wayground logo

Free Printable Worksheets

Font size

S
M
L
XL
Worksheets

สอบเก็บคะเเนนรอบที่1

Total questions: 50

Worksheet time: 26mins

Name
Class
Date
1.

ข้อใดไม่ใช่ลักษณะของการเกิดผิดพร่อง (Faults) ในระบบไฟฟ้ากำลัง

a)

การเกิด Short Circuit ในระบบไฟฟ้า

b)

การเกิด Under Load ของมอเตอร์ไฟฟ้า

c)

การเกิด Over Load ของเครื่องกำเนิดไฟฟ้า

d)

การเกิด Loss of Synchronism ของเครื่องกำเนิดไฟฟ้า

2.

ข้อใดกล่าวถึง "Faults" ในระบบไฟฟ้ากำลังผิดจากความเป็นจริง

a)

1 : Faults หมายถึง การเกิดล้ดวงจรในระบบไฟฟ้าเพียงอย่างเดียวเท่านั้น

b)

: การเกิดภาวะ Over Load จัดเป็น Faults ในระบบไฟฟ้ารูปแบบหนึ่ง

c)

3 : การเกิดภาวะ Under Frequency จัดเปิน Faults ในระบบไฟฟ้ารูปแบบหนึ่ง

d)

: การเกิดภาวะ Over Voltage จัดเป็น Faults ในระบบไฟฟ้ารูปแบบหนึ่ง

3.

การเกิด Faults บนสายส่งแบบ Overhead Line ในระบบ 3 phase รูปแบบใดที่มีความถี่ในการเกิดสูงที่สุด(โอกาสเกิดมากที่สุด)

a)

1 : Single Line to Ground Fault

85%

b)

2 : Line to Line Fault

8%

c)

3 : Line to Line to Ground Fault

5%

d)

4 : Three Phase Fault

2%

4.

การเกิด Faults บนสายส่งแบบ Overhead Line ในระบบ 3 phase รูปแบบใดที่มีความรุนแรงในการเกิดสูงที่สุด

a)

1 : Single Line to Ground Fault

b)

2 : Line to Line Fault

c)

3 : Line to Line to Ground Fault

d)

4 : Three Phase Fault

5.

ข้อใดคือคุณสมบัติของ SF6 Circuit Breaker

a)

1 : มีความคงทนไดอิเล็กตริกต่ำ ใช้การดับอาร์กแบบลดความดัน ทนกระแส Interrupting ได้สูง

b)

2: มีความคงทนไดอิเล็กตริกต่ำ ใช้การดับอาร์กแบบลดความดัน ทนกระแส Interrupting ได้ต่ำ

c)

3 : มีความคงทนไดอิเล็กตริกสูง ใช้การดับอาร์กแบบอัดความดัน ทนกระแส Interrupting ได้สูง

d)

4 : มีความคงทนไดอิเล็กตริกสูง ใช้การดับอาร์กแบบลดความดัน ทนกระแส Interrupting ได้ต่ำ

6.

ข้อใดคือคุณสมบัติของ Vacuum Circuit Breaker

a)

1 : มีความคงทนไดอิเล็กตริกสูง ใช้การดับอาร์กแบบอัดความดัน Interrupter ไม่ต้องบำรุงรักษาบ่อย

b)

2: มีความคงทนไดอิเล็กตกสูง ใช้การดับอาร์กแบบลดความดัน Interrupter ต้องบำรุงรักษาบ่อย

c)

3 : มีความคงทนไดอิเล็กตริกสูง ใช้การดับอาร์กในสภาวะสุญญากาศ Interrupter ต้องบำรุงรักษาบ่อย

d)

4 : ใช้การดับอาร์กในสภาวะสุญญากาศ มีความคงทนไดอิเล็กตริกสูง Interrupter ไม่ต้องบำรุงรักษาบ่อย

7.

