wayground logo

Free Printable Worksheets

Font size

S
M
L
XL
Worksheets

โครงสร้างและการเจริญเติบโตของพืชดอก

Total questions: 50

Worksheet time: 50mins

Name
Class
Date
1.

เนื้อเยื่อพืชสามารถจำแนกตามความสามารถในการแบ่งเซลล์ได้กี่ประเภท อะไรบ้าง

a)

2 ประเภท ได้แก่ เนื้อเยื่อเจริญ, เนื้อเยื่อถาวร

b)

2 ประเภท ได้แก่ เนื้อเยื่อถาวรเชิงเดี่ยว, เนื้อเยื่อถาวรเชิงซ้อน

c)

3 ประเภท ได้แก่ เนื้อเยื่อผิว, เนื้อเยื่อพื้น, เนื้อเยื่อลำเลียง

d)

3 ประเภท ได้แก่ เนื้อเยื่อเจริญส่วนปลาย, เนื้อเยื่อเจริญเหนือข้อ, เนื้อเยื่อเจริญด้านข้าง

2.

ระบบเนื้อเยื่อถาวรของพืชสามารถจำแนกได้กี่ระบบ อะไรบ้าง

a)

2 ระบบ ได้แก่ ระบบเนื้อเยื่อเจริญ, ระบบเนื้อเยื่อถาวร

b)

2 ระบบ ได้แก่ ระบบเนื้อเยื่อถาวรเชิงเดี่ยว, ระบบเนื้อเยื่อถาวรเชิงซ้อน

c)

3 ระบบ ได้แก่ ระบบเนื้อเยื่อผิว, ระบบเนื้อเยื่อพื้น, ระบบเนื้อเยื่อลำเลียง

d)

3 ระบบ ได้แก่ ระบบเนื้อเยื่อเจริญส่วนปลาย, ระบบเนื้อเยื่อเจริญเหนือข้อ, ระบบเนื้อเยื่อเจริญด้านข้าง

3.

พืชชนิดใดต่อไปนี้พบเนื้อเยื่อเจริญเหนือข้อ (Intercalary meristem)

a)

มะม่วง

b)

มะลิ

c)

มะพร้าว

d)

มะเขือเทศ

4.

พืชชนิดใดต่อไปนี้พบการเจริญออกทางด้านข้าง

a)

กล้วย

b)

ไผ่

c)

มะพร้าว

d)

ขนุน

5.

เนื้อเยื่อพืชในข้อใดเปรียบได้กับชั้นหนังกำพร้าของมนุษย์

a)

Parenchyma

b)

Epidermis

c)

Endodermis

d)

Collenchyma

6.

เนื้อเยื่อถาวรเชิงเดี่ยวที่ได้ชื่อว่าเนื้อเยื่อพื้นฐาน (Ground tissue) ของพืชทุกชนิด คือข้อใด

a)

Parenchyma

b)

Collenchyma

c)

Chlorenchyma

d)

Sclerenchyma

7.

เนื้อเยื่อถาวรเชิงเดี่ยวที่มีผนังเซลล์หนา เนื่องจากมีสารจำพวกลิกนินสะสมอยู่จำนวนมาก มักพบอยู่กับมัดท่อลำเลียงน้ำและท่อลำเลียงอาหารเพื่อให้ความแข็งแรงกับมัดท่อลำเลียง คือเนื้อเยื่อชนิดใด

a)

Parenchyma

b)

Collenchyma

c)

Chlorenchyma

d)

Sclerenchyme

8.

เนื้อเยื่อถาวรเชิงเดี่ยวชนิดใดที่พบเฉพาะในรากพืชเท่านั้น บริเวณผนังเซลล์มีสารจำพวกลิกนิน และซูเบอรินสะสมอยู่ เกิดเป็นแถบ Casparian strip

a)

Parenchyma  

b)

Collenchyma

c)

Sclerenchyma

d)

Endodermis

9.

