wayground logo

Free Printable Worksheets

NEW

Font size

S
M
L
XL
Worksheets

Mcs3151 Slide 2

Total questions: 19

Worksheet time: 10mins

Name
Class
Date
1.

The History of Human Relations

a)

ความเป็นมาของมนุษยสัมพันธ์

ก่อนการปฏิวัติอุตสาหกรรม

b)

ก่อนการปฏิวัติอุตสาหกรรมความเป็นมาของมนุษยสัมพันธ์

2.

 อาชีพของคนในสังคม (เกษตรกร หัตถกรรม) จะอยู่เป็นกลุ่มเล็ก ๆ แบบครอบครัวแบบเครือญาติ ( Clan) คือทำกันอยู่ที่บ้านแบบครบวังจร ไม่มีการแบ่งงานกันทำ

a)

ถูก

b)

ผิด

3.

ส่วนใหญ่เป็นการผลิตเพื่อตอบสนองความต้องการของตนเองและครอบครัว หากมีเหลือจึงนำไปจำหน่าย (แลกเปลี่ยน - Barter system)

ผลผลิตจึงมีน้อย แต่ก็พอเพียงกับสมาชิกของสังคมในขณะนั้นที่ยังมีจำนวนน้อย

a)

ถูก

b)

ผิด

4.

ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม

1. ทำให้เครื่องจักรกลเข้ามาแทนที่ "แรงงานคน"แต่ก็เกิดผลกระทบว่าคนงานสูญเสียความสำคัญของตนเอง คนที่เคยภาคภูมิใจในผลงานของตนเองกลับลดคุณค่ามานั่งเฝ้าเครื่องจักร...

2. และต้องทำตามความต้องการของนายจ้าง ทำให้เกิดปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างกับคนงาน และมีผลกระทบต่อการผลิตมีบุคคลหลายท่านที่ได้ริเริ่มแนวคิดในการนำหลักมนุษยสัมพันธ์มาใช้ในสังคม

a)

ถูกทั้งหมด

b)

ถูกข้อ 1

c)

ถูกข้อ 2

5.

เจ้าของกิจการชาวเวลล์ เป็นนายจ้างคนแรก ที่ให้ความสำคัญกับคนงานเขาเริ่มยอมรับความต้องการของลูกจ้างและเริ่มปรับปรุงสวัสดิการของลูกจ้าง

ข้อเสนอ

1. ด้านสภาพแวดล้อม (ความสะอาด)

2. ต่อต้านการใช้แรงงานเด็ก

3. ส่งเสริมให้คนงานรู้จักดูแลสุภาพ

a)

Robert Owen โรเบิร์ต โอเวน (1800)

b)

Andrew Ure แอนดรู ยูรี (1835)

6.

เป็นผู้เขียนบทความ " ปรัชญาแห่งการผลิตสินค้าอุตสาหกรรม " โดยให้ความสำคัญแก่มนุษย์ ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญ 1 ใน 3ของการผลิตสินค้าอุตสาหกรรม (เครื่องจักรการจัดการและคนงาน)

ข้อเสนอ

1. จัดชั่วโมงพักระหว่างการทำงาน

2. ปรับสภาพที่ทำงานให้ถูกสุขลักษณะ

3. ดูแลรักษาพยาบาลคนงานที่เจ็บป่วย

4. ให้ค่าจ้างระหว่างหยุดพักรักษาตัว

 

a)

Andrew Ure แอนดรู ยูรี (1835)

b)

Frederick Winslow Taylor เฟรดเดอริก เทย์เลอร์ (1900)

7.

วิศวกรชาวอเมริกัน ผู้จัดการโรงานถลุงเหล็กเป็นคนแรกที่เรียกร้องให้ผู้บริหาร สนใจสภาพการทำงานของคนงาน ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของการผลิต

 

 

ผลการทดลองพบว่าการทำงานที่ถูกวิธีจะทำให้ผลผลิตสูงขึ้น

 

 

• เวลาที่ใช้ในการทำงาน

• เวลาทำงานที่เหมาะสม

• เวลาพักงาน

👇

ผลผลิตที่เพิ่มขึ้น

a)

Frederick Winslow Taylor เฟรดเดอริก เทย์เลอร์ (1900)

b)

Henry Laurence Gantt เฮนรี่ ลอเรนส์ แกนด์ (1912)

8.

วิศวกรโรงงานถลุงเหล็ก ศึกษาการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของคนงาน โดยการให้รางวัลหรือโบนั้สพิเศษ แก่คนงานที่ทำงานเสร็จก่อนเวลาที่กำหนด และให้รางวัลแก่หัวหน้าที่ควบคุมคนงานในกลุ่มให้ทำงานเสร็จก่อนเวลา

a)

Henry Laurence Gantt เฮนรี่ ลอเรนส์ แกนด์ (1912)

b)

George Elton Mayo จอร์จ เอลตัน เมโย (1930)

9.

เป็นศาตราจารย์สาขาวิชาจิตวิทยา แห่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด และคณะ ได้ศึกษาปัจจัยแห่งประสิทธิภาพการทำงานในโรงงานไฟฟ้าแห่งหนึ่ง...

a)

George Elton Mayo จอร์จ เอลตัน เมโย (1930)

b)

อิเลกทริก (Western Electric)

10.