ส่วนประกอบของระบบป้องกัน (Protective System)

a)

1 : Circuit Breaker & Trip Circuit

b)

2 : Power Transformer

c)

3 : Instrument Transformers

d)

4 : Batteries

8.

Instrument Transformers" มีกี่ชนิด อะไรบ้าง

a)

1 ชนิด คือ Current Transformer

b)

2 ชนิด คือ Current Transformer และ Voltage Transformer

c)

2 ชนิด คือ Current Transformer และ Transducer

d)

3 ชนิด คือ Current Transformer, Voltage Transformer และ Transducer

9.

หน้าที่ของหม้อแปลงทดกระแส (CT)

a)

1 : แปลงขนาดกระแสของระบบไฟฟ้าค่าสูงให้เป็นค่าต่ำ เพื่อประโยชน์ในการวัดและการป้องกัน

b)

2 : แยกวงจร Secondary ออกจากวงจร Primary เพื่อความปลอดภัยของผู้ปฏิบัติงาน

c)

3 : ทำให้สามารถใช้กระแสมาตรฐานทางด้าน Secondary ได้

d)

4 : แปลงขนาดกระแสของระบบไฟฟ้าค่าต่ำให้เป็นค่าสูง เพื่อประโยชน์ในการป้องกัน

10.

"Rated Burden" ของหม้อแปลงทดกระแส (CT) หมายถึง

a)

1 : ค่าพิกัดระแสมาตรฐานทางด้านทุติยภูมิของหม้อแปลงกระแส

b)

2 : ค่าพิกัดแรงดันทางด้านทุติยภูมิของหม้อแปลงกระแส

c)

3 : ค่าพิกัดแรงดันทางด้านปฐมภูมิของหม้อแปลงกระแส

d)

4 : ค่ากัดโหลดสูงสุดของวงจรทางด้านทุติยภูมิของหม้อแปลงกระแส อาจกำหนดเป็น VA หรือ Ohm ก็ได้

11.

ค่า Standard secondary current ของหม้อแปลงทดกระแส สำหรับระบบป้องกันที่มีใช้งานในปัจจุบัน มีค่าเท่าใด

a)

1 A. และ 3 A.

b)

1 A. และ 5 A.

c)

5 A. และ 10 A.

d)

5 A. และ 50 A.

12.

หม้อแปลงทดกระแส (CT) ขนาดพิกัดเบอร์เดน 15 VA มีอัตราการทดกระแสเป็น 200/5 A Accuracy Class 10 P 20 ค่า

Accuracy Limit Factor (ALF) มีค่าเท่าใด

a)

1 : ALF มีค่าเท่ากับ 20 เท่า

b)

2 : ALF มีค่าเท่ากับ 10 เท่า

c)

3 : ALF มีค่าเท่ากับ 15 เท่า

d)

4 : ALF มีค่าเท่ากับ 40 เท่า

13.

หม้อแปลงทดกระแส (CT) มีขนาดพิกัดเบอร์เดน 15 VA อัตราการทดกระแส 200/5 A Accuracy Class 10 P 20 ความคลาด

เคลื่อนรวม (Composite Error) มีค่าเท่าใด

a)

5%

b)

10%

c)

15%

d)

20 %

14.

"CCVT" ย่อมาจากคำว่าอะไร

a)

1 : Coupling Capacitor Voltage Transformer

b)

2 : Coupling Circuit Voltage Transformer

c)

3 : Constant Coupling Voltage Transformer

d)

4 : Circuit Capacitor Voltage Transformer

15.