เนื้อเยื่อถาวรเชิงซ้อนชนิดใดมีหน้าที่ในการลำเลียงอาหาร เซลล์มีรูปร่างเป็นทรงกระบอก ผนังเซลล์จะพบรูเล็ก ๆ อยู่เป็นกลุ่ม ทำให้หัวท้ายของเซลล์มีลักษณะเป็นแผ่นตะแกรง (Sieve Plate)

a)

Vessel member

b)

Tracheid

c)

Sieve tube member

d)

Companion cell

10.

เนื้อเยื่อถาวรเชิงซ้อนชนิดใดมีหน้าที่ในการลำเลียงน้ำ เซลล์มีรูปร่างอ้วนสั้นคล้ายทรงกระบอก บริเวณหัวและท้ายของเซลล์มีช่องทะลุถึงกัน มีลักษณะเป็นรูพรุน (Perforation plate)

a)

Vessel member

b)

Tracheid

c)

Sieve tube member

d)

Companion cell

11.

กลุ่มเซลล์ที่ถัดขึ้นมาจากบริเวณหมวกรากมีหน้าที่ตามข้อใด

a)

ป้องกันไม่ให้เซลล์บริเวณปลายรากถูกทำลาย

b)

เปลี่ยนสภาพและเจริญไปเป็นมัดท่อลำเลียงน้ำและอาหาร

c)

เป็นบริเวณที่มีการขยายขนาดและยืดตัวตามความยาวราก

d)

เพิ่มจำนวนเซลล์อย่างรวดเร็วโดยกระบวนการแบ่งเซลล์แบบไมโทซิส

12.

รากพืชใบเลี้ยงเดี่ยวและใบเลี้ยงคู่แตกต่างกันตามข้อใด

a)

การเรียงตัวของมัดท่อลำเลียง

b)

วิธีการลำเลียงน้ำเข้าสู่ราก

c)

วิธีการลำเลียงสารอาหารเข้าสู่ราก

d)

การสะสมซูเบอรินและลิกนิน

13.

จากภาพที่นักเรียนเห็นควรเป็นภาพตัดขวางของรากพืชในข้อใด

a)

มะม่วง

b)

หริก

c)

ข้าวโพด

d)

ทุเรียน

14.

จากภาพตัดขวางที่นักเรียนเห็นสามารถพบได้ในพืชชนิดใด

a)

มะพร้าว

b)

อ้อย

c)

หญ้าขน

d)

ลำไย

15.

เนื้อเยื่อใดของรากที่เป็นอุปสรรคต่อการลำเลียงน้ำเข้าสู่ไซเล็มมากที่สุด

a)

Endodermis

b)

Cortex

c)

Epidermis

d)

Pericycle

16.

เนื้อเยื่อชั้นใดพบในราก แต่ไม่พบในลำต้น

a)

endodermis และ pericycle

b)

endodermis และ cortex

c)

endodermis และ cambium

d)

Endodermis และ pith

17.

รากแขนง (Lateral root) เจริญมาจากเนื้อเยื่อในชั้นใด

a)

Endodermis

b)

Pericycle

c)

Epidermis

d)

Cortex

18.

ส่วนใดของรากที่ช่วยเพิ่มพื้นที่ในการดูดซึมน้ำและแร่ธาตุ

a)

Root hair

b)

Epidermis

c)

Endodermis

d)

Xylem

19.

เนื้อใดที่ไม่พบในรากพืชใบเลี้ยงคู่ แต่พบในรากพืชใบเลี้ยงดี่ยว

a)

Pericycle

b)

Pith

c)

Phloem

d)

Periderm

20.

ระบบรากแก้วพบได้ในพืชชนิดใด

a)

หญ้าขน

b)

โกงกาง

c)

ข้าวโพด

d)

อ้อย

21.

