Search Header Logo
ใบความรู้ พท31001

ใบความรู้ พท31001

Assessment

Presentation

Other

4th Grade

Practice Problem

Hard

Created by

เพชราภรณ์ ศรีตะวัน

FREE Resource

9 Slides • 0 Questions

1

media

ใบความรู้

เรื่องการฟังและการดู

วิชา พท31001 ภาษาไทย ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย


1. ความหมายของการฟัง

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525 ได้อธิบายความหมายของการฟังไว้ว่า การฟัง หมายถึง

การตั้งใจสดับคอยรับฟังด้วยหู ได้ยิน ขยายความได้ว่าการฟัง เริ่มจากการได้ยินเสียก่อน ขั้นที่ 2 ติดตามเรื่องราว
ของสิ่งที่ได้ยินไปด้วยพอถึงขั้นที่ 3 ต้องสามารถเข้าใจสิ่งที่ได้ยิน หรือตีความหมายของสิ่งที่ได้ยินได้ และขั้น
สุดท้าย ต้องเกิดความคิดคล้อยตามหรือโต้แย้งสิ่งที่ได้ยินนั้น เพื่อน าไปใช้ประโยชน์ต่อไป
2. ประโยชน์ของการฟัง

2.1 ช่วยให้มีความรู้และสติปัญญาเฉลียวฉลาด เป็นผู้ทันโลก และทันเหตุการณ์ เพราะฟังมากย่อมรู้มาก

ซึ่งเป็นคุณสมบัติของความเป็นนักปราชญ์หรือผู้เป็นพหูสูต

2.2 ช่วยให้น าสิ่งที่ได้สดับฟังนั้น ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ในชีวิตประจ าวันได้ เช่น ตัดสินปัญหาได้ หรือมี

ความคิดสร้างสรรค์

2.3 ช่วยให้เกิดทักษะในการฟัง คือ สามารถจับใจความส าคัญของเรื่องที่ฟัง ซึ่งเป็นเครื่องมือส าคัญในการ

แสวงหาความรู้ได้

2.4 ช่วยให้มีวิจารณญาณในการฟัง คือ สามารถพิจารณาไตร่ตรองได้ว่า สิ่งใดบ้างเป็นข้อเท็จจริง สิ่งใดบ้าง

ผิด และสิ่งใดบ้างถูกต้อง
3. วัตถุประสงค์ของการฟัง

การฟังที่ดีผู้ฟังจะต้องตั้งจุดประสงค์ของการฟังไว้ในใจเสียก่อน ซึ่งผู้ฟังมักมีจุดประสงค์ใหญ่ 3 ประการ คือ

3.1 ฟังเพื่อให้เกิดความรู้และความรอบรู้ แยกออกได้ดังนี้

3.1.1 ฟังเพื่อให้เกิดความรู้ การฟังชนิดนี้เป็นสิ่งจ าเป็นส าหรับนักเรียน

3.1.2 ฟังเพื่อให้เกิดความรู้ เป็นการฟังที่ช่วยสร้างเสริมเพิ่มพูดความรู้ให้กว้างขวางยิ่งขึ้น เช่น

ฟังข่าว เหตุบ้านการเมือง ฯลฯ การฟังต้องสามารถจับประเด็นส าคัญของเรื่อง โดยอาศัยหลักการพินิจสารและรู้จัก
ประเมินคุณค่าของสาร

3.2 ฟังเพื่อหาเหตุผลมาโต้แย้งหรือคล้อยตามเป็นการฟังที่มีจุดมุ่งหมายให้ผู้ฟังมีวิจารณญาณในการฟังเป็น

ส าคัญ คือ เมื่อฟังอะไรแล้วต้องเป็นผู้รู้จักคิด รู้จักไตร่ตรองว่าสิ่งที่ตนได้ฟังมานั้นมีเหตุผลสมควรเชื่อถือหรือไม่
อันจะเป็นการฝึกให้เป็นคนสุขุมรอบคอบ ไม่เชื่อสิ่งใดอย่างงมงาย

3.3 ฟังเพื่อความเพลิดเพลิน และซาบซึ้ง เป็นการฟังด้วยความนิยมชมชอบ ผู้ฟังจะได้รับทั้งความ

สนุกสนานและความเพลิดเพลิน การฟังอย่างนี้ถือเป็นการตอบสนองความต้องการทางอารมณ์ช่วยผ่อนคลายความ
ตึงเครียด
4. ลักษณะของการเป็นผู้ฟังที่ดี

การฟังเป็นสิ่งที่มีความส าคัญต่อชีวิตของบุคคลทั่วไป เราจึงควรทราบลักษณะของผู้ฟังที่ดี ซึ่งมีดังนี้

4.1 มีสมาธิในการฟัง การมีสมาธิเป็นสิ่งจ าเป็นมากในการฟัง ผู้ฟังต้องตัดความวิตกหรือความกังวลใจ

ต่าง ๆ ออกจากจิตใจให้หมด ฉะนั้นทุกครั้งที่ฟังเรื่องใดก็ตาม ผู้ฟังต้องหมั่นฝึกความมีสมาธิให้แก่ตนเองพยายามพุ่ง
ความสนใจไปในเรื่องที่ตนก าลังฟังนั้น

4.2 ตั้งจุดมุ่งหมายในการฟัง ในการฟังแต่ละครั้งผู้ฟังควรตั้งจุดมุ่งหมายไว้ว่าจะฟังเพื่ออะไร เช่น ฟังเพื่อจับ

ใจความส าคัญ ฟังเพื่อความเพลิดเพลิน เป็นต้น การฟังอย่างไร้จุดหมายย่อมเสียเวลาในการฟัง

4.3 วิเคราะห์เจตนาของผู้พูด คือ ต้องรู้จักวิเคราะห์เจตนาของผู้พูดว่า ผู้พูดมีความประสงค์อย่างไร มีสิ่ง

