wayground logo

Free Printable Worksheets

NEW

Font size

S
M
L
XL
Worksheets

ระบบภูมิคุ้มกัน

Total questions: 50

Worksheet time: 38mins

Name
Class
Date
1.

T cell สร้างจากส่วนใดของร่างกาย

a)

Thymus

b)

Spleen

c)

Liver

d)

Bone marrow

2.

เซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดใด ไม่จัดว่าเป็น granulocyte

a)

Eosinophil

b)

Basophil

c)

Monocyte

d)

Neutrophil

3.

เซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดใดทำหน้าที่หลักในการทำลายพยาธิ

a)

Neutrophil

b)

Basophil

c)

Eosinophil

d)

Monocyte

4.

ลิมโฟไซต์ชนิดบีที่มีหน้าที่หลักในจดจำเชื้อโรคอย่างจำเพาะเจาะจงคือเซลล์ใด

a)

เซลล์เมมอรี

b)

เซลล์พลาสมา

c)

เซลล์ทีผู้ช่วย

d)

เซลล์ทีทำลายสิ่งแปลกปลอม

5.
อวัยวะใดต่อไปนี้ไม่เกี่ยวข้องกับระบบภูมิคุ้มกัน
a)
ม้าม ( Spleen )
b)
ตับ ( Liver )
c)
ต่อมไทมัส ( Thymus Gland )
d)
ต่อมน้ำเหลือง ( Lymph nodes )
6.
ลักษณะของภูมิคุ้มกันที่ก่อเองเป็นดังข้อใด
a)
ร่างกายสร้างขึ้นมาเอง เกิดอย่างรวดเร็ว และปรากฏผลในระยะสั้น
b)
ร่างกายไม่ได้สร้างขึ้นมาเอง แต่เห็นผลทันที อายุการทำงานนาน
c)
ร่างกายไม่ได้สร้างขึ้นมาเอง เกิดผลช้า แต่อายุสั้น
d)
ร่างกายสร้างขึ้นมาเอง เกิดช้า แต่ผลของการทำงานยาวนาน
7.
การให้ทารกดื่มนมของมารดา ทารกได้รับภูมิคุ้มกันชนิดใด
a)
ภูมิคุ้มกันก่อเอง
b)
ภูมิคุ้มกันที่รับมา
c)
ภูมิคุ้มกันที่ก่อเองและรับมา
d)
ไม่ได้รับภูมิคุ้มกัน
8.
ภูมิคุ้มกันก่อเอง  (Active  Immunity) จะถูกสร้างขึ้นได้อย่างไร
a)
มนุษย์ด้วยกัน
b)
สัตว์ทดลองบางชนิด 
c)
เซลล์ของคนใดคนหนึ่ง 
d)
การเคยเป็นโรคชนิดนั้นมาก่อน
9.

ข้อใดเป็นการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันแบบจำเพาะ

a)

การไอเพื่อขับสิ่งแปลกปลอมออกจากร่างกาย

b)

การสร้างแอนติบอดีของเซลล์บีเข้าต่อต้านเชื้อโรค

c)

การทำลายเชื้อโรคของเซลล์เม็ดเลือดขาวฟาโกไซต์

d)

การทำลายแบคทีเรียของเอนไซม์ไลโซไซม์จากต่อมน้ำตา

10.

การฉีดวัคซีนและการฉีดซีรัมเข้าสู่ร่างกายมีความเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร

a)

เหมือนกัน เพราะต่างก็เป็นการฉีดแอนติบอดีเข้าสู่ร่างกายเพื่อต่อต้านเชื้อโรค

b)

เหมือนกัน เพราะต่างก็เป็นการกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันมาต่อต้านเชื้อโรค

c)

ต่างกัน เพราะวัคซีนเป็นการฉีดแอนติเจน ส่วนซีรัมเป็นการฉีดแอนติบอดีเข้าสู่ร่างกาย

d)

ต่างกัน เพราะวัคซีนเป็นการฉีดแอนติบอดี ส่วนซีรัมเป็นการฉีดแอนติเจนเข้าสู่ร่างกาย

11.

ข้อใด หมายถึง การกำจัดแบคทีเรียที่เข้าสู่ร่างกายโดยวิธีการกินของเม็ดเลือดขาว

a)

ฟาโกไซโกซีส

b)

ฟิโนไซโทซีส

c)

เอกโซไซโทซีส

d)

ออสโมซีส

12.

ภูมิคุ้มกันก่อเอง เกิดจากการทำงานของเม็ดเลือดขาวชนิดใด

a)

ลิมโฟไซต์

b)

มอโนไซต์

c)

ฟิวโทรฟิล

d)

เบโซฟิล

13.

เซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดใดที่ทำหน้าที่เป็นภูมิคุ้มกันโดยการกินสิ่งแปลกปลอมแบบ ฟาโกไซโทซีส

a)

นิวโทรฟิล

b)

ลิมโฟไซต์

c)

เบโซฟิล

d)

อีโอชิโนฟิล

14.

พิษที่ทำให้อ่อนลงแล้วฉีดเข้าร่างกายเพื่อกระตุ้นให้ร่างกายสร้างแอนติบอดีคือข้อใด

a)

วัคซีน

b)

เซรุ่ม

c)

แบคทีเรีย

d)

ทอกซอยด์

15.

ภูมิคุ้มกันรับมา คือข้อใด

a)

เซรุ่ม

b)

ทอกซอยด์

c)

วัคซีน

d)

ลิมโฟไซต์

16.

โรคในข้อใดที่ร่างกายมีการสร้างภูมิต้านทานเนื้อเยื่อตนเอง

a)

ภูมิแพ้

b)

ลูปัส

c)

เอดส์

d)

มะเร็ง

17.

ข้อใด ไม่ใช่ ภูมิคุ้มกันแบบไม่จําเพาะ (Nonspecific Immunity)

a)

เม็ดเลือดขาว 3 ชนิด ได้แก่ 1. นิวโทรฟิล (Neutrophil)

2. แมโครฟาจ (Macrophage) 3. NK Cell

b)

การอักเสบเกิดโดยการหลั่งสารฮิสตามีน (Histamine)

c)

การเป็นไข้ (Fever) จะไปกระตุ้นการทํางานของเม็ดเลือดขาวกลุ่มฟาโกไซต์ (Phagocyte)

d)

เม็ดเลือดขาวกลุ่มลิมโฟไซต์ (Lymphocyte) สร้างแอนติบอดี

18.

กลไกการต่อต้านหรือทำลายสิ่งแปลกปลอมแบบจำเพาะเป็นทำงานของอะไร

a)

เซลล์เม็ดเลือดขาวกลุ่มฟาโกไซต์

b)

เซลล์เม็ดเลือดขาวมอโนไซต์

c)

เซลล์เม็ดเลือดขาวกลุ่มลิมโฟไซต์

d)

แมคโครฟาจ

19.

อวัยวะใดทำหน้าที่ป้องกันเชื้อโรคและสิ่งแปลกปลอมเข้าสู่ร่างกาย

a)

ผิวหนัง เซลล์เม็ดเลือดแดง

b)

ผิวหนัง เซลล์เม็ดเลือดขาว

c)

เซลล์เม็ดเลือดขาว เกล็ดเลือด

d)

เซลล์เม็ดเลือดแดง เกล็ดเลือด

20.

เยื่อบุทางเดินหายใจมีโครงสร้างที่ช่วยให้จุลินทรีย์หรือสิ่งแปลกปลอมถูกดักไว้ด้วยเมือกในหลอดลมอย่างไร

a)

ความเป็นกรด

b)

ซิเลีย

c)

แฟลเจลลัม

d)

ซูโดโพเดียม

21.

ไวรัสชนิด HIV สามารถทำให้เกิดโรคเอดส์ ( AIDS ) ในคนได้ โดยทำลายเซลล์ในข้อใด

a)

B – lymphocytes

b)

Helper-T cell

c)

Cytotoxic T-cell

d)

Monocyte

22.

เด็กที่เกิดมาแล้วไม่มีไทมัสจะขาดเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดใด

a)

T-cell

b)

B-cell

c)

monocyte

d)

macrophage

23.

การแก้ไขอาการภูมิแพ้เบื้องต้นควรให้ยาในข้อใด

a)

แอนติฮิสตามีน

b)

แอนติเจน

c)

แอนติโนกลูแคน

d)

แอนติอาร์เลอเจน

24.

อวัยวะใดที่ทำหน้าที่สร้างและพัฒนาเซลล์เม็ดเลือดขาวกลุ่มลิมโฟไซต์

a)

ไขกระดูกและม้าม

b)

ไขกระดูกและไทมัส

c)

ไทมัสและม้าม

d)

ทอนซิลและม้าม

25.

เมื่อร่างกายได้รับเชื้อ HIV ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายจะมีการเปลี่ยนแปลงในระยะแรกอย่างไร

a)

ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายสร้างเซลล์ทีน้อยลง

b)

ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายสร้างเซลล์ทีมากขึ้น

c)

ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายหยุดสร้างแอนติบอดี

d)

ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายสร้างแอนติบอดีน้อยลง

26.