ข้อใดให้ความหมายของรากพิเศษ (Adventitious root) ได้ถูกต้อง

a)

รากที่เจริญมาจากรากแก้วโดยตรง

b)

รากที่เจริญมาจากส่วนอื่นที่ไม่ใช่รากแก้ว

c)

รากที่พบได้เฉพาะพืชใบเลี้ยงเดี่ยวเท่านั้น

d)

รากที่เจริญมาจากรากแรกเกิด (Radicle)

22.

รากในข้อใดต่างจากพวก

a)

รากแก้ว

b)

รากฝอย

c)

รากค้ำจุน

d)

รากยึดเกาะ

23.

ข้อใดเป็นรากที่สะสมอาหารทั้งหมด

a)

มันเทศ เผือก

b)

มันฝรั่ง แครอท

c)

แครอท หัวไชเท้า

d)

หัวไชเท้า หอมแดง

24.

รากพืชชนิดใดเป็นรากสังเคราะห์ด้วยแสง (Photosysnthesis root)

a)

หัวไชเท้า

b)

โกงกาง

c)

แสม

d)

กล้วยไม้

25.

ข้อใดกล่าวผิดเกี่ยวกับโครงสร้างและหน้าที่ของลำต้น

a)

มัดท่อลำเลียงของพืชใบเลี้ยงเดี่ยวเรียงตัวกันเป็นวงรอบนอกของลำต้น

b)

เป็นโคร

สร้างที่ทำหน้าที่ลำเลียงน้ำ และธาตุอาหาร

c)

สามารถพบข้อ ปล้อง และตาได้

d)

ชูกิ่ง ก้าน ใบสำหรับสร้างอาหารโดยกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง

26.

จากภาพการจัดเรียงตัวของเนื้อเยื่อในมัดท่อลำเลียงสามารถพบได้ในอวัยวะใดของพืช

a)

ลำต้นพืชใบเลี้ยงคู่

b)

ลำต้นพืชใบเลี้ยงเดี่ยว

c)

รากพืชใบเลี้ยงคู่

d)

รากพืชใบเลี้ยงเดี่ยว

27.

จากภาพการจัดเรียงตัวของเนื้อเยื่อในมัดท่อลำเลียง สามารถพบได้ในอวัยวะใดของพืช

a)

ลำต้นพืชใบเลี้ยงคู่

b)

ลำต้นพืชใบเลี้ยงเดี่ยว

c)

รากพืชใบเลี้ยงคู่

d)

รากพืชใบเลี้ยงเดี่ยว

28.

นักเรียนจะไม่สามารถพบการเจริญในขั้นทุติยภูมิได้ในพืชชนิดใด

a)

ไทร

b)

ราชพฤกษ์

c)

กล้วย

d)

มังคุด

29.

กระพี้ไม้ (Sapwood) คือข้อใด

a)

Tracheid และ Vessel ที่มีชีวิตและลำเลียงน้ำ, แร่ธาตุได้

b)

Tracheid และ Vessel ที่ตายแล้ว และไม่ทำหน้าที่ลำเลียงน้ำและแร่ธาตุ

c)

Tracheid และ Vessel ที่ตายแล้วและทำหน้าที่ลำเลียงน้ำและแร่ธาตุได้

d)

Sieve tube และ Companion cell ที่ทำหน้าที่ลำเลียงน้ำตาล

30.

การเจริญเติบโตในขั้นทุติยภูมิเกี่ยวข้องกับเนื้อเยื่อชนิดใด

a)

Vascular cambium

b)

Parenchyma

c)

Shoot apical meristem

d)

Root cap

31.

ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับภาพที่นักเรียนเห็น

a)

Bark คือกลุ่มเซลล์ทุกชนิดที่อยู่ด้านในถัดมาจาก Vascular cambium ทั้งหมด

b)

Annual ring เกิดจากการเจริญไม่เท่ากันของ Secondary Phloem ในฤดูแล้งกับฤดูฝนของแต่ละปี

c)

Sapwood คือเนื้อไม้ส่วนที่แข็งและสีค่อนข้างคล้ำ เนื้อไม้ส่วนนี้หยุดทำหน้าที่ลำเลียงน้ำและแร่ธาตุ

d)

Periderm คือชั้นของเนื้อเยื่อทุติยภูมิที่ประกอบด้วย Cork, Cork cambium และ Phelloderm

32.