ใดแอบแฝงซ่อนเร้นอยู่ในเรื่องที่พูดหรือไม่

2

media

4.4 สนใจและจับประเด็นส าคัญเรื่องที่ฟังให้ได้ คือขณะฟังต้องรู้จักใช้สติปัญญาวิเคราะห์ดูว่าผู้พูดก าลังพูด

เรื่องอะไร ให้สาระประโยชน์อะไรบ้าง เรื่องที่ฟังนั้นมีประเด็นส าคัญอย่างไรแล้วพยายามสรุปความคิดรวบยอดให้ได้
4.5 ต้องวางใจเป็นกลางไม่มีอคติใด ๆ ต่อผู้พูด การมีอคติ และการจับผิดผู้พูดย่อมมีผลเสียมากกว่าได้ ควร
หลีกเลี่ยงการจับผิดเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่น การแต่งกาย การพูดซ้ า ๆ ซาก ๆ ในบางค า ฯลฯ เพราะจะท าให้ผู้ฟัง
เกิดรู้สึกว่าเรื่องที่ก าลังฟังนั้นเป็นเรื่องที่น่าต าหนิ ควรสร้างเจตคติที่ดีต่อผู้พูดเสมอ การท าใจได้เช่นนี้ จะท าให้
บรรยากาศการฟังเป็นไปอย่างราบรื่นและเข้าใจดี

4.6 ฟังด้วยความอดทนและตั้งใจฟัง ต้องอดทนและตั้งใจฟังตั้งแต่ต้นจนจบ การฟังอย่างครึ่ง ๆ กลาง

ๆ หรือฟังเพียงบางตอนย่อมท าให้ไม่สามารถเข้าใจเนื้อเรื่องได้สมบูรณ์

4.7 ฟังอย่างส ารวมให้เกียรติผู้พูด และมีมารยาทอันดีงาม นับเป็นคุณสมบัติของผู้ฟังที่ดี การรู้ว่าสิ่งใดควร

ไม่ควร เช่น การลุกเดินเข้าออก การท าเสียงเอะอะนับเป็นกิริยาที่ไม่เหมาะสม ถือว่าไม่ให้เกียรติ และเป็นการเสีย
มารยาทอย่างยิ่ง แสดงความคิดเห็นก็ควรท าภายหลัง

4.8 ใช้ศิลปะในการฟัง ผู้ฟังที่ดีไม่ควรฟังอย่างเดียวควรใช้ไหวพริบในบางโอกาส เพื่อช่วยให้ผู้พูด

สามารถถ่ายทอดความรู้ ความคิดของตนไปสู่จุดหมายปลายทางตามที่ผู้ฟังต้องการ โดยการใช้ค าถามที่ได้จาก
การเชื่อถือผู้ฟังต้องการ

4.9 ขณะฟังควรบันทึกสิ่งส าคัญ หากสงสัย ควรซักถาม ให้เหมาะสม

4.10 หลักการฟัง ผู้ฟังบันทึกว่า เรื่องราวต่าง ๆ ที่ฟังไปนั้นตรงกับข้อจริง และมีเหตุผลน่าเชื่อถือเพียงใด มีสิ่ง
ใดจะน าไปปฏิบัติให้เกิดประโยชน์ได้หรือไม่ และรู้จักน าความรู้หรือข้อคิดต่าง ๆ ที่ได้จากการฟังไปใช้ประโยชน์ ตาม
โอกาสอันสมควร
5. มารยาทในการเป็นผู้ฟังที่ดี

ผู้ฟังที่ดีควรต้องระมัดระวังมารยาท ตั้งแต่เริ่มเข้าฟัง ขณะฟังไปจนกระทั่งเลิกฟัง คือ

5.1 ควรแต่งกายสุภาพเรียบร้อย เช่น ไม่สวมเสื้อปล่อยชายรุ่มร่าม หรือสวมรองเท้าแตะฟองน้ าเข้าฟัง

เป็นต้น

5.2 ผู้ฟังที่ไปถึงก่อน ควรนั่งเก้าอี้ที่เขาจัดไว้แถวหน้า ๆ ผู้ที่มาทีหลังจากนั้นก็ควรนั่งถัดกันลงมาข้างหลังที

ละแถวตามล าดับ เพื่อผู้มาช้าจะได้ไม่ต้องหลีกคนหลาย ๆ คนเข้าไปหาที่นั่ง ท าให้วุ่นวายขาดสมาธิในการฟังได้ ถ้าผู้
พูดเริ่มพูดไปบ้างแล้ว และไม่มีเก้าอี้ให้นั่ง ก็ควรจะยืนฟังอย่างสงบ และมีระเบียบไม่บังคับผู้ที่นั่งอยู่ก่อน

5.3 ควรไปถึงสถานที่ฟังก่อนผู้พูดเริ่มพูด ถ้าเข้าหลังผู้พูดเริ่มพูดแล้วต้องแสดงความเคารพผู้พูดก่อน และ

เข้าไปนั่งฟังอย่างสงบ หากจ าเป็นต้องออกจากห้องประชุมที่นั่งฟังอยู่ก่อนที่จะพูดจบ ก็ต้องท าความเคารพผู้พูด
ก่อนด้วย

5.4 ควรฟังด้วยความสนใจ ไม่ควรแสดงสีหน้าท่าทางให้ผู้พูดเห็นว่า ผู้ฟังเกิดความเบื่อหน่ายเพราะจะ

ท าให้ผู้พูดเสียก าลังใจ ถ้าเกิดไม่อยากฟังจริง ๆ ก็ควรจะเลิกฟังและออกจากห้อง ประชุมไปเลย

5.5 ควรให้เกียรติผู้พูดด้วยลักษณะต่าง ๆ ที่ท าได้ เช่นพูดดี ถูกใจผู้ฟังก็ควรปรบมือ หรือพูดชมเชยเมื่อ

