Font size
Worksheetsสอบเก็บคะเเนนรอบที่1
Total questions: 50
Worksheet time: 26mins
ข้อใดไม่ใช่ลักษณะของการเกิดผิดพร่อง (Faults) ในระบบไฟฟ้ากำลัง
การเกิด Short Circuit ในระบบไฟฟ้า
การเกิด Under Load ของมอเตอร์ไฟฟ้า
การเกิด Over Load ของเครื่องกำเนิดไฟฟ้า
การเกิด Loss of Synchronism ของเครื่องกำเนิดไฟฟ้า
ข้อใดกล่าวถึง "Faults" ในระบบไฟฟ้ากำลังผิดจากความเป็นจริง
1 : Faults หมายถึง การเกิดล้ดวงจรในระบบไฟฟ้าเพียงอย่างเดียวเท่านั้น
: การเกิดภาวะ Over Load จัดเป็น Faults ในระบบไฟฟ้ารูปแบบหนึ่ง
3 : การเกิดภาวะ Under Frequency จัดเปิน Faults ในระบบไฟฟ้ารูปแบบหนึ่ง
: การเกิดภาวะ Over Voltage จัดเป็น Faults ในระบบไฟฟ้ารูปแบบหนึ่ง
การเกิด Faults บนสายส่งแบบ Overhead Line ในระบบ 3 phase รูปแบบใดที่มีความถี่ในการเกิดสูงที่สุด(โอกาสเกิดมากที่สุด)
1 : Single Line to Ground Fault
85%
2 : Line to Line Fault
8%
3 : Line to Line to Ground Fault
5%
4 : Three Phase Fault
2%
การเกิด Faults บนสายส่งแบบ Overhead Line ในระบบ 3 phase รูปแบบใดที่มีความรุนแรงในการเกิดสูงที่สุด
1 : Single Line to Ground Fault
2 : Line to Line Fault
3 : Line to Line to Ground Fault
4 : Three Phase Fault
ข้อใดคือคุณสมบัติของ SF6 Circuit Breaker
1 : มีความคงทนไดอิเล็กตริกต่ำ ใช้การดับอาร์กแบบลดความดัน ทนกระแส Interrupting ได้สูง
2: มีความคงทนไดอิเล็กตริกต่ำ ใช้การดับอาร์กแบบลดความดัน ทนกระแส Interrupting ได้ต่ำ
3 : มีความคงทนไดอิเล็กตริกสูง ใช้การดับอาร์กแบบอัดความดัน ทนกระแส Interrupting ได้สูง
4 : มีความคงทนไดอิเล็กตริกสูง ใช้การดับอาร์กแบบลดความดัน ทนกระแส Interrupting ได้ต่ำ
ข้อใดคือคุณสมบัติของ Vacuum Circuit Breaker
1 : มีความคงทนไดอิเล็กตริกสูง ใช้การดับอาร์กแบบอัดความดัน Interrupter ไม่ต้องบำรุงรักษาบ่อย
2: มีความคงทนไดอิเล็กตกสูง ใช้การดับอาร์กแบบลดความดัน Interrupter ต้องบำรุงรักษาบ่อย
3 : มีความคงทนไดอิเล็กตริกสูง ใช้การดับอาร์กในสภาวะสุญญากาศ Interrupter ต้องบำรุงรักษาบ่อย
4 : ใช้การดับอาร์กในสภาวะสุญญากาศ มีความคงทนไดอิเล็กตริกสูง Interrupter ไม่ต้องบำรุงรักษาบ่อย
ส่วนประกอบของระบบป้องกัน (Protective System)
1 : Circuit Breaker & Trip Circuit
2 : Power Transformer
3 : Instrument Transformers
4 : Batteries
Instrument Transformers" มีกี่ชนิด อะไรบ้าง
1 ชนิด คือ Current Transformer
2 ชนิด คือ Current Transformer และ Voltage Transformer
