wayground logo

Free Printable Worksheets

NEW

Font size

S
M
L
XL
Worksheets

ข้อสอบชีวเคมี ครั้งที่ 2

Total questions: 45

Worksheet time: 50mins

Name
Class
Date
1.

เอนไซม์กระตุ้นปฏิกิริยาเคมีให้เปลี่ยนเป็นผลิตภัณฑ์ได้อย่างรวดเร็วเพราะข้อใด

a)

ทำให้อนุภาคเคลื่อนที่ได้เร็วขึ้น

b)

เพิ่มความแรงของการชนกัน

c)

ลดพลังงานกระตุ้น

d)

เพิ่มโอกาสการชนกันของอนุภาค

2.

บริเวณเร่ง (Active site) พบได้บนโมเลกุลในข้อใด

a)

โมเลกุลของสับสเตรต

b)

โมเลกุลของเอนไซม์

c)

โมเลกุลของโคเอนไซม์

d)

โมเลกุลของตัวยับยั้ง

3.

บริเวณเร่ง (Active site) ทำหน้าที่ในข้อใด

a)

บริเวณที่โคเอนไซม์เกาะกับเอนไซม์

b)

บริเวณที่โลหะตัวเร่งเกาะกับเอนไซม์

c)

บริเวณที่โมเลกุลซับสเตรตเกาะกับเอนไซม์

d)

บริเวณที่เอนไซม์เกิดการเปลี่ยนแปลงรูปร่าง

4.

เอนไซม์จะเลือกจับกับซับสเตรตเพื่อเร่งปฏิกิริยาให้เป็นผลิตภัณฑ์โดยอาศัยคุณสมบัติในข้อใด

a)

ความไวในการทำปฏิกิริยา

b)

ความจำเพาะเจาะจงในการทำปฏิกิริยา

c)

ขนาดของโมเลกุลของเอนไซม์

d)

รูปร่างของโมเลกุลของเอนไซม์

5.

เอนไซม์มีความแตกต่างของจากตัวเร่งในปฏิกิริยาเคมีตรงตามข้อใดมากที่สุด

a)

เอนไซม์มีประสิทธิ์ภาพในการเร่ง

b)

เอนไซม์สามารถเร่งปฏิกิริยาได้ที่อุณหภูมิต่าง ๆ

c)

เอนไซม์เป็นโมเลกุลใหญ่ในขณะที่สับสเตรตมีโมเลกุลเล็ก

d)

เอนไซม์มีความจำเพาะเจาะจงและมีประสิทธิภาพสูง

6.

บริเวณอัลโลสเตริก (allosteric site) บนโมเลกุลของเอนไซม์ทำหน้าที่ตรงตามข้อใด

a)

เพิ่มความไวในการทำปฏิกิริยา

b)

ทำให้เอนไซม์จับกับสับสเตรตได้ลดลงหรือดีขึ้น

c)

เพิ่มขนาดของโมเลกุลของเอนไซม์

d)

ลดรูปร่างของโมเลกุลของเอนไซม์

7.

การจัดประเภทของเอนไซม์ตามสากลใช้หลักการในข้อใด

a)

ชนิดของสับสเตรต

b)

ชนิดของปฏิกิริยาที่เอนไซม์ทำหน้าที่เร่ง

c)

ความสามารถในการเร่งปฏิกิริยา

d)

ผลของปฏิกิริยา

8.

จากปฏิกิริยาดังต่อไปนี้ แลคเตส (lactase) เป็นเอนไซม์ในกลุ่ม (Class) ใด

a)

Hydrolases

b)

Oxido-reductases

c)

Lyases

d)

Synthetases

9.

โมเลกุลของ Inhibitor จะมีรูปร่างคล้ายกับสารในข้อใด

a)

เอนไซม์

b)

โคเอนไซม์

c)

สับสเตรต

d)

ฮอร์โมนที่เร่งการทำงานของร่างกาย

10.

ยา aspirin ออกแบบมาให้ทำหน้าที่เหมือนกับสารในข้อใด เมื่อศึกษากลไกการทำงานของยากับเอนไซม์

a)

ตัวกระตุ้น (Activator)

b)

ตัวยับยั้ง (Inhibitor)

c)

สับสเตรต (substrate)

d)

โคเอนไซม์ (Coenzyme)

11.

อุณหภูมิที่เหมาะสม (optimum temperature) และพีเอชที่เหมาะสมของเอนไซม์ (optimum pH) ในกระเพาะอาหารของคนที่ทำให้เกิดการย่อยอาหารได้ดีมีค่าตรงตามข้อใด

a)

อุณหภูมิ 37°C pH 1.5-2.5

b)

อุณหภูมิ 37°C pH 6.0-7.5

c)

อุณหภูมิ 25°C pH 6.0-7.5

d)

อุณหภูมิ 25°C pH 1.5-2.5

12.