เซลล์เม็ดเลือดขาวกลุ่มลิมโฟไซต์มีกี่ชนิด อะไรบ้าง

a)

1 ชนิด คือ เซลล์แมสต์

b)

1 ชนิด คือ เซลล์บี

c)

2 ชนิด คือ เซลล์บีและเซลล์ที

d)

2 ชนิด คือ นิวโทรฟิลและโมโนไซต์

27.

เมื่อโมโนไซต์แทรกตัวออกจากหลอดเลือดฝอยไปตามเนื้อเยื่อ จะมีการขยายขนาดเซลล์ให้ใหญ่ขึ้น เพื่อเปลี่ยนไปเป็นอะไร

a)

เซลล์แมสต์

b)

ฟาโกไซโทซิส

c)

ฮีสตามีน

d)

แมโครฟาจ

28.

เซลล์พลาสมา ทำหน้าที่อะไร

a)

สร้างและหลั่งแอนติบอดี

b)

จดจำแอนติเจนชนิดเดิม

c)

ขนายขนาดให้กลายมาเป็นแมโครฟาจ

d)

ขยายหลอดเลือดฝอย เพื่อนำเลือดและเม็ดเลือดขาวมาสะสมมากขึ้น

29.

ข้อใดไม่ใช่ภูมิคุ้มกันรับมา

a)

ทารกได้รับแอนติบอดีตั้งแต่อยู่ในครรภ์ผ่านทางรก

b)

ทารกได้รับแอนติบอดีผ่านทางน้ำนมแม่

c)

การฉีดเซรุ่มหรือซีรัม

d)

การฉีดวัคซีน

30.

ข้อใดไม่ใช่โรคที่เกิดจากความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน

a)

โรคเอดส์

b)

โรคลมชัก

c)

โรคลูปัส

d)

โรคภูมิแพ้

31.

ข้อใดไม่ใช่พฤติกรรมที่นำไปสู่การติดเชื้อ HIV

a)

การได้รับเลือดหรือสารคัดหลั่งของผู้ที่มีเชื้อ HIV

b)

การมีเพศสัมพันธ์โดยไม่มีการป้องกัน

c)

การดื่มน้ำร่วมกันกับผู้ที่มีเชื้อ HIV

d)

การใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน

32.

ข้อความใดแสดงถึงการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน

a)

นิวรับประทานยาที่แพทย์สั่งจนครบ

b)

ปิ๋มหายหวัดได้เองโดยไม่ต้องไปหาหมอ

c)

โบใช้แอลกอฮอล์เช็ดรอบปากแผลที่โดนมีดบาด

d)

ปาล์มนำเบาตาดีนใส่บริเวณบาดแผล

33.

ข้อใดคือเม็ดเลือดขาวที่ทำลายสิ่งแปลกปลอมได้แบบจำเพาะเจาะจง

a)

โมโนไซต์

b)

ฟาโกไซต์

c)

นิวโทรฟิล

d)

ลิมโฟไซต์

34.

แอนติเจนคืออะไร

a)

โปรตีนที่อยู่บนผิวเซลล์ของเชื้อโรค

b)

สารที่เม็ดเลือดขาวสร้างขึ้นเพื่อกำจัดเชื้อโรค

c)

สารที่เชื้อโรคปล่อยมากำจัดเซลล์เม็ดเลือดขาว

d)

สารที่เกิดจากการกัดกินเชื้อโรคของเม็ดเลือดขาว

35.

ข้อใดทำหน้าที่เป็น first line of defense

a)

T cell

b)

macrophage

c)

น้ำตา

d)

ถูกทุกข้อ

36.

ข้อใดทำหน้าที่เป็น second line of defense

a)

T cell

b)

macrophage

c)

น้ำตา

d)

ถูกทุกข้อ

37.

ข้อใดทำหน้าที่เป็น specific immunity

a)

T cell

b)

macrophage

c)

น้ำตา

d)

ถูกทุกข้อ

38.

ข้อใดไม่ใช่กระบวณการอักเสบ

a)

อาการร้อน

b)

อาการแดง

c)

อาการความดันตก

d)

อาการปวด

39.

ถ้านักเรียนโดนสุนัขกัด แพทย์จะฉีดสิ่งใดให้นักเรียน

a)

เซรั่มป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า

b)

เซรุ่มป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า

c)

วัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า

d)

ยาป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า

40.

ระบบภูมิคุ้มกันใดสามารถตอบสนองต่อแอนติเจนที่เข้ามาได้ทันที แต่อยู่ได้ไม่นาน

a)

ระบบภูมิคุ้มกันแบบก่อเอง

b)

ระบบภูมิคุ้มกันแบบรับมา

c)

ระบบภูมิคุ้มกันแบบจำเพาะ

d)

ระบบภูมิคุ้มกันแบบไม่จำเพาะ

41.