2 ชนิด คือ Current Transformer และ Transducer
3 ชนิด คือ Current Transformer, Voltage Transformer และ Transducer
หน้าที่ของหม้อแปลงทดกระแส (CT)
1 : แปลงขนาดกระแสของระบบไฟฟ้าค่าสูงให้เป็นค่าต่ำ เพื่อประโยชน์ในการวัดและการป้องกัน
2 : แยกวงจร Secondary ออกจากวงจร Primary เพื่อความปลอดภัยของผู้ปฏิบัติงาน
3 : ทำให้สามารถใช้กระแสมาตรฐานทางด้าน Secondary ได้
4 : แปลงขนาดกระแสของระบบไฟฟ้าค่าต่ำให้เป็นค่าสูง เพื่อประโยชน์ในการป้องกัน
"Rated Burden" ของหม้อแปลงทดกระแส (CT) หมายถึง
1 : ค่าพิกัดระแสมาตรฐานทางด้านทุติยภูมิของหม้อแปลงกระแส
2 : ค่าพิกัดแรงดันทางด้านทุติยภูมิของหม้อแปลงกระแส
3 : ค่าพิกัดแรงดันทางด้านปฐมภูมิของหม้อแปลงกระแส
4 : ค่ากัดโหลดสูงสุดของวงจรทางด้านทุติยภูมิของหม้อแปลงกระแส อาจกำหนดเป็น VA หรือ Ohm ก็ได้
ค่า Standard secondary current ของหม้อแปลงทดกระแส สำหรับระบบป้องกันที่มีใช้งานในปัจจุบัน มีค่าเท่าใด
1 A. และ 3 A.
1 A. และ 5 A.
5 A. และ 10 A.
5 A. และ 50 A.
หม้อแปลงทดกระแส (CT) ขนาดพิกัดเบอร์เดน 15 VA มีอัตราการทดกระแสเป็น 200/5 A Accuracy Class 10 P 20 ค่า
Accuracy Limit Factor (ALF) มีค่าเท่าใด
1 : ALF มีค่าเท่ากับ 20 เท่า
2 : ALF มีค่าเท่ากับ 10 เท่า
3 : ALF มีค่าเท่ากับ 15 เท่า
4 : ALF มีค่าเท่ากับ 40 เท่า
หม้อแปลงทดกระแส (CT) มีขนาดพิกัดเบอร์เดน 15 VA อัตราการทดกระแส 200/5 A Accuracy Class 10 P 20 ความคลาด
เคลื่อนรวม (Composite Error) มีค่าเท่าใด
5%
10%
15%
20 %
"CCVT" ย่อมาจากคำว่าอะไร
1 : Coupling Capacitor Voltage Transformer
2 : Coupling Circuit Voltage Transformer
3 : Constant Coupling Voltage Transformer
4 : Circuit Capacitor Voltage Transformer
อใดอธิบายความหมายของอุปกรณ์ "CCVT" ได้อย่างถูกต้อง
1 : การใช้ตัวเก็บประจุต่อขนานกับหม้อแปลงทดแรงดั้นเพื่อความสะดวกและความเที่ยงตรงในการวัด
2: การประยุกต์ใช้หม้อแปลงทดแรงต้นต่อร่วมกับภาคแรงต่ำของโวลเตจดิไวเดอร์แบบตัวเก็บประจุ
3: การลดทอนแรงดันสูงโดยใช้หม้อแปลงทดแรงดันที่มีโวลเตจดิไวเดอร์แบบตัวเก็บประจุต่ออยู่ทางด้าน Secondary ของ
หม้อแปลงทดแรงดัน
4 : การประยุกต์ใช้หม้อแปลงทดแรงดันต่ออนุกรมกับโวลเตจดิไวเดอร์แรงสูงแบบตัวเก็บประจุเพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย
ค่ามาตรฐานทางด้านทุติยภูมิ (Standard secondary) ของหม้อแปลงทดแรงดัน (Voltage Transformer: VT) ที่มีใช้งานใน
