wayground logo

Free Printable Worksheets

NEW

Font size

S
M
L
XL
Worksheets

ข้อสอบกลางภาค 1/65 ภาษาไทยพื้นฐาน ม.3

Total questions: 40

Worksheet time: 3hrs 20mins

Name
Class
Date
1.

ข้อใดไม่ใช่บทร้อยกรอง

a)

ก.นิราศภูเขาทอง              

b)

ข.ความสุขของกะทิ

c)

ค.ลำนำภูกระดึง              

d)

ง.ม้าก้านกล้วย

2.

บทร้อยกรองเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าอะไร

a)

ก.ลำนำ                        

b)

ข.ฉันทลักษณ์

c)

ค.กวีนิพนธ์                   

d)

ง.บทขับ

3.

ข้อใดคือความหมายของบทร้อยกรอง

a)

ก.มีผู้แต่งคนเดียว 

b)

ข.มีรูปแบบเป็นกลอนเท่านั้น

c)

ค.บังคับฉันทลักษณ์

d)

ง.มีความทันสมัย

4.

ข้อใดไม่ใช่แนวทางในการอ่านและพิจารณาบทร้อยกรอง

a)

ก.พิจารณาเนื้อหา       

b)

ข.พิจารณาการใช้ภาษา

c)

ค.พิจารณาคำประพันธ์ 

d)

ง.พิจารณาผู้แต่ง

5.

ข้อใดเป็นบทร้อยกรองที่ดี

a)

ก.ให้คุณค่าด้านอารมณ์

b)

ข.ให้คุณค่าทางปัญญา

c)

ค.ให้ข้อคิดแก่ผู้อ่าน

d)

ง.ถูกทุกข้อ

6.

ข้อใดไม่ใช่การใช้ภาษาในบทร้อยกรอง

a)

ก.บังคับฉันทลักษณ์กลอนอย่างเดียว

b)

ข.ใช้สัมผัสพยัญชนะ – สระ

c)

ค.สัญลักษณ์

d)

ง.ภาพพจน์

7.

เป็นไปได้หรือ?

 

                        ฉันมองเงาเขาขุนละมุนซ้อน                                หว่างเมฆมออรชรร่อนเรียงอยู่

            มองอุษาอ่าแสงแจ้งดำรู                                                   ฉาบผาภูผ่องผาดเพียงดาดทอง

                ฉันมองคลื่นรื่นเร่เข้าเห่ฝั่ง                                  พร่ำฝากฝังภักดีไม่มีสอง

        มองดาวเฟี้ยมเยี่ยมพักตร์ลักษณ์ลำยอง                            จากคันฉ่องชลาลัยใสสะอาง

                       ฉันมองไม้ดอกขาวพราวทุ่งหญ้า                        จำนรรจาเอียงอายสายลมสาง

มองนกน้อยจ้อยแฝงแข่งน้ำค้าง                                      สดุดีฟ้ากว้างพร่างตะวัน

                        ฉันมองแสงเดือนสอดลอดร่มไผ่                           เหมือนยองใยเงินยวงอันสรวงสรร

           เสกฉลุปรุระยับสลับชั้น                                                  เป็นมิ่งขวัญตาคิดพินิจครวญ

                     หวามหัวใจเหมือนได้รัดสัมผัสหล้า                      ห้วงนภานิรันดรอาวรณ์หวน

          สรรพสิ่งโสภิตดุจชิดชวน                                               ใจรัญจวนจอดรักไม่พักเลือน

                        โฉดไฉนใจมนุษย์มาฉุดชัก                                 ทำหาญหักโหดกระหายหมายฉะเฉือน

            ทลายงามเพื่อสงครามย่ามใจเตือน                                 ทลายเรือนทลายรักหลักโลกา

                    เมื่อทุ่งราบยังอาบเดือนเหมือนอย่างนี้                 เมื่อราตรียังรวยรื่นชื่นนาสา

            เป็นไปได้หรือนี่ที่มนตรา                                                สงครามฆ่ารักเสียแล้วแคล้วใจคน

ข้อใดเป็นกลวิธีการตั้งชื่อเรื่อง

a)

ก.การใช้คำถาม           

b)

ข.การแสดงความสงสัย

c)

ค.การบอกเล่า             

d)

ง.การเปรียบเทียบ

8.

เป็นไปได้หรือ?