อใดอธิบายความหมายของอุปกรณ์ "CCVT" ได้อย่างถูกต้อง

a)

1 : การใช้ตัวเก็บประจุต่อขนานกับหม้อแปลงทดแรงดั้นเพื่อความสะดวกและความเที่ยงตรงในการวัด

b)

2: การประยุกต์ใช้หม้อแปลงทดแรงต้นต่อร่วมกับภาคแรงต่ำของโวลเตจดิไวเดอร์แบบตัวเก็บประจุ

c)

3: การลดทอนแรงดันสูงโดยใช้หม้อแปลงทดแรงดันที่มีโวลเตจดิไวเดอร์แบบตัวเก็บประจุต่ออยู่ทางด้าน Secondary ของ

หม้อแปลงทดแรงดัน

d)

4 : การประยุกต์ใช้หม้อแปลงทดแรงดันต่ออนุกรมกับโวลเตจดิไวเดอร์แรงสูงแบบตัวเก็บประจุเพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย

16.

ค่ามาตรฐานทางด้านทุติยภูมิ (Standard secondary) ของหม้อแปลงทดแรงดัน (Voltage Transformer: VT) ที่มีใช้งานใน

ปัจจุบัน มีค่าเท่าใด

a)

100 V. และ 220 V.

b)

110 V. และ 120 V.

c)

220 V. และ 380 V.

d)

100 V. และ 150 V.

17.

Protection Class ของหม้อแปลงทดแรงต้น (Voltage Transformer : VT ตามมาตรฐาน IEC คือข้อใด

a)

3P และ 6P

b)

3P และ 5P

c)

5P และ 10P

d)

10P และ 20P

18.

ข้อใดคือคุณสมบัติการมี "Selectivity" ของระบบป้องกันที่ดี

a)

1 : ระบบป้องกันมีความแน่นอนของ Relays ที่สมารถทำงานได้จริง มีความเชื่อถือได้

b)

2 : ระบบป้องกันสามารถดวงจได้รวดเร็ว แต่บางครั้งอาจมีการหน่วงเวลาบ้างเพื่อให้มีการทำงานประสานกัน

c)

3 : ระบบป้องกันต้องไม่ทำงานเมื่อไม่ต้องการให้ทำงาน การลัดวงจรโดยไม่จำเป็นจะส่งผลกระทบต่อผู้ใช้ไฟ

d)

4 : ระบบป้องกันที่ออกแบบให้ Relays ทำงานแบ่งเป็น Zone โดย Relays ที่อยู่ใกล้ Fault มากที่สุดทำงานก่อน

19.

ข้อใดคือคุณสมบัติการมี "Speed" ของระบบป้องกันที่ดี

a)

1 : ระบบป้องกันมีความแน่นอนของ Relays ที่สามารถทำงานได้จริง มีความเชื่อถือได้

b)

2 : ระบบป้องกันสามารถตัดวงจรได้รวดเร็ว แต่บางครั้งอาจมีการหน่วงเวลาบ้างเพื่อให้มีการทำงานประสานกัน

c)

3 : ระบบป้องกันต้องไม่ทำงานเมื่อไม่ต้องการให้ทำงน การตัดวงจรโดยไม่จำเป็นจะส่งผลกระทบต่อผู้ใช่ไฟ

d)

4 : ระบบป้องกันที่ออกแบบให้ Relays ทำงานแบ่งเป็น Zone โดย Relays ที่อยู่ใกล้ Fault มากที่สุดทำงานก่อน

20.

ข้อใดคือคุณสมบัติการมี "Dependability" ของระบบป้องกันที่ดี

a)

1 : ระบบป้องกันมีความแน่นอนของ Relays ที่สามารถทำงานได้จริง, มีความเชื่อถือได้

b)

2 : ระบบป้องกันต้องไม่ทำงานเมื่อไม่ต้องการให้ทำงน การตัดวงจรโดยไม่จำเป็นจะส่งผลกระทบต่อผู้ใช้ไฟ

c)

3 : ระบบป้องกันที่ออกแบบให้ Relays ทำงานแบ่งเป็น Zone โดย Relays ที่อยู่ใกล้ Fault มากที่สุดทำงานก่อน

d)

4 : ระบบป้องกันสามารถทำงานถูกต้องทุกครั้งเมื่อเกิด Fault ใน Zone ป้องกัน แม้จะไม่ได้ทำงานมาเป็นเวลานานก็ตาม

21.

