wayground logo

Free Printable Worksheets

NEW

Font size

S
M
L
XL
Worksheets

สอบแก้กลางภาควิทย์ 1/62

Total questions: 35

Worksheet time: 36mins

Name
Class
Date
1.

ข้อใดไม่ถูกต้อง

a)

สารละลายเป็นของผสม ที่เป็นสารเนื้อเดียว

b)

สารละลายประกอบด้วยตัวละลายและตัวทำละลาย

c)

ในสารละลาย จะมีตัวทำละลายในปริมาณมาก และมีตัวถูกละลายในปริมาณน้อย

d)

สารละลายแอลกอฮอล์เข้มข้น 10% หมายความว่า

มีแอลกอฮอล์ 10% น้ำ 90%

2.

สารที่กำหนดให้ในข้อใด เป็นสารละลายทุกสาร

a)

ทองเหลือง น้ำเชื่อม ทองคำ ทองสำริด

b)

น้ำเชื่อม กำมะถัน ทองแดง เหล็กกล้า

c)

ฟิวส์ไฟฟ้า น้ำเชื่อม นาก น้ำอัดลม

d)

แก๊สหุงต้ม เหรียญบาท เงิน นาก

3.

ป๋อมแป๋มทำการทดลองเรื่องสารละลาย โดยคุณครูให้เตรียมสารละลาย ที่เป็นสารละลายอิ่มตัว แต่ป๋อมแป๋มไม่รู้จัก จึงทำการค้นหาในอินเตอร์เน็ต ข้อใดบอกความหมายของสารละลายอิ่มตัวได้ถูกต้อง

a)

สารละลายที่มีตัวละลายอยู่

b)

สารรละลายที่มีตัวละลายอยู่มาก

c)

สารละลายที่มีตัวละลายแยกออกมาจากสารละลาย

d)

สารละลายที่มีตัวถูกละลายมากจนไม่สามารถละลายได้อีก

4.

ในขวดบรรจุสารละลายชนิดหนึ่งสารมีลักษณะใส มีปริมาตร 100 ลบ.ซม. บนฉลากเขียนว่า “สารละลายนี้ประกอบด้วยน้ำเกลือ 20% กลูโคส 25% และโซเดียมไฮดรอกไซด์ 1% และน้ำ ” สารละลายในขวดนี้ มีสารเป็นตัวทำละลาย

a)

น้ำเกลือ

b)

กลูโคส

c)

น้ำ

d)

โซเดียมไฮดรอกไซด์

5.

ข้อใดระบุตัวทำละลายและตัวละลาย ได้ถูกต้อง

a)

อากาศ มีแก๊สออกซิเจนเป็นตัวทำละลาย และมีแก๊สไนโตรเจน และแก๊สอื่นๆเป็นตัวถูกละลาย

b)

แก๊สโซฮอล์ E20 มีน้ำมันเบนซินเป็นตัวทำละลาย และ มีเอทานอลเป็นตัวละลาย

c)

น้ำส้มสายชู มีกรดไฮโดรคลอริกเป็นตัวทำละลาย และ มีน้ำเป็นตัวละลาย

d)

โซดา มีแก๊สคาร์บอนมอนอกไซด์เป็นตัวทำละลาย และ มีน้ำเป็นตัวละลาย

6.

ด่างทับทิมที่ใช้ล้างผักมีความเข้มข้น 1.5% โดยมวลต่อปริมาตร หมายความว่าอย่างไร

a)

สารละลายด่างทับทิม 100 cm3 มีเกล็ดด่างทับทิม 15 %

b)

สารละลายด่างทับทิม 100 cm3 มีเกล็ดด่างทับทิม 1.5 g.

c)

สารละลาย มีน้ำ100 cm3 มีเกล็ดด่างทับทิม 1.5 g.

d)

สารละลาย มีน้ำ100 cm3 มีเกล็ดด่างทับทิม 1.5 %

7.

ข้อใดกล่าวถูกต้อง

a)

เมื่ออุณหภูมิของสารละลายลดลง ตัวถูกละลายจะละลายได้มากขึ้น

b)

เมื่ออุณหภูมิของสารละลายมากขึ้น ตัวถูกละลายจะละลายได้มากขึ้น

c)

เมื่ออุณหภูมิของสารละลายลดลง ตัวถูกละลายจะละลายได้น้อยลง

d)

เมื่ออุณหภูมิของสารละลายมากขึ้น ตัวถูกละลายจะละลายได้น้อยลง

8.

