wayground logo

Free Printable Worksheets

Font size

S
M
L
XL
Worksheets

แบบทดสอบปลายภาค วิชา ชีววิทยา4 2/2564

Total questions: 30

Worksheet time: 2hrs 30mins

Name
Class
Date
1.

สิ่งมีชีวิตในข้อใดที่มีระบบหมุนเวียนเลือดแบบเดียวกัน

a)

จิ้งจก, ไส้เดือนดิน, แมลงปอ  

b)

วาฬ, แร้ง, ไส้เดือนดิน

c)

ไส้เดือนดิน, หมึก, แมลงสาบ 

d)

กุ้ง, งูเหลือม, ตั๊กแตน

2.

ข้อใดต่อไปนี้กล่าวถูกต้อง

a)

ปลาและกบมีระบบหมุนเวียนเลือดแบบ 2 วงจร คือ เลือดไหลผ่านหัวใจ 2 ครั้งต่อรอบ

b)

พลานาเรียต้องอาศัยระบบหมุนเวียนเลือดในการลำเลียงสารเนื่องจากมีโครงสร้างที่ซับซ้อนกว่าไฮดรา

c)

ไส้เดือนดินมีระบบหมุนเวียนเลือดแบบปิดทำให้การแลกเปลี่ยนสารระหว่างเลือดกับเนื้อเยื่อจะผ่านทางผนัง

     ฃองหลอดเลือดฝอย

d)

ผีเสื้อไม่จำเป็นต้องใช้ระบบหมุนเวียนเลือดเพื่อลำเลียงแก๊สออกซิเจน เพราะบางช่วงเลือดจะออกจากหลอด

    เลือดแทรกไปตามช่องว่างระหว่างเนื้อเยื่อ

3.

ข้อใดอธิบายทิศทางการไหลของเลือดและการเคลื่อนที่ของเซลล์เม็ดเลือดในหางปลาได้ถูกต้อง

a)

หลอดเลือดเวนเลือดจะไหลจากด้านโคนหางไปยังด้านปลายหาง

b)

หลอดเลือดอาร์เทอรีเลือดจะไหลจากด้านโคนหางไปยังด้านปลายหาง 

c)

การเคลื่อนที่ของเซลล์เม็ดเลือดแดงในหลอดเลือดมีความเร็วเท่ากันทุกหลอด

d)

การเคลื่อนที่ของเซลล์เม็ดเลือดแดงไปทางด้านหางจะช้ากว่าไปทางด้านหัว

4.

หลอดเลือดที่ปริมาณแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์สูง และปริมาณแก๊สออกซิเจนต่ำ คือหลอดเลือดใด

a)

H = inferior vena cava      

B = pulmonary vein

b)

H = superior vena cava    

B = pulmonary artery

c)

F = inferior vena cava      

C = pulmonary vein

d)

F = superior vena cava    

C = pulmonary artery

5.

ข้อใดต่อไปนี้เรียงลำดับการไหลผ่านของเลือดในหลอดเลือดโดยเริ่มต้นจากปอด

a)

C--> K--> L--> G

b)

K--> L--> H--> I

c)

J--> K--> H--> A

d)

B--> D--> E--> H

6.

ในภาวะปกติ โครงสร้างใดต่อไปนี้ที่ทำหน้าที่เป็นต้นกำเนิดของคลื่นไฟฟ้าหัวใจในตำแหน่งของกราฟ EKG ที่ทำแถบเข้มดังภาพ

a)

A

b)

B

c)

C

7.

ข้อใดไม่ถูกต้องเกี่ยวกับระบบหมุนเวียนเลือดของคน

a)

ความดันเลือดในพัลโมนารีอาร์เทอรีสูงกว่าในพัลโมนารีเวน

b)

อัตราการเต้นของหัวใจสามารถวัดได้จากการเต้นของชีพจร

c)

ถ้าโคโรนารีอาร์เทอรีตีบและแข็ง จะทำให้กล้ามเนื้อหัวใจตาย

d)

เลือดจากปอดที่นำออกซิเจนไปให้กล้ามเนื้อหัวใจต้องผ่านลิ้นไตรคัสปิดและเซมิลูนาร์ในหัวใจ

8.

เลือดในหลอดเลือดพัลโมนารีอาร์เตอรี (pulmonary artery) มีความเป็นกรด และมีปริมาณออกซีฮีโมโกบิน (oxyhemoglobin) เป็นดังข้อใด

a)

ความเป็นกรดต่ำ  ปริมาณออกซีฮีโมโกลบินมาก

b)

ความเป็นกรดต่ำ  ปริมาณออกซีฮีโมโกลบินน้อย

c)

ความเป็นกรดสูง  ปริมาณออกซีฮีโมโกลบินมาก

d)

ความเป็นกรดสูง  ปริมาณออกซีฮีโมโกลบินน้อย

9.

