wayground logo

Free Printable Worksheets

NEW

Font size

S
M
L
XL
Worksheets

Final มารดาและทารก63/1

Total questions: 60

Worksheet time: 30mins

Name
Class
Date
1.

สตรีตั้งครรภ์รายใดมีแนวโน้มของการปรับบทบาทการเป็นมารดาได้ดีที่สุด

a)

นิด อายุ 16 ปี อาศัยอยู่กับบิดามารดา

b)

แดง จบการศึกษาปริญญาตรี ฐานะการเงินดี

c)

หน่อย อายุ 21 ปี มีประสบการณ์ในการเลี้ยงดูบุตร

d)

ก้อย รับราชการครู เคยได้รับการสอนเรื่องการเตรียมตัวขณะตั้งครรภ์

2.

สตรีตั้งครรภ์อายุครรภ์ 30 สัปดาห์ สามีเลือกซื้อของใช้สำหรับทารก หลังทราบว่าบุตรเป็นเพศหญิง เป็นการแสดงบทบาทการเป็นบิดามารดาอย่างไร

a)

รับรู้การมีตัวตนของทารกในครรภ์

b)

ยอมรับบทบาทการเป็นบิดามารดา

c)

ยอมรับและมีความมั่นใจในการตั้งครรภ์

d)

ยอมรับว่าทารกในครรภ์มีบุคลิกภาพที่แตกต่างจากตน

3.

สตรีตั้งครรภ์อายุครรภ์ 32 สัปดาห์ มาฝากครรภ์คนเดียวทุกครั้ง เพื่อการเตรียมตัวในการคลอดที่เหมาะสมควรให้การพยาบาลแก่สตรีรายนี้อย่างไร

a)

ให้เอกสารเรื่องการเตรียมตัวเพื่อการคลอดไปฝึกปฏิบัติกับสามีที่บ้าน

b)

ให้สตรีตั้งครรภ์เข้ารับฟังเรื่องการเตรียมตัวเพื่อการคลอดในการฝากครรภ์ครั้งต่อไป

c)

ประเมินและให้ข้อมูลความสำคัญการมีส่วนร่วมในการเตรียมตัวเพื่อการคลอดของสามีและญาติ

d)

นัดฝากครรภ์ตามปกติ และให้เข้ารับฟังเรื่องการเตรียมตัวเพื่อการคลอดเมื่ออายุครรภ์ 36 สัปดาห์

4.

การเตรียมสตรีตั้งครรภ์เพื่อการคลอดมีความหมายอย่างไร

a)

การให้ความรู้ และการเตรียมของใช้

b)

การให้ความรู้ การเตรียมของใช้และ การเตรียมร่างกาย

c)

การให้ความรู้ การเตรียมของใช้ และการประคับประคองอารมณ์

d)

การให้ความรู้ การเตรียมของใช้

การเตรียมร่างกาย และการประคับประคองอารมณ์

5.

หลักสำคัญที่สุดในการเตรียมสตรีตั้งครรภ์เพื่อการคลอด คือข้อใด

a)

เกิดความร่วมมือในการคลอด

b)

ทารกในครรภ์มีสุขภาพแข็งแรง

c)

ความพึงพอใจเมื่อมารอคลอด

d)

ลดความวิตกกังวลเกี่ยวกับการคลอด

6.

การส่งเสริมความสัมพันธ์ในครอบครัวโดยยึดหลักครอบครัวเป็นศูนย์กลาง พยาบาลควรปฏิบัติอย่างไร

a)

ให้สามีและญาติร่วมรับฟังเกี่ยวกับการเลี้ยงดูบุตร

b)

ให้ญาติเฝ้าดูแลมารดาหลังคลอดใน 2 ชั่วโมงแรก

c)

ให้มารดากลับบ้านหลัง 24 ชั่วโมงหากไม่มีภาวะแทรกซ้อนใด

d)

ให้ญาติและสามีรับฟังการสอนสุขศึกษาแทนมารดาเพื่อให้มารดาพักผ่อน

7.

ข้อใดต่อไปนี้เป็นการบ่งบอกว่าสตรีตั้งครรภ์ยอมรับการตั้งครรภ์

a)

ดูแลใส่ใจตนเอง

b)

สนใจตนเองมากกว่าผู้อื่น

c)

งดสังสรรค์กับสังคมนอกบ้าน

d)

ลูบท้องและพูดคุยกับทารกในครรภ์

8.