โรคใดเป็นการที่ตอบสนองแอนติเจนรุนแรงเกินไป

a)

เอดส์

b)

โรคภูมิแพ้

c)

โรคลูปัส

d)

โรครูมาตอยด์

42.

โรคใดที่มีสาเหตุเกิดจากติดเชื้อไวรัส แล้วภูมิคุ้มกันบกพร่อง

a)

เอดส์

b)

โรคภูมิแพ้

c)

โรคลูปัส

d)

โรครูมาตอยด์

43.

การอักเสบ เป็นระบบภูมิคุ้มกันแบบใด

a)

ภูมิคุ้มกันแบบไม่จำเพาะ

b)

ภูมิคุ้มกันแบบจำเพาะ

c)

ภูมิคุ้มกันแบบรับมา

d)

ภูมิคุ้มกันแบบก่อเอง

44.

เพราะเหตุใดเมื่อนักเรียนได้รับวัคซีนโรคหัด นักเรียนจะไม่เป็นโรคหัดอีก

a)

มีเซลล์ความจำที่จำเพาะกับโรคหัด

b)

มีการกระตุ้นไขกระดูกให้สร้างลิมโฟไซต์เพิ่มขึ้น

c)

มีการกระตุ้นให้สร้างเมือกดักจับเชื้อโรคมากขึ้น

d)

มีแอนติบอดีป้องกันโรคหัดในร่างกายตลอดเวลา

45.

ข้อใดคือแอนติเจน

a)

สารเคมี

b)

แบคทีเรีย

c)

ฝุ่นละออง

d)

ถูกทุกข้อ

46.

ร่างกายสามารถกำจัดเชื้อโรคหรือสารพิษที่นำมาทำเป็นวัคซีนได้เพราะอะไร

a)

เชื้อโรคในวัคซีนตายแล้ว

b)

เชื้อโรคในวัคซีนมีฤทธิ์อ่อนลงมาก

c)

สารพิษในวัคซีนหมดความเป็นพิษแล้ว

d)

ถูกทุกข้อ

47.

ข้อใดเป็นกลไกการทำลายสิ่งแปลกปลอมแบบไม่จำเพาะ

ก. การอักเสบของบาดแผลที่ติดเชื้อ

ข. การเกิดฟาโกไซโทซิสโดยโมโนไซต์

ค. การสร้างแอนติบอดีโดยลิมโฟไซต์

ง. การหลั่งไลโซโซม์จากต่อมน้ำลาย

a)

ก และ ค

b)

ข และ ง

c)

ก ข และ ง

d)

ถูกทุกข้อ

48.

ข้อใดคือกลไกของร่างกายที่ทำให้เกิดโรคภูมิแพ้

a)

สร้างแอนติบอดีเพื่อไปจับแอนติเจน

b)

สร้างฮิสตามีนออกมาเมื่อได้รับสารก่อภูมิแพ้

c)

สร้างแอนติบอดีเพื่อยับยั้งการสร้างภูมิคุ้มกัน

d)

สร้างฮิสตามีนเพื่อกระตุ้นให้เกิดอาการแพ้

49.

ข้อใดกล่าวถึงระบบภูมิคุ้มกันแบบไม่จำเพาะได้ถูกต้อง

a)

อาศัยการทำงานของเซลล์บีและเซลล์ที

b)

สามารถจดจำเชื้อโรคที่เคยเข้าสู่ร่างกายได้

c)

อาศัยการทำงานของเซลล์เม็ดเลือดขาวลิมโฟไซต์

d)

ความสามารถในการทำลายเชื้อโรคแบบพวก phagocyte

50.

กราฟแสดง ระดับภูมิคุ้มกันของร่างกายเมื่อได้รับวัคซีนครั้งที่ 1 และ 2 เป็นดังนี้ จากข้อมูล เพราะเหตุใดการฉีดวัคซีน ครั้งที่ 2 จึงสามารถกระตุ้นระดับภูมิคุ้มกันของร่างกายได้สูงขึ้น

a)

เซลล์ทีสร้างแอนติบอดี ที่จำเพาะกับแอนติบอดีได้มากขึ้น

b)

เซลล์บีจำแอนติเจนแล้วส่งสัญญาณไปกระตุ้นเซลล์ทีได้ทันที

c)

เซลล์ทีจำแอนติเจนแล้วส่งสัญญาณไปกระตุ้นเซลล์บีได้ทันที

d)

ฟาโกไซต์สามารถทำลายแอนติบอดีได้มากขึ้น