WorksheetsM-Logistics and SCM
Total questions: 90
Worksheet time: 2hrs 30mins
คำว่า "โลจิสติกส์" มีความหมายตรงกับข้อใดมากที่สุด
การขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ
การเคลื่อนย้ายสินค้าจากผู้ผลิตไปยังผู้บริโภค
กระบวนการวางแผน ดำเนินงาน และควบคุมการเคลื่อนย้ายสินค้า ข้อมูล และทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ
การจัดการรถขนส่งและคลังสินค้า
ข้อใดคือความแตกต่างที่สำคัญระหว่าง "โลจิสติกส์" และ "โซ่อุปทาน"
โลจิสติกส์เกี่ยวข้องกับการขนส่งเท่านั้น ส่วนโซ่อุปทานเกี่ยวข้องกับการผลิต
โลจิสติกส์เป็นส่วนหนึ่งของโซ่อุปทาน โดยโซ่อุปทานครอบคลุมตั้งแต่ผู้จัดหาวัตถุดิบจนถึงลูกค้า
โซ่อุปทานเป็นส่วนหนึ่งของโลจิสติกส์ โดยโลจิสติกส์ครอบคลุมเฉพาะกิจกรรมในองค์กรเท่านั้น
โลจิสติกส์และโซ่อุปทานเป็นคำที่มีความหมายเหมือนกันทุกประการ
เป้าหมายหลักของการจัดการโลจิสติกส์ที่มีประสิทธิภาพคืออะไร
การลดต้นทุนการผลิตให้ต่ำที่สุดเพียงอย่างเดียว
การเพิ่มยอดขายและส่วนแบ่งการตลาดเพียงอย่างเดียว
การส่งมอบสินค้าและบริการที่ถูกต้อง ในเวลาที่เหมาะสม ในสถานที่ที่ถูกต้อง ด้วยต้นทุนที่เหมาะสม
การจัดเก็บสินค้าคงคลังให้มากที่สุดเพื่อป้องกันสินค้าขาดแคลน
กิจกรรมใดไม่ใช่กิจกรรมหลักในงานโลจิสติกส์
การขนส่ง
การจัดการคลังสินค้า
การพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่
การจัดการสินค้าคงคลัง
ข้อใดไม่ใช่องค์ประกอบของโซ่อุปทาน
ผู้ส่งมอบ (Suppliers)
ผู้ผลิต (Manufacturers)
ผู้กำหนดนโยบายทางการเมือง (Political Policy Makers)
ผู้กระจายสินค้า (Distributors)
ข้อใดเป็นประโยชน์ของการจัดการโลจิสติกส์ที่มีประสิทธิภาพ
เพิ่มต้นทุนการผลิตเพื่อคุณภาพที่ดีขึ้น
ลดความพึงพอใจของลูกค้าเพื่อเพิ่มกำไร
เพิ่มความรวดเร็วในการตอบสนองความต้องการของลูกค้า
ลดความจำเป็นในการวางแผนล่วงหน้า
"Bullwhip Effect" ในโซ่อุปทานหมายถึงอะไร
ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีต่อโซ่อุปทาน
ปรากฏการณ์ที่ความผันผวนของคำสั่งซื้อเพิ่มขึ้นเมื่อเคลื่อนที่จากลูกค้าไปยังผู้ผลิตต้นน้ำ
ผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงฤดูกาลต่อความต้องการสินค้า
การเพิ่มประสิทธิภาพในการตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้า
ข้อใดอธิบายแนวคิด "SCOR Model" ได้ถูกต้องที่สุด
เป็นมาตรฐานระดับโลกสำหรับการประเมินประสิทธิภาพของการบริหารห่วงโซ่อุปทาน
เป็นเครื่องมือในการวัดคุณภาพสินค้าในกระบวนการผลิต
เป็นกลยุทธ์ในการกำหนดราคาสินค้าตามลำดับชั้นในโซ่อุปทาน
เป็นแบบจำลองสำหรับการคัดเลือกซัพพลายเออร์
ในบริบทของโลจิสติกส์ "Last Mile Delivery" หมายถึงอะไร
การขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ
การขนส่งสินค้าจากคลังสินค้าไปยังร้านค้าปลีก
ขั้นตอนสุดท้ายของการจัดส่งสินค้าไปยังผู้บริโภคปลายทาง
การส่งสินค้าคืนจากลูกค้ากลับสู่ผู้ผลิต
"โลจิสติกส์ย้อนกลับ" (Reverse Logistics) เกี่ยวข้องกับอะไร
การวางแผนการขนส่งสินค้าย้อนหลัง
การจัดการการไหลของสินค้าจากผู้บริโภคกลับสู่ผู้ผลิตหรือผู้จัดจำหน่าย
การวางแผนเส้นทางการขนส่งแบบวนกลับ
การแก้ไขความผิดพลาดในกระบวนการจัดส่ง
ข้อใดไม่ใช่ประโยชน์ของ "Green Logistics"
ลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม
ช่วยประหยัดพลังงานและทรัพยากร
สร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับองค์กร
ลดความจำเป็นในการปฏิบัติตามกฎหมายสิ่งแวดล้อม
ในบริบทของการจัดการโลจิสติกส์ "Cross-docking" คืออะไร
การขนสินค้าข้ามประเทศผ่านท่าเรือนานาชาติ