มีโอกาส ขณะฟังอยู่ควรมองหน้าผู้พูดตลอดเวลาและไม่ควรคุยกัน ด้วยเรื่องส่วนตัวจนเป็นที่ร าคาญแก่ผู้อื่นไม่ควร
ลุกเดินขวักไขว่ไปมาไม่ควรนั่งหลับสัปหงก ฯลฯ

5.6 ถ้าเกิดข้อสงสัยต้องการซักถาม ควรรักษามารยาทดังนี้

5.6.1 ควรยกมือขึ้น เมื่อได้รับอนุญาตแล้วจึงค่อยถาม

5.6.2 ควรถามอย่างสุภาพเรียบร้อยทั้ง ถ้อยค าและอากัปกิริยา

5.6.3 ค าถามควรกะทัดรัด ตรงประเด็น เกี่ยวกับเรื่องที่ฟัง

5.6.4 ถ้าจะคัดค้าน ควรคัดค้านอย่างนิ่มนวล และกล่าวขอโทษก่อน

5.6.5 เมื่อฟังพูดจบแล้ว ควรลุกขึ้น และออกไปมีระเบียบ พยายามท าให้เกิดเสียงน้อยที่สุด
6. เรื่อง การฟังและดูเพื่อจับประเด็นและสรุปความ

6.1 ความหมายของการจับประเด็น หมายถึง การจับข้อความส าคัญหรือใจความส าคัญของเรื่อง

3

media

6.2 ความหมายของการสรุปความ คือ การหยิบยกเอาความคิดหลักหรือประเด็นที่ส าคัญของเรื่องมา

กล่าวย้ าให้เด่นชัด โดยใช้ประโยคสั้นๆแล้วเรียบเรียงให้เป็นระเบียบ

6.3 มารยาทในการฟังและดู

6.3.1 มองสบตาผู้พูด ไม่มองออกนอกห้องหรือมองไปที่อื่น อันเป็นการแสดงว่าไม่สนใจเรื่องที่

พูดและไม่เอาหนังสือไปอ่านขณะที่ฟังหรือดู

6.3.2 รักษาความสงบ ไม่ส่งเสียงรบกวนผู้อื่น ไม่เอาของขบเคี้ยวเข้าไปท าลายสมาธิของผู้อื่น

การชมภาพยนตร์ควรปิดโทรศัพท์มือถือจะได้ไม่รบกวนความสุขของผู้อื่น ไม่ควรพาเด็กเล็กๆไปในโรงภาพยนตร์
หรือในที่ที่ต้องการความสงบ
6.3.3 แสดงกิริยาอาการที่เหมาะสม วัยรุ่นไม่ควรนั่งเกี้ยวพาราสีกันในที่สาธารณชนที่ต้องการความสงบในการฟัง
และการดู เพราะนอกจากจะรบกวนสายตาคนอื่นแล้วยังเป็นการแสดงกิริยาที่ขัดต่อขนบธรรมเนียมของไทยอีกด้วย

6.3.4 ในการดูภาพไม่ควรขีดเขียนหรือฉีกภาพซึ่งแสดงถึงความไม่มีวัฒนธรรมที่ดีงาม

6.4 หลักการฟังและดูเพื่อสรุปความและจับประเด็น
การฟังและดูเพื่อจับประเด็นและสรุปความ เป็นทักษะเบื้องต้นที่ทุกคนจะต้องฝึกฝน เราจะต้องติดตามฟัง ดู
เรื่องราวโดยตลอด ดังนั้นจึงต้องมีสมาธิในการฟังและสามารถแยกแยะได้ว่าข้อความใด
เป็นใจความส าคัญ และข้อความใดเป็นพลความ ถ้าเราเข้าใจเรื่องราวได้โดยตลอดแล้วเราย่อมจดจ าเรื่องราวที่ฟัง
และสามารถถ่ายทอดให้คนอื่นฟังได้ด้วย

ในการฟังแต่ละครั้ง เราต้องจับประเด็นของเรื่องที่ฟังได้ คือ รู้ว่าผู้พูดต้องการสื่อสารอะไร เป็นประเด็น

ส าคัญ และรู้จักว่าอะไรคือประเด็นรองซึ่งขยายประเด็นส าคัญ การฟังเช่นนี้เป็นการฟังเพื่อจับใจความส าคัญและ
ใจความรองและรายละเอียดของเรื่อง มีวิธีการฟังดังนี้

6.4.1 ฟังเรื่องราวให้เข้าใจ พยายามจับใจความส าคัญของเรื่องเป็นตอนๆ ว่าเรื่องอะไร ใครท า

อะไร ที่ไหน เมื่อไร อย่างไร

6.4.2 ฟังเรื่องราวที่เป็นใจความส าคัญแล้วหารายละเอียดของเรื่องที่เป็นลักษณะปลีกย่อยของ

ใจความส าคัญ หรือที่เป็นส่วนขยายใจความส าคัญ

6.4.3 สรุปความโดยรวบรวมเนื้อหาสาระส าคัญอย่างครบถ้วน

วิธีการสรุปความจากการฟังนั้น เราจะต้องค้นหาให้พบว่าสารใดเป็นความคิดส าคัญในเรื่องนั้นๆ

แล้วสรุปไว้เฉพาะใจความส าคัญ โดยเขียนชื่อเรื่อง ผู้พูด โอกาสที่ฟัง วัน เวลา และสถานที่ที่ได้ฟังหรือดูไว้เป็น
หลักฐานเครื่องเตือนความทรงจ าต่อไป

การฟังและดูเพื่อจับประเด็นและสรุปความ เป็นการฟังในชีวิตประจ าวันเพื่อให้ได้สาระส าคัญของ

เรื่องที่ฟัง เช่น ฟังการสนทนา ฟังเรื่องราวข้อมูลข่าวสารต่างๆ ฟังโทรศัพท์ ฟังประกาศ ฟังการบรรยาย ฟังการ
อภิปราย ฟังการเล่าเรื่อง เป็นต้น
7. วิธีสรุปความตามล าดับขั้น
7.1 ขั้น อ่าน ฟัง และดู