ปัจจุบัน มีค่าเท่าใด
100 V. และ 220 V.
110 V. และ 120 V.
220 V. และ 380 V.
100 V. และ 150 V.
Protection Class ของหม้อแปลงทดแรงต้น (Voltage Transformer : VT ตามมาตรฐาน IEC คือข้อใด
3P และ 6P
3P และ 5P
5P และ 10P
10P และ 20P
ข้อใดคือคุณสมบัติการมี "Selectivity" ของระบบป้องกันที่ดี
1 : ระบบป้องกันมีความแน่นอนของ Relays ที่สมารถทำงานได้จริง มีความเชื่อถือได้
2 : ระบบป้องกันสามารถดวงจได้รวดเร็ว แต่บางครั้งอาจมีการหน่วงเวลาบ้างเพื่อให้มีการทำงานประสานกัน
3 : ระบบป้องกันต้องไม่ทำงานเมื่อไม่ต้องการให้ทำงาน การลัดวงจรโดยไม่จำเป็นจะส่งผลกระทบต่อผู้ใช้ไฟ
4 : ระบบป้องกันที่ออกแบบให้ Relays ทำงานแบ่งเป็น Zone โดย Relays ที่อยู่ใกล้ Fault มากที่สุดทำงานก่อน
ข้อใดคือคุณสมบัติการมี "Speed" ของระบบป้องกันที่ดี
1 : ระบบป้องกันมีความแน่นอนของ Relays ที่สามารถทำงานได้จริง มีความเชื่อถือได้
2 : ระบบป้องกันสามารถตัดวงจรได้รวดเร็ว แต่บางครั้งอาจมีการหน่วงเวลาบ้างเพื่อให้มีการทำงานประสานกัน
3 : ระบบป้องกันต้องไม่ทำงานเมื่อไม่ต้องการให้ทำงน การตัดวงจรโดยไม่จำเป็นจะส่งผลกระทบต่อผู้ใช่ไฟ
4 : ระบบป้องกันที่ออกแบบให้ Relays ทำงานแบ่งเป็น Zone โดย Relays ที่อยู่ใกล้ Fault มากที่สุดทำงานก่อน
ข้อใดคือคุณสมบัติการมี "Dependability" ของระบบป้องกันที่ดี
1 : ระบบป้องกันมีความแน่นอนของ Relays ที่สามารถทำงานได้จริง, มีความเชื่อถือได้
2 : ระบบป้องกันต้องไม่ทำงานเมื่อไม่ต้องการให้ทำงน การตัดวงจรโดยไม่จำเป็นจะส่งผลกระทบต่อผู้ใช้ไฟ
3 : ระบบป้องกันที่ออกแบบให้ Relays ทำงานแบ่งเป็น Zone โดย Relays ที่อยู่ใกล้ Fault มากที่สุดทำงานก่อน
4 : ระบบป้องกันสามารถทำงานถูกต้องทุกครั้งเมื่อเกิด Fault ใน Zone ป้องกัน แม้จะไม่ได้ทำงานมาเป็นเวลานานก็ตาม
เมื่อพิจารณาจากข้อมูลสถิติการเกิด Faults ที่พบโดยทั่วไป ข้อใดต่อไปนี้กล่าวถูกต้อง
1 : Fault แบบสามเฟสสมดุล (Balanced three-phase fault) มีความถี่ของการเกิดมากที่สุด
: Fault แบบเส้นเดียวลงดิน (Single line-to-ground fault) มีความถี่ของการเกิดมากที่สุด
3 : Fault แบบสามเฟสสมดุล (Balanced three-phase fault) มีความรุนแรงน้อยที่สุด
4 : Fault แบบเส้นเดียวลงดิน (Single line-to-ground fault) มีความรุนแรงน้อยที่สุด
ระบบไฟฟ้ากำลังที่มีการต่อลงดินแบบ Solidly-Grounded ขณะที่มีหตุการณ์ลัดวงจรลงดิน ปรากฎว่าค่ากระแสลำดับศูนย์
(Zero Sequence ) เป็นศูนย์ ท่านคิดว่าน่าจะเป็นเหตุการณ์ประเภทใด ด้งต่อไปนี้
1 : Three-phase-to-ground fault
2 : Single-phase-to-ground fault
3 : Two-phase-to- ground fault