 

                        ฉันมองเงาเขาขุนละมุนซ้อน                                หว่างเมฆมออรชรร่อนเรียงอยู่

            มองอุษาอ่าแสงแจ้งดำรู                                                   ฉาบผาภูผ่องผาดเพียงดาดทอง

                ฉันมองคลื่นรื่นเร่เข้าเห่ฝั่ง                                  พร่ำฝากฝังภักดีไม่มีสอง

        มองดาวเฟี้ยมเยี่ยมพักตร์ลักษณ์ลำยอง                            จากคันฉ่องชลาลัยใสสะอาง

                       ฉันมองไม้ดอกขาวพราวทุ่งหญ้า                        จำนรรจาเอียงอายสายลมสาง

มองนกน้อยจ้อยแฝงแข่งน้ำค้าง                                      สดุดีฟ้ากว้างพร่างตะวัน

                        ฉันมองแสงเดือนสอดลอดร่มไผ่                           เหมือนยองใยเงินยวงอันสรวงสรร

           เสกฉลุปรุระยับสลับชั้น                                                  เป็นมิ่งขวัญตาคิดพินิจครวญ

                     หวามหัวใจเหมือนได้รัดสัมผัสหล้า                      ห้วงนภานิรันดรอาวรณ์หวน

          สรรพสิ่งโสภิตดุจชิดชวน                                               ใจรัญจวนจอดรักไม่พักเลือน

                        โฉดไฉนใจมนุษย์มาฉุดชัก                                 ทำหาญหักโหดกระหายหมายฉะเฉือน

            ทลายงามเพื่อสงครามย่ามใจเตือน                                 ทลายเรือนทลายรักหลักโลกา

                    เมื่อทุ่งราบยังอาบเดือนเหมือนอย่างนี้                 เมื่อราตรียังรวยรื่นชื่นนาสา

            เป็นไปได้หรือนี่ที่มนตรา                                                สงครามฆ่ารักเสียแล้วแคล้วใจคน

บทร้อยกรองข้างต้นแสดงให้เห็นความสำคัญของสิ่งใด

a)

ก.ธรรมชาติ                 

b)

ข.มนุษย์

c)

ค.สัตว์                       

d)

ง.สงคราม

9.

เป็นไปได้หรือ?

 

                        ฉันมองเงาเขาขุนละมุนซ้อน                                หว่างเมฆมออรชรร่อนเรียงอยู่

            มองอุษาอ่าแสงแจ้งดำรู                                                   ฉาบผาภูผ่องผาดเพียงดาดทอง

                ฉันมองคลื่นรื่นเร่เข้าเห่ฝั่ง                                  พร่ำฝากฝังภักดีไม่มีสอง

        มองดาวเฟี้ยมเยี่ยมพักตร์ลักษณ์ลำยอง                            จากคันฉ่องชลาลัยใสสะอาง

                       ฉันมองไม้ดอกขาวพราวทุ่งหญ้า                        จำนรรจาเอียงอายสายลมสาง

มองนกน้อยจ้อยแฝงแข่งน้ำค้าง                                      สดุดีฟ้ากว้างพร่างตะวัน

                        ฉันมองแสงเดือนสอดลอดร่มไผ่                           เหมือนยองใยเงินยวงอันสรวงสรร

           เสกฉลุปรุระยับสลับชั้น                                                  เป็นมิ่งขวัญตาคิดพินิจครวญ

                     หวามหัวใจเหมือนได้รัดสัมผัสหล้า                      ห้วงนภานิรันดรอาวรณ์หวน

          สรรพสิ่งโสภิตดุจชิดชวน                                               ใจรัญจวนจอดรักไม่พักเลือน

                        โฉดไฉนใจมนุษย์มาฉุดชัก                                 ทำหาญหักโหดกระหายหมายฉะเฉือน

            ทลายงามเพื่อสงครามย่ามใจเตือน                                 ทลายเรือนทลายรักหลักโลกา

                    เมื่อทุ่งราบยังอาบเดือนเหมือนอย่างนี้                 เมื่อราตรียังรวยรื่นชื่นนาสา

            เป็นไปได้หรือนี่ที่มนตรา                                                สงครามฆ่ารักเสียแล้วแคล้วใจคน

บทร้อยกรองข้างต้นไม่ได้กล่าวถึงสิ่งใด

a)

ก.ภูเขา                      

b)

ข.ทะเล

c)

ค.ทุ่งหญ้า                   

d)

ง.สัตว์ป่า

10.

เป็นไปได้หรือ?