กระบวนการรับสินค้าและจัดส่งสินค้าโดยตรงไปยังจุดขนถ่ายเพื่อส่งต่อ โดยไม่ผ่านการจัดเก็บในคลังสินค้า
การจัดเก็บสินค้าไว้ในพื้นที่กักกันเพื่อตรวจสอบคุณภาพ
การลงทะเบียนสินค้าที่เข้าและออกจากคลังสินค้า
เป้าหมายหลักของการจัดการโลจิสติกส์คือข้อใด
ลดต้นทุนการผลิตให้ต่ำที่สุด
เพิ่มความพึงพอใจของลูกค้าสูงสุด
ลดระยะเวลาในการผลิตสินค้า
สร้างสมดุลระหว่างต้นทุนที่ต่ำและการบริการลูกค้าที่ดี
เพราะเหตุใดการจัดการโลจิสติกส์และโซ่อุปทานจึงมีความสำคัญต่อธุรกิจในปัจจุบัน
เพราะช่วยให้ธุรกิจมีพนักงานที่มีคุณภาพมากขึ้น
เพราะช่วยเพิ่มโอกาสในการขยายตลาดไปต่างประเทศ
เพราะช่วยลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพ และสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน
เพราะช่วยให้ธุรกิจมีกำไรเพิ่มขึ้นจากการขายสินค้า
ร้านค้าออนไลน์แห่งหนึ่งต้องการปรับปรุงบริการจัดส่งสินค้าให้รวดเร็วขึ้น ควรเริ่มปรับปรุงกิจกรรมโลจิสติกส์ใดเป็นลำดับแรก
การพยากรณ์ความต้องการของลูกค้า
การจัดการคลังสินค้า
การเลือกผู้ผลิตสินค้า
การออกแบบบรรจุภัณฑ์
ในโซ่อุปทานของผลิตภัณฑ์อาหาร ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องใดเป็นต้นน้ำ (Upstream) ของโซ่อุปทาน
ร้านค้าปลีก
ผู้บริโภค
เกษตรกร
ผู้ผลิตอาหารแปรรูป
บริษัทผลิตรถยนต์แห่งหนึ่งต้องการลดต้นทุนการขนส่งชิ้นส่วนจากผู้ผลิตชิ้นส่วน กิจกรรมโลจิสติกส์ใดที่สามารถช่วยแก้ปัญหานี้ได้มากที่สุด
การวางแผนความต้องการวัสดุ (Material Requirement Planning)
การจัดซื้อจัดหาแบบทันเวลาพอดี (Just-in-Time Purchasing)
การจัดเส้นทางและตารางเวลาการขนส่ง (Transportation Routing and Scheduling)
การวางแผนทำเลที่ตั้งของโรงงาน (Facility Location Planning)
ข้อใดไม่ใช่ประโยชน์ที่ได้รับจากการจัดการโลจิสติกส์และโซ่อุปทานที่มีประสิทธิภาพ
ลดต้นทุนการดำเนินงาน
เพิ่มความพึงพอใจของลูกค้า
ลดการแข่งขันในตลาด
เพิ่มความสามารถในการตอบสนองความต้องการของตลาด
ในการประเมินประสิทธิภาพของระบบโลจิสติกส์ ตัวชี้วัดใดที่มักใช้ประเมินในด้านการบริการลูกค้า
อัตราการหมุนเวียนของสินค้าคงคลัง (Inventory Turnover)
อัตราความแม่นยำในการจัดส่ง (Delivery Accuracy Rate)
ต้นทุนการขนส่งต่อยอดขาย (Transportation Cost as % of Sales)
อัตราการใช้ประโยชน์จากพื้นที่คลังสินค้า (Warehouse Space Utilization)
ข้อใดคือ “Outbound Logistics”
การเคลื่อนย้ายสินค้าจากผู้ผลิตไปยังลูกค้า
การเคลื่อนย้ายวัตถุดิบจากผู้ขายปัจจัยการผลิตไปยังผู้ผลิต
การเคลื่อนย้ายงานระหว่างทำที่เกิดขึ้นในขณะการผลิต
การเคลื่อนย้ายเงินจากผู้ผลิตไปยังผู้ขายปัจจัยการผลิต
การแบ่งงานที่ทำออกเป็นส่วนๆ บางส่วนจ้างคนภายนอกทำให้ โดยไม่มีผลต่องานภายใน ซึ่งช่วยลดขั้นตอนงานที่ไม่จำเป็น หรือมีต้นทุนสูง เปลี่ยนไปซื้อหรือ ว่าจ้างจากองค์กร หรือธุรกิจอื่นที่มีต้นทุนต่ำกว่า ข้อความดังกล่าวหมายถึงข้อใด
Outsource
Supply Chain Management
Just in Time
Bullwhip Effect
ระบบทันเวลาพอดี หมายถึง ระบบในกระบวนการผลิตที่วางอยู่บนหลักการที่จะกำจัดความสูญเสียที่เกิดขึ้นในกระบวนการผลิต รวมทั้งการดำเนินการให้มีการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง ข้อความดังกล่าวหมายถึงข้อใด
Outsource
Supply Chain Management
Just in Time
Bullwhip Effect
ผู้ที่ทำหน้าที่ในการจัดการวัตถุดิบ เพื่อป้อนเข้าสู่กระบวนการผลิต เรียกว่าอะไร
Supplier
Manufacturer
Distributor
Customer
ที่ทำหน้าที่ในการกระจายสินค้า เรียกว่าอะไร
Supplier
Manufacturer
Distributor
Customer