Annual ring เกิดจากเนื้อเยื่อใด

a)

Secondary Xylem

b)

Primary Xylem

c)

Secondary Phloem

d)

Primary Phloem

33.

ถ้าพบวงปี (Annual ring) ของลำต้นพืชมีเซลล์ไซเล็มใหญ่ มีแถบกว้าง และสีจาง เป็นเพราะเหตุใด

a)

วาสคิวลาร์แคมเบียมมีผนังเซลล์หนา

b)

วาสคิวลาร์แคมเบียมมีขนาดใหญ

c)

วาสคิวลาร์แคมเบียมเจริญในฤดูน้ำมาก

d)

วาสคิวลาร์แคมเบียมเจริญในฤดูน้ำน้อย

34.

ลำต้นใต้ดินของพืชชนิดใดเป็นแบบหัวกลีบ (Bulb)

a)

มันฝรั่ง

b)

เผือก

c)

หัวหอม

d)

ขิง

35.

เผือก แห้ว เป็นลำต้นใต้ดินแบบใด

a)

Rhizome

b)

Corm

c)

Bulb

d)

Tuber

36.

Palisade mesophyll ทำหน้าที่ใดเป็นหลัก

a)

ลำเลียงน้ำและแร่ธาตุ

b)

สังเคราะห์ด้วยแสง

c)

แลกเปลี่ยนแก๊ศ

d)

คายน้ำ

37.

เซลล์คุม (Guard cell) เปลี่ยนแปลงจากเซลล์ใด

a)

stomata

b)

parenchyma

c)

cutin

d)

epidermal cell

38.

ข้อใดกล่าวผิดเกี่ยวกับปากใบ (Stomata)

a)

เป็น Epidermal cell ที่เปลี่ยนแปลงมาทำหน้าที่เกี่ยวกับการคายน้ำ

b)

ทำหน้าที่ควบคุมการแลกเปลี่ยนแก๊สออกซิเจนและคาร์บอนไดออกไซด์กับอากาศ

c)

เป็นรูที่อยู่ระหว่างเซลล์คุม (Guard cell) ทั้ง 2 เซลล์

d)

ในสภาวะที่สภาพอากาศมีอุณหภูมิสูง ปากใบจะเปิดเพื่อเพิ่มอัตราการคายน้ำ

39.

เซลล์คุมและเอพิเดอร์มิสด้านล่างของใบนั้นเป็นเซลล์แถวเดียวกัน แตกต่างกันที่

a)

เอพิเดอร์มิสมีนิวเคลียส เซลล์คุมไม่มีนิวเคลียส

b)

เอพิเดอร์มิสไม่มีนิวเคลียส เซลล์คุมมีนิวเคลียส

c)

เอพิเดอร์มิสมีคลอโรพลาสต์ เซลล์คุมไม่มีคลอโรพลาสต์

d)

เอพิเดอร์มิสไม่มีคลอโรพลาสต์ เซลล์คุมมีคลอโรพลาสต์

40.

ผนังเซลล์ด้านนอกของ Upper epidermis มีสารใดเคลือบอยู่เพื่อป้องกันการคายน้ำ

a)

ลิกนิน

(Lignin)

b)

ไคทิน

(Chitin)

c)

คิวทิน

(Cutin)

d)

ซูเบอริน

(Suberin)

41.

เมื่อตัดใบตามขวางเพื่อศึกษาโครงสร้างภายในของใบ จะพบว่าบริเวณที่มีคลอโรฟิลล์อยู่มากที่สุดคือ

a)

Epidermis

b)

Spongy layer

c)

Palisade layer

d)

Air space

42.

