wayground logo

Free Printable Worksheets

NEW

Font size

S
M
L
XL
Worksheets

แบบทดสอบหลังเรียนนิราศภูเขาทอง

Total questions: 20

Worksheet time: 15mins

Name
Class
Date
1.

นิราศภูเขาทองแต่งขึ้นในสมัยใด

a)

สมัยรัชกาลที่ 1

b)

สมัยรัชกาลที่ 2

c)

สมัยรัชกาลที่ 3

d)

สมัยรัชกาลที่ 4

2.

ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับนิราศ

a)

นิยมแต่งเพื่อพรรณนาการเดินทาง

b)

คร่ำครวญถึงพ่อแม่ที่ต้องเดินทางจากมา

c)

ใช้เห่กล่อมเจ้านายเพื่อให้ข้อคิด คติเตือนใจ

d)

มีจุดมุ่งหมายในการยอพระเกียรติของกษัตริย์

3.

ข้อใดมีความหมายเหมือนกับบทประพันธ์ต่อไปนี้

“ถึงบางพูดพูดดีเป็นศรีศักดิ์

มีคนรักรสถ้อยอร่อยจิต

แม้นพูดชั่วตัวตายทำลายมิตร

จะชอบผิดในมนุษย์เพราะพูดจา”

a)

พูดจนลิงหลับ

b)

พูดดีเป็นศรีแก่ปาก

c)

น้ำท่วมทุ่งผักบุ้งโหรงเหรง

d)

พูดไปสองไพเบี้ย นิ่งเสียตำลึงทอง

4.

เพราะเหตุใด พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยจึงตั้งชื่อเมืองสามโคกว่าเมืองปทุมธานี

a)

เพราะมีดอกบัวขึ้นอยู่มาก

b)

เพราะเป็นตลาดค้าบัวขนาดใหญ่

c)

เพราะชาวเมืองนี้นิยมทำนาบัวเป็นอาชีพ

d)

เพราะมีคนนำฝักบัวที่มีชื่อเสียงของสามโคกมาถวาย

5.

ข้อใดแสดงให้เห็นถึงการประกอบอาชีพประมง

a)

ถึงโรงเหล้าเตากลั่นควันโขมง

b)

ทั้งของสวนล้วนแต่เรือเรียงราย

c)

มีพ่วงแพแพรพรรณเขาค้าขาย

d)

ตรงหน้าโรงโพงพางเขาวางราย

6.

“โอ้บาปกรรมน้ำนรกเจียวอกเรา

ให้มัวเมาเหมือนหนึ่งบ้าเป็นน่าอาย”

คำที่เป็นตัวหนามีความหมายว่าอย่างไร

a)

น้ำตา

b)

น้ำเมา

c)

น้ำคร่ำ

d)

น้ำสกปรก

7.

คำในข้อใดมีความหมายว่า ดอกบัว ทุกคำ

a)

บุษบา บุบผา กชกร

b)

บุษบัน บุษบา บุษกร

c)

ปทุม มาลี กชกร

d)

อุบล บุษกร ปทุม

8.

ข้อใดแสดงให้เห็นถึงความเชื่อของสังคมไทย

a)

จนแจ่มแจ้งแสงตะวันเห็นพันธุ์ผัก

ดูน่ารักบรรจงส่งเกสร

เหล่าบัวเผื่อนแลสล้างริมทางจร

ก้ามกุ้งซ้อนเสียดสาหร่ายใต้คงคา

b)

สายติ่งแกมแซมสลับต้นตับเต่า

เป็นเหล่าเหล่าแลรายทั้งซ้ายขวา

กระจับจอกดอกบัวบานผกา

ดาษดาดูขาวดั่งดาวพราย

c)

เห็นโศกใหญ่ใกล้น้ำระกำแฝง

ทั้งรักแซงแซมสวาทประหลาดเหลือ

เหมือนโศกพี่ที่ช้ำระกำเจือ

เพราะรักรื้อแรมสวาทมาคลาดคลาย

d)

งิ้วนรกสิบหกองคุลีแหลม

ดังขวากแซมเสี้ยมแทรกแตกไสว

ใครทำชู้คู่ท่านครั้นบรรลัย

ก็ต้องไปปีนต้นน่าขนพอง

9.

สถานภาพของผู้แต่งขณะที่แต่ง นิราศภูเขาทอง คือข้อใด

a)

พระนาย

b)

จมื่น

c)

พระสงฆ์

d)

ชาวบ้านสามัญชน

10.

สุนทรภู่เดินทางไปกับใคร

a)

หนูจันทร์

b)

หนูปุ๊ก

c)

หนูพล

d)

หนูพัด

11.