การจัดซื้อจัดหา (Purchasing and Procurement) หมายถึงอะไร
กระบวนการสั่งซื้อสินค้าที่มีราคาต่ำที่สุดเท่านั้น
การวางแผนการผลิตสินค้าให้มีต้นทุนต่ำ
กระบวนการจัดหาสินค้าและบริการที่องค์กรต้องการในเวลา ปริมาณ คุณภาพและราคาที่เหมาะสม
การจัดการขนส่งสินค้าจากผู้ผลิตมายังคลังสินค้า
หน้าที่หลักของฝ่ายจัดซื้อจัดหาในองค์กรคือข้อใด
การจัดหาสินค้าและบริการที่มีราคาถูกที่สุด
การหาแหล่งวัตถุดิบที่มีคุณภาพดีที่สุด
การพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ให้กับองค์กร
การจัดหาสินค้าและบริการที่มีความสมดุลระหว่างคุณภาพ ราคา และเวลาจัดส่ง
ข้อใดไม่ใช่หน้าที่หลักของฝ่ายจัดซื้อจัดหาในองค์กร
การค้นหาและคัดเลือกซัพพลายเออร์ที่เหมาะสม
การเจรจาต่อรองราคาและเงื่อนไขการซื้อขาย
การกำหนดนโยบายการตลาดและการส่งเสริมการขาย
การติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงานของซัพพลายเออร์
วัตถุประสงค์หลักของการจัดซื้อจัดหาคืออะไร
จัดหาวัตถุดิบและบริการที่มีคุณภาพเหมาะสม ในปริมาณที่เหมาะสม ในเวลาที่เหมาะสม จากแหล่งที่เหมาะสม ด้วยราคาที่เหมาะสม
สั่งซื้อสินค้าในปริมาณมากที่สุดเพื่อให้องค์กรได้ผลประโยชน์จากส่วนลดการค้า
จัดหาวัตถุดิบที่มีคุณภาพสูงสุดให้แก่องค์กร
สร้างความสัมพันธ์กับซัพพลายเออร์ให้มากที่สุดเพื่อเพิ่มทางเลือก
กลยุทธ์ "Just-in-Time (JIT)" ในการจัดซื้อจัดหามีลักษณะอย่างไร
การสั่งซื้อวัตถุดิบในปริมาณมากเพื่อได้ส่วนลดปริมาณและป้องกันการขาดแคลน
การสั่งซื้อวัตถุดิบเมื่อมีการลดราคาพิเศษเท่านั้น
การสั่งซื้อวัตถุดิบในปริมาณและเวลาที่ต้องการใช้พอดี เพื่อลดปริมาณสินค้าคงคลัง
การสั่งซื้อวัตถุดิบจากผู้ขายหลายรายเพื่อกระจายความเสี่ยง
ข้อใดไม่ใช่ประเภทของการจัดซื้อจัดหาตามลักษณะของสินค้าและบริการ
การจัดซื้อวัตถุดิบ (Raw Materials)
การจัดซื้อชิ้นส่วนและส่วนประกอบ (Components and Parts)
การจัดซื้อสินค้าสำเร็จรูปเพื่อจำหน่าย (Finished Goods for Resale)
การจัดซื้อตามนโยบายการเมือง (Political Procurement)
ข้อใดคือจรรยาบรรณที่สำคัญของนักจัดซื้อจัดหา
เน้นการสั่งซื้อจากซัพพลายเออร์รายใหญ่เพียงรายเดียวเพื่อได้ส่วนลดสูงสุด
รักษาความลับทางการค้าของซัพพลายเออร์และหลีกเลี่ยงความขัดแย้งทางผลประโยชน์
เลือกซัพพลายเออร์ที่ให้ของขวัญและสิ่งตอบแทนมูลค่าสูงแก่ผู้จัดซื้อ
ให้ข้อมูลราคาเสนอซื้อของคู่แข่งแก่ซัพพลายเออร์ที่ต้องการทำธุรกิจด้วย
กระบวนการคัดเลือกซัพพลายเออร์ที่มีประสิทธิภาพควรพิจารณาปัจจัยในข้อใดมากที่สุด
ราคาเพียงอย่างเดียว
ขนาดและชื่อเสียงของบริษัทผู้ส่งมอบ
คุณภาพของสินค้า ความน่าเชื่อถือในการส่งมอบ ราคา บริการหลังการขาย และความมั่นคงทางการเงิน
ระยะทางจากซัพพลายเออร์ถึงบริษัท
"การจัดซื้อจัดหาแบบอิเล็กทรอนิกส์" (E-Procurement) มีข้อดีอย่างไร
เพิ่มความล่าช้าในกระบวนการจัดซื้อ
ลดความโปร่งใสในกระบวนการจัดซื้อ
ช่วยลดต้นทุนการดำเนินงาน เพิ่มความรวดเร็ว และความโปร่งใส
เพิ่มปริมาณเอกสารในกระบวนการจัดซื้อ
"Supplier Relationship Management (SRM)" มีความสำคัญต่อการจัดซื้อจัดหาอย่างไร
เป็นเพียงเครื่องมือในการควบคุมซัพพลายเออร์ให้ลดราคาลงเท่านั้น
เป็นกระบวนการบริหารความสัมพันธ์กับซัพพลายเออร์อย่างเป็นระบบ เพื่อสร้างคุณค่าและลดความเสี่ยงในห่วงโซ่อุปทาน
เป็นการเพิ่มจำนวนซัพพลายเออร์ให้มากที่สุดเพื่อเพิ่มอำนาจต่อรอง
เป็นการเลือกซัพพลายเออร์รายใหญ่เพียงรายเดียวเพื่อความสะดวกในการบริหารจัดการ
ข้อใดคือกลยุทธ์ "Strategic Sourcing" ในการจัดซื้อจัดหา
การสั่งซื้อสินค้าเฉพาะเมื่อมีการลดราคาพิเศษ
