Wayground logo

Free Printable Worksheets

Font size

S
M
L
XL
Worksheets

ความปลอดภัยในการปฏิบัติงานในห้องปฏิบัติการ

Total questions: 20

Worksheet time: 10mins

Name
Class
Date
1.

ข้อใด ไม่ใช่ กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการทำงานในห้องปฏิบัติการ

a)

พระราชบัญญัติ ความปลอดภัย  อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. ๒๕๕๔

b)

กฎกระทรวง กำหนดมาตรฐานในการบริหาร จัดการ และดำเนินการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงานเกี่ยวกับสารเคมีอันตราย พ.ศ. ๒๕๕๖

c)

พระราชบัญญัติ เชื้อโรคและพิษจากสัตว์ พ.ศ. ๒๕๕๘

d)

ทุกข้อ เป็นกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการทำงานในห้องปฏิบัติการ

2.

ตู้ดูดควัน (Fume hood)  กับ ตู้ชีวนิรภัย (Biosafety cabinet: BSC) เหมือนกันหรือไม่

a)

เหมือนกัน เพราะมีระบบกรองอากาศที่มีประสิทธิภาพเท่ากัน

b)

เหมือนกัน เพราะมีระบบการทำงานของการหมุนเวียนอากาศภายในเครื่องเหมือนกัน สามารถใช้ทำงานได้ทั้งงานด้านเคมีและชีวภาพ

c)

ต่างกัน เพราะตู้ดูดควันไม่มีแผ่นกรอง HEPA ที่สามารถกรองสิ่งมีชีวิตหรือสารพันธุกรรม เชื้อจุลชีพที่มีอันตรายได้ ไม่สามารถใช้ในการทำงานทางชีวภาพได้

d)

ต่างกัน เพราะตู้ดูดควันใช้ได้เฉพาะงานทางเคมี แต่ตู้ชีวนิรภัยใช้ได้ทั้งงานทางเคมีและชีวภาพ

3.

ระดับความปลอดภัยทางชีวภาพ แบ่งเป็นกี่ระดับ

a)

ไม่มีการแบ่งระดับความปลอดภัยทางชีวภาพ

b)

3 ระดับ

c)

4 ระดับ

d)

6 ระดับ

4.

การทำงานกับเชื้อจุลชีพที่ไม่ก่อโรค เช่น Bacillus subtilis ซึ่งใช้ในการเรียนการสอนให้กับนักศึกษา จัดเป็นการทำงานที่ต้องควบคุมอันตราย ให้เกิด           

a)

ไม่มีการแบ่งระดับความปลอดภัยทางชีวภาพ

b)

ระดับ 1

c)

ระดับ 2

d)

ระดับ 3

5.

ข้อใดถูกต้องเกี่ยวกับการเก็บสารเคมี

a)

สารเคมีสามารถเก็บในที่เดียวกันได้ทุกชนิด แต่ต้องเรียงลำดับตามตัวอักษร เพื่อง่ายต่อการค้นหา

b)

สารเคมีควรแยกประเภทการเก็บตามความอันตรายและความเข้ากันไม่ได้ของสาร

c)

ควรเก็บสารเคมีไว้ในตู้ดูดควัน เพื่อป้องกันไอระเหยและง่ายต่อการหยิบใช้งาน

d)

ถูกทุกข้อ

6.

ระบบ GHS คืออะไร

a)

ข้อมูลความปลอดภัยของสารเคมี

b)

ข้อมูลความปลอดภัยของสารชีวภาพ

c)

ระบบ หรือวิธีการสากลสำหรับการจำแนกความเป็นอันตรายของสารเคมี และการสื่อสารความเป็นอันตรายของสารเคมีโดยผ่าน ทางฉลาก และข้อมูลความปลอดภัยสารเคมี

d)

ระบบการจัดการของเสียอย่างปลอดภัย

7.