เมื่อพิจารณาจากข้อมูลสถิติการเกิด Faults ที่พบโดยทั่วไป ข้อใดต่อไปนี้กล่าวถูกต้อง

a)

1 : Fault แบบสามเฟสสมดุล (Balanced three-phase fault) มีความถี่ของการเกิดมากที่สุด

b)

: Fault แบบเส้นเดียวลงดิน (Single line-to-ground fault) มีความถี่ของการเกิดมากที่สุด

c)

3 : Fault แบบสามเฟสสมดุล (Balanced three-phase fault) มีความรุนแรงน้อยที่สุด

d)

4 : Fault แบบเส้นเดียวลงดิน (Single line-to-ground fault) มีความรุนแรงน้อยที่สุด

22.

ระบบไฟฟ้ากำลังที่มีการต่อลงดินแบบ Solidly-Grounded ขณะที่มีหตุการณ์ลัดวงจรลงดิน ปรากฎว่าค่ากระแสลำดับศูนย์

(Zero Sequence ) เป็นศูนย์ ท่านคิดว่าน่าจะเป็นเหตุการณ์ประเภทใด ด้งต่อไปนี้

a)

1 : Three-phase-to-ground fault

b)

2 : Single-phase-to-ground fault

c)

3 : Two-phase-to- ground fault

d)

4 : ไม่มีข้อใดถูกต้อง

23.

ข้อใดกล่าวถึงหม้อแปลงทดกระแส (CT) สำหรับระบบป้องก้น ได้อย่างถูกต้องที่สุด

a)

1 : CT แบ่งตามลักษณะการใช้งานได้เป็น 2 กลุ่ม คือ แบบ Bar Type และ แบบ Wound Type

b)

2 : Standard secondary current ของ CT ที่มีใช้งานในปัจจุบันมี 3 คำ คือ 1 A , 3 A และ 5 A

c)

3 : การต่อ CT ในวงจร 3-phase วงจรทางด้าน Secondary ของ CT อาจต่อเป็นแบบ Wye หรือ Delta ก็ได้ โดยต้อง

พิจารณา Polarity ของ CT ประกอบด้วย

d)

4 : การต่อ CT ในวงจร 3-phase อาจต่อเป็นแบบ Wye หรือ Delta ก็ได้ โดยไม่จำเป็นต้องคำนึงถึง Polarity ของ CT

24.

หม้อแปลงทดกระแส (CT) สำหรับระบบป้องกัน ขนาดฬิกัด 100/5 A, 10 VA, 10 P 20 มีเลย์ป้องกันกระแสเกินและสายต่อ

วงจรต่ออยู่ทางด้าน Secondary มี Burden รวมเท่ากับ 7.5 VA ถ้าทางด้าน Primary มีกระแสไหล 2000 A ข้อใดกล่าวถูกต้อง

a)

1 : วงจรทางด้าน Secondary จะมีกระแสไหลเท่ากับ 100 A

b)

วงจรทางค้าน Secondary จะมีกระแสไหลออกคลาดเคลื่อนในช่วง 士 10%

c)

3 : วงจรทางด้าน Secondary จะมีกระแสไหลเท่ากับ 200 A

d)

4 : วงจรทางด้าน Secondary จะมีกระแสไหลประมาณ 75 A

25.

หม้อแปลงทดกระแส (CT) 3 เฟส ด่อแบบ Wye ข้อใดกล่าวถูกต้อง

a)

1 : กระแสทาง Secondary จะเป็นปฏิภาคกับ Phase Current และเกิด Phase Shift 30 องศา

b)

2 : กระแสทาง Secondary จะเป็นปฏิภาคกับ Phase Current ไม่มี Phase Shift

c)

3 : กระแสทาง Secondary จะเป็นปฏิภาคกับ Phase Current และเกิด Phase Shift 15 องศา

d)

4 : กระแสทาง Secondary จะเป็นปฏิภาคกับ Phase Current และเกิด Phase Shift 45 องศา

26.