การวางแผนและดำเนินการจัดซื้อจัดหาอย่างเป็นระบบ สอดคล้องกับกลยุทธ์ขององค์กร เพื่อเพิ่มคุณค่าในระยะยาว
การสั่งซื้อสินค้าในปริมาณมากที่สุดเพื่อได้ส่วนลดทางด้านการค้า
การเลือกใช้ซัพพลายเออร์ตามความสะดวกในแต่ละครั้ง
"ต้นทุนในการสั่งซื้อ" (Ordering Cost) ประกอบด้วยอะไรบ้าง
เฉพาะต้นทุนค่าขนส่งสินค้าเท่านั้น
ต้นทุนค่าเสียโอกาส ค่าเสื่อมราคา และดอกเบี้ยจากเงินที่จมอยู่ในสินค้าคงคลัง
ต้นทุนในการจัดทำใบสั่งซื้อ ค่าใช้จ่ายในการติดต่อสื่อสาร ค่าใช้จ่ายในการตรวจรับและตรวจสอบสินค้า
เฉพาะค่าปรับเมื่อส่งมอบสินค้าล่าช้า
"การตรวจรับสินค้า" (Receiving Inspection) มีความสำคัญต่อการจัดซื้อจัดหาอย่างไร
เป็นการตรวจสอบว่าสินค้าที่ได้รับตรงตามที่สั่งซื้อในด้านปริมาณ คุณภาพ และคุณลักษณะที่กำหนด
เป็นเพียงการนับจำนวนสินค้าเท่านั้น ไม่เกี่ยวกับคุณภาพ
เป็นขั้นตอนที่จำเป็นและควรข้ามไปเพื่อประหยัดเวลา
เป็นการกีดกันซัพพลายเออร์ที่ไม่ต้องการทำธุรกิจด้วย
ข้อใดเป็นแนวทางในการสร้างความสัมพันธ์ที่ยั่งยืนกับซัพพลายเออร์
เน้นการต่อรองราคาให้ต่ำที่สุดในทุกครั้งที่สั่งซื้อ
เปลี่ยนซัพพลายเออร์บ่อยๆ เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรอง
สื่อสารแบบเปิดเผย โปร่งใส แบ่งปันข้อมูลที่จำเป็น และสร้างความไว้วางใจซึ่งกันและกัน
ให้ซัพพลายเออร์รับความเสี่ยงทั้งหมดในการดำเนินธุรกิจ
หลักการ "Right 5" ในการจัดซื้อจัดหาประกอบด้วยอะไรบ้าง
Right Price, Right Product, Right Place, Right Perception, Right Promotion
Right People, Right Process, Right Plan, Right Policy, Right Procedure
Right Quality, Right Quantity, Right Time, Right Price, Right Source
Right Customer, Right Channel, Right Cost, Right Control, Right Culture
บริษัทผลิตเสื้อผ้าแห่งหนึ่งกำลังเลือกซัพพลายเออร์ผ้า ปัจจัยใดที่ควรพิจารณาเป็นอันดับแรกในการคัดเลือก
ซัพพลายเออร์ที่เสนอราคาต่ำที่สุด
ซัพพลายเออร์ที่มีความสามารถในการจัดส่งสินค้าที่มีคุณภาพตรงตามความต้องการและตรงเวลา
ซัพพลายเออร์ที่มีชื่อเสียงดีที่สุดในตลาด
ซัพพลายเออร์ที่อยู่ใกล้บริษัทมากที่สุด
กรณีใดต่อไปนี้ที่แสดงถึงการละเมิดจรรยาบรรณในการจัดซื้อจัดหา
การเลือกซัพพลายเออร์ที่เสนอสินค้าคุณภาพดีที่สุด แม้จะมีราคาสูงกว่ารายอื่น
การเจรจาต่อรองราคากับซัพพลายเออร์เพื่อให้ได้ราคาที่เหมาะสม
การรับของขวัญมูลค่าสูงจากซัพพลายเออร์ก่อนการตัดสินใจเลือกผู้ชนะการประมูล
การประเมินผลการดำเนินงานของซัพพลายเออร์อย่างสม่ำเสมอ
บริษัทแห่งหนึ่งต้องการลดต้นทุนการจัดซื้อวัตถุดิบ ควรใช้กลยุทธ์ใดที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด
ซื้อจากซัพพลายเออร์ที่เสนอราคาต่ำสุดเสมอ
ลดปริมาณการสั่งซื้อลงในทุกๆ รายการ
ใช้การวิเคราะห์ต้นทุนรวม (Total Cost Analysis) เพื่อพิจารณาต้นทุนทั้งหมดตลอดอายุการใช้งาน
ยกเลิกการตรวจสอบคุณภาพสินค้าที่จัดซื้อเพื่อลดเวลาและค่าใช้จ่าย
ขั้นตอนการคัดเลือกซัพพลายเออร์ที่ถูกต้องเรียงตามลำดับคือข้อใด
ตรวจสอบคุณสมบัติ → ประเมินผล → เจรจาต่อรอง → ทำสัญญา
ประเมินผล → ตรวจสอบคุณสมบัติ → ทำสัญญา → เจรจาต่อรอง
ทำสัญญา → ตรวจสอบคุณสมบัติ → ประเมินผล → เจรจาต่อรอง
เจรจาต่อรอง → ตรวจสอบคุณสมบัติ → ประเมินผล → ทำสัญญา
หลักการใดที่ควรนำมาพิจารณาในกระบวนการจัดซื้อจัดหาเพื่อเลือกคู่ค้าที่เหมาะสม
เลือกคู่ค้าที่เสนอราคาต่ำที่สุดเสมอ
เลือกคู่ค้าที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักเท่านั้น
เลือกคู่ค้าโดยพิจารณาจากคุณภาพ ราคา การส่งมอบ และบริการหลังการขาย
เลือกคู่ค้าที่อยู่ใกล้องค์กรมากที่สุดเพื่อลดค่าขนส่ง
