Wayground logo

Free Printable Worksheets

Font size

S
M
L
XL
Worksheets

แบบทดสอบกลางภาคเรียนที่ 2 วิชาวิทยาศาสตร์ชีวภาพ

Total questions: 40

Worksheet time: 1hrs 20mins

Name
Class
Date
1.

ข้อใดต่อไปนี้กล่าวผิดเกี่ยวกับความเข้มข้นของสารและการเคลื่อนที่ของสาร

a)

เมื่อสารมีความเข้มข้นมาก แสดงว่าในสารนั้นมีปริมาณน้ำน้อย

b)

เมื่อสารมีความเข้มข้นน้อย แสดงว่าในสารนั้นมีปริมาณน้ำมาก

c)

สารจะเคลื่อนที่จากบริเวณที่มีความเข้มข้นมาก ไปยังที่ซึ่งมีความเข้มข้นน้อย

d)

น้ำจะเคลื่อนที่จากบริเวณที่มีปริมาณน้ำน้อย ไปยังบริเวณที่มีปริมาณน้ำมาก

2.

วิธีการลำเลียงสารแบบใดแตกต่างจากพวก

a)

การแพร่แบบธรรมดา

b)

การออสโมซิส

c)

การแพร่โดยอาศัยตัวพา

d)

แอคทีฟทรานสปอร์ต

3.

ข้อความใดต่อไปนี้ถูกต้อง

a)

การออสโมซิสไม่จัดว่าเป็นการแพร่

b)

การแพร่อนุภาคของสารสามารถเป็นไปอย่างอิสระได้ทุกทิศทาง

c)

ขนาดและน้ำหนักของอนุภาคสาร ไม่มีผลต่ออัตราเร็วของการแพร่

d)

ถ้าความแตกต่างระหว่างความเข้มข้นของอนุภาคของสาร 2 แห่ง มีความแตกต่างกันน้อย การแพร่จะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว

4.

ข้อใดอธิบายแผนภาพนี้ไม่ถูกต้อง

a)

สารที่นำเข้าสู่เซลล์โดยวิธีนี้ไม่จำเพาะต่อเซลล์

b)

สารที่ถูกนำเข้าจะอยู่ในเวสิเคิล

c)

เป็นการลำเลียงสารขนาดใหญ่เข้าสู่เซลล์

d)

ตัวอย่างของการลำเลียงในรูปแบบนี้คือ การลำเลียงฮอร์โมนเข้าสู่เซลล์

5.

วิธีการลำเลียงสารดังรูปนี้ เรียกว่าอะไร

a)

เอกโซไซโทซิส

b)

ฟาโกไซโทซิส

c)

การนำสารเข้าสู่เซลล์โดยอาศัยตัวรับ

d)

พิโนไซโทซิส


6.

การแพร่แบบฟาซิลิเทต มีส่วนใดที่แตกต่างจากการแพร่แบบธรรมดา

a)

สารเคลื่อนที่จากบริเวณที่มีสารน้อยไปสู่บริเวณที่มีสารมาก

b)

เป็นการลำเลียงสารที่ไม่ใช้พลังงาน

c)

การเคลื่อนที่ของสารต้องใช้โปรตีนที่เยื่อหุ้มเซลล์เป็นตัวพา

d)

เป็นการลำเลียงสารผ่านเยื่อหุ้มเซลล์

7.

สารในข้อใดไม่สามารถเคลื่อนที่ผ่านเยื่อหุ้มเซลล์ได้โดยวิธีการแพร่แบบธรรมดา

a)

วิตามิน E

b)

โปรตีน

c)

CO2

d)

น้ำ

8.

กระบวนการหลั่งสารสื่อประสาท acetylcholine ซึ่งเป็นสารประเภทโปรตีนจากปลายประสาทสั่งการ เป็นการลำเลียงสารผ่านเซลล์แบบใด

a)

Exocytosis

b)

Simple diffusion

c)

Facilitate diffusion

d)

Active transport

9.

หากนำเซลล์พืชไปแช่ในสารละลาย hypotonic การเปลี่ยนแปลงใดที่จะไม่เกิดขึ้นกับเซลล์พืช

a)

เซลล์เต่ง

b)

เซลล์แตก

c)

น้ำออสโมซิสเข้าสู่เซลล์

d)

เกิดสมดุลการแพร่ของสารออกนอกเซลล์

10.

ออสโมซิสจะไม่เกิดขึ้นในสภาวะใดต่อไปนี้

a)

เซลล์เม็ดเลือดแดงเหี่ยวเมื่อแช่น้ำเกลือ

b)

เซลล์สาหร่ายหางกระรอกเต่งเมื่อแช่ในน้ำที่มีความเข้มข้นน้อยกว่า

c)

แม่ค้าพรมน้ำลงไปที่ผัก ทำให้ผักไม่เหี่ยว

d)

หยดหมึกแดงลงในน้ำ สักพักหมึกแดงกระจายไปทั่วแก้ว

11.