สตรีตั้งครรภ์ G1P0A0L0 อายุครรภ์ 37+6 สัปดาห์ บอกว่า “ใกล้คลอดแล้วไม่รู้ว่าต้องเตรียมอะไรบ้าง” พยาบาลควรให้คำแนะนำอย่างไร

a)

ให้เอกสารไปอ่านเพิ่มเติม

b)

แนะนำการเข้าอบรมโรงเรียนพ่อ-แม่

c)

ให้สืบค้นข้อมูลจากอินเตอร์เน็ต

d)

แนะนำให้พบจิตแพทย์เพื่อพูดคุยผ่อนคลาย

9.

สตรีตั้งครรภ์วัยรุ่น ครรภ์แรกบอกพยาบาลว่า “กลัวการคลอด” ควรให้การพยาบาลอย่างไรเหมาะสมที่สุด

a)

พาชมห้องคลอด

b)

รับฟังปัญหา พูดคุย ปลอบโยน

c)

ให้สามีหรือญาติใกล้ชิด เข้ามาดูแลในระยะคลอด

d)

ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการคลอด และการดูแลรักษาในระหว่างคลอด

10.

การพยาบาลด้านจิตใจของสตรีตั้งครรภ์และครอบครัว ข้อใดเหมาะสมที่สุด

a)

รับฟัง สนับสนุน ให้กำลังใจ

b)

ฝึกผ่อนคลายและทบทวนการตั้งครรภ์

c)

ประเมินสัมพันธภาพระหว่างสตรีตั้งครรภ์กับสามี

d)

สนับสนุนให้ดำเนินชีวิตตามแบบแผนไปในแนวทางที่เหมาะสม

11.

การดูแลที่ช่วยให้สตรีตั้งครรภ์มีพัฒนกิจขั้นที่ 1 อย่างเหมาะสมคือข้อใด

a)

ให้ความรู้เรื่องการเลี้ยงดูบุตร

b)

ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการคลอดธรรมชาติ

c)

วิธีการปฏิบัติตัวเพื่อป้องกันอาการแพ้ท้อง

d)

เน้นย้ำความสำคัญของการฝากครรภ์

12.

สตรีวัยรุ่นตั้งครรภ์แรก อายุครรภ์ 26 สัปดาห์ มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน มาโรงพยาบาลด้วยอาการเจ็บหน่วงท้องน้อย บ่นเรื่องสามีไม่ให้ความสนใจอยู่บ่อยครั้ง และประวัติการฝากครรภ์ไม่สม่ำเสมอ ไม่รับประทานยาบำรุงที่ได้จากโรงพยาบาล ควรให้การพยาบาลยกเว้นข้อใด

a)

รักษาตามอาการและนัดฝากครรภ์ครั้งต่อไปตามปกติ

b)

ให้ฟังเสียงทารกในครรภ์ เพื่อส่งเสริมความรู้สึกที่ดีต่อการตั้งครรภ์

c)

พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเพื่อให้สตรีตั้งครรภ์รู้สึกว่าตนเองมีคุณค่า และภาคภูมิใจในการตั้งครรภ์

d)

ชี้แจงให้สมาชิกในครอบครัวเข้าใจพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปของสตรีตั้งครรภ์ รวมถึงแนวทางปฏิบัติถูกต้อง

13.

การพยาบาลเพื่อส่งเสริมสตรีตั้งครรภ์เพื่อส่งเสริมให้สามารถดูแลตนเองเพื่อให้สตรีตั้งครรภ์มีพัฒนกิจขั้นใด

a)

พัฒนกิจขั้นที่ 1

b)

พัฒนกิจขั้นที่ 2

c)

พัฒนกิจขั้นที่ 3

d)

พัฒนกิจขั้นที่ 4

14.

การส่งเสริมให้สตรีตั้งครรภ์มีความมั่นใจว่าสามารถให้กำเนิดบุตรได้ และส่งเสริมบทบาทการเป็นมารดา

ควรทำในการตั้งครรภ์ระยะใดจึงจะเหมาะสมที่สุด

a)

ไตรมาสที่ 2

b)

ไตรมาสที่ 1 และ 2

c)

ไตรมาสที่ 3

d)

ไตรมาสที่ 2 และ 3

15.