 

                        ฉันมองเงาเขาขุนละมุนซ้อน                                หว่างเมฆมออรชรร่อนเรียงอยู่

            มองอุษาอ่าแสงแจ้งดำรู                                                   ฉาบผาภูผ่องผาดเพียงดาดทอง

                ฉันมองคลื่นรื่นเร่เข้าเห่ฝั่ง                                  พร่ำฝากฝังภักดีไม่มีสอง

        มองดาวเฟี้ยมเยี่ยมพักตร์ลักษณ์ลำยอง                            จากคันฉ่องชลาลัยใสสะอาง

                       ฉันมองไม้ดอกขาวพราวทุ่งหญ้า                        จำนรรจาเอียงอายสายลมสาง

มองนกน้อยจ้อยแฝงแข่งน้ำค้าง                                      สดุดีฟ้ากว้างพร่างตะวัน

                        ฉันมองแสงเดือนสอดลอดร่มไผ่                           เหมือนยองใยเงินยวงอันสรวงสรร

           เสกฉลุปรุระยับสลับชั้น                                                  เป็นมิ่งขวัญตาคิดพินิจครวญ

                     หวามหัวใจเหมือนได้รัดสัมผัสหล้า                      ห้วงนภานิรันดรอาวรณ์หวน

          สรรพสิ่งโสภิตดุจชิดชวน                                               ใจรัญจวนจอดรักไม่พักเลือน

                        โฉดไฉนใจมนุษย์มาฉุดชัก                                 ทำหาญหักโหดกระหายหมายฉะเฉือน

            ทลายงามเพื่อสงครามย่ามใจเตือน                                 ทลายเรือนทลายรักหลักโลกา

                    เมื่อทุ่งราบยังอาบเดือนเหมือนอย่างนี้                 เมื่อราตรียังรวยรื่นชื่นนาสา

            เป็นไปได้หรือนี่ที่มนตรา                                                สงครามฆ่ารักเสียแล้วแคล้วใจคน

ข้อใดเป็นแนวคิดสำคัญของบทร้อยกรองข้างต้น

a)

ก.มนุษย์อยู่ร่วมกับธรรมชาติ

b)

ข.มนุษย์ทำลายธรรมชาติ

c)

ค.ภัยธรรมชาติ

d)

ง.สงครามทำลายทุกสิ่ง

11.

ข้อใดไม่ใช่กลวิธีการเขียนอธิบาย

a)

ก.การยกตัวอย่าง          

b)

ข.การเปรียบเทียบ

c)

ค.การนิยาม                

d)

ง.การกล่าวซ้ำ

12.

กลวิธีการขยายความคืออะไร

a)

ก.การเขียนอธิบายขยายความโดยให้เหตุผลและข้อมูลต่าง ๆ

b)

ข.การเขียนอธิบายขยายความโดยการสรุปสาระสำคัญในตอนท้าย

c)

ค.การเขียนอธิบายขยายความโดยให้ข้อมูลอย่าละเอียด

d)

ง.การเขียนอธิบายขยายความโดยให้คำจำกัดความ

13.

การเขียนอธิบายขั้นตอนแรกคืออะไร

a)

ก.เรียงลำดับเนื้อหา        

b)

ข.อ้างอิงแหล่งที่มา

c)

  ค.วางแผนอธิบาย

d)

ง.เลือกรูปแบบการนำเสนอ

14.

การเขียนชี้แจงเพื่อเน้นย้ำได้แก่ข้อใด

a)

ก.ปัญหาการใช้โทรศัพท์

b)

ข.คำชี้แจงในการสอบ

c)

ค.การเสียภาษี

d)

ง.ถูกทุกข้อ

15.

ข้อใดเป็นการเขียนชี้แจงเพื่อป้องกันการเข้าใจผิด

a)

ก.การป้องกันโรคไข้เลือดออก

b)

ข.คำชี้แจงการขึ้นราคาค่าโดยสาร

c)

ค.การเพิ่มค่า Ft ของไฟฟ้า

d)

ง.การลดราคาสินค้าและบริการ

16.

ข้อใดเป็นหลักการเขียนแสดงความคิดเห็น

a)

ก.วิเคราะห์ผู้รับสาร

b)

ข.การลำดับความคิด

c)

ค.เรียบเรียงถ้อยคำภาษา

d)

ง.ถูกทุกข้อ

17.

ข้อใดไม่ใช่ข้อควรคำนึงในการเลือกหัวเรื่องรายงาน

a)

ก.ทำแล้วมีชื่อเสียง

b)

ข.เป็นประโยชน์ต่อผู้ศึกษาและผู้อ่าน

c)

ค.มีเนื้อหาเหมาะสมกับความสามารถ

d)

ง.น่าสนใจ

18.