4 : ไม่มีข้อใดถูกต้อง
ข้อใดกล่าวถึงหม้อแปลงทดกระแส (CT) สำหรับระบบป้องก้น ได้อย่างถูกต้องที่สุด
1 : CT แบ่งตามลักษณะการใช้งานได้เป็น 2 กลุ่ม คือ แบบ Bar Type และ แบบ Wound Type
2 : Standard secondary current ของ CT ที่มีใช้งานในปัจจุบันมี 3 คำ คือ 1 A , 3 A และ 5 A
3 : การต่อ CT ในวงจร 3-phase วงจรทางด้าน Secondary ของ CT อาจต่อเป็นแบบ Wye หรือ Delta ก็ได้ โดยต้อง
พิจารณา Polarity ของ CT ประกอบด้วย
4 : การต่อ CT ในวงจร 3-phase อาจต่อเป็นแบบ Wye หรือ Delta ก็ได้ โดยไม่จำเป็นต้องคำนึงถึง Polarity ของ CT
หม้อแปลงทดกระแส (CT) สำหรับระบบป้องกัน ขนาดฬิกัด 100/5 A, 10 VA, 10 P 20 มีเลย์ป้องกันกระแสเกินและสายต่อ
วงจรต่ออยู่ทางด้าน Secondary มี Burden รวมเท่ากับ 7.5 VA ถ้าทางด้าน Primary มีกระแสไหล 2000 A ข้อใดกล่าวถูกต้อง
1 : วงจรทางด้าน Secondary จะมีกระแสไหลเท่ากับ 100 A
วงจรทางค้าน Secondary จะมีกระแสไหลออกคลาดเคลื่อนในช่วง 士 10%
3 : วงจรทางด้าน Secondary จะมีกระแสไหลเท่ากับ 200 A
4 : วงจรทางด้าน Secondary จะมีกระแสไหลประมาณ 75 A
หม้อแปลงทดกระแส (CT) 3 เฟส ด่อแบบ Wye ข้อใดกล่าวถูกต้อง
1 : กระแสทาง Secondary จะเป็นปฏิภาคกับ Phase Current และเกิด Phase Shift 30 องศา
2 : กระแสทาง Secondary จะเป็นปฏิภาคกับ Phase Current ไม่มี Phase Shift
3 : กระแสทาง Secondary จะเป็นปฏิภาคกับ Phase Current และเกิด Phase Shift 15 องศา
4 : กระแสทาง Secondary จะเป็นปฏิภาคกับ Phase Current และเกิด Phase Shift 45 องศา
หม้อแปลงทดกระแส (CT) 3 เฟส ด่อแบบ Deta และมีเบอร์เดน (Burden) ต่ำกว่าพิกัด ข้อใดกล่าวถูกต้อง
1 : กระแสที่ต่อเข้า Burden จะเป็นปฏิภาคกับ Phase Current และเกิด Phase Shift 30 องศา
2 : กระแสที่ต่อเข้า Burden จะเป็นปฏิภาคกับ Phase Current ไม่มี Phase Shift
3 : กระแสที่ต่อเข้า Burden จะเป็นปฏิภาคกับ Phase Current คูณด้วย 1.732 แต่ไม่มี Phase Shift
4 : กระแสที่ต่อเข้า Burden จะเป็นปฏิภาคกับ Phase Current คูณด้วย 1.732 และเกิด Phase Shift 30 องศา
หม้อแปลงทดกระแส (CT) มีอัตราการทดกระแส 100/5 A มี Accuracy Class เป็น "10 P 20" ข้อใดกล่าวถูกต้อง
1 : เป็น "Protection CT" ค่าความผิดพลาดรวมไม่เกิน 10% เมื่อกระแสด้านทุติยภูมิมีค่ไม่เกิน 6 A
2 : เป็น "Protection CT" ค่าความผิดพลาดรวมไม่เกิน 20% เมื่อกระแสด้านปฐมภูมิมีค่าไม่เกิน 1000 A
3 : เป็น "Protection CT" ค่าความผิดพลาดรวมไม่เกิน 10% เมื่อกระแสด้านทติยภูมิมีค่าไม่เกิน 50 A และแรงดันจุดเข่า
(Knee point) มีค่าเป็น 20 V