ค่าความดันเลือด 120/80 มิลลิเมตรของปรอท ตัวเลข 120 หมายถึงข้อใด

a)

ความดันเลือดขณะกล้ามเนื้อหัวใจคลายตัว เรียกว่า ความดันไดแอสโทลิก

b)

ความดันเลือดขณะกล้ามเนื้อหัวใจบีบตัว เรียกว่า ความดันซิสโทลิก

c)

ความดันเลือดขณะกล้ามเนื้อหัวใจบีบตัว  เรียกว่า ความดันไดแอสโทลิก

d)

ความดันเลือดขณะกล้ามเนื้อหัวใจคลายตัว เรียกว่า ความดันซิสโทลิก

10.

ข้อใดไม่ถูกต้อง

a)

หลอดน้ำเหลืองมีลิ้นกั้นซึ่งคล้ายกับหลอดเลือดเวน

b)

ในผู้ใหญ่เซลล์เม็ดเลือดแดงทั้งหมดสร้างจากเซลล์ต้นกำเนิดในไขกระดูก

c)

เลือดที่มี O2 ต่ำจะเข้าสู่เอเทรียมขวาของหัวใจโดยตรง เนื่องจากไม่มีลิ้นกั้นระหว่างหลอดเลือดและหัวใจ

d)

เซลล์เม็ดเลือดแดงในหลอดเลือดของคนมีรูปร่างกลมแบน ตรงกลางบุ๋ม ไม่มีนิวเคลียส มีไมโทคอนเดรีย มีฮีโมโกลบินซึ่งสามารถจับ O2 และ CO2 ได้

11.

ข้อใดไม่ถูกต้องเกี่ยวกับเส้นเลือดขอด (varicose vein)

a)

เกิดจากการยืนเป็นเวลานานจะส่งผลให้เลือดที่ร่างกายส่วนล่างไหลย้อนกลับไปที่หัวใจได้ยากขึ้น

b)

ความผิดปกติของหลอดเลือดเวนบริเวณใกล้ผิวหนังที่ขยายตัวจนบวม

c)

ผนังหลอดเลือดและลิ้นภายในหลอดเลือดอาเตอร์รีที่ควบคุมการไหลของเลือดทำงานผิดปกติ

d)

อาการจะดีขึ้นเมื่อได้รับการเดินหรือพักขาด้วยการยกขาขึ้น

12.

บริเวณใดต่อไปนี้มีความดันเลือดต่ำที่สุด

a)

B

b)

C

c)

D

d)

E

e)

A

13.

พิจารณากลไกในการแข็งตัวของเลือดต่อไปนี้

ข้อใดต่อไปนี้ คือ สาร A, B, C, D ตามลำดับ และปฏิกิริยาใดที่จำเป็นจะต้องใช้แคลเซียมไอออน

a)

A=fibrinogen

B=fibrin

C=prothrombin

D=thrombin

ปฏิกิริยา I

b)

A=prothrombin

B=thrombin

C=fibrinogen

D=fibrin

ปฏิกิริยา II

c)

A=prothrombin

B=thrombin

C=fibrinogen

D=fibrin

ปฏิกิริยา I

d)

A=fibrinogen

B=fibrin

C=prothrombin

D=thrombin

ปฏิกิริยา II

14.

เซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดใดที่สามารถเกิด phagocytosis

a)

A

b)

B

c)

C

d)

D

e)

E

15.

ครอบครัวใดที่อาจมีปัญหาในการให้กำเนิดบุตรคนที่ 2

a)

สามี Rh+ , ภรรยา Rh-, บุตรคนแรก Rh+

b)

สามี Rh+ , ภรรยา Rh-, บุตรคนแรก Rh-

c)

สามี Rh-, ภรรยา Rh+ , บุตรคนแรก Rh+

d)

สามี Rh+ , ภรรยา Rh+ , บุตรคนแรก Rh-

16.

ข้อใดถูกต้องเกี่ยวกับหมู่เลือด

a)

คนที่มีหมู่เลือด Rh- สามารถรับเลือดได้จากทั้งหมู่เลือด Rh- และ Rh+

b)

แม่ที่มีหมู่เลือด Rh+ ถ้ามีทารกในครรภ์คนที่ 2 หรือ 3 เป็น Rh- อาจทำให้ทารกเกิดอีรีโทรบลาสโทซิสฟีทาลีส (Erythroblustosis  fetalis) ได้    

c)

คนที่มีหมู่เลือด A ไม่สามารถรับเลือดจากคนหมู่เลือด AB ได้ เพราะแอนติเจน B จากหมู่เลือด AB จะจับกับแอนติบอดี B ของหมู่เลือด A

d)

คนที่มีหมู่เลือด O สามารถรับเลือดจากคนหมู่เลือด B ได้ โดยไม่เป็นอันตราย เพราะหมู่เลือด O ไม่มีแอนติเจน A ที่จะจับกับแอนติบอดี A ของหมู่เลือด B

17.