จากกราฟเป็นการศึกษาจลนศาสตร์ของเอนไซม์ชนิดหนึ่งโดยใช้สมการ lineweaver-burk อัตราเร็วสูงสุดในการเร่งปฏิกิริยา (Vmax) ของเอนไซม์ชนิดนี้มีค่าเท่ากับข้อใด

a)

1.9 µmole/min

b)

0.7 µmole/min

c)

1.4 µmole/min

d)

0.5 µmole/min

13.

จากกราฟเป็นการศึกษาจลนศาสตร์ของเอนไซม์ชนิดหนึ่งโดยใช้สมการ lineweaver-burk ค่าคงที่ของไมเคลิส (Michaelis constant, Km) มีค่าเท่ากับข้อใด

a)

1.9 µmole/min

b)

0.7 µmole/min

c)

1.4 µmole/min

d)

0.5 µmole/min

14.

เอนไซม์จะทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาได้ดีในสภาวะแวดล้อมเช่นใด

a)

ปริมาณเอนไซม์สูงแต่ซับสเตรตต่ำ และอุณหภูมิสูง

b)

ความเข็มข้นของเอนไซม์ และซับสเตรตใกล้เคียงกัน อุณหภูมิต่ำ

c)

pH ค่อนข้างเป็นกรด อุณหภูมิสูง

d)

ทั้งปริมาณเอนไซม์และซับสเตรตสูง ส่วนความเป็นกรดด่างและอุณหภูมิขึ้นกับชนิดของเอนไซม์

15.

EC. 2.1.1.18 ตัวเลข 18 มีความหมายตรงกับข้อใด

a)

เอนไซม์กลุ่มที่ 18

b)

ตัวยับยั้งที่ 18

c)

เอนไซม์ลำดับที่ 18

d)

โคเอนไซม์ที่ 18

16.

บทบาทที่สำคัญของกรดนิวคลิอิกคือข้อใด

a)

ช่วยในการเจริญเติบโต

b)

สลายให้พลังงาน

c)

ถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมและเป็นแม่แบบในการสังเคราะห์โปรตีน

d)

เป็นส่วนหนึ่งในการรักษาสมดุลของน้ำและกรด-เบส

17.

ข้อใด กล่าวผิด เกี่ยวกับกรดนิวคลิอิก

a)

เป็นสารที่เก็บและถ่ายทอดข้อมูลทางพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิต

b)

ทำหน้าที่สังเคราะห์ลิพิดและคาร์โบไฮเดรต

c)

โมเลกุลของกรดนิวคลิอิกประกอบด้วยหน่วยย่อยที่เรียกว่า นิวคลีโอไทด์

d)

นิวคลีโอไทด์จะเรียงตัวต่อกันเป็นสายยาว เรียกว่า พอลินิวคลีโอไทด์

18.

กรดนิวคลิอิกแบ่งออกเป็นกี่ชนิด

a)

1 ชนิด

b)

2 ชนิด

c)

3 ชนิด

d)

4 ชนิด

19.

โครงสร้างของ DNA แตกต่างจาก RNA ตรงกับข้อใด

a)

จำนวนหมู่ฟอสเฟต

b)

ชนิดของน้ำตาล

c)

ชนิดของพันธะ

d)

ชนิดของเบสเพียวรีน

20.

กรดนิวคลิอิกประกอบด้วยหน่วยย่อย 3 ชนิด ตรงกับข้อใด

a)

กรดอะมิโน กลูโคส และแมนโนส

b)

น้ำตาลเพนโตส น้ำตาลแมนโนส และน้ำตาลเฮกโซส

c)

พันธะไดเอสเทอร์ พันธะไฮโดรเจน และพันธะไอออนิก

d)

น้ำตาลเพนโตส ไนโตรเจนเบส และหมู่ฟอสเฟต

21.

ไนโตรเจนเบสชนิดใดที่ไม่พบในโครงสร้างของ DNA

a)

G

b)

U

c)

C

d)

T

22.

นิวคลีโอไทด์ของ DNA ประกอบด้วยสารตรงกับข้อใด

a)

น้ำตาลไรโบส ไนโตรเจนเบส และหมู่ฟอสเฟต

b)

น้ำตาลกลูโคส ไนโตรเจนเบส และหมู่ฟอสเฟต

c)

น้ำตาลดีออกซีไรโบส ไนโตรเจนเบส และหมู่ฟอสเฟต

d)

น้ำตาลดีออกซีไรโบส ไนโตรเจนเบส และไตรกลีเซอไรด์

23.

นิวคลีโอไซด์ มีองค์ประกอบตรงตามข้อใด

a)

น้ำตาลเพนโตส+ไนโตรเจนเบส

b)

ไนโตรเจนเบส+หมู่ฟอสเฟต

c)

น้ำตาลเพนโตส+หมู่ฟอสเฟต

d)

น้ำตาลเพนโตส+ไลโซไซม์

24.