การจัดการความสัมพันธ์กับซัพพลายเออร์ (Supplier Relationship Management: SRM) หมายถึงอะไร
การเลือกซัพพลายเออร์ที่เสนอราคาต่ำที่สุดเท่านั้น
กระบวนการที่เป็นระบบในการประเมินและจัดการความสัมพันธ์กับซัพพลายเออร์เพื่อสร้างมูลค่าสูงสุด
การติดต่อสื่อสารกับซัพพลายเออร์เฉพาะเมื่อต้องการสั่งซื้อสินค้า
ความสัมพันธ์กับซัพพลายเออร์แบบพันธมิตร (Strategic Partnership) มีลักษณะอย่างไร
ป็นความสัมพันธ์ระยะสั้นที่เน้นการแข่งขันด้านราคา
เป็นความสัมพันธ์ที่มีการติดต่อเฉพาะเมื่อต้องการสั่งซื้อสินค้า
เป็นความสัมพันธ์ระยะยาวที่มีการร่วมมือกันและแบ่งปันข้อมูลเพื่อประโยชน์ร่วมกัน
เป็นความสัมพันธ์ที่องค์กรมีอำนาจควบคุมซัพพลายเออร์ทั้งหมด
การจัดการความสัมพันธ์กับลูกค้า (Customer Relationship Management: CRM) หมายถึงอะไร
กระบวนการในการติดตามทวงถามหนี้จากลูกค้า
กลยุทธ์การบริหารจัดการความสัมพันธ์กับลูกค้าเพื่อสร้างความพึงพอใจและความภักดีของลูกค้า
การโฆษณาและประชาสัมพันธ์เพื่อดึงดูดลูกค้าใหม่
การลดราคาสินค้าเพื่อรักษาลูกค้าเดิม
ประโยชน์ของการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับซัพพลายเออร์คือข้อใด
ทำให้องค์กรสามารถกดราคาซัพพลายเออร์ได้มากขึ้น
ลดความจำเป็นในการตรวจสอบคุณภาพสินค้าที่ซื้อทั้งหมด
เพิ่มความมั่นคงในห่วงโซ่อุปทาน ลดความเสี่ยงในการขาดแคลนวัตถุดิบ และเพิ่มโอกาสในการพัฒนาร่วมกัน
ทำให้องค์กรได้รับเครดิตการชำระเงินที่นานขึ้นเสมอ
หากบริษัทของคุณต้องการพัฒนาความสัมพันธ์กับซัพพลายเออร์หลัก (Key Supplier) ให้แน่นแฟ้นขึ้น ควรดำเนินการอย่างไร
เพิ่มปริมาณการสั่งซื้อจากซัพพลายเออร์รายอื่นเพื่อกระจายความเสี่ยง
ลดเงื่อนไขและข้อกำหนดในสัญญาให้น้อยที่สุดเพื่อให้ซัพพลายเออร์พึงพอใจ
จัดประชุมร่วมกันอย่างสม่ำเสมอ แบ่งปันข้อมูล และร่วมกันวางแผนเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์และกระบวนการ
เปลี่ยนซัพพลายเออร์ใหม่ทุก 2-3 ปี เพื่อให้ได้ราคาและเงื่อนไขที่ดีที่สุด
ความสัมพันธ์กับซัพพลายเออร์ในโซ่อุปทานที่มีประสิทธิภาพ ควรมีลักษณะอย่างไร
มุ่งเน้นการต่อรองราคาเป็นหลัก
สร้างความสัมพันธ์ระยะสั้นเพื่อความยืดหยุ่น
มุ่งเน้นความร่วมมือและผลประโยชน์ร่วมกันในระยะยาว
เน้นการสั่งซื้อจากหลายรายเพื่อลดความเสี่ยง
ข้อใดไม่ใช่ไม่ใช่รูปแบบความสัมพันธ์กับซัพพลายเออร์ที่พึงประสงค์ในการจัดการโซ่อุปทานสมัยใหม่
ความสัมพันธ์แบบทั่วไป (Conventional Relationship)
ความสัมพันธ์แบบร่วมมือ (Collaborative Relationship)
ความสัมพันธ์แบบพันธมิตร (Partnership Relationship)
ความสัมพันธ์แบบผูกขาด (Monopolistic Relationship)
ปัจจัยใดเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับซัพพลายเออร์
การให้ผลตอบแทนสูงเสมอ
ความไว้วางใจและการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ
การตรวจสอบคุณภาพอย่างเข้มงวด
การมีสัญญาระยะยาวที่ละเอียด
เป้าหมายหลักของการจัดการความสัมพันธ์กับลูกค้า (CRM) คืออะไร
เพิ่มยอดขายในระยะสั้น
ลดต้นทุนการบริการลูกค้า
สร้างความพึงพอใจและรักษาลูกค้าในระยะยาว
ลดจำนวนการร้องเรียนจากลูกค้า
ข้อใดไม่ใช่กลยุทธ์ในการสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าเพื่อความยั่งยืน
การสร้างประสบการณ์ที่ดีแก่ลูกค้า (Customer Experience)
การให้บริการที่เหนือความคาดหมาย (Exceeding Expectations)
การมุ่งเน้นกลุ่มลูกค้าที่มีมูลค่าสูงที่สุดเท่านั้น (High-value Customers Only)
การสร้างระบบรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากลูกค้า (Customer Feedback System)