จากไดอะแกรมการไหลเวียนของของเหลวในร่างกายข้อใดกล่าวถูกต้อง

a)

a เป็นร่างแหของหลอดเลือดฝอย

b)

b ประกอบด้วยลิมโฟไซต์ ทำหน้าที่กำจัดสิ่งแปลกปลอม

c)

การไหลของของเหลวใน c อาศัยการหดตัวของเวนตริเคิล

d)

ของเหลวใน c ประกอบด้วยเม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว แอนติบดี และไขมัน

18.

น้ำเหลืองทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการแลกเปลี่ยนสารต่าง ๆ ระหว่าง...

a)

เซลล์กับหลอดเลือดฝอย

b)

เซลล์กับหลอดเลือดแดง

c)

เซลล์กับหลอดเลือดดำ   

d)

เซลล์กับหลอดน้ำเหลือง

19.

ถ้าตรวจเลือดแล้วพบว่ามีเม็ดเลือดขาวชนิดลิมโฟไซต์มากกว่าปกติ  บ่งบอกถึงความผิดปกติของร่างกายตามข้อใด

a)

เกิดภาวะต่อมน้ำเหลืองในร่างกายอุดตัน

b)

เกิดปัญหากับไขกระดูก ทำให้ลดการทำงานลง

c)

พักผ่อนน้อย  ร่างกายอ่อนแอกว่าคนทั่วไป

d)

ร่างกายอยู่ในภาวะติดเชื้อหรือได้รับสิ่งแปลกปลอม

20.

กระทรวงสาธารณสุขได้แนะนำตารางการฉีดวัคซีนป้องกันโรคสำหรับเด็กไทยตั้งแต่แรกเกิดจนถึงอายุ 4-6 ปี การที่ทารกแรกเกิดได้รับวัคซีน BCG เพื่อป้องกันวัณโรคจะมีผลกระตุ้นการทำงานของเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดใดมากที่สุด

a)

lymphocyte

b)

monocyte

c)

neutrophil

d)

Basophil

21.

ในการปลูกถ่ายอวัยวะ หากเซลล์ผู้ให้ไม่เข้ากับเซลล์ผู้รับ เซลล์ของผู้ให้จะถูกทำลายโดยเซลล์ใดของผู้รับ

a)

plasma cell

b)

macrophage  

c)

Cytotoxic T- cell (CD8)

d)

Helper T-cell (CD4)

22.

ข้อใดต่อไปนี้กล่าวไม่ถูกต้อง

a)

เซลล์ความจำเกิดจากการแบ่งเซลล์ของเซลล์บี เซลล์ทีชนิด CD4 และเซลล์ทีชนิด CD8

b)

เซลล์พลาสมาจะทำหน้าที่สร้างแอนติบอดี เมื่อถูกกระตุ้นจากแอนติเจนและเซลล์ทีชนิด CD4

c)

แมโครฟาจพัฒนามาจากโมโนไซต์ มีหน้าที่ทำลายแอนติเจนและนำเสนอชิ้นส่วนของแอนติเจนบนผิวเซลล์ต่อเซลล์ทีชนิด CD8

d)

เซลล์ทีชนิด CD8 จะเข้าจับอย่างจำเพาะกับเซลล์แปลกปลอมหรือเซลล์ที่ติดเชื้อไวรัส และจะปล่อยเอนไซม์เข้าทำลายเซลล์แปลกปลอม

23.

ข้อใดเป็นการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันเพื่อกำจัดเชื้อโรคในระยะที่อยู่ในกระแสเลือด

a)

Cytotoxic T-cell ผลิตแอนติบอดีไปทำลายเชื้อโรค

b)

B – lymphocyte ผลิตแอนติบอดีไปจับเชื้อโรครอการทำลายโดยแมคโครฟาจ

c)

Cytotoxic T – cell เพิ่มจำนวนมากมาย โดยจำนวนหนึ่งเปลี่ยนเป็น memory T- cell และอีกจำนวนหนึ่งเป็น cytotoxic T-cell ไปทำลายเชื้อโรค

d)

B – lymphocyte เพิ่มจำนวนมากมาย โดยจำนวนหนึ่งเปลี่ยนเป็น memory B –cell อีกจำนวนหนึ่งเปลี่ยนเป็น plasma cell และผลิตแอนติบอดี ไปจับกับแอนติเจนเพื่อรอการทำลายโดยแมคโครฟาจ

24.