การพยาบาลผู้คลอดในระยะ Active phase เพื่อให้เผชิญความเจ็บปวดได้อย่างเหมาะสม ควรเป็นอย่างไร

a)

ให้พึ่งพาผู้อื่นให้มากขึ้น

b)

ให้พยายามช่วยเหลือตัวเอง

c)

สอนวิธีหายใจที่ถูกต้องเพื่อลดความเจ็บปวด

d)

จำกัดสิ่งแวดล้อม ให้มารดาอยู่ลำพัง

16.

ความกลัวและความวิตกกังวล จะส่งผลต่อมารดารอคลอดอย่างไร

a)

มดลูกหดรัดตัวถี่

b)

มดลูกหดรัดตัวผิดปกติ

c)

ทารกในครรภ์ขาดออกซิเจน

d)

ความบางและการเปิดของปากมดลูกไม่สัมพันธ์กัน

17.

ข้อใดกล่าวถึงความเจ็บปวดในระยะที่ 2 ของการคลอดได้ถูกต้อง

a)

ทุกคนมีความเจ็บปวดเท่ากัน

b)

วิตกกังวลมากจะเกิดความเจ็บปวดมาก

c)

ผู้ที่มี Threshold สูงจะรู้สึกเจ็บปวดมาก

d)

ความเจ็บปวดมีมากที่สุดที่ยอดมดลูก ซึ่งหดรัดตัวถี่และนาน

18.

ผู้คลอดครรภ์แรก ร้องเอะอะโวยวายด้วยความเจ็บปวดขณะรอคลอด ลงจากเตียงไม่ให้ความร่วมมือในการรักษา ควรได้รับการเตรียมตัวเพื่อการคลอดตามแนวคิดใด

a)

Lamaze

b)

Bradley

c)

Dick Read

d)

Bark and Goal

19.

มารดา G2P0A1 อายุครรภ์ 38 สัปดาห์ ตรวจภายในพบปากมดลูกเปิด 5 เซนติเมตร ความบาง 100% มดลูกหดรัดตัวทุก 3 นาที นาน 40 – 50 วินาที ความรุนแรง +++ บ่นปวดหลังบริเวณก้นกบมาก ควรให้การบรรเทาอาการเจ็บครรภ์แก่ผู้รอคลอดรายนี้อย่างไรจึงจะเหมาะสมที่สุด

a)

การนวดและการสัมผัส

b)

การนวด และการกดจุด

c)

ให้เคลื่อนไหวเปลี่ยนท่าบ่อยๆ

d)

ประคบด้วยความเย็นและความร้อน

20.

การเตรียมผู้คลอดเพื่อลดความวิตกกังวลในระยะคลอด พยาบาลควรปฏิบัติอย่างไร

a)

ให้สามีเข้ามาดูแลภรรยาขณะรอคลอด

b)

จัดชั้นเรียนเพื่อการดูแลทารกแรกเกิด

c)

ฝึกใช้เทคนิคการหายใจและการเพิ่มสมาธิ

d)

ให้ความรู้เกี่ยวกับกระบวนการคลอด และการผ่อนคลายขณะเจ็บครรภ์

21.

การหายใจแบบ Breathing for birth เมื่อมดลูกหดรัดตัว เริ่มหายใจล้างปอด แล้วหายใจเข้า กลั้นหายใจไว้และเบ่ง โดยที่กลั้นหายใจแต่ละครั้งไม่ควรนานเกิน 6 วินาที ควรใช้กับผู้คลอดระยะใด

a)

ปากมดลูกเปิด 1 – 3 เซนติเมตร

b)

ปากมดลูกเปิด 4 – 7 เซนติเมตร

c)

ปากมดลูกเปิด 8 – 9 เซนติเมตร

d)

ปากมดลูกเปิด 10เซนติเมตร

22.

ผู้คลอด G2P0A1 อายุครรภ์ 39 สัปดาห์ ปากมดลูกเปิด 9 เซนติเมตร ความบาง 100 % มดลูกหดรัดตัวทุก 2 นาที นาน 50 วินาที ความรุนแรง +++ ควรใช้วิธีการหายใจบรรเทาปวดแบบใด

a)

การหายใจแบบช้า

b)

การหายใจแบบตื้น เร็ว เบา

c)

การหายใจเพื่อการเบ่งคลอด

d)

การหายใจแบบตื้น เร็ว เบา และเป่าออก

23.