ค่าที่แสดงปริมาณของตัวสารละลายที่มีอยู่ในปริมาณของตัวทำละลายจำนวนหนึ่ง คือข้อใด

a)

ความเย็นของสารละลาย

b)

ความร้อนของสารละลาย

c)

ความเข้มข้นของสารละลาย

d)

ความเจือจางของสารละลาย

9.

ข้อใดไม่ถูกต้อง

a)

การคน และการเขย่าสารละลาย จะทำให้ละลายได้เร็วขึ้น

b)

การเพิ่มหรือลดความดันมีผลกับสารละลายที่อยู่ในสถานะแก๊สมากที่สุด

c)

การบดตัวละลายให้มีขนาดเล็กลง จะช่วยเพิ่มพื้นที่ผิวในการละลาย ทำให้ละลายได้เร็วขึ้น

d)

เมื่อเพิ่มความดัน สารละลายจะละลายได้ช้า ถ้าลดความดันสารละลายจะละลายได้เร็ว

10.

โฟมเป็นพลาสติกชนิดหนึ่งที่ไม่ละลายน้ำ แต่เมื่อสัมผัสกับทินเนอร์ น้ำมันหอมระเหย หรือน้ำมันที่ร้อนจากของทอด โฟมจะเกิดการละลาย ซึ่งสามารถสังเกตได้จากการยุบตัวของโฟมหรือเกิดรูที่โฟมขึ้น จากข้อความข้างต้น ปัจจัยใดส่งผลต่อการละลายของโฟม

a)

ชนิดของตัวละลาย และอุณหภูมิ

b)

ชนิดของตัวทำละลาย และอุณหภูมิ

c)

ชนิดของตัวละลาย และชนิดของตัวทำละลาย

d)

ชนิดของตัวละลาย ตัวทำละลาย และอุณหภูมิ

11.

เจเจ นำสารละลายน้ำเชื่อมเข้มข้น 20 %w/v มา 50 cm3 เติมน้ำจนมีปริมาตรเป็น 200 cm3 จงหาความเข้มข้นของน้ำเชื่อมหลังการเจือจางสารละลายนี้

a)

5 %w/v

b)

10 %w/v

c)

15 %w/v

d)

20 %w/v

12.

นำโซเดียมคลอไรด์มา 20 กรัม ละลายน้ำจนมีปริมาตรเป็น 100 cm3 ความเข้มข้นของสารละลายนี้คิดเป็นกี่ ppt

a)

200 ppt

b)

20 ppt

c)

2 ppt

d)

0.2 ppt

13.

ข้อใดถูกต้อง

a)

น้ำตาลทรายไม่จำเป็นต้องย่อย เนื่องจากร่างกายสามารถดูดซึมได้เลย

b)

อาหารที่ให้พลังงานต้องผ่านการย่อยจึงจะสามารถดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือด เพื่อนำพลังงานไปใช้ได้

c)

วิตามิน และน้ำ เมื่อรับประทานแล้วต้องผ่านกระบวนการย่อยก่อนจะจึงดูดซึมได้

d)

อาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตต้องไม่ผ่านกระบวนการย่อย ร่างกายสามารถนำพลังงานไปใช้ได้เลยทันที

14.

ข้อใดคือหน่วยยย่อยของสารอาหารแต่ละประเภทไม่ถูกต้อง

a)

น้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว - คาร์โบไฮเดรต

b)

กลีเซอรอล - ไขมัน

c)

เปพไทด์ - โปรตีน

d)

กรดไขมัน - ไขมัน

15.

ข้อใดไม่ใช่ การย่อยเชิงกล (Machanical digestion)

a)

การเคี้ยว

b)

การกัดอาหาร

c)

การบีบตัวของหลอดอาหาร

d)

ข้าวปนกับน้ำลาย

16.

ข้อใดเป็นผลจากการเคี้ยวอาหารนานๆ

a)

ไขมันถูกย่อยได้กรดไขมัน

b)

แป้งจะถูกย่อยเป็นมอลโทส

c)

อาหารจะถูกย่อยเป็นหน่วยย่อย

d)

โปรตีนจะถูกย่อยเป็นกรดอะมิโน

17.

