน้าวก่อน โดยเฉพาะการสื่อสารจุดขายของสินค้า

14

media

​โดยเฉพาะการสื่อสารจุดขายของสินค้า นอกเหนือจากนั้นการตลาดยังเป็นเครื่องมือในการสอนและให้ความรู้ลูกค้าได้ด้วย - การขาย – การส่งเสริมการขาย เช่น การทำโฆษณา ซึ่งทำได้ผ่านการสื่อสารวิธีต่างๆอย่างสื่อพิมพ์ ภาพ และ วิดีโอ แต่เดิมทีนั้น สินค้าที่ดีก็จะขายตัวเองได้ผ่านการโฆษณาปากต่อปากของลูกค้า อย่างไรก็ตามในกรณีส่วนมาก หากองค์กรไม่ได้ทำการตลาดอะไรเลย โอกาสที่สินค้าจะขายได้ก็มีน้อยมาก - การเติบโต – หมายถึงการทำโฆษณาเพื่อทำให้ธุรกิจเติบโตขึ้น เช่น การเพิ่มยอดขาย การเปิดตลาดใหม่ การเปิดตัวสินค้าใหม่ ซี่งการตลาดที่ดีต้องคำนึงถึงการสร้างลูกค้าใหม่และการรักษาลูกค้าเก่าให้กลับมาซื้อซ้ำด้วย 📍การตลาดพื้นฐานมีองค์ประกอบอะไรบ้าง องค์ประกอบของการตลาดพื้นฐานได้แก่ ราคา ผลิตภัณฑ์ การส่งเสริมการขาย และ ช่องทางจัดจำหน่าย

15

media

ทั้งสี่ปัจจัยนี้เป็นส่วนผสมการตลาดที่ต้องถูกออกแบบมาให้สอดคล้องเกื้อหนุนกัน และถูกสร้างให้เหมาะสมกับกลุ่มลูกค้า โดยเป้าหมายของส่วนผสมการตลาดก็คือการใช้เพื่อพิจารณาวางแผนกลยุทธ์การตลาด ซึ่งนักการตลาดสามารถควบคุมปัจจัยต่างๆเพื่อส่งเสริมแผนการตลาด ไม่ว่าจะเป็นการทำให้แตกต่างจากคู่แข่ง หรือการโน้มน้าวให้ลูกค้าอยากซื้อ 1. ส่วนผสมทางการตลาด 4P (Marketing Mix) – Products and Service (สินค้า และบริการ) ถ้าคุณจะเริ่มต้นธุรกิจสิ่งแรกที่คุณควรให้ความสนใจก็คือ การทำให้สินค้า และบริการของคุณสามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ แต่ความต้องการของลูกค้าก็สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา ดังนั้นการทำธุรกิจของคุณจึงต้องมีการพัฒนาสินค้า และบริการอยู่ตลอดเวลา เพื่อเป็นการป้องกันการเลียนแบบของคู่แข่ง และทำให้ลูกค้าเห็นว่าสินค้าได้รับการพัฒนาปรับปรุงให้ทันสมัยอยู่เสมอ หรือการพัฒนาให้มีคุณภาพมากขึ้น

16

media

​หรือการพัฒนาให้มีคุณภาพมากขึ้น และนี่คือสิ่งที่จะสร้างความเชื่อมั่นให้กับกลุ่มลูกค้านั้นเอง - Price (ราคา) การตั้งราคาเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพราะนั่นหมายถึงกำไรที่จะได้ในการขายแต่ละครั้ง การตั้งราคานั้นมีหลายวิธี ทั้งการตั้งราคาขายจากการบวกกำไรที่ต้องการกับราคาทุน การตั้งราคาขายแบบจิตวิทยา การตั้งราคาที่อิงคู่แข่งขัน และอีกหลายๆ กลยุทธ์สำหรับนักธุรกิจมือใหม่ แต่การตั้งราคาที่เป็นที่นิยมของหลายๆ ธุรกิจจะเป็นการตั้งราคาแบบใช้ต้นทุน + กำไรที่ต้องการ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าวิธีนี้จะทำให้คุณได้กำไรอย่างล้นหลาม เพราะการตั้งราคานั้นยังมีอีกหลายปัจจัยที่คุณต้องคำนึงถึง

17

media

​เพราะการตั้งราคานั้นยังมีอีกหลายปัจจัยที่คุณต้องคำนึงถึง นี่จึงเป็นเหตุผลที่นักธุรกิจมือใหม่ควรศึกษากลยุทธ์ด้านการตั้งราคาอย่างละเอียดก่อนลงมือทำธุรกิจ – Place (ช่องทางการจัดจำหน่าย) เมื่อคุณรู้แล้วว่าสินค้า และบริการแบบไหนที่สามารถตอบสนองความต้องการของกลุ่มลูกค้า และมีการตั้งราคาที่เหมาะสมแล้ว ปัญหาต่อมาที่คุณต้องคำนึงถึงคือทำเลที่ตั้ง ที่คุณจะเลือกขายสินค้า และบริการของคุณ หากคุณเลือกขายสินค้าในซอยที่ไม่ค่อยมีผู้คนสัญจรผ่านไปมา การขายของคุณนั้นก็เป็นไปได้ยากลำบาก นอกจากการเลือกทำเลที่ตั้งแล้ว ช่องทางการจัดจำหน่ายยังต้องคำนึงถึง การขนส่ง สถานที่จัดเก็บสินค้าคงคลัง โดยสองส่วนนี้สามารถกระทบกับกำไรของคุณได้เช่นกัน – Promotion (การส่งเสริมการตลาด)