- อ่าน ฟังและดูให้เข้าใจอย่างน้อย 2 เที่ยว เพื่อให้ได้แนวคิดที่ส าคัญ

7.2 ขั้นคิด

- คิดเป็นค าถามว่าอะไรเป็นจุดส าคัญของเรื่อง

- คิดต่อไปว่า จุดส าคัญของเรื่องมีความสัมพันธ์กับสิ่งใดบ้าง จดสิ่งนั้นๆไว้เป็นข้อความสั้นๆ

- คิดวิธีที่จะเขียนสรุปความให้กะทัดรัดและชัดเจน

7.3 ขั้นเขียน

- เขียนร่างข้อความสั้นๆที่จดไว้

- ขัดเกลาและตบแต่งร่างข้อความที่สรุปให้เป็นภาษาที่ดีสื่อความหมายได้แจ่มแจ้งชัดเจน

4

media

ใบความรู้
เรื่องการพูด

วิชา พท31001 ภาษาไทย ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย

การพูด

เป็นวิธีหนึ่งของการสื่อสาร การถ่ายทอดความคิด ความรู้ ความเข้าใจ ความรู้สึก หรือความต้องการ ด้วย

เสียง ภาษา และกิริยาท่าทาง เพื่อให้ผู้รับฟังรับรู้ เข้าใจได้ตรงตามจุดประสงค์ของผู้พูด การสื่อสารจึงจะบรรลุผล
ได้หลักการพูด
ความหมายของการพูด
ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525 พูด คือ การเปล่งเสียงออกเป็นถ้อยคํา, พูดจา การพูด
เป็นการสื่อสารด้วยภาษา จากตัวผู้พูดไปยังผู้ฟัง เพื่อสื่อความหมายให้ผู้อื่นทราบความรู้สึกนึกคิดและความ
ต้องการของตน รวมทั้งเป็นการแลกเปลี่ยนข่าวสาร ความรู้ ความคิดเห็น ก่อให้เกิดความเข้าใจซึ่งกันและกันช่วย
ให้กิจการต่างๆ ด าเนินไปด้วยความเรียบร้อย
องค์ประกอบของการพูด
การพูดมีองค์ประกอบส าคัญอยู่ 3 ประการ ดังนี้
ผู้พูด

ผู้พูดเป็นผู้ที่จะต้องถ่ายทอดความรู้สึก ความคิดเห็น ข้อเท็จจริง ตลอดจนทัศนคติของตนสู่ผู้ฟังโดยใช้

ภาษา เสียง อากับกิริยาและบุคลิกภาพของตนให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด ผู้พูดจะต้องค านึงถึงมารยาทและ
คุณธรรม ในการพูดด้วย
สิ่งส าคัญที่ผู้พูดจะต้องยึดไว้เป็นแนวปฏิบัติคือ ผู้พูดจะต้องรู้จักสะสมความรู้ ความคิดและประสบการณ์
ที่มีคุณค่า มีประโยชน์ แล้วรวบรวม เรียบเรียงความรู้ ความคิดเหล่านี้ ให้มีระเบียบ เพื่อที่จะได้ถ่ายทอดให้ผู้ฟัง
เข้าใจได้โดยง่าย แจ่มแจ้ง การสะสมความรู้ ความคิดและประสบการณ์ ผู้พูดสามารถท าได้หลายทาง เช่น จากการ
อ่าน การฟัง การสังเกต การกระท าหรือปฏิบัติด้วยตนเอง การสนทนากับผู้อื่นนอกจากนี้แล้ว ผู้พูดจะต้องมีทักษะ
ในการพูด การคิด การฟัง และมีความสนใจที่จะพัฒนาบุคลิกภาพอยู่เสมอ ซึ่งจะช่วยให้ผู้พูด เกิดความมั่นใจใน
ตนเอง
สาระหรือเรื่องราวที่พูด

คือ เนื้อหาสาระที่ผู้พูดพูดออกไป ซึ่งผู้พูดจะต้องค านึงอยู่เสมอว่า สาระที่ตนพูดนั้นจะต้องมี

ประโยชน์ต่อผู้ฟัง อีกทั้งควรเป็นเรื่องที่ใหม่ ทันสมัย เนื้อหาจะต้องมีความชัดเจน ผู้พูดต้องขยายความคือ ความรู้ที่
น าเสนอสู่ผู้ฟังให้มีความกระจ่าง ซึ่งอาจขยายความด้วยการยกตัวอย่างแสดงด้วยตัวเลข สถิติ หรือยกหลักฐานต่าง
ๆ มาอ้างอิง การเตรียมเนื้อหาในการพูดมีขั้นตอน ดังนี้

2.1) การเลือกหัวข้อเรื่อง ถ้าผู้พูดมีโอกาสเลือกเรื่องที่จะพูดเอง ควรยึดหลักที่ว่าต้อง เหมาะสมกับผู้พูด

คือ เป็นเรื่องที่ผู้พูดมีความรอบรู้ในเรื่องนั้น และเหมาะสมกับผู้ฟังเป็นเรื่องที่ผู้ฟังมีความสนใจ นอกจากนี้จะต้อง
ค านึงถึงโอกาส สถานการณ์ สถานที่ และเวลา ที่ก าหนดให้พูดด้วย

5

media

2.2) การกําหนดจุดมุ่งหมายและขอบเขตของเรื่องที่จะพูด ผู้พูดจะต้องก าหนด จุดมุ่งหมายในการพูดแต่ละ

ครั้งให้ชัดเจนว่าต้องการให้ความรู้ โน้มน้าวใจหรือเพื่อความบันเทิงเพื่อจะได้เตรียมเรื่องให้สอดคล้องกับ
จุดมุ่งหมาย นอกจากนี้ผู้พูดจะต้องก าหนดขอบเขตเรื่องที่จะพูดด้วยว่าจะครอบคลุมเนื้อหาลึกซึ้งมากน้อยเพียงใด