อวัยวะใด ไม่ได้ ทำหน้าที่เกี่ยวข้องกับการย่อยไขมัน

a)

ตับ

b)

ตับอ่อน

c)

ลำไส้เล็ก

d)

กระเพาะอาหาร

18.

น้ำย่อยชนิดใดที่มีประสิทธิภาพในการย่อยอาหารต่ำมาก เมื่อทำงานในกระเพาะอาหาร จนไม่สามารถทำงานได้

a)

อะไมเลส

b)

เพปซิน

c)

ไลเปส

d)

ทริปซิน

19.

อวัยวะใดบ้างที่สร้างน้ำย่อยเพื่อย่อนโปรตีน

a)

กระเพาะอาหาร ตับอ่อน ลำไส้เล็ก

b)

ต่อมน้ำลาย ลำไส้เล็ก ต่อมน้ำลาย

c)

ต่อมน้ำลาย กระเพาะอาหาร ตับอ่อน

d)

ต่อมน้ำลาย กระเพาะอาหาร ลำไส้เล็ก

20.

ข้อใดกล่าวไม่ถูกต้อง เกี่ยวกับกระเพาะอาหาร

a)

กระเพาะอาหารมีสภาพเป็นกรด

b)

กระเพาะอาหารสามารถดูดซึมยาและแอลกอฮอล์ได้

c)

เปปซิโนเจน + HCl --------------- เปปซิน ย่อยโปรตีน

d)

แป้ง เอนไซม์เรนนิน--------น้ำตาลมอลโทส

21.

ถ้าไม่มี ตับ ( liver ) จะมีผลต่อการย่อยอาหารประเภทใด

a)

โปรตีน

b)

คาร์โบไฮเดรต

c)

ไขมัน

d)

แร่ธาตุ

22.

กรดชนิดใดที่อยู่ในกระเพาะอาหาร ซึ่งจะช่วยในการทำงานของเอนไซม์เพปซิน

a)

กรดไขมัน

b)

กรดไฮโดรคลอริก

c)

กรดแอซีติก

d)

กรดกำมะถัน

23.

เหตุใดแพทย์จึงแนะนำให้ผู้ที่ได้รับการผ่าตัดเอาถุงน้ำดีออก รับประทานอาหารที่มีไขมันต่ำ

a)

เพราะไขมันต้องการน้ำดีเพื่อช่วยทำให้ไขมันแตกตัว

b)

เพราะร่างกายขาดน้ำย่อยไลเพสที่สร้างโดยถุงน้ำดี

c)

เพราะตับอ่อนสร้างน้ำย่อยไลเพสได้น้อยกว่าปกติ

d)

เพราะน้ำดีย่อยไขมันให้เป็นกรดไขมันและกลีเซอรอล

24.

คนจะหายใจและกลืนอาหารพร้อมกันได้หรือไม่ เพราะอะไร

a)

ได้ เพราะการกลืนและการหายใจไม่เกี่ยวข้องกัน

b)

ได้ เพราะหลอดลมและหลอดอาหารเป็นคนละช่อง

c)

ไม่ได้ เพราะขณะกลืนฝาปิดกล่องเสียงจะปิดหลอดลม

d)

ไม่ได้ เพราะเพดานอ่อนจะถูกลิ้นดันไปปิดร่องอากาศ

ทำให้อากาศไม่เข้าหลอดลม

25.

ผนังด้านในของลำไส้เล็กไม่เรียบ มีวิลลัสอยู่มากมายให้มีประโยชน์ในเรื่องใด

a)

ช่วยไม่ให้อาหารเคลื่อนที่เร็วเกินไป

b)

การย่อยอาหาร เพราะช่วยเก็บกักอาหารไว้

c)

ช่วยในการขับเคลื่อนกากอาหารหลังการย่อย

d)

การดูดซึมอาหาร เพราะพื้นที่ผิวสัมผัสมากขึ้น

26.

ข้อใดไม่ถูกต้องเกี่ยวกับการย่อยอาหาร

a)

ลำไส้ใหญ่มีการย่อยเชิงเคมี

b)

ลำไส้เล็กมีการย่อยเชิงเคมี

c)

ปากมีการย่อยทั้งเชิงกลและเชิงเคมี

d)

กระเพาะอาหารมีการย่อยทั้งเชิงเคมีและเชิงกล

27.