ในการรักษาดุลยภาพน้ำต้องใช้อวัยวะในระบบขับถ่าย อวัยวะใดต่อไปนี้ไม่อยู่ในระบบขับถ่าย

a)

กระเพาะปัสสาวะ

b)

ต่อมหมวกไต

c)

ท่อปัสสาวะ

d)

ไต

12.

ข้อใดต่อไปนี้จับคู่โครงสร้างของหน่วยไตกับกระบวนการกำจัดของเสียได้ถูกต้อง

(a) โกลเมอรูลัส – การกรอง

(b) โบวแมนส์แคปซูล – การดูดกลับ

(c) ท่อหน่วยไต - การหลั่ง

a)

(a) เท่านั้น

b)

(a) และ (b)

c)

(b) เท่านั้น

d)

(a) และ (c)

13.

สารใดที่ไม่พบในปัสสาวะของมนุษย์ตามปกติ

a)

ยูเรีย

b)

น้ำ

c)

โปรตีน

d)

คลอไรด์ไอออน

14.

การควบคุมดุลยภาพน้ำของร่างกาย สมองใช้ปัจจัยใดในการบ่งชี้ว่า ขณะนี้มีน้ำปริมาณน้อย

a)

ปริมาณฮอร์โมน

b)

ปริมาณเหงื่อที่หลั่ง

c)

อุณหภูมิของร่างกาย

d)

ความเข้ม­ข้นของเลือด


15.

การตรวจคัดกรองประเภทใด ที่ไม่สามารถใช้การตรวจปัสสาวะในการคัดกรองเบื้องต้นได้

a)

ตรวจโรคเบาหวาน

b)

ตรวจสารเสพติด

c)

ตรวจโรคเอดส์

d)

ตรวจการตั้งครรภ์

16.

ในทะเลทรายซึ่งมีอากาศร้อนและแห้งแล้ง ถ้ามนุษย์ทำกิจกรรมโดยไม่ดื่มน้ำ ข้อใดคือการเปลี่ยนแปลงของร่างกายเพื่อปรับสมดุลน้ำทันทีที่หยุดกิจกรรม

a)

ความเข้มข้นของเลือดลดลง ยับยั้งการสร้างฮอร์โมน ท่อหน่วยไตไม่ดูดกลับน้ำ

b)

ความเข้มข้นของเลือดลดลง กระตุ้นการสร้างฮอร์โมน ท่อหน่วยไตดูดน้ำกลับ

c)

ความเข้มข้นของเลือดสูงขึ้น กระตุ้นการสร้างฮอร์โมน ท่อหน่วยไตดูดน้ำกลับ

d)

ความเข้มข้นของเลือดสูงขึ้น ยับยั้งการสร้างฮอร์โมน ท่อหน่วยไตดูดน้ำกลับ


17.

ข้อใดกล่าวผิดเกี่ยวกับการรักษาดุลยภาพกรด-เบส

a)

การมีแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์มากทำให้เลือดมีความเป็นกรด

b)

การรักษาดุลยภาพกรด-เบสสามารถทำได้โดยการกำจัดในรูปแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์

c)

การรักษาดุลยภาพกรด-เบสใช้ฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนเป็นตัวควบคุม

d)

การดูดกลับสารที่เป็นเบสที่ท่อหน่วยไตเป็นการรักษาดุลยภาพกรด-เบสวิธีหนึ่ง


18.

ขณะที่สิ่งแวดล้อมมีอุณหภูมิสูงขึ้น ข้อใดเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในร่างกาย (หมายเหตุ : กล้ามเนื้อยึดโคนขนคลายตัว = ขนเอนราบ; กล้ามเนื้อยึดโคนขนหดตัว = ขนลุก)

a)

อัตราเมทาบอลิซึมสูงขึ้น หลอดเลือดฝอยที่ผิวหนังขยายตัว กล้ามเนื้อยึดโคนเส้นขนคลายตัว

b)

อัตราเมทาบอลิซึมลดลง หลอดเลือดฝอยที่ผิวหนังขยายตัว กล้ามเนื้อยึดโคนเส้นขนคลายตัว

c)

อัตราเมทาบอลิซึมสูงขึ้น หลอดเลือดฝอยที่ผิวหนังหดตัว กล้ามเนื้อยึดโคนเส้นขนหดตัว

d)

อัตราเมทาบอลิซึมลดลง หลอดเลือดฝอยที่ผิวหนังหดตัว กล้ามเนื้อยึดโคนเส้นขนหดตัว

19.