ข้อใดกล่าวถูกต้อง

a)

ก.ชื่อเรื่องรายงานต้องครอบคลุมและสัมพันธ์กับเนื้อเรื่อง

b)

ข.เนื้อหาของรายงานจะกว้างเท่าใดก็ได้

 เพราะไม่จำกัดเวลาในการทำ

c)

ค.การเรียงลำดับข้อมูลในการทำรายงานควรเริ่มจากเรื่องที่ผู้รายงานสนใจที่สุด

d)

ง.การเรียบเรียงข้อมูลไม่ต้องใช้ภาษาของตนเองก็ได้

19.

ข้อใดอยู่ในส่วนของหน้าปก

a)

ก.ใบรองปก                   

b)

ข.คำนำ

c)

ค.ผู้ช่วยเหลือ                 

d)

ง.ผู้เขียนรายงาน

20.

ข้อใดเรียงลำดับถูกต้อง

a)

ก.หน้าปก สารบัญ  คำนำ

b)

ข.หน้าปก  คำนำ  สารบัญ

c)

ค.หน้าปก  เนื้อหา  สารบัญ

d)

ง.หน้าปก บรรณนุกรม  เนื้อหา

21.

ข้อใดเป็นการเขียนบรรณานุกรมหนังสือที่ถูกต้อง

a)

ก.เปลื้อง ณ นคร กรุงเทพมหานคร :

ข้าวฟ่าง.ศิลปะแห่งการประพันธ์. 2535

b)

ข.เปลื้อง ณ นคร.  ศิลปะแห่งการประพันธ์.  กรุงเทพมหานคร : ข้าวฟ่าง,2535.

c)

ค.ศิลปะแห่งการประพันธ์.  เปลื้อง ณ

นคร กรุงเทพมหานคร : ข้าวฟ่าง. 2535

d)

ง.ศิลปะแห่งการประพันธ์.กรุงเทพมหานคร เปลื้อง ณ นคร : ข้าวฟ่าง. 2535

22.

ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับการเขียนรายงานโครงงาน

a)

ก.เป็นการนำเสนอเนื้อหาจากการทำโครงงาน

b)

ข.ไม่ต้องมีบทคัดย่อในการเขียนรายงานโครงงาน

c)

ค.วัตถุประสงค์ของการจัดทำโครงงานคือจุดมุ่งหมายปลายทางที่เกิดจากการทำโครงงาน

d)

ง.การเขียนบรรณานุกรมมีวิธีการเขียนที่ต่างจากการเขียนบรรณานุกรมทั่วไป

23.

ข้อใดผิด

a)

ก.สารบัญประกอบด้วยหัวข้อเรื่องประจำบท

b)

ข.หลักการและเหตุคือที่มาและความสำคัญ

ของโครงงาน

c)

ค.ขอบเขตของการศึกษาคือการกำหนดกลุ่มตัวอย่าง ตัวแปรที่ศึกษา

d)

ง.ผลการศึกษาค้นคว้าคือประโยชน์ที่ได้รับจากการศึกษาค้นคว้า

24.

ข้อใดไม่ใช่ส่วนประกอบของบทคัดย่อ

a)

ก.หลักการและเหตุผล

b)

ข.วัตถุประสงค์ของการศึกษา

c)

ค.วิธีการดำเนินการศึกษา

d)

ง.ผลการศึกษา

25.

ข้อใดเป็นคุณสมบัติของผู้กรอกแบบสมัครงาน

a)

ก.ไม่รักษาเวลา

b)

ข.เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน

c)

ค.รอบคอบและพิถีพิถัน

d)

ง.รักตนเอง

26.

ข้อใดไม่ควรปรากฏในการกรอกแบบสมัครงาน

a)

ก.เขียนข้อความให้ครบถ้วน

b)

 ข.เขียนข้อมูลตามความเป็นจริง

c)

ค.เขียนตัวสะกดการันต์ให้ถูกต้อง

d)

ง.เขียนลายมือตามใจตนเอง

27.

ข้อใดไม่ใช่ขั้นตอนการเขียนโต้แย้ง

a)

ก.การตั้งประเด็น

b)

ข.วิเคราะห์ผู้รับสาร

c)

ค.เรียบเรียงถ้อยคำภาษา

d)

ง.การค้นหาและเรียบเรียงทรรศนะของตน

28.