4 : เป็น "Protection CT" ค่าความผิดพลาดรวมไม่เกิน 10% เมื่อกระแสด้านปฐมภูมิมีค่าไม่เกิน 2000 A
ข้อใดไม่ใช่วิธีการตรวจจับความผิดพร่อง (Faults) ในระบบไฟฟ้า ของรีเลย์
1 : การตรวจวัดระดับ ( Level Detection)
2 : การเปรียบเทียบความแตกต่างของกระแส ( Differential Current Comparison)
3 : การเปรียบเทียบมุมเฟส ( Phase Angle Comparison )
4 : การเปรียบเทียบความเร็วในการไหลของกระแสเมื่อเกิดลัดวงจร
อุปกรณ์หลักที่ใช้ในการป้องกันระบบไฟฟ้า มีอะไรบ้าง
1 : Fuse , Circuit Breaker และ Cutout
2 : Fuse , Circuit Breaker และ Delay
3 : Fuse , Circuit Breaker และ Relay
4 : Circuit Breaker , Cutout และ Relay
อุปกรณ์ในข้อใดต่อไปนี้ ที่ไม่ใชอุปกรณ์พื้นฐานในการป้องกันระบบไฟฟ้ากำลัง
1 : ฟิวส์
2 : รีเลย์
3 : เซอร์กิดเบรคเกอร์
4 : แมกเนดิกคอนแทคเตอร์
การทำ Discrimination ของระบบป้องกันกระแสเกิน หมายถึงข้อใด
1 : เป็นการปรับดั้งใหรีเลย์ในระบบที่มีหลายๆ ตัวทงานแยกเป็นกลุ่ม โดยใหรีเลย์ชนิดเดียวกันทำงานพร้อมกัน
2: เป็นการจัดลำบการป้องกัน โดยรีเลลที่อใกล้แหล่งจ่ายทำงานก่อน และรีเลที่อยู่ไกลออกไปให้ทำหน้าที่เป็นตัว Back up
3: เป็นการปรับดั่งใรีเลย์ในระบบที่มีหลาย! ตัวทำงานประสานกัน โดยใเลที่อยู่ไกลจากแหล่งจ่ายมากที่สุดทำงาน
ก่อน และรีเลย์ที่อยู่ในตำแหน่งใกล้แหล่งจ่ายทำงานเป็นลำดับถัดมาโดยไม่ต้องคำนึงถึงค่ส่วนต่างเวลา (Grading Margin)
4 : เป็นการจัดลำดับการป้องกัน โดยใหรีเลย์หลัก (Primary Relay) ที่อยู่ใกล้จุดที่เกิดล้ดวงจรทำงานก่อน และรีเลย์สำรอง
(Back Up Relay) ที่อยู่ห่างออกไปมีค่าส่วนต่างเวลาการทำงาน (Grading Margin) นานเพียงพอที่จะมั่นใจได้ว่ารีเลย์
สำรองจะมีความมั่นคง (Secure)
การตรวจจับ Faults ในระบบไฟฟ้ ด้วยวิธีการเปรียบเทียบมุมเฟส (Phase Angle Comparison) โดยทั่วไปจะใช่ปริมาณใดเพื่อ
นำมาเปรียบเทียบหามุมเฟส
X : ไข่คากระแสไฟฟ้า และ แรงดันไฟฟ้า
2 : ใช้ค่ากำลังใฟฟ้า และ กระแสไฟฟ้า
3 : ใช่คากาลังไฟฟ้า และ แรงต้นไฟฟ้า
4 : ใช้คากระแส Negative Sequence และ Positive Sequence เมื่อเกิด Fault
ข้อใดเป็นหลักการครวจจับการเกิดความผิดพร่อง (Detection of Fault) ของรีเล
1 : รีเลย์ทำางานเมื่อปริมาณทางไฟฟ้าในระบบมีค่าสุงกว่าระดับที่ปรับตั้ง/
2 : วิเลย์ทำงานเมื่อปริมาณทางไฟฟ้าในระบบมีาต่ากว่าระดับที่ปรับตั้งV
3: รีเลย์ทางานเมื่อปริมาณทางไฟฟ้า 2 ค่ามีผลต่างมากเก้นกว่าระดับที่ปรับตั้ง/
A : ถูกทุกข้อ
การต่อหม๋อแปลงกระแส ( CT ) เพื่อตรวจจับ Zero-Sequence
นั้น มีประโยชน์อย่างไร
1 ; เพื่อใช้มืองกัน Phase Fault