ในระยะที่หนึ่งของการคลอด ผู้คลอดจะมีอาการปวดหลังส่วนล่างมาก วิธีบรรเทาปวดที่เหมาะสมที่สุดคือข้อใด

a)

นอนศีรษะต่ำเพื่อลดการกดของทารกต่อเชิงกราน

b)

นอนตะแคงซ้ายเพื่อลดการกดเส้นเลือดและเส้นประสาท

c)

ให้นอนตะแคงซ้าย และหายใจเข้า-ออก ยาว ๆ ลึก ๆ ขณะที่มดลูกหดรัดตัว

d)

ให้มารดาหงายหลังมือข้างหนึ่งกดน้ำหนักมือลงที่หลังส่วนกลาง แล้วถูไปมาตามขวาง

24.

เป้าหมายของการพยาบาลผู้คลอดเพื่อบรรเทาความเจ็บปวดในระยะคลอด ยกเว้นข้อใด

a)

ผู้คลอดลดความกังวล

b)

ลดระยะเวลาคลอด

c)

ลดความต้องการยาบรรเทาปวด

d)

ผู้คลอดมีพฤติกรรม และการระบายอารมณ์เหมาะสม

25.

การเบี่ยงเบนความสนใจของผู้คลอดในระยะ Active phase เรื่องใดไม่เหมาะสม

a)

เดิน พูดคุย หรืออ่านหนังสือ

b)

หายใจลึก ๆ เพ่งตามองที่จุดหนึ่งจุดใด ขณะมดลูกหดรัดตัว

c)

หายใจเข้า – ออก ลึก ๆ ยาว ๆ เพื่อให้ทารกได้ออกซิเจนเพียงพอ

d)

เพ่งอยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง นับลมหายใจเข้า – ออก ขณะมดลูกหดรัดตัว

26.

ผู้คลอด G 1P 0A 0 ปากมดลูกเปิด 2 เซนติเมตร ความบาง 50% ขณะมดลูกหดรัดตัว พยาบาลควรให้คำแนะนำให้ผู้คลอดหายใจด้วยวิธีใด

a)

หายใจแบบช้าๆ (Slow-paced breathing)

b)

หายใจแบบหอบๆ (Diagrammatic breath pattern for panting)

c)

หายใจล้างปอดแล้วหายใจเร็วขึ้น และเป่าออกเบาๆ (Modified-paced breathing)

d)

หายใจล้างปอดตามด้วย หายใจเข้าแล้วเป่าออก 1 ครั้ง (Patterned-paced breathing)

27.

ผู้คลอด G1P0A0 ปากมดลูกเปิด 3 เซนติเมตร ความบาง 80% Interval 4 นาที 50 วินาที Duration 40 วินาที Severity ++ ควรให้การพยาบาลอย่างไร

a)

สอนวิธีลูบหน้าท้องและวิธีการหายใจ

b)

สอนวิธีลูบหน้าท้องและเทคนิคการผ่อนคลาย

c)

นวดบริเวณ Lumbosacral joint และให้ยาแก้ปวด

d)

สอนวิธีการหายใจและนวดบริเวณ Lumbosacral joint

28.

การผ่อนคลายความเจ็บปวดโดยวิธีลูบหน้าท้อง บรรเทาปวดได้อย่างไร

a)

กระตุ้นใยประสาทขนาดใหญ่ ปิดประตูความเจ็บปวด

b)

เส้นประสาทที่ผิวหนัง สั่งการทำงานบริเวณก้านสมอง

c)

กระตุ้นใยประสาทขนาดเล็กส่งคำสั่งการทำงานไปยังบริเวณเปลือกสมอง

d)

เส้นประสาทที่ผิวหนังสั่งการทำงานที่บริเวณเปลือกสมองและ hypothalamus

29.

ข้อใดเป็นหลักในการบรรเทาอาการปวดของ Lamaze

a)

บรรยากาศที่สงบผู้คลอดจะผ่อนคลาย

b)

สามีมีส่วนร่วมในการดูแลหญิงตั้งครรภ์

c)

ความกลัวจะทำให้มีความเจ็บปวดมากขึ้น

d)

การหย่อนตัวของกล้ามเนื้อและเทคนิคการหายใจทำให้ลดปวดได้

30.