2.3) การค้นคว้าและรวบรวมความรู้ ผู้พูดต้องประมวลความรู้ ความคิดทั้งหมดไว้แล้วแยกแยะให้ได้ว่าอะไร
คือความคิดหลัก อะไรคือความคิดรอง สิ่งใดที่จะน ามาใช้เป็นเหตุผลสนับสนุนความคิดนั้นๆ และที่ส าคัญ ผู้พูด
จะต้องบันทึกไว้ให้ชัดเจนว่าข้อมูลที่ได้มานั้น มีที่มาจากแหล่งใด ใครเป็นผู้พูด หรือผู้เขียน ทั้งนี้ผู้พูดจะได้ อ้างอิง
ที่มาของข้อมูลได้ถูกต้องในขณะที่พูด
2.4) การจัดระเบียบเรื่อง คือ การวางโครงเรื่อง ซึ่งจะช่วยให้การพูดไม่วกวน สับสนเพราะผู้พูดได้จัดล าดับ
ขั้นตอนการพูดไว้อย่างเป็นระเบียบ มีความต่อเนื่อง ครอบคลุมเนื้อหาทั้งหมดช่วยให้ผู้ฟังจับประเด็นได้ง่าย การ
จัดล าดับเนื้อเรื่องจะแบ่งเป็น สามตอน คือ ค าน า เนื้อเรื่องและการสรุป
ผู้ฟัง
ผู้พูดกับผู้ฟังมีความสัมพันธ์กัน โดยผู้พูดต้องเร้าความสนใจผู้ฟังด้วยการใช้ภาษา เสียง กิริยาท่าทาง
บุคลิกภาพของตน ในขณะเดียวกันผู้ฟังก็มีส่วนช่วยให้การพูดของผู้พูดบรรลุจุดหมายได้โดยการตั้งใจฟัง และคิด
ตามอย่างมีเหตุผล ก่อนจะพูดทุกครั้งผู้พูดต้องพยายาม ศึกษารายละเอียดที่เกี่ยวกับผู้ฟังให้มากที่สุด เช่น จ านวน
ผู้ฟัง เพศ ระดับการศึกษา ความเชื่อและค่านิยม ความสนใจของผู้ฟัง เป็นต้น การวิเคราะห์ผู้ฟังล่วงหน้า นอกจาก
จะได้น าข้อมูล มาเตรียมการพูดให้เหมาะสมแล้ว ผู้พูดยังสามารถน าข้อมูลนั้นมาใช้ในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ที่
อาจจะเกิดขึ้นได้เหมาะสมกับสถานการณ์ด้วย
จุดมุ่งหมายของการพูด
โดยทั่วไปแล้ว การพูดจะมีจุดมุ่งหมายที่ส าคัญ ๆ อยู่ 3 ประการ
1. การพูดเพื่อให้ความรู้ความเข้าใจ
การพูดเพื่อจุดมุ่งหมายนี้ เราได้ฟังอยู่เป็นประจ าไม่ว่าจะเป็นข่าวสารจากวิทยุโทรทัศน์ หรือจากวงสนทนา
ในชีวิตประจ าวัน มีจุดมุ่งหมายที่จะให้ผู้ฟังเกิดความรู้ความเข้าใจในเรื่องที่ไม่เคยรู้ ไม่เคยมีประสบการณ์หรือมี
ความรู้ประสบการณ์บ้าง แต่ก็ยังไม่กระจ่างชัด
การพูดประเภทนี้ ได้แก่ การรายงาน การพูดแนะน า การบรรยาย การอธิบายการชี้แจง ดังตัวอย่างหัวข้อเรื่อง
ที่พูดเพื่อให้เกิดความรู้ ความเข้าใจ เช่น

ท าอย่างไรจึงจะเรียนเก่งและประสบความส าเร็จ

ภัยแล้ง

ท าไมราคาพืชผลทางการเกษตรจึงตกต ่า

งามอย่างไทย

สิ่งแวดล้อมเป็นพิษ

6

media

2. การพูดเพื่อโน้มน้าวใจ
การพูดเพื่อโน้มน้าวใจ เป็นการพูดที่มีจุดมุ่งหมายให้ผู้ฟังเชื่อและมีความคิดคล้อยตาม ท าหรือไม่ท าตามที่ผู้
พูดต้องการหรือมีเจตนา ฉะนั้น ผู้พูดจะต้องชี้แจง ให้ผู้ฟังเห็นว่า ถ้าไม่เชื่อหรือปฏิบัติตาม ที่ผู้พูดเสนอแล้วจะเกิด
โทษ หรือ ผลเสียอย่างไร
การพูดชนิดนี้จะประสบความส าเร็จได้ดีมากน้อยเพียงไรนั้น ขึ้นอยู่กับตัวผู้พูดเองว่ามีบุคลิกภาพดีไหม มีการ
ใช้ถ้อยค าภาษาที่ง่ายแก่การเข้าใจของกลุ่มผู้ฟังไหม และที่ส าคัญ คือผู้พูดจะต้องมีศิลปะและจิตวิทยาในการจูงใจ
ผู้ฟังได้เป็นอย่างดี การพูดเพื่อโน้มน้าวใจ จะเห็นตัวอย่างได้จากการพูดเพื่อหาเสียงในการเลือกตั้ง ไม่ว่าจะเพื่อ
เป็นหัวหน้าชั้น ผู้แทนกลุ่ม หรือองค์การต่างๆ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) หรือการพูดเพื่อรณรงค์ให้ผู้ฟังเลิก
บุหรี่ หรือไม่กระท าสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เช่น การพูดเพื่อให้ช่วยกันประหยัดการใช้น ้ามัน ไฟฟ้า นอกจากนี้การพูด เพื่อ
โน้มน้าวใจจะน าไปใช้มากในด้านธุรกิจการขาย การโฆษณาเพื่อให้ผู้คนหันมานิยมใช้หรือซื้อสินค้าตุน
ตัวอย่างหัวข้อเรื่องที่พูดโน้มน้าวใจ