กิจกรรมใดไม่ใช่องค์ประกอบหลักของการจัดการความสัมพันธ์กับลูกค้า (CRM)
การจัดเก็บและวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้า
การแบ่งกลุ่มลูกค้าตามมูลค่าและพฤติกรรม
การทำการตลาดแบบเจาะจง (Targeted Marketing)
การตัดราคาเพื่อดึงดูดลูกค้าใหม่ทุกไตรมาส
ปัญหาใดมักเกิดขึ้นบ่อยในการจัดการความสัมพันธ์กับซัพพลายเออร์
ซัพพลายเออร์มักให้ราคาที่ต่ำเกินไป
ซัพพลายเออร์ไม่ต้องการเปิดเผยข้อมูลภายในองค์กร
ซัพพลายเออร์มักเสนอนวัตกรรมมากเกินความจำเป็น
ซัพพลายเออร์มักแข่งขันกันเพื่อให้ได้สัญญาระยะยาว
การสร้างความสัมพันธ์ที่ยั่งยืนกับคู่ค้าในโซ่อุปทานมีความสำคัญอย่างไร
ช่วยให้สามารถควบคุมคู่ค้าได้มากขึ้น
ลดความจำเป็นในการทำสัญญาที่เป็นทางการ
ช่วยลดความผันผวนและเพิ่มเสถียรภาพในโซ่อุปทาน
ช่วยลดความผันผวนและเพิ่มเสถียรภาพในโซ่อุปทาน
กลยุทธ์การสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าที่ยั่งยืนควรให้ความสำคัญกับปัจจัยใดมากที่สุด
การลดราคาสินค้าให้ต่ำกว่าคู่แข่งตลอดเวลา
การโฆษณาและประชาสัมพันธ์อย่างต่อเนื่อง
การสร้างคุณค่าและประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้าอย่างสม่ำเสมอ
การเปลี่ยนแปลงผลิตภัณฑ์ตามกระแสนิยมเท่านั้น
บริษัทแห่งหนึ่งเผชิญกับปัญหาซัพพลายเออร์ส่งมอบวัตถุดิบล่าช้าเป็นประจำ ส่งผลกระทบต่อการผลิต แนวทางแก้ไขที่เหมาะสมที่สุดคือข้อใด
เปลี่ยนไปใช้ซัพพลายเออร์รายใหม่ทันที
เพิ่มค่าปรับให้สูงขึ้นเมื่อซัพพลายเออร์ส่งมอบล่าช้า
จัดประชุมร่วมกับซัพพลายเออร์เพื่อวิเคราะห์สาเหตุของปัญหาและหาแนวทางแก้ไขร่วมกัน
ลดปริมาณการสั่งซื้อลงเพื่อให้ซัพพลายเออร์ส่งมอบได้ทันเวลา
เหตุใดองค์กรจึงควรมีการประเมินผลการดำเนินงานของซัพพลายเออร์อย่างสม่ำเสมอ
เพื่อหาเหตุผลในการยกเลิกสัญญากับซัพพลายเออร์
เพื่อกดดันให้ซัพพลายเออร์ลดราคาสินค้า
เพื่อรวบรวมข้อมูลในการต่อรองสัญญาครั้งต่อไป
เพื่อติดตามพัฒนาการ ระบุปัญหา และปรับปรุงความสัมพันธ์และการทำงานร่วมกันให้ดีขึ้น
ร้านอาหารแห่งหนึ่งต้องการปรับปรุงความสัมพันธ์กับลูกค้าให้ดีขึ้น ควรดำเนินการอย่างไร
ลดราคาอาหารทุกรายการลง 50%
เปลี่ยนเมนูอาหารทั้งหมดทุกเดือน
เก็บข้อมูลความชอบของลูกค้า นำมาวิเคราะห์ และปรับปรุงการบริการให้ตรงกับความต้องการมากขึ้น
เพิ่มการโฆษณาทางสื่อสังคมออนไลน์ให้มากขึ้นเท่านั้น
การพยากรณ์ในโซ่อุปทาน (Forecasting in Supply Chain) หมายถึงอะไร
มีการคาดการณ์สภาพอากาศเพื่อวางแผนการขนส่ง
การคาดการณ์ความต้องการของลูกค้าในอนาคตเพื่อวางแผนการจัดซื้อ การผลิต และการจัดจำหน่าย
การคาดการณ์ราคาวัตถุดิบที่จะเปลี่ยนแปลงในตลาด
การคาดการณ์ระยะเวลาที่ใช้ในการขนส่งสินค้า
บทบาทของการพยากรณ์ในโซ่อุปทานที่สำคัญที่สุดคือข้อใด
การทำนายแนวโน้มตลาดหุ้นเพื่อการลงทุน
การคาดการณ์การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีในอุตสาหกรรม
การช่วยให้ผู้บริหารตัดสินใจในการวางแผนการผลิต การจัดการสินค้าคงคลัง และการจัดสรรทรัพยากร
การทำนายพฤติกรรมของคู่แข่งในตลาด
ประเภทของการพยากรณ์เชิงคุณภาพ (Qualitative Forecasting) ได้แก่ข้อใด
วิธีค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ (Moving Average)
วิธีปรับเรียบเอกซ์โพเนนเชียล (Exponential Smoothing)
วิธีการวิเคราะห์อนุกรมเวลา (Time Series Analysis)
การวิจัยตลาด (Market Research)
ข้อใดเป็นข้อแตกต่างระหว่างการพยากรณ์เชิงคุณภาพและการพยากรณ์เชิงปริมาณ
การพยากรณ์เชิงคุณภาพใช้ในระยะสั้น ส่วนการพยากรณ์เชิงปริมาณใช้ในระยะยาว