มารดาหลังคลอดรายใด ที่มีการเปลี่ยนแปลงเป็นไปตามปกติ

a)

หลังคลอด 1 วัน พบมดลูกอยู่ในระดับสะดือ

b)

หลังคลอด 3 วัน แผลฝีเย็บบวมแดง

c)

หลังคลอด 5 วัน น้ำนมยังไม่ไหล

d)

หลังคลอด 7 วัน น้ำคาวปลาเป็นสีแดงสด

31.

การปฏิบัติกิจกรรมของมารดาหลังคลอดรายใดที่ช่วยส่งเสริมให้มดลูกเข้าอู่ได้เร็ว

a)

เลี้ยงบุตรด้วยน้ำนมตัวเอง

b)

ได้รับการพักผ่อนอย่างเพียงพอ

c)

ลุกเดินหลังคลอดภายใน 6 ชั่วโมง

d)

บริหารกล้ามเนื้อหน้าท้องวันละ 30 นาที

32.

มารดาหลังคลอด 2 ชั่วโมง บ่นปวดแผลฝีเย็บมาก ควรให้การพยาบาลอย่างไรเป็นอันดับแรก

a)

ดูแลประคบเย็นแผลฝีเย็บ

b)

แนะนำการหายใจลึกยาว

c)

ตรวจดูลักษณะความผิดปกติที่แผลฝีเย็บ

d)

ดูแลให้ได้รับยาแก้ปวดตามแผนการรักษา

33.

มารดาหลังคลอด 1 ชั่วโมง ตรวจพบมดลูกอ่อนนุ่ม เอียงไปทางด้านขวาบริเวณเหนือสะดือ ร่างกายอ่อนเพลียมาก ควรให้การพยาบาลข้อใดเป็นอันดับแรก

a)

ดูแลกระเพาะปัสสาวะให้ว่าง

b)

ติดตามสัญญาณชีพ ทุก 15 นาที

c)

คลึงมดลูกเบาๆ เพื่อให้มดถูกหดรัดตัวดีขึ้น

d)

สังเกตจำนวนเลือดที่ออกโดยเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 60 ซีซี

34.

เมื่อมารดามาตรวจหลังคลอด 6 สัปดาห์ ควรพบการเปลี่ยนแปลงอย่างไร

a)

รอยแตกของผิวหนังหน้าท้องมีสีจางลง

b)

ระดับยอดมดลูก 1 นิ้วเหนือกระดูกหัวเหน่า

c)

น้ำคาวปลามีสีเหลืองอ่อนจางๆ ชุ่มแผ่นอนามัย

d)

ปากมดลูกลดขนาดเล็กลง ปิดสนิทเหมือนก่อนตั้งครรภ์

35.

ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับ Involution of the uterus

a)

จะเข้าสู่ภาวะปกติใช้วลา 4-12 สัปดาห์

b)

มดลูกจะถูกลดขนาดลงวันละครึ่งถึง1เซนติเมตร

c)

กระบวนการ Localized anemia ควบคุมโดยฮอร์โมน Oxytocin

d)

กระบวนการ Autolysis เกิดจากการเพิ่มของระดับฮอร์โมน Estrogen และ Progesterone

36.

มารดาหลังคลอด 5 วัน น้ำคาวปลามีสีจางเป็นสีน้ำตาลอ่อนค่อนข้างเหลืองไม่มีกลิ่นเหม็น

น้ำคาวปลาของมารดารายนี้อยู่ในระยะใด

a)

Lochia alba

b)

Lochia rubra

c)

Lochia serosa

d)

Foul Lochia

37.

มารดาหลังคลอด 7 วัน เลี้ยงทารกด้วยนมมารดา เมื่อถึงเวลาให้นม ได้ยินเสียงทารกร้อง จะมีน้ำนมไหลทันที ปฏิกิริยาตอบสนองดังกล่าวเกิดจากฮอร์โมนใด

a)

Estrogen

b)

Oxytocin

c)

Prolactin

d)

Progesterone

38.