บริจาคโลหิตช่วยชีวิตมนุษย์

มาเลี้ยงลูกด้วยนมมารดากันเถอะ

ฟังดนตรีเถอะชื่นใจ

ช่วยท าเมืองไทยให้เป็นสีเขียวดีกว่า

ออกก าลังกายวันละนิดชีวิตแจ่มใส

เหรียญบาทมีความหมายเพื่อเด็กยากไร้ในชนบท

3. การพูดเพื่อความบันเทิง
การพูดเพื่อจุดมุ่งหมายนี้เป็นการพูดที่มุ่งให้ผู้ฟัง เกิดความเพลิดเพลิน รื่นเริง สนุกสนานผ่อนคลายความตึง
เครียด ในขณะเดียวกันก็แทรกเนื้อหาสาระ ที่เป็นประโยชน์แก่ผู้ฟังด้วยผู้พูด จะต้องเป็นบุคคลที่มองโลกในแง่ดี
มีอารมณ์ขัน

หน้าตายิ้มแย้มแจ่มใสไม่เป็นคนเคร่งเครียดเอาจริงเอาจังเกินไปเพราะสิ่งเหล่านี้จะมีผลต่อการสร้าง

บรรยากาศความเป็นกันเองให้เกิดขึ้นได้ดังจะเห็นได้จากรายการต่างๆ ทางสื่อมวลชนไม่ว่าจะเป็นวิทยุโทรทัศน์
ตัวอย่างหัวข้อเรื่องที่พูดเพื่อความบันเทิง

เราจะได้อะไรจากการฟังเพลงลูกทุ่ง

ท าอะไรตามใจคือไทยแท้

พูดใครคิดว่าไม่ส าคัญ

ที่ว่ารัก รักนั้นเป็นฉันใด

หลักการพูดที่ดี
ผู้พูดที่ต้องการสื่อความเข้าใจกับผู้ฟังให้เกิดความส าเร็จในการส่งสารได้ดีนั้นต้องค านึงถึงหลักการพูด
ดังต่อไปนี้
การออกเสียงให้ถูกต้องตามหลักภาษา ได้แก่
1.1 การออกเสียงสั้น – ยาว ต่างกัน ความหมายก็ต่างกันไปด้วย เช่น เก้า – ก้าว , เข้า – ข้าว , เท้า – ท้าว
ตัวอย่าง

7

media

ก้าวเท้าไปเก้าครั้ง
เขาเดินเข้าไปรับประทานข้าว
เขาบาดเจ็บที่เท้า

1.2 การออกเสียงคําหลายพยางค์ให้ถูกต้องตามหลักการออกเสียง คําบางคําออกเสียงแบบอักษรนํา เช่น

ด าริ

อ่านว่า ด า – หริ

กนก

อ่านว่า กะ – หนก

ด ารัส อ่านว่า ด า – หรัด
ปรอท อ่านว่า ปะ – หรอด
ผลิต

อ่านว่า ผะ – หลิด

บางคําไม่ใช่ ค าสมาสแต่อ่านออกเสียงต่อเนื่องแบบคําสมาส เช่น
ผลไม้ อ่านว่า ผน – ละ – ไม้

พลเมือง อ่านว่า พน – ละ – เมือง
เทพเจ้า อ่านว่า เทบ – พะ – เจ้า
ดาษดา อ่านว่า ดาด – สะ – ดา

คําบางคําไม่นิยมออกเสียงให้มีเสียงต่อเนื่อง เช่น

ทิวทัศน์ อ่านว่า ทิว – ทัด
สัปดาห์ อ่านว่า สับ – ดา
ดาษดื่น อ่านว่า ดาด – ดื่น
วิตถาร อ่านว่า วิด – ถาน
รสนิยม อ่านว่า รด – นิ – ยม
คุณค่า อ่านว่า คุน – ค่า

1.3 ออกเสียงให้ถูกต้องตามความนิยม เช่น


ก าเนิด อ่านว่า ก า – เหนิด
ยมบาล อ่านว่า ยม – มะ – บาน
ชักเย่อ อ่านว่า ชัก – กะ – เย่อ
เทศบาล อ่านว่า เทด – สะ – บาน

1.4 ออกเสียงคําควบกลํ้า ร, ล, ว หรือเป็นอักษรนําให้ชัดเจนถูกต้อง เช่น

ตราด อ่านว่า

ตราดเป็น อักษรควบ

ตลาด อ่านว่า

ตะ – หลาดเป็น อักษรน า

จริง

อ่านว่า

จิงเป็น อักษรควบไม่แท้

ปรักหักพัง อ่านว่า

ปะ – หรัก – หัก – พังเป็นอักษรน า

คําต่อไปนี้ออกเสียงแบบควบแท้ทั้งหมด เช่น

ปรับปรุง

เปลี่ยนปลง ปลาบปลื้ม

ปลอดโปร่ง

พร้อมเพรียง

เพราะพริ้ง

8

media

แพรวพราว

เพลิดเพลิน

พลุกพล่าน

แกว่งไกว

กว้างขวาง

ไขว่คว้า

คลุกเคล้า

คลาดเคลื่อน

คลอนแคลน

คําบางคําเป็นคําเรียงพยางค์กันไม่ออกเสียงแบบควบกลํ้า เช่น

ปริญญา

ออกเสียงว่า

ปะ – ริน – ยา

ปราชัย

ออกเสียงว่า

ปะ – รา – ไช

ปรัมปรา

ออกเสียงว่า

ปะ – ร า – ปะ – รา

ปรินิพพาน

ออกเสียงว่า

ปะ – ริ – นิบ – พาน

1.5 ไม่ควรออกเสียงให้ห้วนสั้น ตัดคํา หรือรัวลิ้นจนฟังไม่ชัดเจน โดยเฉพาะ ค าหลายพยางค์ เช่น