ข้อใดเป็นแนวปฏิบัติเกี่ยวกับการจัดเก็บของเสียอันตรายที่ถูกต้อง

a)

บรรจุของเสียในปริมาณไม่เกิน 90% ของความจุของภาชนะ

b)

ผู้ปฏิบัติงานควรทิ้งของเสียอันตรายในภาชนะตามประเภทของความอันตรายที่ห้องแลปเตรียมไว้ให้

c)

เจือจางสารเคมีทุกประเภทด้วยน้ำเปล่าให้มีความเข้มข้นน้อยที่สุด แล้วทิ้งลงในท่อระบายน้ำ

d)

ทุกข้อเป็นแนวปฏิบัติที่ถูกต้อง

8.

ผู้เข้าเยี่ยมชมห้องปฏิบัติการจำเป็นต้องรับทราบและได้รับความรู้ในหัวข้อใดที่สำคัญที่สุด

a)

การประเมินความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้น

b)

การจัดการของเสียที่ถูกต้อง

c)

การใช้สารเคมีอย่างปลอดภัย

d)

ระเบียบปฏิบัติและข้อควรระวังของห้องปฏิบัติการ

9.

ข้อใดเป็นแนวปฏิบัติที่จะช่วยให้ผู้ปฏิบัติงานทำงานในห้องปฏิบัติการได้อย่างปลอดภัย

a)

ปฏิบัติตามกฎระเบียบของห้องปฏิบัติการอย่างเคร่งครัด

b)

ค้นหาและทำความเข้าใจข้อมูลความปลอดภัย (SDS) ของสารเคมีที่จะใช้มาก่อนลงมือทำการทดลอง

c)

เตรียมสารเคมีที่มีไอระเหยใน ตู้ดูดควัน (Fume hood)

d)

ทุกข้อเป็นแนวปฏิบัติที่ช่วยให้เกิดความปลอดภัยในห้องปฏิบัติการ

10.

ข้อใดไม่ใช่แนวปฏิบัติทั่วไปเพื่อความปลอดภัยในห้องปฏิบัติการ

a)

สวมใส่อุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคลที่เหมาะสมกับงานที่ปฏิบัติภายในห้องปฏิบัติการ

b)

ล้างมือทุกครั้งก่อนและหลังออกจากห้องปฏิบัติการ  

c)

รับประทานอาหารว่างในห้องปฏิบัติการระหว่างรอเครื่องมือกำลังทำงาน

d)

ไม่สวมเสื้อคลุมปฏิบัติการและถุงมือไปยังพื้นที่ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับการทำปฏิบัติงาน 

11.

ข้อใดคือประโยชน์ของการจัดเก็บสารเคมีโดยคำนึงถึงการเข้ากันไม่ได้ของการเก็บสารเคมี (Incompatibility)

a)

เพื่อให้เกิดความสะดวกในการจัดเก็บสารเคมี

b)

เพื่อลดโอกาสการเกิดอุบัติเหตุและอันตรายเพราะสารเคมีมีสมบัติที่แตกต่างกัน

c)

เพื่อยืดอายุสารเคมี

d)

เพื่อประหยัดงบประมาน

12.

จากสัญลักษณ์ของสารเคมี สารเคมีข้อใดสามารถจัดเก็บที่เดียวกันได้

a)
b)
c)
d)

ไม่มีข้อถูก

13.

ข้อใดเป็นสัญลักษณ์ความอันตรายของสารเคมีตามระบบ GHS

a)
b)
c)
d)
14.

ข้อใดเป็นอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคลที่ช่วยป้องกันอันตรายจากการทำงานในห้องปฏิบัติการได้

a)

แว่นสายตา, เสื้อผ้าที่สวมใส่สบาย

b)

เสื้อกาวน์, ถุงมือไนไตร

c)

แว่นตานิรภัย, รองเท้าที่มีช่องระบายอากาศได้ดี

d)

หน้ากากที่มี Activated Carbon แทรกในชั้นกรอง, ถุงเท้า

15.

เมื่อเกิดอุบัติเหตุสารเคมีกระเด็นเข้าตา ควรปฏิบัติตนอย่างไรเพื่อความปลอดภัยมากที่สุด

a)

รีบล้างตาโดยใช้อ่างล้างตาฉุกเฉิน และให้น้ำไหลผ่านตาอย่างน้อย 10 นาที

b)

รีบหากระดาษทิชชู่หรือก้านสำลีมาซับสารเคมีที่เข้าตาให้เร็วที่สุด

c)

รีบวิ่งไปหาเพื่อนที่อยู่ใกล้ที่สุด เพื่อให้พาไปพบแพทย์

d)

รีบทำงานที่ยังค้างต่อให้เสร็จ แล้วค่อยใช้น้ำเปล่ามาล้างตา

16.