ข้อใดคือการเปลี่ยนแปลงของอวัยวะสืบพันธุ์ในมารดาหลังคลอด

a)

เยื่อบุช่องคลอดบาง ไม่มีรอยย่น

b)

ปากมดลูกมีลักษณะกลมมน

c)

พื้นเชิงกรานยืดขยายและตึงตัวมากขึ้น

d)

ช่องคลอดหนาตัวและกระชับมากขึ้น

39.

ข้อใดไม่ใช่อาการผิดปกติทางจิตในระยะหลังคลอด

a)

Postpartum blue

b)

Postpartum conflict

c)

Postpartum depression

d)

Postpartum psychosis

40.

มารดาหลังคลอดรายใดที่มีภาวะอารมณ์เศร้าหลังคลอด

a)

หลังคลอด 5 วัน ร้องไห้ไม่หยุด นอนไม่หลับ

b)

หลังคลอด 3 วัน จุกแน่นหน้าอก หายใจไม่ออก

c)

หลังคลอด 1 สัปดาห์ มีอาการคลื่นไส้ อาเจียนพุ่ง

d)

หลังคลอด14 วัน อาการซึมเศร้า ร้องไห้ง่ายและอ่อนเพลีย

41.

มารดาหลังคลอด 2 วัน มีอาการอ่อนเพลียต้องการการพักผ่อน ไม่ค่อยสนใจดูแลทารก ควรให้การ พยาบาลมารดารายนี้อย่างไร

a)

ดูแลช่วยเหลือตอบสนองความต้องการของมารดาหลังคลอดให้ร่างกายพักผ่อน

b)

ให้สุขศึกษา สาธิตและให้กำลังใจมารดาหลังคลอดในการดูแลตนเองและทารก

c)

แนะนำเรื่องการวางแผนครอบครัวที่จะช่วยให้ครอบครัวได้จัดวางแผนดำเนินชีวิต

d)

ให้มารดาหลังคลอดและสามีได้ร่วมกันวางแผนการดำเนินชีวิตการปรับตัวเข้าสู่บทบาทใหม่

42.

การพยาบาลในข้อใดไม่เหมาะสมกับมารดาหลังคลอดในระยะ 24 ชั่วโมงแรก

a)

ให้คำแนะนำการมีประจำเดือนและการวางแผนครอบครัว

b)

สวนอุจจาระในรายที่อาการท้องผูกและรู้สึกแน่นอึดอัด

c)

ให้ยาระงับปวดตามแผนการรักษา ในรายที่ปวดแผลฝีเย็บ

d)

ส่งเสริมการพักผ่อนนอนหลับ ดูแลให้ได้รับอาหารที่เหมาะสม

43.

ข้อใดไม่ใช่หลักในการประเมินสภาพร่างกาย Body Condition

a)

ประเมินสัญญาณชีพ

b)

ประเมิน Homans’sign

c)

ประเมินภาวะซีด

d)

ประเมินการเคลื่อนไหวของร่างกาย

44.

ข้อใดกล่าวถูกต้อง เกี่ยวกับความผิดปกติทางจิตของมารดาหลังคลอด

a)

ภาวะซึมเศร้าหลังคลอด พบในระยะ 2-6 สัปดาห์หลังคลอด หายได้เองไม่จำเป็นต้องรักษา

b)

ภาวะโรคจิตหลังคลอด พบในระยะ 3-14 วันหลังคลอด เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน

c)

ภาวะซึมเศร้าหลังคลอด พบในระยะ 2-6 สัปดาห์หลังคลอด ต้องได้รับยาแก้ซึมเศร้าและทำจิตบำบัด

d)

ภาวะอารมณ์เศร้าหลังคลอด พบในระยะ 3-14วันหลังคลอดเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมน

45.

พฤติกรรมของมารดาหลังคลอดรายใดที่แสดงถึงการปรับตัวในระยะ Letting-go phase

a)

สอบถามวิธีบีบเก็บน้ำนมให้บุตร

b)

เล่าถึงอาการเจ็บครรภ์คลอดให้สามีฟัง

c)

ลุกเข้าห้องน้ำได้เอง โดยไม่ขอความช่วยเหลือ

d)

ปรึกษาญาติเรื่องการดูแลบุตรเมื่อต้องไปทำงาน

46.