กรดนิวคลิอิกมีลักษณะเป็นพอลินิวคลิโอไทด์เรียงต่อกันโดยมีแกนของสายพอลินิวคลิโอไทด์เป็นน้ำตาลไรโบสสลับกับฟอสเฟต ซึ่งหมู่ฟอสเฟตจะจับคู่ระหว่าง C ที่ 3 ของไรโบสตัวหนึ่งกับ C ที่ 5 ของไรโบสอีกตัวหนึ่งด้วยพันธะชนิดใด

a)

พันธะไดเอสเทอร์

b)

พันธะไฮโดรเจน

c)

พันธะไอออนิก

d)

พันธะฟอสโฟไดเอสเทอร์

25.

ดีเอนเอมีโครงสร้างพอลิเมอร์ของนิวคลิโอไทด์เป็นโครงสร้างปฐมภูมิ โดยนิวคลิโอไทด์แต่ละหน่วยจะเรียงเชื่อมต่อกัน

เกิดเป็นสายของพอลินิวคลิโอไทด์ มีทิศทางตรงกับข้อใด

a)

ปลาย 5′ ไปทางปลาย 3′

b)

ปลาย 3′ ไปทางปลาย 5′

c)

ปลาย 5′ ไปทางปลาย 1′

d)

ปลาย 1′ ไปทางปลาย 5′

26.

ข้อใดเป็นแรงยึดเหนี่ยวระหว่าง DNA 2 สาย

a)

พันธะฟอสโฟไดเอสเทอร์

b)

พันธะไฮโดรเจน

c)

พันธะไกลโคซิดิก

d)

พันธะเพปไทด์

27.

ในธรรมชาติสายพอลินิวคลิโอไทด์ 2 สายจะพันกันเป็นเกลียว ซึ่งแต่ละสายจะหันด้านที่มีไนโตรจีนัสเบส

เข้าจับกัน โดยการจับกันของเบสคู่สมที่ถูกต้องคือข้อใด

a)

A=G

b)

A=T

c)

C=T

d)

A=C

28.

โครงสร้างดีเอนเอแบบเกลียวที่พบในปัจจุบันมีโครงสร้างหลายแบบ ยกเว้นข้อใด

a)

โครงสร้างแบบ B-DNA

b)

โครงสร้างแบบ A-DNA

c)

โครงสร้างแบบ Z-DNA

d)

โครงสร้างแบบ K-DNA

29.

โครงสร้าง DNA แบบใดที่พบได้ในแบคทีเรียสามารถเปลี่ยนโครงสร้างแบบเกลียวไปเป็นโครงสร้างแบบวงกลมได้

a)

โครงสร้างแบบ B-DNA

b)

โครงสร้างแบบ A-DNA

c)

โครงสร้างแบบ Z-DNA

d)

โครงสร้างแบบ K-DNA

30.

RNA เป็นสายพอลินิวคลิโอไทด์สายเดี่ยว มีน้ำตาลไรโบสแทนดีออกซีไรโบส และใช้เบสชนิดใดแทนเบสไทมีน (T) ในโครงสร้างสายพอลินิวคลิโอไทด์

a)

A

b)

U

c)

C

d)

G

31.

ในธรรมชาติ RNA ที่ถูกสร้างโดยมีโมเลกุลของดีเอนเอเป็นแม่แบบในการสังเคราะห์โปรตีนมี 3 ชนิด ยกเว้นข้อใด

a)

tRNA

b)

rRNA

c)

mRNA

d)

hnRNA

32.

mRNA เป็นตัวกลางในการถ่ายทอดข้อมูลทางพันธุกรรมเพื่อแปลข้อมูลเป็นโปรตีนจากลำดับเบสโดยการอ่านรหัส ครั้งละ 3 ตัว ซึ่งกำหนดชนิดของกรดอะมิโน จากข้อความข้างต้นรหัส 3 ตัวบน mRNA นี้เรียกว่าอย่างไร

a)

codon

b)

anticodon

c)

smallRNA

d)

miRNA

33.

ถ้าโปรตีนที่ร่างกายต้องการประกอบด้วยกรดอะมิโน 100 หน่วย mRNA ต้องมีรหัสเบสจำนวนอย่างน้อยเท่ากับข้อใด

a)

250 เบส

b)

300 เบส

c)

350 เบส

d)

400 เบส

34.

นักวิทยาศาสตร์พบว่า DNA ของสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่งมีปริมาณ cytosine 38% ดังนั้นปริมาณ thymine จะคิดเป็นกี่เปอร์เซ็นต์

a)

12%

b)

24%

c)

31%

d)

38%

35.

tRNA ทำหน้าที่ขนส่งกรดอะมิโนซึ่งสัมพันธ์กับรหัส 3 ตัวบน mRNA เพื่อนำไปใช้ในการสร้างโปรตีน โดยมีลำดับเบสที่สมกันกับลำดับเบสบนสาย mRNA เรียกว่าอย่างไร

a)

codon

b)

anticodon

c)

smallRNA

d)

miRNA

36.