หากต้องใช้สารเคมีที่อันตรายและมีไอระเหยที่มีกลิ่นรุนแรง ควรปฏิบัติตนอย่างไรเพื่อให้เกิดความปลอดภัยมากที่สุด

a)

เปิดหน้าต่างและประตูของห้องแลป เพื่อให้เกิดการถ่ายเทของอากาศ

b)

ใช้ตู้ดูดควัน (Fume hood) ทำงานกับสารเคมีดังกล่าวตลอดเวลา

c)

ให้คนอื่นออกจากห้องแลปให้หมด และปฏิบัติงานกับสารเคมีนั้นเพียงลำพัง เพื่อลดอันตรายที่จะเกิดขึ้นกับคนอื่น

d)

ใส่หน้ากากอนามัย 2 ชั้น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพป้องกันสารเคมีเข้าสู่ร่างกาย

17.

ข้อใดไม่ใช่แนวปฏิบัติที่ถูกต้อง กรณีเกิดอุบัติเหตุเกิดสารเคมีอันตรายหกรั่วไหล

a)

ติดป้ายห้าม หรือแจ้งไม่ให้ผู้อื่นเข้ามาบริเวณที่สารเคมีหก

b)

ใช้ชุดกำจัดสารเคมีรั่วไหล (Chemical spill kits) ในการเช็ดและทำความสะอาดบริเวณที่สารเคมีหก

c)

สวมอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคลก่อนการเช็ดและทำความสะอาดบริเวณที่สารเคมีหก

d)

รีบใช้กระดาษทิชชู่มาซับสารเคมีให้เร็วที่สุด และทิ้งกระดาษทิชชู่ในถังขยะประเภททั่วไป

18.

หากเกิดอุบัติเหตุ ทำสารชีวภาพหกขณะปฏิบัติงาน สามารถใช้ชุดกำจัดสารเคมีรั่วไหล (Chemical spill kits) ในการจัดการกับสารชีวภาพที่หกแทนชุดกำจัดสารชีวภาพหกรั่วไหล (Biological spill kits) ได้หรือไม่

a)

ได้ เพราะมีอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคลเหมือนกัน สามารถป้องกันอันตรายให้กับตนเองได้

b)

ไม่ได้ เพราะในชุดกำจัดสารเคมีรั่วไหล (Chemical spill kits) ไม่มีสารที่ใช้สำหรับฆ่าเชื้อโรค

c)

ไม่ได้ เพราะชุดกำจัดสารเคมีรั่วไหล (Chemical spill kits) มีอุปกรณ์น้อยกว่า

d)

ได้ เพราะมีอุปกรณ์สำหรับดูดซับสารที่หกรั่วไหลเหมือนกัน

19.

ข้อใดคือประโยชน์ขอการประเมินความเสี่ยง (Risk assessment)

a)

เพื่อจัดสรรงบประมานในการจัดหาอุปกรณ์ป้องกันอันตราย

b)

เพื่อเตรียมแผนรับมือหรือป้องกันอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้นในห้องปฏิบัติการ

c)

เพื่อให้ผู้ปฏิบัติงานตระหนักถึงอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้นได้จากการปฏิบัติงาน และระมัดระวังมากขึ้น

d)

ทุกข้อเป็นประโยชน์ขอการประเมินความเสี่ยง

20.

การประเมินความเสี่ยง (Risk assessment) ของอันตรายสามารถประเมินได้จากอะไร

a)

โอกาสในการเกิดอันตราย และ ความรุนแรงของอันตราย

b)

ประเภทของสารเคมีที่ใช้ และ การใช้อุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล

c)

ความรุนแรงของอันตราย และ สถานที่ในการปฏิบัติงาน

d)

หัวข้องานวิจัย และ โอกาสในการเกิดอันตราย