มหาวิทยาลัย

ไม่ควรออกเสียงว่า

หมา – ลัย

วิทยาลัย

ไม่ควรออกเสียงว่า

วิด – ลัย

ประกาศนียบัตร

ไม่ควรออกเสียงว่า

ปะ – กาด – บัด

กิโลเมตร

ไม่ควรออกเสียงว่า

กิโล หรือ โล

กิโลกรัม

ไม่ควรออกเสียงว่า

กิโล หรือ โล

สวัสดี

ไม่ควรออกเสียงว่า

หวัด – ดี

ประธานาธิบดี

ไม่ควรออกเสียงว่า

ปะ – ธา – นา – ดี

เฉลิมพระชนมพรรษา

ไม่ควรออกเสียงว่า

ฉะ – เหลิม – ชน – สา

1.6 ไม่ควรใช้ภาษาพูด ภาษาตลาด ภาษาสื่อมวลชนหรือภาษาโฆษณา ในการพูดกับคนทั่วไป ซึ่งจะทําให้ผู้ฟัง
เข้าใจยากและไม่เหมาะสมกับกาลเทศะและบุคคล เช่น

สาวคนนั้นจัดอยู่ในวัยเอ๊าะ ๆ

รัฐธรรมนูญฉบับนี้อยู่ในวัยดึก

นายต ารวจถูกเตะโด่งออกจากพื้นที่

เขาวิ่งเต้นเพื่อขอย้ายไปในที่เจริญ

นายต ารวจเต้น ถูก นสพ. คุ้ยเบื้องหลัง

เจ้าหน้าที่บุกคุกล าปางหาข้อมูลปรับปรุงเรือนจ า

1.7 การออกเสียงคําแผลง ควรออกเสียงให้ถูกต้องตามหลักภาษาและความนิยม เช่น

บ าราศ

ออกเสียงว่า

บ า – ราด

บ าราบ

ออกเสียงว่า

บ า – หราบ

ต ารวจ

ออกเสียงว่า

ต า – หรวด

ผนวช

ออกเสียงว่า

ผะ – หนวด

ส าเร็จ

ออกเสียงว่า

ส า – เหร็ด

จ าหน่าย

ออกเสียงว่า

จ า – หน่าย

แสดง

ออกเสียงว่า

สะ – แดง

ถลก

ออกเสียงว่า

ถะ – หลก

จรวด

ออกเสียงว่า

จะ – หรวด

9

media

หลักการพูดที่ดีต้องคํานึงถึง

1.การใช้ภาษา ต้องเลือกใช้ถ้อยค าที่เข้าใจง่ายเหมาะสมกับวัยของผู้ฟัง
2.ผู้พูดและผู้ฟังมีจุดมุ่งหมายตรงกัน ผู้พูดมีจุดมุ่งหมายที่ต้องการสื่อความหมายไปยังผู้ฟังเพื่อให้เข้าใจ

เรื่องราวต่าง ๆ ผู้ฟังก็มีความตั้งใจฟังสิ่งที่ผู้พูดสื่อความหมายให้

3.ออกเสียงพูดให้ชัดเจน ดังพอประมาณ อย่าตะโกนหรือพูดค่อยเกินไป
4.สีหน้า ท่าทางยิ้มแย้มแจ่มใส เป็นกันเอง ไม่เคร่งเครียด
5.ท่าทางในการยืน นั่ง ควรสง่าผ่าเผย การใช้ท่าทางประกอบการพูดก็มีความส าคัญ เช่น การใช้มือ นิ้ว จะ

ช่วยให้ผู้ฟังเข้าใจเรื่องราวได้ง่ายยิ่งขึ้น

6.ต้องรักษามารยาทการพูดให้เคร่งครัดในเรื่องเวลาในการพูด พูดตรงเวลาและจบทันเวลา
7.พูดเรื่องใกล้ตัวให้ทุกคนรู้เรื่อง เป็นเรื่องสนุกสนานแต่มีสาระ และพูดด้วยท่าทางและกิริยานุ่มนวล เวลา

พูดต้องสบตาผู้ฟังด้วย

8.ไม่ควรพูดเรื่องเชื้อชาติ ศาสนา การเมือง โดยไม่จ าเป็น และไม่ควรพูดแต่เรื่องของตัวเอง
9.ไม่พูดค าหยาบ นินทาผู้อื่น ไม่พูดแซงขณะผู้อื่นพูดอยู่ และไม่ชี้หน้าคู่สนทนา

มารยาทในการพูด

การพูดที่ดีไม่ว่าจะเป็นการพูดในโอกาสใด หรือประเภทใดผู้พูดต้องค านึงถึงมารยาทในการพูดซึ่ง

จะมีส่วนส่งเสริมให้ผู้พูดได้รับการชื่นชมจากผู้ฟังซึ่งจะช่วยให้ประสบผลส าเร็จในการพูด มารยาทที่ส าคัญของ
การพูดสรุป ได้ดังนี้

1.พูดด้วยวาจาสุภาพ แสดงหน้าตาที่ยิ้มแย้มแจ่มใส
2.ไม่พูดอวดตนข่มผู้อื่น และยอมรับฟังความคิดของผู้อื่นเป็นส าคัญ
3.ไม่กล่าววาจาเสียดแทง ก้าวร้าวหรือพูดขัดคอบุคคลอื่น ควรใช้วิธีที่สุภาพเมื่อต้องการแสดงความคิดเห็น
4.รักษาอารมณ์ในขณะพูดให้เป็นปกติ
5.ไม่น าเรื่องส่วนตัวของผู้อื่นมาพูด
6.หากน าค ากล่าวของบุคคลอื่นมากล่าว ต้องระบุนามหรือแหล่งที่มาเป็นการให้เกียรติบุคคลที่กล่าวถึง
7.หากพูดในขณะที่ผู้อื่นยังพูดไม่จบ ควรกล่าวค าขอโทษ
8.ไม่พูดคุยกันข้ามศีรษะผู้อื่น

media

ใบความรู้

เรื่องการฟังและการดู

วิชา พท31001 ภาษาไทย ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย


1. ความหมายของการฟัง

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525 ได้อธิบายความหมายของการฟังไว้ว่า การฟัง หมายถึง