หม้อแปลงทดกระแส (CT) 3 เฟส ด่อแบบ Deta และมีเบอร์เดน (Burden) ต่ำกว่าพิกัด ข้อใดกล่าวถูกต้อง

a)

1 : กระแสที่ต่อเข้า Burden จะเป็นปฏิภาคกับ Phase Current และเกิด Phase Shift 30 องศา

b)

2 : กระแสที่ต่อเข้า Burden จะเป็นปฏิภาคกับ Phase Current ไม่มี Phase Shift

c)

3 : กระแสที่ต่อเข้า Burden จะเป็นปฏิภาคกับ Phase Current คูณด้วย 1.732 แต่ไม่มี Phase Shift

d)

4 : กระแสที่ต่อเข้า Burden จะเป็นปฏิภาคกับ Phase Current คูณด้วย 1.732 และเกิด Phase Shift 30 องศา

27.

หม้อแปลงทดกระแส (CT) มีอัตราการทดกระแส 100/5 A มี Accuracy Class เป็น "10 P 20" ข้อใดกล่าวถูกต้อง

a)

1 : เป็น "Protection CT" ค่าความผิดพลาดรวมไม่เกิน 10% เมื่อกระแสด้านทุติยภูมิมีค่ไม่เกิน 6 A

b)

2 : เป็น "Protection CT" ค่าความผิดพลาดรวมไม่เกิน 20% เมื่อกระแสด้านปฐมภูมิมีค่าไม่เกิน 1000 A

c)

3 : เป็น "Protection CT" ค่าความผิดพลาดรวมไม่เกิน 10% เมื่อกระแสด้านทติยภูมิมีค่าไม่เกิน 50 A และแรงดันจุดเข่า

(Knee point) มีค่าเป็น 20 V

d)

4 : เป็น "Protection CT" ค่าความผิดพลาดรวมไม่เกิน 10% เมื่อกระแสด้านปฐมภูมิมีค่าไม่เกิน 2000 A

28.

ข้อใดไม่ใช่วิธีการตรวจจับความผิดพร่อง (Faults) ในระบบไฟฟ้า ของรีเลย์

a)

1 : การตรวจวัดระดับ ( Level Detection)

b)

2 : การเปรียบเทียบความแตกต่างของกระแส ( Differential Current Comparison)

c)

3 : การเปรียบเทียบมุมเฟส ( Phase Angle Comparison )

d)

4 : การเปรียบเทียบความเร็วในการไหลของกระแสเมื่อเกิดลัดวงจร

29.

อุปกรณ์หลักที่ใช้ในการป้องกันระบบไฟฟ้า มีอะไรบ้าง

a)

1 : Fuse , Circuit Breaker และ Cutout

b)

2 : Fuse , Circuit Breaker และ Delay

c)

3 : Fuse , Circuit Breaker และ Relay

d)

4 : Circuit Breaker , Cutout และ Relay

30.

อุปกรณ์ในข้อใดต่อไปนี้ ที่ไม่ใชอุปกรณ์พื้นฐานในการป้องกันระบบไฟฟ้ากำลัง

a)

1 : ฟิวส์

b)

2 : รีเลย์

c)

3 : เซอร์กิดเบรคเกอร์

d)

4 : แมกเนดิกคอนแทคเตอร์

31.