ข้อใด ถูกต้อง

a)

หลอดอาหารไม่มีต่อมสร้างน้ำย่อย แต่มีการย่อยอาหาร

เชิงกล ได้แก่ เพอริสตัสซิส

b)

หลอดอาหารไม่มีต่อมสร้างน้ำย่อย แต่มีการย่อยอาหาร

เชิงเคมี ได้แก่ เพอริสตัสซิส

c)

หลอดอาหารมีต่อมสร้างน้ำย่อย และมีการย่อยอาหาร

เชิงกล ได้แก่ พลาสโมไลซิส

d)

หลอดอาหารมีไม่ต่อมสร้างน้ำย่อย แต่มีการย่อยอาหาร

เชิงกล ได้แก่ พลาสโมไลซิส

28.

ข้อใดถูกต้อง

a)

ไขมันมีการย่อยเชิงเคมีที่แรกที่ตับ

b)

แป้งมีการย่อยเชิงเคมีที่แรกที่ลำไส้เล็ก

c)

โปรตีนมีการย่อยเชิงเคมีที่แรกที่กระเพาะอาหาร

d)

อาหารทุกประเภทมีการย่อยเชิงเคมีที่แรกที่ปาก

29.

ข้อใดถูกต้องเกี่ยวกับลำดับในการย่อยอาหาร

a)

โปรตีนมีการย่อยเชิงเคมีในปาก กระเพาะอาหารและลำไส้เล็ก

b)

แป้งมีการย่อยที่แรกในปาก และกระเพาะอาหาร

c)

ไขมันมีการย่อยเชิงเคมีที่แรกในลำไส้เล็ก

d)

น้ำตาลมีการย่อยเชิงเคมีที่แรกในปาก

30.

ข้อใดเป็นหน้าที่ของลำไส้ใหญ่

a)

ย่อยสลายกากอาหาร

b)

ย่อยสลายสารอาอาหารประเภทไขมัน

c)

ย่อยอาหารประเภทน้ำ เกลือแร่ และวิตามิน

d)

ดูดซึมน้ำ เกลือแร่ และวิตามินออกจากกากอาหาร

31.

สัตว์ในข้อใดมีทางเดินอาหารแบบสมบูรณ์ทั้งหมด

a)

คน ม้า วัว ควาย สุนัข

b)

ไส้เดือน ไก่ ปลา นก

c)

ไฮดรา ไส้เดือน พลานาเรีย ปลา

d)

ไฮดรา พลานาเรีย พารามีเซียม พยาธิ

32.

ไฮดรา และพลานาเรีย มีทางเดินอาหารและมีการย่อยอาหารโดยใช้อวัยวะใดในร่างกาย

a)

ใช้วิธีพิโนไซโทซิส

b)

ใช้วิธีฟาโกไซโทซิส

c)

ช่องว่างภายในลำตัว ช่องแก๊สโตวาสคิวลาร์

d)

ช่องว่างภายในเซลล์ ช่องแก๊สโตวาสคิวลาร์

33.

สัตว์ในข้อใดที่มีอวัยวะที่ช่วยในการบดและย่อยอาหาร ไม่ถูกต้อง

a)

แมลง มีกึ๋นช่วยในการย่อยอาหาร

b)

ไส้เดือน มีกึ๋นช่วยในการย่อยอาหาร

c)

ไก่ มีกระเพาะพักอาหารช่วยในการย่อยอาหาร

d)

วัว มีกระเพาะอาหารหลายกระเพาะช่วยในการย่อย

34.

วัวเป็นสัตว์เคี้ยวเอื้องที่มีกระเพาะอาหารหลายกระเพาะ แต่มีกระเพราะจริงเพียงกระเพาะเดียว คือข้อใด

a)

กระเพาะรังผึ้ง

b)

กระเพาะผ้าขี้ริ้ว

c)

กระเพาะโอมาซัม

d)

กระเพาะอะโบมาซัม

35.

ข้อใดกล่าวไม่ถูกต้อง เกี่ยวกับเอนไซม์ในการย่อยอาหาร

a)

เอนไซม์ไลเปส ใช้ในการย่อยไขมัน

b)

เอนไซม์อะไมเลส ใช้ย่อยแป้ง ได้เป็นน้ำตาลมอลโทส

c)

เอนไซม์เพปติเดส ใช้ย่อยโปรตีนสายสั้น ได้กรดอะมิโน

d)

เอนไซม์มอลเทส ใช้ย่อยน้ำตาลฟรุกโทส ได้เป็นน้ำตาล

กลูโคส