ข้อใดไม่ควรนำมาเป็นประเด็นในการเขียนโต้แย้ง

a)

ก.เป็นเรื่องทันสมัย

b)

ข.เป็นเรื่องโบราณ

c)

ค.เป็นเรื่องไม่มีประโยชน์

d)

ง.เป็นเรื่องที่ทุกคนอยากรู้

29.

การเขียนวิเคราะห์ต้องแยกเนื้อหาเป็นส่วนๆ ยกเว้นข้อใด

a)

    ก.ใคร                      

b)

ข.ทำอะไร

c)

    ค.ที่ไหน                    

d)

ง.เท่าไร

30.

ข้อใดไม่ใช่แนวทางการเขียนวิจารณ์ที่ดี

a)

ก.ผู้เขียนไม่มีความรู้ในเรื่องนั้น

b)

ข.พิจารณาแยกแยะสารก่อนเขียน

c)

ค.เขียนวิจารณ์อย่างเป็นกลาง

d)

ง.ใช้ภาษาสุภาพ

31.

ข้อใดกล่าวถึงการพูดโต้วาทีได้ถูกต้องที่สุด

a)

ก.เป็นการพูดที่แบ่งผู้พูดเป็นสองฝ่าย แต่ละฝ่ายต้องแสดงความเห็นของตนโดยมีเหตุผประกอบ

b)

ข.เป็นการพูดแบบรายบุคคล ซึ่งแต่ละคนต้องแสดงความคิดของตนเอง

c)

ค.เป็นการพูดเพื่อโน้มน้าวใจผู้ฟังให้คิดเหมือนอย่างตน

d)

ง.เป็นการพูดโดยหาเหตุผลสนับสนุนความคิด

32.

ข้อใดไม่ใช่จุดมุ่งหมายของการโต้วาที

a)

ก.แสดงความคิด 

b)

ข.แสดงการโน้มน้าว

c)

ค.ค้นหาความจริง          

d)

ง.ระบายอารมณ์

33.

ข้อใดไม่ใช่องค์ประกอบของการโต้วาที

a)

    ก.ผู้ฟัง                      

b)

ข.ญัตติ

c)

ค.ฝ่ายเสนอ                

d)

ง.เวที

34.

ใครเป็นผู้พูดโต้วาทีเป็นคนแรก

a)

ก.หัวหน้าฝ่ายเสนอ       

b)

ข.หัวหน้าฝ่ายค้าน

c)

ค.ประธาน                  

d)

ง.กรรมการตัดสิน

35.

ผู้โต้วาทีทั้งสองฝ่ายเรียกว่าอะไร

a)

ก.ฝ่ายเสนอ  ฝ่ายค้าน

b)

    ข.ผู้พูดโต้ ผู้ตอบโต้

c)

ค.ผู้เสนอ  ผู้ค้าน

d)

    ง.ฝ่ายโต้  ฝ่ายตอบโต้

36.

ข้อใดไม่ใช่ลักษณะของผู้พูดโต้วาทีที่ดี

a)

ก.มีความรู้ในญัตติ  

b)

ข.ใช้อารมณ์เวลาพูด

c)

    ค.ใช้คำสุภาพ                

d)

ง.มีวาทศิลป์

37.

ข้อใดเป็นความสำคัญของการพูดอภิปราย

a)

ก.เป็นประโยชน์ต่อสังคม

b)

ข.เป็นการแสวงหาความรู้ในห้องเรียน

c)

ค.ได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ความคิด

d)

ง.ถูกทุกข้อ

38.

ข้อใดไม่ใช่ประเภทการพูดอภิปราย

a)

ก.อภิปรายแลกเปลี่ยนเรียนรู้

b)

ข.อภิปรายเป็นหมู่คณะ

c)

ค.อภิปรายแบบตัวต่อตัว

d)

ง.อภิปรายแบบกึ่งสัมภาษณ์

39.

ข้อใดกล่าวถึงการพูดโน้มน้าวใจได้ดีที่สุด

a)

ก.การพูดเพื่อให้ผู้อื่นสบายใจ

b)

ข.การพูดเพื่อให้ผู้อื่นยอมรับและเปลี่ยนทัศนคติ

c)

ค.การพูดเพื่อจรรโลงใจ

d)

ง.การพูดเพื่อการตลาด

40.

ข้อใดไม่ใช่กลวิธีการพูดโน้มน้าวใจที่ดี

a)

ก.แสดงเหตุผลอย่างหนักแน่น

b)

ข.ตามใจผู้ฟัง

c)

ค.แสดงให้เห็นด้านดีไม่ดี

d)

ง.สร้างอารมณ์ขัน