ปัจจัยสำคัญที่ช่วยส่งเสริมการปรับบทบาทของการเป็นบิดาคือข้อใด

a)

การได้เพศของทารกตามที่คาดหวัง

b)

การเลี้ยงดูในวัยเด็กได้ใกล้ชิดกับบิดา

c)

การมีส่วนร่วมในขณะตั้งครรภ์และคลอด

d)

บทบาทการเป็นบิดาตามค่านิยมของสังคม

47.

พยาบาลช่วยส่งเสริมการปรับบทบาทมารดาหลังคลอดได้ด้วยวิธีใด

a)

ให้มารดาได้เลี้ยงบุตรด้วยตนเองตามลำพัง

b)

ลดความไม่สุขสบายและความวิตกกังวลต่าง ๆ

c)

อธิบายให้เข้าใจถึงภาระหน้าที่ต่อทารกแรกเกิด

d)

เปิดโอกาสให้ระบายความรู้สึกที่มีต่อการคลอด

48.

มารดาหลังคลอดรายใด มีภาวะวิตกกังวลหลังคลอด

a)

หลังคลอดวันที่ 1 ร้องไห้ง่าย นอนไม่หลับ

b)

หลังคลอดวันที่ 3 รู้สึกเศร้า หมดหวังในชีวิต

c)

หลังคลอดวันที่ 5 ร้องไห้ไม่หยุดสลับหัวเราะ

d)

หลังคลอดวันที่ 7 ประสาทหลอนกลัวโดนทำร้าย

49.

มารดาหลังคลอดรายใดอาจถูกยับยั้งกระบวนการสร้างสัมพันธภาพระหว่างมารดากับทารกมากที่สุด

a)

มีญาติมาเยี่ยมหลังคลอดตลอดเวลา

b)

ปวดแผลผ่าตัดคลอดมาก อุ้มบุตรไม่ไหว

c)

คลอดบุตรคนแรก ไม่มั่นใจในการเลี้ยงลูก

d)

คลอดบุตรก่อนกำหนด ทารกน้ำหนักตัวน้อยต้องอยู่ในตู้อบ

50.

มารดาหลังคลอด รู้สึกปวดหน่วงๆบริเวณท้องน้อย และปวดมากขึ้นขณะให้นมบุตร คำแนะนำที เหมาะสมคือข้อใด

a)

วางกระเป๋าน้ำร้อนบนหน้าท้อง

b)

หยุดพักการให้นมบุตรเป็นระยะ เมื่อมีอาการปวด

c)

รับประทานยาแก้ปวดได้ห่างกันอย่างน้อย 6 ชั่วโมง

d)

รับประทานยาขับน้ำคาวปลา จะช่วยให้ของเสียออกมาเร็วขึ้น

51.

ข้อใดไม่ใช่วัตถุประสงค์ของการให้มารดาหลังคลอดนั่งแช่ก้น (sitz bath)

a)

ทำความสะอาดแผลบริเวณฝีเย็บ

b)

ส่งเสริมการไหลเวียนโลหิตบริเวณฝีเย็บ

c)

ลดอาการปวดและการอักเสบของแผลฝีเย็บ

d)

ให้ก้อนเลือดที่คั่งบริเวณฝีเย็บยุบและหายไป

52.

มารดาหลังคลอดรายใด ควรรีบมาพบแพทย์ก่อนวันนัด

a)

ปวดมดลูกมากเวลาลูกดูดนม

b)

เลี้ยงลูกแฝด รู้สึกอ่อนเพลีย และหิวบ่อย

c)

เต้านมคัดตึงและมีน้ำนมไหลซึมตลอดเวลา

d)

น้ำคาวปลามีกลิ่นเหม็น ฝีเย็บมีลักษณะคล้ำ

53.

คำแนะนำมารดาหลังคลอดก่อนกลับบ้านในการดูแลแผลฝีเย็บ ข้อใดถูกต้อง

a)

แช่ก้นด้วยด่างทับทิมทุกวัน เพื่อป้องกันการติดเชื้อ

b)

นอนยกสะโพกสูง เพื่อช่วยการไหลเวียนโลหิตบริเวณฝีเย็บ

c)

ทายาบริเวณแผลฝีเย็บเช้า-เย็น เพื่อส่งเสริมให้แผลหายเร็ว

d)

ทำความสะอาดอวัยวะสืบพันธุ์จากด้านหน้าไปด้านหลังทุกครั้งที่ขับถ่าย

54.