การกินอาหารที่มีส่วนประกอบของออกซาเลตซึ่งพบในผักโขม หน่อไม้ ชะพลู มีโอกาสทำให้เกิดโรคใรข้อใด

a)

นิ่วในไต

b)

กระเพาะปัสสาวะอักเสบ

c)

ไตวายเฉียบพลัน

d)

ตับอักเสบ

20.

เตารีดไฟฟ้าจะมี thermostat เป็นตัวปรับอุณหภูมิตามที่เราต้องการ คนเรามีอวัยวะใดที่ทำหน้าที่เป็น thermostat

a)

ต่อมใต้สมองส่วนหน้า

b)

ต่อมใต้สมองส่วนหลัง

c)

ไฮโพทาลามัส

d)

ทาลามัส

21.

องค์ประกอบใดในเลือด ที่ทำหน้าที่ในระบบภูมิคุ้มกัน

a)

เม็ดเลือดขาว

b)

เกล็ดเลือด

c)

เม็ดเลือดแดง

d)

พลาสมา

22.

ข้อใดจับคู่ระหว่างประเภทของลิมโฟไซต์กับหน้าที่ได้ถูกต้อง

a)

B-lymphocyte: สร้างแอนติเจนเพื่อกำจัดแอนติบอดีในกระแสเลือด

b)

cytotoxic T-lymphocyte: กำจัดแอนติบอดีในกระแสเลือด


c)

helper T-lymphocyte: ช่วยในการกระตุ้นเม็ดเลือดขาวชนิดอื่นเมื่อมีแอนติเจน

d)

ถูกทุกข้อ

23.

นาย ก เคยเป็นอีสุกอีใสตอนอายุ 8 ขวบ ต่อมามีการระบาดของโรคอีสุกอีใส แต่พบว่า นาย ก ไม่เป็น โรคนี้แล้ว ข้อใดกล่าวถึงระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายของนาย ก ต่อเชื้อโรคอีสุกอีใสได้ถูกต้อง

a)

ร่างกายจะเกิดภูมิคุ้มกันแบบรับมา โดยมีเชื้อโรคอีสุกอีใสเป็นแอนติเจน

b)

ร่างกายจะเกิดภูมิคุ้มกันแบบก่อเอง โดยมีเชื้อโรคอีสุกอีใสเป็นแอนติเจน

c)

ร่างกายจะเกิดภูมิคุ้มกันแบบรับมา โดยมีเชื้อโรคอีสุกอีใสเป็นทั้งแอนติเจนและแอนติบอดี

d)

ร่างกายจะเกิดภูมิคุ้มกันแบบก่อเอง โดยมีเชื้อโรคอีสุกอีใสเป็นทั้งแอนติเจนและแอนติบอดี


24.

ข้อใดต่อไปนี้ถูกต้อง เกี่ยวกับการอักเสบ

a)

การอักเสบเกิดไม่เกี่ยวข้องกับระบบน้ำเหลือง

b)

การอักเสบเกิดจากร่างกายตอบสนองต่อเชื้อโรค/สิ่งแปลกปลอม

c)

เซลล์เม็ดเลือดขาวประเภทลิมโฟไซต์สามารถออกมาจากเส้นเลือดเพื่อกำจัดสิ่งแปลกปลอมได้

d)

อาการของการอักเสบจะไม่มีการเจ็บหรือบวมแดง แต่จะมีอุณหภูมิที่บริเวณแผลสูงขึ้น


25.

การได้รับภูมิคุ้มกันในข้อใดอยู่ในร่างกายได้ไม่นาน

a)

ทอกซอยด์

b)

วัคซีน

c)

การให้นมแม่

d)

ถูกทุกข้อ

26.

ข้อใดจัดเป็นภูมิคุ้มกันแบบจำเพาะเจาะจง

a)

นิวโทรฟิล

b)

โมโนไซต์

c)

อินเตอร์เฟอรอน

d)

ลิมไฟไซต์


27.

ไลโซไซม์ พบที่ใดและมีหน้าที่อะไร

a)

พบในเหงื่อ มีหน้าที่ทำลายผนังเซลล์ของแบคทีเรีย

b)

พบในเหงื่อ มีหน้าที่ทำลายเยื่อหุ้มเซลล์ของแบคทีเรีย

c)

พบในน้ำตา มีหน้าที่ทำลายผนังเซลล์ของแบคทีเรีย

d)

พบในน้ำตา มีหน้าที่ทำลายเยื่อหุ้มเซลล์ของแบคทีเรีย


28.