กลอนนิราศขึ้นต้นด้วยวรรคใด

a)

วรรคสดับ

b)

วรรครับ

c)

วรรครอง

d)

วรรคส่ง

12.

คำสุดท้ายของกลอนนิราศจะลงท้ายด้วยคำว่าอะไร

a)

เอย

b)

เอ่ย

c)

เอ๋ย

d)

เทอญ

13.

ข้อใดไม่ได้กล่าวถึงสถานที่

a)

ตลาดแก้วแล้วไม่เห็นตลาดตั้ง

สองฟากฝั่งก็แต่ล้วนสวนพฤกษา

b)

ถึงสามโคกโศกถวิลถึงปิ่นเกล้า

พระพุทธเจ้าหลวงบำรุงซึ่งกรุงศรี

c)

มาถึงบางธรณีทวีโศก

ยามวิโยคยากใจให้สะอื้น

d)

เราเกิดมาอายุเพียงนี้แล้ว

ยังคลาดแคล้วครองตัวไม่มัวหมอง

14.

ข้อใดใช้คำเพื่อการสร้างจินตภาพได้อย่างชัดเจน

a)

เห็นโศกใหญ่ใกล้น้ำระกำแฝง

ทั้งรักแซงแซมสวาทประหลาดเหลือ

เหมือนโศกพี่ที่ช้ำระกำเจือ

เพราะรักรื้อแรมสวาทมาคลาดคลาย

b)

จนแจ่มแจ้งแสงตะวันเห็นพันธุ์ผัก

ดูน่ารักบรรจงส่งเกสร

เหล่าบัวเผื่อนแลสล้างริมทางจร

ก้ามกุ้งซ้อนเสียดสาหร่ายใต้คงคา

c)

สายติ่งแกมแซมสลับต้นตับเต่า

เป็นเหล่าเหล่าแลรายทั้งซ้ายขวา

กระจับจอกดอกบัวบานผกา

ดาษดาดูขาวดั่งดาวพราย

d)

งิ้วนรกสิบหกองคุลีแหลม

ดังขวากแซมเสี้ยมแทรกแตกไสว

ใครทำชู้คู่ท่านครั้นบรรลัย

ก็ต้องไปปีนต้นน่าขนพอง

15.

ข้อใดไม่มีคำศัพท์ที่หมายถึง “พระมหากษัตริย์”

a)

อย่ารู้ร้างบงกชบทศรี

b)

คิดถึงบาทบพิตรอดิศร

c)

ให้ผ่องพ้นภัยสำราญผ่านบุรินทร์

d)

โอ้ผ่านเกล้าเจ้าประคุณของสุนทร

16.

บทประพันธ์ในข้อใดแสดงให้เห็นรสวรรณคดี

ที่เรียกว่า สัลลาปังคพิสัย

a)

ถึงอารามนามวัดประโคนปัก

ไม่เห็นหลักลือเล่าว่าเสาหิน

เป็นสำคัญปันแดนในแผ่นดิน

มิรู้สิ้นสุดชื่อที่ลือชา

b)

เหมือนแม่ครัวคั่วแกงพะแนงผัด

สารพัดเพียญชนังเครื่องมังสา

อันพริกไทยใบผักชีเหมือนสีกา

ต้องโรยหน้าเสียสักหน่อยอร่อยใจ

c)

ถึงหน้าวังดังหนึ่งใจจะขาด

คิดถึงบาทบพิตรอดิศร

โอ้ผ่านเกล้าเจ้าประคุณของสุนทร

แต่ปางก่อนเคยเฝ้าทุกเช้าเย็น

d)

พอกราบพระปะดอกปทุมชาติ

พบพระธาตุสถิตในเกสร

สมถวิลยินดีชุลีกร

ประคองช้อนเชิญองค์ลงนาวา

17.

ชลมารค หมายความว่าอย่างไร

a)

ทางบก

b)

ทางน้ำ

c)

ทางอากาศ

d)

ทางเกวียน

18.

การเดินทางไปนมัสการเจดีย์ภูเขาทองของ

สุนทรภู่เริ่มต้นจากที่ใด

a)

บางพลัด

b)

พระบรมมหาราชวัง

c)

ตลาดขวัญ

d)

วัดราชบูรณะ

19.

สุนทรภู่ไม่ได้เดินทางไปสถานที่ใด

a)

เกาะเกร็ด

b)

บางพลู

c)

วัดพระแก้ว

d)

บางธรณี

20.

“เป็นลมทักษิณาวรรตน่าอัศจรรย์”ข้อใดคือ

ความหมายของคำว่า “ลมทักษิณาวรรต”

a)

ลมที่พัดเวียนซ้าย

b)

ลมที่พัดเวียนขวา

c)

ลมที่พัดกรรโชกแรง

d)

ลมที่พัดโชยมาเบาๆ