การทำ Discrimination ของระบบป้องกันกระแสเกิน หมายถึงข้อใด

a)

1 : เป็นการปรับดั้งใหรีเลย์ในระบบที่มีหลายๆ ตัวทงานแยกเป็นกลุ่ม โดยใหรีเลย์ชนิดเดียวกันทำงานพร้อมกัน

b)

2: เป็นการจัดลำบการป้องกัน โดยรีเลลที่อใกล้แหล่งจ่ายทำงานก่อน และรีเลที่อยู่ไกลออกไปให้ทำหน้าที่เป็นตัว Back up

c)

3: เป็นการปรับดั่งใรีเลย์ในระบบที่มีหลาย! ตัวทำงานประสานกัน โดยใเลที่อยู่ไกลจากแหล่งจ่ายมากที่สุดทำงาน

ก่อน และรีเลย์ที่อยู่ในตำแหน่งใกล้แหล่งจ่ายทำงานเป็นลำดับถัดมาโดยไม่ต้องคำนึงถึงค่ส่วนต่างเวลา (Grading Margin)

d)

4 : เป็นการจัดลำดับการป้องกัน โดยใหรีเลย์หลัก (Primary Relay) ที่อยู่ใกล้จุดที่เกิดล้ดวงจรทำงานก่อน และรีเลย์สำรอง

(Back Up Relay) ที่อยู่ห่างออกไปมีค่าส่วนต่างเวลาการทำงาน (Grading Margin) นานเพียงพอที่จะมั่นใจได้ว่ารีเลย์

สำรองจะมีความมั่นคง (Secure)

32.

การตรวจจับ Faults ในระบบไฟฟ้ ด้วยวิธีการเปรียบเทียบมุมเฟส (Phase Angle Comparison) โดยทั่วไปจะใช่ปริมาณใดเพื่อ

นำมาเปรียบเทียบหามุมเฟส

a)

X : ไข่คากระแสไฟฟ้า และ แรงดันไฟฟ้า

b)

2 : ใช้ค่ากำลังใฟฟ้า และ กระแสไฟฟ้า

c)

3 : ใช่คากาลังไฟฟ้า และ แรงต้นไฟฟ้า

d)

4 : ใช้คากระแส Negative Sequence และ Positive Sequence เมื่อเกิด Fault

33.

ข้อใดเป็นหลักการครวจจับการเกิดความผิดพร่อง (Detection of Fault) ของรีเล

a)

1 : รีเลย์ทำางานเมื่อปริมาณทางไฟฟ้าในระบบมีค่าสุงกว่าระดับที่ปรับตั้ง/

b)

2 : วิเลย์ทำงานเมื่อปริมาณทางไฟฟ้าในระบบมีาต่ากว่าระดับที่ปรับตั้งV

c)

3: รีเลย์ทางานเมื่อปริมาณทางไฟฟ้า 2 ค่ามีผลต่างมากเก้นกว่าระดับที่ปรับตั้ง/

d)

A : ถูกทุกข้อ

34.

การต่อหม๋อแปลงกระแส ( CT ) เพื่อตรวจจับ Zero-Sequence

นั้น มีประโยชน์อย่างไร

a)

1 ; เพื่อใช้มืองกัน Phase Fault

b)

2 : เพื่อใช่ป้องกัน Earth Fault

c)

3 : เพื่อใช้ป้องกัน Under Voltage

d)

4 : เพื่อใช้ในการป้องกันแบบ Differential

35.

หลักการตรวจจับ Faults ของรีเลย์โดยทั่วไป ในระบบไฟฟ้า

ไฟฟ้าของค่าใด

a)

1 : ศกระแสที่เพิ่มขึ้นและแรงดันที่เพิ่มขึ้น

b)

: คำกระแสที่เพิ่มขึ้นและแรงดันที่ลดลง

c)

3 : ค่ากระแสที่เพิ่มขึ้นและความด่านทานที่เพิ่มขึ้น

d)

4 : ศากระแสที่เพิ่มขึ้นและกำลังไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น

36.

รหัสอุปกรณ์ หมายเลข 52-a ตามมาตรฐาน ANSI Standard หมายถึงอุปกรณ์ชนิด

a)

ใด

: Auxiliary Contact แมบปกติเปิด (Normally Open

b)

2: AuxiliaryContact แบบปกติปิต (Normally Close)

c)

3 : Auxiliary Relay แบบปกติเปิด (Normally Open)

d)

4 : Auxiliary Relay แบบปกติบิต (Normally Close)

37.