การพยากรณ์เชิงคุณภาพใช้ข้อมูลความคิดเห็นและวิจารณญาณ ส่วนการพยากรณ์เชิงปริมาณใช้ข้อมูลตัวเลขในอดีต
การพยากรณ์เชิงคุณภาพมีความแม่นยำมากกว่าการพยากรณ์เชิงปริมาณเสมอ
การพยากรณ์เชิงคุณภาพมีต้นทุนต่ำกว่าการพยากรณ์เชิงปริมาณเสมอ
ข้อใดไม่ใช่ประเภทของการพยากรณ์เชิงคุณภาพ
วิธีเดลฟาย (Delphi Method)
การสำรวจความคิดเห็นลูกค้า (Customer Survey)
วิธีค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ (Moving Average)
การใช้ความเห็นของผู้เชี่ยวชาญ (Expert Opinion)
หน่วยงานใดที่มักรับผิดชอบการพยากรณ์ความต้องการในโซ่อุปทาน
แผนกบัญชี
แผนกทรัพยากรบุคคล
แผนกการตลาดและการขาย
แผนกการขนส่ง
ข้อใดเป็นขั้นตอนแรกในกระบวนการพยากรณ์
เลือกเทคนิคการพยากรณ์
กำหนดวัตถุประสงค์และช่วงเวลาของการพยากรณ์
รวบรวมข้อมูลจากหลายแหล่ง
วิเคราะห์ความคลาดเคลื่อนของการพยากรณ์
ข้อมูลประเภทใดที่มักนำมาใช้ในการพยากรณ์เชิงปริมาณ
ความคิดเห็นของผู้บริหาร
ข้อมูลยอดขายในอดีต ดัชนีเศรษฐกิจ และปัจจัยตามฤดูกาล
แนวโน้มแฟชั่นและรสนิยมของผู้บริโภค
ข้อมูลที่ได้จากกลุ่มสัมมนาลูกค้า
ข้อใดเป็นเทคนิคการพยากรณ์เชิงปริมาณ
การสำรวจความคิดเห็นลูกค้า
การจัดกลุ่มสัมมนา (Focus Group)
วิธีการถดถอยเชิงเส้น (Linear Regression)
การวิเคราะห์ข้อมูลของพนักงานขาย
ข้อมูลชนิดใดทีนิยมใช้ในการพยากรณ์แนวโน้มเชิงฤดูกาล
ข้อมูลยอดขายรายวัน
ข้อมูลยอดขายรายเดือนหรือรายไตรมาสย้อนหลังหลายปี
ความคิดเห็นของผู้บริหาร
ข้อมูลจากการสำรวจลูกค้าครั้งล่าสุด
ข้อใดเป็นเทคนิคการพยากรณ์เชิงคุณภาพที่เหมาะสำหรับการคาดการณ์แนวโน้มในระยะยาว
การพยากรณ์จากยอดขายล่าสุด
การใช้วิธีเดลฟาย (Delphi Method)
การสำรวจความคิดเห็นลูกค้าทั่วไป
การวิเคราะห์ข้อมูลยอดขายรายวัน
ปัจจัยใดไม่มีผลต่อความแม่นยำของการพยากรณ์
ระยะเวลาในการพยากรณ์
ความผันผวนของข้อมูลในอดีต
คุณภาพและปริมาณของข้อมูลที่ใช้
อายุการทำงานของผู้พยากรณ์
ข้อใดคือประโยชน์ของการพยากรณ์ในโซ่อุปทาน
ลดความจำเป็นในการวางแผนการผลิต
เพิ่มต้นทุนสินค้าคงคลังเพื่อความปลอดภัย
ช่วยลดปรากฏการณ์แส้ม้า (Bullwhip Effect) ในโซ่อุปทาน
ทำให้ไม่ต้องกังวลเรื่องความผันผวนของความต้องการ
ผลกระทบใดที่เกิดจากความคลาดเคลื่อนในการพยากรณ์ความต้องการของลูกค้าในโซ่อุปทาน
ลูกค้ามีความจงรักภักดีเพิ่มขึ้น
ลดการทำงานล่วงเวลาในฝ่ายผลิต
เกิดการขาดแคลนสินค้าหรือมีสินค้าคงคลังมากเกินไป
เพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการโซ่อุปทาน
เมื่อเลือกเทคนิคการพยากรณ์ในโซ่อุปทาน ควรพิจารณาปัจจัยใดมากที่สุด
ต้นทุนของการพยากรณ์
ความเร็วในการได้ผลลัพธ์
ความเหมาะสมกับลักษณะข้อมูลและวัตถุประสงค์การนำไปใช้
ความซับซ้อนของเทคนิคการพยากรณ์
การเลือกเทคนิคการพยากรณ์ที่เหมาะสมควรพิจารณาปัจจัยใดเป็นอันดับแรก
ความซับซ้อนของเทคนิค
ต้นทุนในการพยากรณ์
ลักษณะของข้อมูลและรูปแบบความต้องการ
ความรวดเร็วในการได้ผลลัพธ์
การใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการพยากรณ์ความต้องการมีข้อดีอย่างไร
ไม่จำเป็นต้องเก็บข้อมูล
ไม่ต้องมีความรู้เกี่ยวกับเทคนิคการพยากรณ์
สามารถวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่และรูปแบบที่ซับซ้อนได้ดี
ให้ผลการพยากรณ์ที่สมบูรณ์แบบไม่มีความคลาดเคลื่อน
ปัจจัยใดที่มีผลต่อการเลือกเทคนิคการพยากรณ์ในโซ่อุปทาน
ความสวยงามของกราฟการพยากรณ์
ระยะเวลาของการพยากรณ์ (ระยะสั้น, ระยะกลาง, ระยะยาว)
จำนวนพนักงานในแผนกโลจิสติกส์
ตำแหน่งของคลังสินค้า
หากธุรกิจค้าปลีกต้องการพยากรณ์ยอดขายรายสัปดาห์เพื่อการบริหารสินค้าคงคลัง ควรเลือกใช้ข้อมูลใดในการพยากรณ์
ยอดขายรายปีย้อนหลัง 5 ปี