2 : เพื่อใช่ป้องกัน Earth Fault
3 : เพื่อใช้ป้องกัน Under Voltage
4 : เพื่อใช้ในการป้องกันแบบ Differential
หลักการตรวจจับ Faults ของรีเลย์โดยทั่วไป ในระบบไฟฟ้า
ไฟฟ้าของค่าใด
1 : ศกระแสที่เพิ่มขึ้นและแรงดันที่เพิ่มขึ้น
: คำกระแสที่เพิ่มขึ้นและแรงดันที่ลดลง
3 : ค่ากระแสที่เพิ่มขึ้นและความด่านทานที่เพิ่มขึ้น
4 : ศากระแสที่เพิ่มขึ้นและกำลังไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น
รหัสอุปกรณ์ หมายเลข 52-a ตามมาตรฐาน ANSI Standard หมายถึงอุปกรณ์ชนิด
ใด
: Auxiliary Contact แมบปกติเปิด (Normally Open
2: AuxiliaryContact แบบปกติปิต (Normally Close)
3 : Auxiliary Relay แบบปกติเปิด (Normally Open)
4 : Auxiliary Relay แบบปกติบิต (Normally Close)
รหัสอุปกรณ์ หมายเลข 52-b ตามมาตรฐาน ANSI Standard หมายถึงอุปกรณ์ขนิดใด
1 : Auxiliary Contact แบบปกติเปิด (Normally Open)
2 : Auxiliary Contact แบบปกติปิด (Normally Close)
3 : Auxiliary Relay แบบปกติเปิด (Normally Open)
4 : Auxilliary Relay แบบปกติปิต (Normally Close)
ข้อใดต่อไปนี้กล่าวถึงหลักการป้องกันกระแสเกินถูกต้อง
1 : ริเลย์กระแสเกินเป็นริเลย์ที่ใข่มากที่สุดในการป้องกัน Phase Faults และ Earth Faults
2 : ปริมาณที่ใช่ตรวจจับ Fault ที่เกิดขึ้นในระบบอาจใช้เป็นคำากระแส, เวลา หรือทั้งกระแสและเวลา ร่วมกัน
. ปริมาณที่ใช้ตรวจจับ Fault ที่เกิดขึ้นในระบบอาจใช้เป็นค่ากระแส, แรงดัน หรือ เวลา ก็ได้
4 : การป้องกันกระแสล้ดวงจร (Short Circuit) จะต้องตั้งคำให้รีเลย์ตัวที่อยู่ใกล้ Fault มากที่สุดทำงานก่อนเสมอ
ความหมายของ "กระแสเกิน (Overcurrent)" ในการป้องกันระบบไฟฟ้ากำลัง มีกี่สักษณะ อะไรบ้าง
1 : มี 2 ลักษณะ คือ Short Circuits กับ Inrush Current
2: มี 2 ลักษณะ คือ Short Circuits กับ Interrupting Current
3 : มี 2 ลักษณะ คือ Short Circuits iu Over Load
4 : มี 3 ลักษณะ คือ Short Circuits , Over Loaad และ Transient
กรณีใดต่อไปนี้ หลักการ Difierential Protccian ไม่สามารถนำมาใช้งานได้
1 : การป้องกัน Bus ในสถานีไฟฟ้าแรงสูง
2 : การป้องกันสายส่งไฟฟ้าแรงสูง
: การป้องกันขดลวดกระตุ้นสนาม (Ficld) ในเครื่องกำเนิดไฟฟ้าชิงโครนัส
การป้องกันหม้อแปลงไฟฟ้าชนาดใหญ่
คุณสมบัติที่ดีของระบบการป้องกันแบบ Differential Protection คือ
Sensitivity
Secourity
Selectivity
All
กรณีใดต่อไปนี้สามารถใช้หลักการ Difcctia Potecion ป้องกันได้
1 : การรป้องกันเครื่องกำเนิดไฟทำจ่ายไหลดเกิน
2 : การป็องกัน L.oss of Exciaion ใมเครื่องกำหนิดไฟฟัแบบชิงใครนัส