รหัสอุปกรณ์ หมายเลข 52-b ตามมาตรฐาน ANSI Standard หมายถึงอุปกรณ์ขนิดใด

a)

1 : Auxiliary Contact แบบปกติเปิด (Normally Open)

b)

2 : Auxiliary Contact แบบปกติปิด (Normally Close)

c)

3 : Auxiliary Relay แบบปกติเปิด (Normally Open)

d)

4 : Auxilliary Relay แบบปกติปิต (Normally Close)

38.

ข้อใดต่อไปนี้กล่าวถึงหลักการป้องกันกระแสเกินถูกต้อง

a)

1 : ริเลย์กระแสเกินเป็นริเลย์ที่ใข่มากที่สุดในการป้องกัน Phase Faults และ Earth Faults

b)

2 : ปริมาณที่ใช่ตรวจจับ Fault ที่เกิดขึ้นในระบบอาจใช้เป็นคำากระแส, เวลา หรือทั้งกระแสและเวลา ร่วมกัน

c)

. ปริมาณที่ใช้ตรวจจับ Fault ที่เกิดขึ้นในระบบอาจใช้เป็นค่ากระแส, แรงดัน หรือ เวลา ก็ได้

d)

4 : การป้องกันกระแสล้ดวงจร (Short Circuit) จะต้องตั้งคำให้รีเลย์ตัวที่อยู่ใกล้ Fault มากที่สุดทำงานก่อนเสมอ

39.

ความหมายของ "กระแสเกิน (Overcurrent)" ในการป้องกันระบบไฟฟ้ากำลัง มีกี่สักษณะ อะไรบ้าง

a)

1 : มี 2 ลักษณะ คือ Short Circuits กับ Inrush Current

b)

2: มี 2 ลักษณะ คือ Short Circuits กับ Interrupting Current

c)

3 : มี 2 ลักษณะ คือ Short Circuits iu Over Load

d)

4 : มี 3 ลักษณะ คือ Short Circuits , Over Loaad และ Transient

40.

กรณีใดต่อไปนี้ หลักการ Difierential Protccian ไม่สามารถนำมาใช้งานได้

a)

1 : การป้องกัน Bus ในสถานีไฟฟ้าแรงสูง

b)

2 : การป้องกันสายส่งไฟฟ้าแรงสูง

c)

: การป้องกันขดลวดกระตุ้นสนาม (Ficld) ในเครื่องกำเนิดไฟฟ้าชิงโครนัส

d)

การป้องกันหม้อแปลงไฟฟ้าชนาดใหญ่

41.

คุณสมบัติที่ดีของระบบการป้องกันแบบ Differential Protection คือ

a)

Sensitivity

b)

Secourity

c)

Selectivity

d)

All

42.

กรณีใดต่อไปนี้สามารถใช้หลักการ Difcctia Potecion ป้องกันได้

a)

1 : การรป้องกันเครื่องกำเนิดไฟทำจ่ายไหลดเกิน

b)

2 : การป็องกัน L.oss of Exciaion ใมเครื่องกำหนิดไฟฟัแบบชิงใครนัส

c)

: การป้อกัน Internal Faults กายในหม็อแปลงไฟฟ้า

d)

การป้องกัน Over Hcating นมอเตอร์ไฟฟ้า

43.

สัญญาณ Input ที่มือนให้กับรีเลประยะทาง (Distance Relay) มาจากอุปกรณ์ใดต่อไปนี้

a)

CT

b)

VT

c)

3:Instrument

d)

CT และ VT

44.

การใช่งามรีเลย์ระยะทาง (Distance Retay) เพื่อป้องกันสายส่งกำลังไฟฟ้ เหตุใดจึงต้องมีการแปงโซนการป้องกัน (Zone of

Protections) ออกเป็นส่วนๆ

a)

1 : เพื่อให้สามารถป้องกันสายส่งได้ตลอดช่วงความมยาวสายที่ต้องการมีป้องกัน

b)

2 : เพื่อให่เป็น Back Up Protection ให้สายส่งเส้นถัดไป

c)

3เพื่อให่การป้องกันมีประสิทธิภาพ กาจัด Faults ได่รวดเร็ว มีความเชื่อถือใส่สูง แยกแยะได้ถูกต้อง

d)

All

45.