การศึกษาฮอร์ธอน (Hawthorne Experiment)เป็นการศึกษาสภาพแวดล้อมทางกายภาพในการทำงานของคนงาน เพื่อหาความสัมพันธ์ระหว่างผลผลิตกับสภาพทาง

กายภาพของการทำงาน

(ระยะเวลาหยุดพัก แสงสว่าง อุณหภูมิ ฯลฯ)

👇

ชื่อโรงงานฮอร์ธอร์น (Hawthrone) ของบริษัทเวสเทิร์น อิเลกทริก (Western Electric)

ในชิคาโก สหรัฐอเมริกา เรียกการศึกษานี้ว่า  การศึกษาฮอร์ธอน (Hawthorne Experiment)

 

a)

ถูก

b)

ผิด

11.

ผลจากการศึกษากรณีฮอร์ธอน

ทำให้สรุปได้ว่าการทำงานที่มีประสิทธิภาพ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับปัจจัยทางกายภาพเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมในการทำงาน ได้แก่

 

ความสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง+ ความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกที่มีการรวมตัวอย่างไม่เป็นทางการ

a)

ถูก

b)

ผิด

12.

ข้อใดถูก

a)

จากผลการศึกษาดังกล่าว ศ.เอลตัน เมโย    ได้นำไปเปิดเป็นวิชามนุษยุสัมพันธ์(Human Relations) และเปิดสอนเป็นครั้งแรกที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด

เมื่อปี ค.ศ. 1936 (พ.ศ. 2479)

b)

จากผลการศึกษาดังกล่าว ศ.เอลตัน เมโย    ได้นำไปเปิดเป็นวิชามนุษยุสัมพันธ์(Human Relations) และเปิดสอนเป็นครั้งแรกที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด

เมื่อปี ค.ศ. 1924 (พ.ศ. 2467)

13.

1. การติดต่อสื่อสาร..........

การสื่อสารเป็นการแสดงออกซึ่งอารมณ์ความรู้สึกทำให้เข้าใจตนเองและผู้อื่น การสื่อสารที่ดีจะช่วยสร้างความเข้าใจและความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างกัน

การสื่อสารจึงเปรียบเสมือนหัวใจของมนุษยสัมพันธ์   เพราะการสื่อสารคือสิ่งที่แสดงถึงความสัมพันธ์ของมนุษย์(Communication is the human connection)

a)

 (Communication)

b)

 (Motivation)

14.

2.การรู้ตนเอง............

 

เป็นการรู้จักตัวตน (Self) ของตนเอง นำไปสู่การพัฒนาตนเอง การรู้จักและเข้าใจในตนเองอย่างถูกต้องเป็นสิ่งที่จำเป็นต่อการพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลในเชิงบวก

a)

(Self Acceptance)

b)

(Self Awareness)

15.

3. การยอมรับตนเอง........

 

เป็นขั้นตอนหนึ่งในการศึกษาตน์เอง โดยเป็นผลมาจากการรู้จักและเข้าใจตนเอง ทำให้เกิดการยอมรับตนเองและนำไปสู่การพัฒนาตนเอง

a)

(Self Disclosure)

b)

 (Self Acceptance)

16.

4. การจูงใจ.......

หมายถึงแรงผลักดันหรือแรงกระตุ้นในการสนองตอบความต้องการของบุคคลให้เกิดพฤติกรรมขึ้นมาสมาชิกทุกส่วนในสังคมจำเป็นต้องสร้างแรงจูงใจซึ่งกันและกัน

ให้มีทัศนคติตรงกันและมีจุดมุ่งหมายร่วมกัน

a)

(Trust)

b)

(Motivation)

17.

5. ความไว้วางใจ......

เป็นพื้นฐานสำคัญในการสร้างมนุษยสัมพันธ์ ความไว้วางใจเป็นสิ่งที่ทำให้คู่สื่อสารกล้าที่จะแสดงออกซึ่งอารมณ์ความคิดความรู้สึกที่แท้จริง ทำให้เกิดการรับรู้และเข้าใจอีกฝ่ายหนึ่งได้อย่างถูกต้อง จึงนำไปสู่ความมีมนุษยสัมพันธ์

 

a)

 (Trust)

b)

(Conflict Management)

18.

6. การเปิดเผยตนเอง.......

เป็นขั้นตอนที่ต่อเนื่องจากความไว้วางใจ และช่วยพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล การเปิดเผยตนเองของคู่สื่อสารทำให้ต่างฝ่ายต่างรู้จักและเข้าใจกันมากขึ้น นำไปสู่ความสัมพันธ์ที่ดี

a)

(Self Disclosure)

b)

(Self Awareness)

19.

7. การบริหารจัดการความขัดแย้ง......

มุ่งเน้นศึกษาความขัดแย้งในองค์กรที่บุคลากรอาจมีความคิดเห็นที่ไม่ลงรอยกัน หรือความขัดแย้งทางความคิดหากไม่มีการแก้ไขย่อมส่งผลเสียต่อองค์กร ผู้บริหารจึงต้องเรียนรู้ทักษะที่จะบริหารจัดการความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นในองค์กร

a)

(Conflict Management)

b)

(Trust)

Similar Resources on Wayground