“ผู้ป่วยรายหนึ่งมีความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน โดยแพทย์วินิจฉัยว่า ผู้ป่วยรายนี้มีความผิดปกติของเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดฟาโกไซต์และเซลล์ที ต่อมาเมื่อผู้ป่วยรายนี้ได้รับวัคซีน พบว่าไม่สามารถสร้างภูมิคุ้มกันต่อโรคนั้นได้” เพราะเหตุใดผู้ป่วยรายนี้จึงไม่สามารถสร้างภูมิคุ้มกันต่อโรคนั้นได้

a)

เซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดฟาโกไซต์ไม่สามารถพัฒนาไปเป็นเซลล์พลาสมาได้

b)

เซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดฟาโกไซต์ไม่สามารถกระตุ้นให้เซลล์บีจดจำและจำแนกแอนติเจนได้

c)

เซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดเซลล์ทีไม่สามารถกระตุ้นหรือส่งสัญญาณให้เซลล์บีแบ่งเซลล์ได้

d)

เซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดเซลล์ทีไม่สามารถสร้างแอนติบอดีที่จำเพาะกับแอนติเจนได้

25.

ข้อใดถูกต้อง

a)

การไอและการจาม จัดเป็นกลไกการกำจัดสิ่งแปลกปลอมแบบไม่จำเพาะเจาะจง

b)

เซลล์บี (B cell) และ เซลล์ทีผู้ช่วย (helper T cell) ถูกสร้างจากไขกระดูกเหมือนกันทั้งคู่

c)

เซลล์พลาสมา (plasma cell) คือ เซลล์ที่หลั่งแอนติบอดีออกจากเยื่อหุ้มเซลล์ได้

26.

เซลล์เม็ดเลือดขาวในร่างกายมนุษย์ปกติจะสามารถระบุได้ว่าเซลล์ใดเป็นเซลล์ของร่างกายตัวเอง (self) และเซลล์ใดเป็นสิ่งแปลกปลอม (nonself) ได้ ถ้าหากความสามารถในการระบุ self และ nonself ของระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายมีประสิทธิภาพลดลง ข้อใดต่อไปนี้เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับคนไข้ในกลุ่มนี้

a)

การอักเสบในบริเวณต่าง ๆ ของร่างกายอาจเกิดมากขึ้นโดยไม่ต้องมีบาดแผล

b)

ปริมาณของเซลล์เม็ดเลือดขาวในร่างกายสูง

c)

ระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายอ่อนแอลง และทำให้เกิดโรคภูมิคุ้มกันบกพร่องได้

27.

ข้อใดไม่เป็นกิจกรรมของภูมิคุ้มกันที่มีมาแต่กำเนิด

a)

neutrophil  จับกินเชื้อโรค

b)

plasma cell ผลิตแอนติบอดี

c)

เท้าอักเสบเนื่องจากหนามตำ

d)

การมีไข้หลังจากเดินตากฝนขณะกลับบ้านเมื่อวาน

28.

การฉีดวัคซีนและการฉีดซีรัมเข้าสู่ร่างกายมีความเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร

a)

เหมือนกัน  เพราะต่างก็เป็นการฉีดแอนติบอดีเข้าสู่ร่างกายเพื่อต่อต้านเชื้อโรค

b)

เหมือนกัน  เพราะต่างก็เป็นการกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมาต่อต้านเชื้อโรค

c)

ต่างกัน  เพราะวัคซีนเป็นการฉีดแอนติบอดี ส่วนซีรัมเป็นการฉีดแอนติเจนเข้าสู่ร่างกาย

d)

ต่างกัน  เพราะวัคซีนเป็นการฉีดแอนติเจน ส่วนซีรัมเป็นการฉีดแอนติบอดีเข้าสู่ร่างกาย

29.

เชื้อไวรัส HIV (Human Immune deficiency Virus) ทำลายเซลล์ใดโดยตรง

a)

เซลล์บี (B-cell)

b)

เซลล์ทีผู้ช่วย (helper T-cell)

c)

แมโครฟาจ (macrophage)

d)

เซลล์เม็ดเลือดแดง (erythrocyte)

30.

โรคใดที่ร่างกายมีการสร้างแอนติบอดีที่ทำให้เกิดการอักเสบที่กระดูกและกระดูกอ่อนที่ข้อต่อ

a)

โรคภูมิแพ้

b)

โรคเอสแอลอี

c)

โรครูมาตอยด์

d)

โรคเอดส์