ยอดขายรายวันย้อนหลัง 2 สัปดาห์
ยอดขายรายสัปดาห์ย้อนหลัง 1-2 ปี
ยอดขายรายเดือนย้อนหลัง 6 เดือน
ข้อใดต่อไปนี้กล่าวถูกต้องเกี่ยวกับการพยากรณ์ในโซ่อุปทาน
เทคนิคการพยากรณ์ที่ซับซ้อนจะให้ผลลัพธ์ที่แม่นยำเสมอ
ไม่จำเป็นต้องปรับปรุงการพยากรณ์หากเลือกเทคนิคที่เหมาะสมแล้ว
ควรเลือกเทคนิคการพยากรณ์ที่เหมาะสมกับลักษณะข้อมูลและวัตถุประสงค์
การพยากรณ์เชิงคุณภาพให้ผลแม่นยำกว่าการพยากรณ์เชิงปริมาณเสมอ
หากบริษัทกำลังเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ไม่เคยมีในตลาดมาก่อน เทคนิคการพยากรณ์ใดเหมาะสมที่สุด
การวิเคราะห์อนุกรมเวลา (Time Series Analysis)
วิธีการปรับเรียบเอกซ์โพเนนเชียล (Exponential Smoothing)
การวิจัยตลาด (Market Research) และการสำรวจความคิดเห็นของผู้บริโภค
การวิเคราะห์การถดถอย (Regression Analysis)
ขั้นตอนที่สำคัญในกระบวนการพยากรณ์ความต้องการประกอบด้วยอะไรบ้าง
การเก็บข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูล การพยากรณ์ และการติดตามผล
การผลิต การจัดส่ง การขาย และการบริการหลังการขาย
การวางแผน การจัดองค์กร การนำ และการควบคุม
การวิจัย การพัฒนา การทดสอบ และการนำเสนอ
ปัจจัยใดที่มีผลต่อความแม่นยำของการพยากรณ์
ขนาดของบริษัทที่ทำการพยากรณ์
จำนวนพนักงานที่มีส่วนร่วมในการพยากรณ์
คุณภาพและปริมาณของข้อมูลที่ใช้ในการพยากรณ์
ระยะเวลาทำงานของผู้บริหารในองค์กร
ร้านค้าปลีกแห่งหนึ่งต้องการพยากรณ์ยอดขายสินค้าตามฤดูกาล ควรใช้เทคนิคการพยากรณ์ใด
การสำรวจความคิดเห็นของลูกค้า (Consumer Survey)
การวิเคราะห์อนุกรมเวลาแบบมีฤดูกาล (Seasonal Time Series Analysis)
ความเห็นของผู้บริหาร (Executive Opinion)
การวิเคราะห์เดลฟาย (Delphi Analysis)
วิธีการพยากรณ์แบบค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ (Moving Average) มีหลักการอย่างไร
นำข้อมูลในอดีตทั้งหมดมาหาค่าเฉลี่ย
นำข้อมูลในอดีตจำนวนหนึ่งช่วงเวลาที่กำหนดมาหาค่าเฉลี่ย
นำข้อมูลล่าสุดมาคาดการณ์โดยไม่ต้องคำนวณเพิ่มเติม
นำข้อมูลในอดีตมาถ่วงน้ำหนักโดยให้น้ำหนักเพิ่มขึ้นตามช่วงเวลาที่ห่างออกไป
วิธีการพยากรณ์แบบปรับเรียบเอกซ์โพเนนเชียล (Exponential Smoothing) แตกต่างจากวิธีค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่อย่างไร
ไม่จำเป็นต้องใช้ข้อมูลในอดีต
ใช้ข้อมูลเพียง 1 ค่าล่าสุดเท่านั้น
ให้น้ำหนักกับข้อมูลแต่ละช่วงเวลาแตกต่างกัน โดยข้อมูลใหม่มีน้ำหนักมากกว่าข้อมูลเก่า
ต้องใช้จำนวนข้อมูลในอดีตมากกว่าวิธีค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่
เทคนิคการวิเคราะห์การถดถอย (Regression Analysis) ในการพยากรณ์ทำอย่างไร
หาความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรอิสระ (เช่น ราคา การโฆษณา) กับตัวแปรตาม (เช่น ยอดขาย)
หาค่าเฉลี่ยของข้อมูลในอดีตจำนวนหนึ่งเพื่อทำนายอนาคต
ใช้ข้อมูลล่าสุดเป็นค่าพยากรณ์สำหรับช่วงเวลาถัดไป
ถ่วงน้ำหนักข้อมูลในอดีตโดยให้ข้อมูลล่าสุดมีน้ำหนักมากที่สุด
การเลือกเทคนิคการพยากรณ์ที่เหมาะสม ควรพิจารณาจากปัจจัยใดเป็นสำคัญ
ต้นทุนในการพยากรณ์เพียงอย่างเดียว
ความซับซ้อนของเทคนิคเพียงอย่างเดียว
รูปแบบของข้อมูลในอดีต ระยะเวลาของการพยากรณ์ และทรัพยากรที่มี
ความเห็นของผู้บริหารระดับสูงเพียงอย่างเดียว
ข้อมูลมีลักษณะเคลื่อนไหวขึ้นหรือลงแบบต่อเนื่องติดต่อกันอาจมีความผันแปรบ้างเพียงเล็กน้อยแต่เมื่อระยะเวลายิ่งนานขึ้นจะเห็นได้ชัดเจน เช่น การขึ้นของราคาทองคำ น้ำมัน ข้อมูลดังกล่าวเป็นข้อมูลอนุกรมเวลาแบบใด
แนวโน้ม (Trend)
ฤดูกาล (Seasonal)
วัฏจักร (Cycle)
ลักษณะสุ่ม (Random)
