NEW
Font size
Worksheetsแบบทดสอบการอ่านบทความอย่างมีวิจารณญาณ
Total questions: 7
Worksheet time: 4mins
1. ข้อใดคือสาระสาคัญของบทความนี้ (ความเข้าใจ)
ก. การนาเสนอด้วยการบอกขั้นตอนการทาบายศรี
ข. การนาเสนอวัฒนธรรมประเพณีที่ดีงามของคนไทย
ค. การนาเสนอความนิยมของบายศรีที่ใช้ในงานมงคล
ง. การนาเสนอเรื่องบายศรีซึ่งเป็นศิลปะประดิษฐ์ชั้นสูงของไทย
2. นักเรียนจะนาแนวคิดของบทความนี้ไปปรับใช้ในการดาเนินชีวิตประจาวันได้อย่างไร (นำไปใช้)
ก. นำไปสร้างรายได้เพื่อหาเลี้ยงครอบครัว
ข. จัดทำวีดิทัศน์เผยแพร่ให้เฉพาะบุคคลที่สนใจ
ค. ทำธุรกิจระดับครัวเรือนแล้วส่งขายตามต่างประเทศ
ง. เป็นวิทยากรถ่ายทอดขั้นตอนการทำบายศรีให้คนรุ่นหลังทราบเพื่อให้ช่วยกันอนุรักษ์งาน
หัตถศิลป์
3. ผู้เขียนมีจุดมุ่งหมายอย่างไรในการเขียนบทความ (วิเคราะห์)
ก. ต้องการให้ความรู้เรื่องการทำบายศรี
ข. ต้องการสะท้อนความเชื่อสำคัญของคนไทย
ค. ต้องการสะท้อนถึงความนิยมในการทำบายศรี
ง. ต้องการแสดงให้เห็นถึงความเชื่อและพิธีกรรมของไทย
4. ผู้เขียนมีความรู้สึกอย่างไรต่อบทความที่ได้เขียน (วิเคราะห์)
ก. พอใจ
ข. ภูมิใจ
ค. เสียดาย
ง. ยกย่องสรรเสริญ
5. ข้อใดคือข้อความที่เป็นข้อเท็จจริง (วิเคราะห์)
ก. วัฒนธรรมและประเพณีที่ดีงามของไทยสามารถถ่ายทอดความรู้สึกออกมาให้ชาวโลกได้สัมผัส
ข. ผู้ที่ได้สัมผัสวัฒนธรรมและประเพณีที่ดีงามบันดาลให้เกิดสุนทรียรส อิ่มเอมใจในสิ่งที่สัมผัสมิรู้ลืม
ค. บายศรีของหลวง เป็นบายศรีที่ใช้ในพระราชพิธีต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับพระมหากษัตริย์และ
พระบรมวงศานุวงศ์ชั้นสูง ตามโบราณราชประเพณี
ง. บายศรีเป็นที่สถิตของเทพเจ้าและเป็นเครื่องหมายแห่งสิริมงคลช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นและ
กำลังใจ ดังนั้นบายศรึจึงใช้เฉพาะในงานมงคลเท่านั้น
6. ข้อใดคือข้อความที่เป็นข้อคิดเห็น (วิเคราะห์)
ก. วัฒนธรรมและประเพณีล้วนมีรากเหง้ามาจากศาสนา
ข. บายศรีเป็นเครื่องใช้ประกอบในพิธีมงคลต่าง ๆ ของคนไทย
ค. ผู้ที่ได้พบเห็นหรือสัมผัสบายศรีทำให้ตระหนักในคุณค่าของสิ่งเหล่านี้อย่างไม่รู้ลืม
ง. การทำบายศรีนั้นนิยมใช้ใบตองตานีสด เนื่องจากใบตองตานีมีความเหนียวไม่ค่อยแตก
7.นักเรียนคิดว่า “บายศรี” ควรได้รับการอนุรักษ์ไว้หรือไม่ (ประเมินค่า)
ก. ควร เพราะ สะท้อนความเชื่อด้านจิตใจ
ข. ควร เพราะ บายศรีเป็นหัตถศิลป์ล้ำค่าที่อยู่คู่คนไทยมาช้านาน
ค. ไม่ควร เพราะ ยุคสมัยเปลี่ยนไปควรหาสิ่งอื่นมาทดแทนเพื่อให้ทันต่อยุคสมัย
ง. ไม่ควร เพราะ ทำให้คนหลงงมงายผูกติดกับความเชื่อที่ยังไม่สามารถหาข้อพิสูจน์ได้