เซลล์บริเวณใดของใบที่ไม่มีคลอโรพลาสสะสมอยู่ภายในเซลล์

a)

Spongy mesophyll

b)

Palisade mesophyll

c)

Guard cell

d)

Epidermal cell

43.

ลักษณะใดของใบที่เหมาะสำหรับการทำหน้าที่สร้างอาหารมากที่สุด

a)

ใบมีลักษณะเป็นเส้นบาง ๆ กระจายไปทั่วกิ่ง

b)

ใบแบนบาง มีความหนาและมีพาลิเสดเซลล์กันหลายๆ ชั้น

c)

ใบแบนบาง พื้นที่ผิวมาก ใบแผ่ออกแต่ละใบไม่ซ้อนกัน

d)

ใบหนามีขนาดใหญ่ แต่ละใบเรียงซ้อน ๆ กันหลาย ๆ ชั้น

44.

พืชชนิดใดมีใบเป็นใบประกอบ (compound leaf) ทั้งหมด

a)

มะม่วง มันสำปะหลัง มะขาม

b)

อัญชัน กล้วย มะพร้าว

c)

ราชพฤกษ์ มะขาม มะยม

d)

มะละกอ มะม่วง มะยม

45.

พืชที่มีโครงสร้างใบแบบ Leaf spine คือ

a)

ผักตบชวา

b)

ว่านหางจระเข้

c)

หัวหอม

d)

กระบองเพชร

46.

ใบของพืชชนิดใดที่มีช่องกาศภายในก้านใบทำให้สามารถลอยน้ำได้ดี

a)

ผักตบชวา

b)

ว่านหางจระเข้

c)

กาบหอยแครง

d)

คว่ำตายหงายเป็น

47.

พืชชนิดใดถูกกล่าวหาว่าเป็นพืชกินเนื้อ (Carnivorous plant)

a)

คว่ำตายหงายเป็น

b)

กระบองเพชร

c)

ไมยราพ

d)

หยาดน้ำค้าง

48.

พืชในข้อใดที่ใช้ใบในการขยายพันธุ์

a)

หม้อข้าวหม้อแกงลิง

b)

เผือก แห้ว

c)

ต้นคว่ำตายหงายเป็น

d)

กระบองเพชร

49.

ข้อใดไม่ถูกต้องเกี่ยวกับโครงสร้างของพืชดอก

a)

ลำต้นพืชใบเลี้ยงเดี่ยวจะเห็นข้อและปล้องชัดเจน

b)

ลำต้นพืชใบเลี้ยงคู่มี Vascular bundle เรียงเป็นวงหนึ่งวง

c)

รากพืชใบเลี้ยงเดี่ยวมี Vascular bundle เรียงกระจายไม่เป็นระเบียบ

d)

ใบพืชใบเลี้ยงคู่มีชั้น Mesophyll อยู่ระหว่าง Upper epidermis และ Lower epidermis

50.

ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับโครงสร้างและการเจริญเติบโตของพืชดอก

a)

แก่นไม้ (Heart wood) คือเนื้อไม้ที่มีการสะสมของสารพวกลิกนินและซูเบอริน ทำให้มีสีน้ำตาลเข้ม อยู่บริเวณใจกลางลำต้น และยังทำหน้าที่ลำเลียงน้ำได้อยู่

b)

ตำแหน่งของหมวกราก (Root cap) หากถูกทำลายไป เนื้อเยื่อเจริญปลายรากจะสร้างเซลล์บริเวณหมวกรากขึ้นมาใหม่

c)

เนื้อเยื่อที่ทำหน้าที่ให้ความแข็งแรงกับท่อลำเลียงคือ Sclereid และ Fiber

d)

ลักษณะเด่นของเส้นใบที่พบในพืชใบเลี้ยงเดี่ยวจะมีเส้นใบย่อยแตกแขนงออกจากเส้นใบ คล้ายกันร่างแห