18

media

การส่งเสริมการตลาดนั้นทำขึ้นมาเพื่อกระตุ้นยอดขายให้เพิ่มมากขึ้น หรือเป็นการแนะนำสินค้าใหม่เข้าสู่ตลาด โดยการแจกตัวอย่างทดลอง การลดราคา การจัดโปรโมชั่นในโอกาสพิเศษต่างๆ เพื่อดึงดูดความสนใจ ที่จะทำให้เกิดความต้องการที่จะซื้อสินค้าของคุณ วิธีนี้อาจจะทำให้คุณได้กำไรน้อยลง แต่นี่ก็เป็นวิธีที่ดีสำหรับการขยายฐานลูกค้าของคุณแน่นอน 2. วงจรชีวิตผลิตภัณฑ์ วงจรชีวิตผลิตภัณฑ์เป็นสิ่งที่นักธุรกิจมือใหม่ควรเรียนรู้ไว้ เพื่อให้ทราบถึงสถานะของผลิตภัณฑ์ว่ากำลังอยู่ในช่วงไหนของวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์ เพื่อเป็นแนวทางในการวางแผนกลยุทธ์ทางการตลาดให้สอดคล้องกับช่วงชีวิตผลิตภัณฑ์ วงจรชีวิตผลิตภัณฑ์นั้นจะมีทั้งหมด 4 ช่วงคือ

19

media

​ 4 ช่วงคือ - ช่วงแนะนำ ในช่วงนี้จะเป็นช่วงที่ทำกำไรได้น้อย เนื่องจากผลิตภัณฑ์ยังไม่เป็นที่รู้จัก และยังต้องทำการโฆษณาประชาสัมพันธ์ เพื่อทำให้ผลิตภัณฑ์ของคุณเข้าสู่ตลาด หรือเป็นจุดสนใจในกลุ่มของผู้บริโภค เพื่อให้เกิดการซื้อสินค้า แต่ถ้าหากว่าผลิตภัณฑ์ไม่สามารถเข้าสู่ตลาดได้ก็จำเป็นจะต้องถูกถอดออกจากตลาด - ช่วงเจริญเติบโตเต็มที่ เป็นช่วงที่ผลิตภัณฑ์สามารถทำกำไรสูง เนื่องจากยังไม่มีคู่แข่งมากนัก และผลิตภัณฑ์ก็ได้การตอบรับจากผู้บริโภคเป็นอย่างดี - ช่วงอิ่มตัว ในช่วงนี้กำไรจะคงที่หรืออาจมีเพิ่มขึ้น หรือลดลงเล็กน้อย คู่แข่งเริ่มเพิ่มมากขึ้นทำให้การขยายตลาดของสินค้านั้นเริ่มเป็นไปได้ยาก ส่วนแบ่งทางการตลาดก็จะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ - ช่วงถดถอย ช่วงนี้ผลิตภัณฑ์จะไม่สามารถทำกำไรได้แล้ว

20

media

​สาเหตุอาจมาจากการที่ผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงรสนิยม คู่แข่งขันที่เพิ่มมากขึ้น ที่จะทำให้สินค้านั้นๆ ล้นตลาด มีมากเกินความต้องการของผู้บริโภค และนี่ก็จะเป็นช่วงที่นักธุรกิจมือใหม่ต้องตัดสินใจว่าจะพัฒนาสินค้าต่อไป หรือจะออกผลิตภัณฑ์ใหม่เพื่อเข้าสู่วงจรแรกอีกครั้ง 3. ผลกระทบทั้ง 5 การเรียนรู้เรื่องผลกระทบทั้ง 5

21

media

นั้นจะช่วยให้คุณสามารถนำไปใช้เป็นวิธีการวิเคราะห์คู่แข่งขัน วิเคราะห์สภาพแวดล้อมในการแข่งขัน และการวางกลยุทธ์สำหรับธุรกิจของคุณได้ เพื่อเป็นการลดความเสี่ยงเพิ่มความมั่นคงให้ธุรกิจของคุณ โดยผลกระทบทั้ง 5 นั้นก็คือ - อำนาจการต่อรองของผู้บริโภค - อำนาจการต่อรองของซัพพลายเออร์ - การคุกคามจากผู้แข่งขันรายใหม่ - การมาใหม่ของสินค้าทดแทน - การแข่งขัน ของธุรกิจแบบเดียวกัน 4. การลดต้นทุน สิ่งที่นักธุรกิจมือใหม่ ควรเรียนรู้อีกหนึ่งสิ่งก็คือการลดต้นทุน การทำธุรกิจนั้นจำเป็นจะต้องมีต้นทุนในหลายๆ ด้านอย่างหลีกเลี่ยงได้ยาก ไม่ว่าจะเป็นต้นทุนด้านการผลิต ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าขนส่ง ค่าจัดเก็บสินค้า และวิธีการลดต้นทุนนั้นก็ไม่ใช่การเลือกใช้วัสดุอุปกรณ์ที่ไม่ได้คุณภาพมาผลิตสินค้า เพื่อให้ต้นทุนด้านการผลิตลดลง การใช้วิธีนี้นอกจะเป็นการเอาเปรียบผู้บริโภคแล้ว ยังส่งผลต่อคุณภาพของสินค้า และความน่าเชื่อถือในธุรกิจของคุณอีกด้วย การลดต้นทุนที่คุณควรทำคือการหาส่วนที่คุณสามารถลดลงได้ภายในธุรกิจของคุณ โดยไม่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพสินค้า และบริการของคุณ

media

นำเสนอโดย
ภัทรนันท์ ตาปัญโย
ชั้น ปวส.2/16 เลขที่ 8
สาขาการตลาด

หลักการตลาด

Show answer

Auto Play

Slide 1 / 21

SLIDE