: การป้อกัน Internal Faults กายในหม็อแปลงไฟฟ้า
การป้องกัน Over Hcating นมอเตอร์ไฟฟ้า
สัญญาณ Input ที่มือนให้กับรีเลประยะทาง (Distance Relay) มาจากอุปกรณ์ใดต่อไปนี้
CT
VT
3:Instrument
CT และ VT
การใช่งามรีเลย์ระยะทาง (Distance Retay) เพื่อป้องกันสายส่งกำลังไฟฟ้ เหตุใดจึงต้องมีการแปงโซนการป้องกัน (Zone of
Protections) ออกเป็นส่วนๆ
1 : เพื่อให้สามารถป้องกันสายส่งได้ตลอดช่วงความมยาวสายที่ต้องการมีป้องกัน
2 : เพื่อให่เป็น Back Up Protection ให้สายส่งเส้นถัดไป
3เพื่อให่การป้องกันมีประสิทธิภาพ กาจัด Faults ได่รวดเร็ว มีความเชื่อถือใส่สูง แยกแยะได้ถูกต้อง
All
การตั้งค่รีเลย์ระนะทางแบบ Step Distance Protection รีเลย์ Zone 2 ควรปรับตั้งใหป้องกันสายส่งในระยะประมาณเท่ใด
1 : 90 - 100 % ของดวามยาวสายส่งในช่วงที่ต้องการมืองกัน
X : 120 - 150 % ของความยาวสายส่งในช่วงที่ต้องการป้องกัน
3 : 180 - 200 % ของความยาวสายส่งในช่วงที่ต้องการบีองกัน
4 : 250 - 300 % ของความยาวสายส่งในช่วงที่ต้องการป้องกัน
เหตุใดจึงต้องมีการป้องกันความร้อนสูงเกิน (Overheating) ในหม้อแปลงไฟฟ้า
1 :เพราะความร้อนที่เพิ่มขึ้น เป็นสาเหตุทำให้เกิดแรงดันตกในหม้อแปลง
2 :เพราะความร้อนที่เพิ่มขึ้น เป็นสาเหตุทำให้ฉนวนของหม้อแปลงเสื่อมสภาพและเกิดความเสียหายในที่สุด
3 :เพราะความร้อนที่เพิ่มขึ้น อาจเป็นสาเหตุทำให้แกนเหล็กหลอมละลาย
4 : เพราะความร้อนที่เพิ่มขึ้น เป็นสาเหตุทำให้แกนเหล็กของหมั้อแปลงเกิดอิ่มตัวได้ง่าย
ข้อใดไม่ใช่ลักษณะการเกิดภาวะผิดปกติ ที่มีผลกระทบต่อการใช้งานของหม้อแปลงไฟฟ้า
1 : การรั่วของถังน้ำมันหม้อแปลง
2 : การเกิดภาวะแรงดันเกินชั่วครู่เนื่องจากระบบไฟฟ้าภายนอก
3 : การเกิดลัดวงจรในระบบไฟฟ้ภายนอก
4 : การเกิดกระแสพุ่งเข้าขณะเริ่มจ่ายไฟเข้าหม้อแปลง
จากสุถิติความเสียหาย (Failure) ที่เกิดขึ้นกับหม้อแปลงไฟฟ้า ท่านคิดว่าส่วนใดของหม้อแปลงไฟฟ้าที่มีสถิติความถี่ของการเกิดความเสียหายมากที่สุด
1 : Bushing Failures
2 : Winding Failures
3 : Core Failures
4 : Tap Changer Failures
การป้องกันกระแสเกินของหม้อแปลงไฟฟ้าโดยใช้ริเลย์กระแสเกินนั้น จะใช้เมื่อใด
ใช้สำหรับป้องกันหม้อแปลงไฟฟ้าที่มีขนาดใหญ่
ใช้เมื่อต้องการให้การตัดวงจรเป็นไปอย่างรวดเร็วในช่างที่กระแสล้ดวงจรยังมีค่าต่ำ
3:ใช้เมื่อต้องการให้ป้องกันการลัดวงจรลงดิน
4 : ถูกทุกข้อ
การป้องกันแบบใดต่อไปนี้ จัดเป็น Back Up Protection สำหรับเครื่องกำเนิดไฟฟ้า
1 : Stator Earth Fault Protection
Loss of Excitation Protection
3 : Prime Mover Failure Protection
4 : Under and Over Voltage Protection