การตั้งใจสดับคอยรับฟังด้วยหู ได้ยิน ขยายความได้ว่าการฟัง เริ่มจากการได้ยินเสียก่อน ขั้นที่ 2 ติดตามเรื่องราว
ของสิ่งที่ได้ยินไปด้วยพอถึงขั้นที่ 3 ต้องสามารถเข้าใจสิ่งที่ได้ยิน หรือตีความหมายของสิ่งที่ได้ยินได้ และขั้น
สุดท้าย ต้องเกิดความคิดคล้อยตามหรือโต้แย้งสิ่งที่ได้ยินนั้น เพื่อน าไปใช้ประโยชน์ต่อไป
2. ประโยชน์ของการฟัง

2.1 ช่วยให้มีความรู้และสติปัญญาเฉลียวฉลาด เป็นผู้ทันโลก และทันเหตุการณ์ เพราะฟังมากย่อมรู้มาก

ซึ่งเป็นคุณสมบัติของความเป็นนักปราชญ์หรือผู้เป็นพหูสูต

2.2 ช่วยให้น าสิ่งที่ได้สดับฟังนั้น ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ในชีวิตประจ าวันได้ เช่น ตัดสินปัญหาได้ หรือมี

ความคิดสร้างสรรค์

2.3 ช่วยให้เกิดทักษะในการฟัง คือ สามารถจับใจความส าคัญของเรื่องที่ฟัง ซึ่งเป็นเครื่องมือส าคัญในการ

แสวงหาความรู้ได้

2.4 ช่วยให้มีวิจารณญาณในการฟัง คือ สามารถพิจารณาไตร่ตรองได้ว่า สิ่งใดบ้างเป็นข้อเท็จจริง สิ่งใดบ้าง

ผิด และสิ่งใดบ้างถูกต้อง
3. วัตถุประสงค์ของการฟัง

การฟังที่ดีผู้ฟังจะต้องตั้งจุดประสงค์ของการฟังไว้ในใจเสียก่อน ซึ่งผู้ฟังมักมีจุดประสงค์ใหญ่ 3 ประการ คือ

3.1 ฟังเพื่อให้เกิดความรู้และความรอบรู้ แยกออกได้ดังนี้

3.1.1 ฟังเพื่อให้เกิดความรู้ การฟังชนิดนี้เป็นสิ่งจ าเป็นส าหรับนักเรียน

3.1.2 ฟังเพื่อให้เกิดความรู้ เป็นการฟังที่ช่วยสร้างเสริมเพิ่มพูดความรู้ให้กว้างขวางยิ่งขึ้น เช่น

ฟังข่าว เหตุบ้านการเมือง ฯลฯ การฟังต้องสามารถจับประเด็นส าคัญของเรื่อง โดยอาศัยหลักการพินิจสารและรู้จัก
ประเมินคุณค่าของสาร

3.2 ฟังเพื่อหาเหตุผลมาโต้แย้งหรือคล้อยตามเป็นการฟังที่มีจุดมุ่งหมายให้ผู้ฟังมีวิจารณญาณในการฟังเป็น

ส าคัญ คือ เมื่อฟังอะไรแล้วต้องเป็นผู้รู้จักคิด รู้จักไตร่ตรองว่าสิ่งที่ตนได้ฟังมานั้นมีเหตุผลสมควรเชื่อถือหรือไม่
อันจะเป็นการฝึกให้เป็นคนสุขุมรอบคอบ ไม่เชื่อสิ่งใดอย่างงมงาย

3.3 ฟังเพื่อความเพลิดเพลิน และซาบซึ้ง เป็นการฟังด้วยความนิยมชมชอบ ผู้ฟังจะได้รับทั้งความ

สนุกสนานและความเพลิดเพลิน การฟังอย่างนี้ถือเป็นการตอบสนองความต้องการทางอารมณ์ช่วยผ่อนคลายความ
ตึงเครียด
4. ลักษณะของการเป็นผู้ฟังที่ดี

การฟังเป็นสิ่งที่มีความส าคัญต่อชีวิตของบุคคลทั่วไป เราจึงควรทราบลักษณะของผู้ฟังที่ดี ซึ่งมีดังนี้

4.1 มีสมาธิในการฟัง การมีสมาธิเป็นสิ่งจ าเป็นมากในการฟัง ผู้ฟังต้องตัดความวิตกหรือความกังวลใจ

ต่าง ๆ ออกจากจิตใจให้หมด ฉะนั้นทุกครั้งที่ฟังเรื่องใดก็ตาม ผู้ฟังต้องหมั่นฝึกความมีสมาธิให้แก่ตนเองพยายามพุ่ง
ความสนใจไปในเรื่องที่ตนก าลังฟังนั้น

4.2 ตั้งจุดมุ่งหมายในการฟัง ในการฟังแต่ละครั้งผู้ฟังควรตั้งจุดมุ่งหมายไว้ว่าจะฟังเพื่ออะไร เช่น ฟังเพื่อจับ

ใจความส าคัญ ฟังเพื่อความเพลิดเพลิน เป็นต้น การฟังอย่างไร้จุดหมายย่อมเสียเวลาในการฟัง

4.3 วิเคราะห์เจตนาของผู้พูด คือ ต้องรู้จักวิเคราะห์เจตนาของผู้พูดว่า ผู้พูดมีความประสงค์อย่างไร มีสิ่ง

ใดแอบแฝงซ่อนเร้นอยู่ในเรื่องที่พูดหรือไม่

Show answer

Auto Play

Slide 1 / 9

SLIDE