การตั้งค่รีเลย์ระนะทางแบบ Step Distance Protection รีเลย์ Zone 2 ควรปรับตั้งใหป้องกันสายส่งในระยะประมาณเท่ใด

a)

1 : 90 - 100 % ของดวามยาวสายส่งในช่วงที่ต้องการมืองกัน

b)

X : 120 - 150 % ของความยาวสายส่งในช่วงที่ต้องการป้องกัน

c)

3 : 180 - 200 % ของความยาวสายส่งในช่วงที่ต้องการบีองกัน

d)

4 : 250 - 300 % ของความยาวสายส่งในช่วงที่ต้องการป้องกัน

46.

เหตุใดจึงต้องมีการป้องกันความร้อนสูงเกิน (Overheating) ในหม้อแปลงไฟฟ้า

a)

1 :เพราะความร้อนที่เพิ่มขึ้น เป็นสาเหตุทำให้เกิดแรงดันตกในหม้อแปลง

b)

2 :เพราะความร้อนที่เพิ่มขึ้น เป็นสาเหตุทำให้ฉนวนของหม้อแปลงเสื่อมสภาพและเกิดความเสียหายในที่สุด

c)

3 :เพราะความร้อนที่เพิ่มขึ้น อาจเป็นสาเหตุทำให้แกนเหล็กหลอมละลาย

d)

4 : เพราะความร้อนที่เพิ่มขึ้น เป็นสาเหตุทำให้แกนเหล็กของหมั้อแปลงเกิดอิ่มตัวได้ง่าย

47.

ข้อใดไม่ใช่ลักษณะการเกิดภาวะผิดปกติ ที่มีผลกระทบต่อการใช้งานของหม้อแปลงไฟฟ้า

a)

1 : การรั่วของถังน้ำมันหม้อแปลง

b)

2 : การเกิดภาวะแรงดันเกินชั่วครู่เนื่องจากระบบไฟฟ้าภายนอก

c)

3 : การเกิดลัดวงจรในระบบไฟฟ้ภายนอก

d)

4 : การเกิดกระแสพุ่งเข้าขณะเริ่มจ่ายไฟเข้าหม้อแปลง

48.

จากสุถิติความเสียหาย (Failure) ที่เกิดขึ้นกับหม้อแปลงไฟฟ้า ท่านคิดว่าส่วนใดของหม้อแปลงไฟฟ้าที่มีสถิติความถี่ของการเกิดความเสียหายมากที่สุด

a)

1 : Bushing Failures

b)

2 : Winding Failures

c)

3 : Core Failures

d)

4 : Tap Changer Failures

49.

การป้องกันกระแสเกินของหม้อแปลงไฟฟ้าโดยใช้ริเลย์กระแสเกินนั้น จะใช้เมื่อใด

a)

ใช้สำหรับป้องกันหม้อแปลงไฟฟ้าที่มีขนาดใหญ่

b)

ใช้เมื่อต้องการให้การตัดวงจรเป็นไปอย่างรวดเร็วในช่างที่กระแสล้ดวงจรยังมีค่าต่ำ

c)

3:ใช้เมื่อต้องการให้ป้องกันการลัดวงจรลงดิน

d)

4 : ถูกทุกข้อ

50.

การป้องกันแบบใดต่อไปนี้ จัดเป็น Back Up Protection สำหรับเครื่องกำเนิดไฟฟ้า

a)

1 : Stator Earth Fault Protection

b)

Loss of Excitation Protection

c)

3 : Prime Mover Failure Protection

d)

4 : Under and Over Voltage Protection