การรณรงค์ให้เด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี มารับวัคซีนโปลิโอเพื่อให้เด็กสร้างภูมิคุ้มกันแบบใด

a)

ภูมิคุ้มกันโดยกำเนิด


b)

ภูมิคุ้มกันไม่จำเพาะ

c)

ภูมิคุ้มกันก่อเอง

d)

ภูมิคุ้มกันชั่วคราว

29.

ข้อใดเป็นการทำงานของภูมิคุ้มกันแบบจำเพาะ A) กลไกการทำงานของนิวโทรฟิล B) การอักเสบของบาดแผลที่ติดเชื้อ C) การสร้างแอนติบอดีของพลาสมาเซลล์ D) การจดจำสิ่งแปลกปลอมของ memory cell E) การที่ช่องคลอดมีแบคทีเรียที่อยู่ได้ในสภาวะเป็นกรด

a)

A และ B

b)

A B และ D

c)

C และ D

d)

C D และ E

30.

วัคซีนป้องกันหัด-หัดเยอรมัน-คางทูมควรฉีดครั้งแรกเมื่ออายุเท่าใด

a)

แรกเกิด-2เดือน


b)

4-6 เดือน

c)

9-12 เดือน

d)

1-2 ปี

31.

กระบวนการซึ่งพืชนำแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) มาสร้างเป็นสารอินทรีย์นั้น มีชื่อว่าอะไร

a)

การสังเคราะห์ด้วยแสง

b)

การหายใจระดับเซลล์

c)

การสลายพลังงาน

d)

การสร้างสารอาหาร

32.

สารอินทรีย์ในข้อใดที่พบได้ในพืช “บางชนิด”

a)

น้ำมันหอมระเหย

b)

โปรตีน

c)

คาร์โบไฮเดรต

d)

กรดนิวคลีอิก

33.

ตัวเลข 8-24-24 บนถุงปุ๋ย แสดงถึงธาตุอาหารใดของพืช

a)

Fe Cu และ Mo

b)

N P และ K

c)

Ca Mg และ S

d)

Cl Mn และ Zn

34.

การที่เกษตรกรเด็ดปลายยอดพืชแล้วทำให้มีการแตกของตาข้างมากขึ้น ส่งผลให้พืชมีลักษณะเป็นพุ่มมากขึ้น เช่น กะเพรา เป็นผลของการทำงานร่วมกันระหว่างฮอร์โมนพืชกลุ่มใด

a)

ออกซินและไซโทไคนิน

b)

ไซโทไคนินและจิบเบอเรลลิน

c)

จิบเบอเรลลินและกรดแอบไซซิก

d)

เอทิลีนและกรดแอบไซซิก

35.

ฮอร์โมนพืชกลุ่มใดที่ช่วยให้พืชสามารถดำรงชีวิตได้โดยขาดน้ำ

a)

ออกซิน

b)

จิบเบอเรลลิน

c)

เอทิลีน

d)

กรดแอบไซซิก

36.

ฝนเหลือง (orange agent) เป็นปรากฏการณ์ที่ทำให้ใบไม้ร่วงหล่นตายไป เกิดการสารเคมีที่มีคุณสมบัติคล้ายฮอร์โมนชนิดใด

a)

ออกซิน

b)

จิบเบอเรลลิน

c)

เอทิลีน

d)

กรดแอบไซซิก

37.

ข้อใดเป็นผลของฮอร์โมนจิบเบอเรลลิน

a)

กระตุ้นการเจริญของตาข้าง

b)

เร่งการร่วงของใบ

c)

ควบคุมการงอกของเมล็ด

d)

กระตุ้นการแก่ของผล

38.

ฮอร์โมนชนิดใดเป็นฮอร์โมนสำคัญที่ทำให้เกิดการสุกของผลไม้

a)

ออกซิน

b)

เอทีลีน

c)

จิบเบอเรลลิน

d)

กรดแอบไซซิก

39.

ฮอร์โมนชนิดใดที่มีสมบัติเร่งการเกิดรากในกิ่งตอน

a)

ออกซิน

b)

ไซโทไคนิน

c)

จิบเบอเรลลิน

d)

กรดแอบไซซิก

40.

ข้อใดเป็นการตอบสนองที่มีทิศทางไม่สัมพันธ์กับสิ่งเร้า

a)

ดอกทานตะวันหันดอกเข้าหาแสงอาทิตย์ในเวลากลางวัน

b)

ดอกบัวสายหุบดอกในเวลากลางคืน

c)

รากเฟิร์นหยั่งเข้าหาลำต้นของต้นไม้ใหญ่

d)

ปลายรากของถั่วงอกเจริญเข้าหาแรงโน้มถ่วง