เบสเพียวรีนและไพริมิดีนในกรดนิวคลิอิกเป็นอะโรมาติกที่สามารถดูดคลื่นแสง UV ได้ดีที่สุดที่ความยาวคลื่นเท่ากับข้อใด

a)

260 นาโนเมตร

b)

360 นาโนเมตร

c)

450 นาโนเมตร

d)

540 นาโนเมตร

37.

การได้รับแสง UV ในปริมาณมากเป็นอันตรายต่อเซลล์ เพราะทำลายรหัสพันธุกรรมบางส่วน โดยเฉพาะเบสในข้อใด

a)

A

b)

T

c)

C

d)

G

38.

ดีเอนเอเกลียวคู่เมื่ออยู่ในสภาวะที่อุณหภูมิสูงขึ้นจะคลายเกลียวเปลี่ยนโครงสร้างเป็นสายเดี่ยว เรียกอุณหภูมิที่ดีเอนเอเกลียวคู่แยกตัวออกจากกันเพียงครึ่งเดียวว่าอย่างไร

a)

Ta

b)

Tn

c)

Tc

d)

Tm

39.

ฮอร์โมนอินซูลิน (insulin) ประกอบด้วยกรดอะมิโน 51 โมเลกุล DNA ที่ควบคุมการสร้างอิซูลิน จะประกอบด้วยนิวคลีโอไทด์น้อยที่สุดจำนวนเท่าไร

a)

51

b)

102

c)

153

d)

204

40.

mRNA โมเลกุลหนึ่งมีเบสเรียงลำดับดังต่อไปนี้ 5'AUGACGUUUUGCACC 3' ถ้าเบสตัวที่ 4 นับจากปลาย 3'

เปลี่ยนไปเป็น A จะมีผลอย่างไรต่อพอลิเพปไทด์ที่สังเคราะห์จาก mRNA ที่เปลี่ยนไป

a)

มีกรดอะมิโนน้อยกว่าเดิม 1 ชนิด

b)

มีกรดอะมิโนน้อยกว่าเดิม 2 ชนิด

c)

มี tryptophan แทน cysteine

d)

มี cysteine แทน tryptophan

41.

บริเวณ promoter ของยีนโปรคาริโอทที่มีขนาด 6 นิวคลีโอไทด์เรียกว่าอย่างไร

a)

Pribnow box

b)

TATA box

c)

Hogness gene

d)

CAAT box

42.

Transcription ของ DNA สาย 5'ATCGTGTACC 3' จะให้กำเนิดสาย mRNA ลักษณะตรงตามข้อใด

a)

5'GGUACACGAU 3'

b)

5'AUCGUGUACC 3'

c)

5'UAGCACAUGG 3'

d)

5'TAGCACATGG 3'

43.

ถ้ากำหนดให้อักษรต่าง ๆ ต่อไปนี้แทนขั้นต่าง ๆ ของการสังเคราะห์โปรตีน ลำดับขั้นตอนที่ถูกต้องของการสังเคราะห์โปรตีนเป็นไปตามข้อใด

A. = mRNA เคลื่อนที่ออกจากนิวเคลียส

B. = ไรโบโซมเคลื่อนที่ไปตาม mRNA

C. = DNA ในนิวเคลียสสร้าง mRNA

D. = กรดอะมิโนเชื่อมกันเป็นสายยาว

E. = tRNA นำกรดอะมิโนมายัง mRNA

a)

A -> B -> C -> D -> E

b)

A -> C -> B -> E -> D

c)

C -> A -> B -> E -> D

d)

D -> E -> B -> A -> C

44.

การสูญเสียความสามารถในการซ่อมแซมดีเอ็นเอที่เสียหายของร่างกาย จะส่งผลอย่างไรต่อการเกิดโรคมะเร็งในมนุษย์

a)

เกิดเซลล์มะเร็งเพิ่มมากขึ้น

b)

เกิดเซลล์มะเร็งลดลง

c)

ค. ไม่มีผลต่อการเกิดเซลล์มะเร็ง

d)

ไม่มีข้อใดถูกต้อง

45.

กระบวนการเปลี่ยนแปลงอาร์เอนเอภายหลังการถอดรหัสพันธุกรรมเกิดขึ้นใน mRNA ของสิ่งมีชีวิตประเภทใด

a)

โปรคาริโอต

b)

ยูคาริโอต

c)

ทั้งโปรคาริโอตและยูคาริโอต

d)

ไม่มีข้อใดถูกต้อง