การเปลี่ยนแปลงด้านอารมณ์ในข้อใดที่พบได้ในมารดาหลังคลอด

a)

หมดหวังไม่สามารถเผชิญปัญหาในชีวิตประจำวันได้

b)

ร้องไห้นานกว่า 2ชั่วโมง ไม่สนใจสิ่งแวดล้อมรอบตัว

c)

ร้องไห้ไม่หยุด สลับกับหัวเราะ ไม่ให้ความร่วมมือในการรักษา

d)

อารมณ์เปลี่ยนแปลงง่าย ร้องไห้โดยไม่ทราบสาเหตุ นอนไม่หลับ

55.

ข้อใดไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงของระบบทางเดินปัสสาวะในมารดาหลังคลอด

a)

การขับถ่ายปัสสาวะจะเข้าสู่ภาวะปกติภายใน 3 สัปดาห์

b)

หากเกิดการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ จะทำให้ปัสสาวะบ่อย

c)

การเจ็บปวดระหว่างกระบวนการคลอด ทำให้ไม่อยากถ่ายปัสสาวะ

d)

มีภาวะ diuresis เพื่อลดปริมาณเลือดที่เพิ่มขึ้นในช่วงตั้งครรภ์ให้กลับสู่ภาวะปกติ

56.

มารดาหลังคลอด 2 วัน คัดตึงเต้านม น้ำนมเริ่มไหล คลำพบมดลูกกลมแข็ง ต่ำกว่าสะดือเล็กน้อยและมีอาการปวดบริเวณท้องน้อย น้ำคาวปลาสีแดงมีกลิ่นคาว อุณหภูมิร่างกาย 37.5 ºC มารดารายนี้อยู่ในภาวะใด

a)

After pain

b)

Breast abscess

c)

Foul lochia

d)

Reactionary fever

57.

มารดาหลังคลอด 6 ชั่วโมง ฝีเย็บบวมโป่งตึง มีเลือดสีแดงไหลออกจากช่องคลอดชุ่มผ้าอนามัย ½ ผืน ในเวลา 1 ชั่วโมง เต้านมตึง น้ำนมไหลเล็กน้อย มีอาการหนาวสั่น อุณหภูมิร่างกาย 37.8 ºC มารดารายนี้อยู่ในภาวะใด

a)

Breast engorgement

b)

Hematoma

c)

Reactionary fever

d)

Postpartum infection

58.

การประเมินการลดระดับของยอดมดลูกในมารดาหลังคลอด ควรเริ่มเมื่อใด

a)

หลังคลอดบุตรทางช่องคลอด 2 ชั่วโมง จนมดลูกกลับคืนสู่สภาพเดิม

b)

หลังคลอดบุตรทางช่องคลอด 12 ชั่วโมง จนมดลูกกลับคืนสู่สภาพเดิม

c)

หลังผ่าตัดคลอดทางหน้าท้อง 12 ชั่วโมง จนมดลูกกลับคืนสู่สภาพเดิม

d)

หลังผ่าตัดคลอดทางหน้าท้อง 24 ชั่วโมง จนมดลูกกลับคืนสู่สภาพเดิม

59.

มารดาหลังคลอดรายใดต่อไปนี้ มีอาการปกติ

a)

หลังคลอด 2 ชั่วโมง วัด V/S พบ ชีพจรเต้น 110ครั้ง/นาที BP= 80/50 mm.Hg. RR= 24 ครั้ง/นาที

b)

หลังคลอด 6 ชั่วโมงแรก มีเลือดออกชุ่ม pad 2 ผืน/ชั่วโมง

c)

หลังคลอด 12 ชั่วโมง ปวดแผลฝีเย็บและปวดหน่วงบริเวณก้น Pain score = 8

d)

หลังคลอด 2 วัน เต้านมคัดตึงและและปวด Pain score = 3 บีบน้ำนมออกได้น้อย

60.

มารดาหลังคลอดมีอารมณ์เปลี่ยนแปลงง่าย เนื่องจากการลดลงของฮอร์โมนในข้อใด

a)

Estrogen และ Progesterone

b)

Estrogen และ Prolactin

c)

Estrogen และ Relaxin

d)

Prolactin และ Relaxin