Font size
Worksheetsวรรณคดีและวรรณกรรม ม.4
Total questions: 16
Worksheet time: 22mins
ข้อใดกล่าวถูก
วรรณกรรมปัจจุบัน คือ วรรณกรรมที่แต่งขึ้นย้อนหลังไปไม่เกิน ๕ ปี
วรรณกรรมปัจจุบัน คือวรรณกรรมสมัยรัชกาลที่ ๕ จนถึงปัจจุบัน
วรรณกรรมปัจจุบัน คือ วรรณกรรมที่มีเนื้อหาล้อเลียน จงใจให้คล้ายวรรณกรรมดั้งเดิม
วรรณกรรมปัจจุบัน คือ วรรณกรรมที่มีลักษณะร่วมสมัย
วรรณกรรมหมายถึง?
งานเขียนที่ได้รับยกย่องว่าแต่งดี
งานเขียนทุกประเภท
งานเขียนที่มีการเผยแพร่
งานเขียนที่ถูกตีพิมพ์
ข้อใดเป็นบันเทิงคดี
รายงานข่าวการเมือง
สารคดีสัตว์โลก
เรื่องสั้นเสียดสีสังคม
บทความวิชาการ
ข้อใดเป็นสารคดี
รายงานกลุ่ม
บทละครพูด
นวนิยาย
เรื่องสั้น
ข้อใดคือ "มุขปาฐะ"
งานเขียนประเภทบันเทิง
เรื่องเล่าตำนานพื้นบ้าน
บทละครหลวง
วรรณคดีที่บันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร
ขั้นตอนใดสำคัญที่สุดในการแต่งนวนิยาย
การเขียนจุดเริ่มเรื่อง
การวางโครงเรื่อง
การเขียนบทสนทนา
จุดพลิกผันของเรื่อง
เล่าค่าว หรือ ค่าวซอ เป็นวรรณกรรมภาคใด
ภาคอีสาน
ภาคกลาง
ภาคใต้
ภาคเหนือ
นิทานพื้นบ้านเรื่องใดเป็นนิทานอธิบายเหตุ
เมขลารามสูร
พิกุลทอง
สังข์ทอง
คาวี
วรรณกรรมท้องถิ่นข้อใด ไม่เกี่ยว กับการเกิดสถานที่จริง
พญาคันคาก
ผาแดงนางไอ่
เมืองลับแล
เกาะหนูเกาะแมว
ข้อใดไม่จำเป็นต้องมีในขั้นตอนการเขียน "Plot"
บทสนทนา
ตัวละครในตอน
เหตุการณ์สำคัญ
ฉาก
ข้อใดไม่ใช่คุณค่าของวรรณกรรมไทยปัจจุบันต่อตนเอง
ส่งเสริมการเรียนรู้ ฝึกฝนทักษะการอ่าน
สร้างความบันเทิงให้ใจ
เสริมสร้างทักษะชีวิต จากประสบการณ์ทางอ้อม
สะท้อนหลักสังคม ความคิด ความเชื่อ ค่านิยม ประเพณี
ข้อใดกล่าวผิด
นิทานพื้นบ้าน มักถ่ายทอดแบบวรรณกรรมมุขปาฐะ
วรรณกรรมพื้นบ้านมักกล่าวถึงความคิด วิถีชีวิต ความเชื่อ
วรรณกรรมพื้นบ้านมันประกาศตัวผู้แต่งเพื่อสรรเสริญ
เพลงเรือเป็นเพลงที่ใช้ร้องเกี้ยวพาราสีกัน
S.E.A write ย่อมาจาก
Situation Evolution Abstract Writer Award
South East Asian Writing Creator
Situation Evolution Accounting Writer
South East Asian Writers Awards
ข้อใดกล่าวถูก
วรรณกรรมออนไลน์เคยไม่เป็นที่ยอมรับ ด้วยเรื่องธรรมเนียมปฏิบัติ
วรรณกรรมออนไลน์ ต่างกับวรรณกรรมดั้งเดิมเพียงแหล่งเผยแพร่
วรรณกรรมดั้งเดิมถูกมองว่าไร้คุณค่า เมื่อมีวรรณกรรมออนไลน์
วรรณกรรมออนไลน์ที่นำมาตีพิมพ์ ต้องจำแนกเป็นวรรณกรรมดั้งเดิม
ลักษณะสำคัญใดทำให้วรรณคดีและวรรณกรรมต่างกัน
เนื้อหาสาระ
ลักษณะคะประพันธ์
ศิลปะการประพันธ์
ชื่อเสียงผู้แต่ง
: เรื่องสั้น :
คนรักนักเขียน
- ปิติ ระวังวงศ์ -
เ สี ย ง ดั ง กึกก้องกัมปนาทเผ่นโผนขึ้นสู่ท้องฟ้า กลุ่มก้อนของแสงสว่างแผ่กระจาย พลุและดอกไม้ไฟส่องแสงวูบวาบ หลายหลากสีสัน แสงไฟเล็ก ๆ ที่เปล่งสีและแตกกระจายออก ส่องแจ่มจรัสฟ้า แม้มองเห็นเพียงแวบหนึ่ง แต่ก็สร้างความตื่นตา ให้กับผู้คนที่ยืนแหงนหน้าคอตั้งบ่า เพ่งสายตาจับจ้องมองท้องฟ้าเบื้องบน
เธอขยับเข้ามายืนใกล้ ๆ ผมจับมือข้างหนึ่งของเธอมากุมเอาไว้ แวบหนึ่งที่มองสบตาเธอ ผมเห็นแววตาตื่นกลัว ที่ค้านกับสีหน้ายิ้มแย้มอย่างเปี่ยมสุข
ที่ใกล้ ๆ กัน เด็กชายตัวเล็ก ส่งเสียงแผดร้องด้วยความตกใจ หลังเสียงระเบิดตูมตาม แต่เพียงชั่วครู่หนึ่ง ก็เปลี่ยนเสียงร้องไห้เป็นหัวเราะ และยิ้มร่าเริง เมื่อแสงสว่างวาบที่พุ่งขึ้นไปบนท้องฟ้า แตกตัวออกเป็นริ้วประกายหลากสี เด็กชายพูดจาเสียงเจื้อยแจ้ว ยกมือชี้ ถามนั่น ถามนี่คนที่อุ้ม แทบไม่ยอมหยุดปาก
“พลุและดอกไม้ไฟเป็นอุปกรณ์ที่มีการใช้กันอย่างกว้างขวาง โดยทั่วไปจะใช้ในงานแสดง งานบันเทิง และในงานรื่นเริง ทั้งในด้านวัฒนธรรมและทางศาสนา นอกจากนี้ยังมีการใช้พลุในลักษณะของยุทโธปกรณ์ เป็นพลุส่องสว่าง สำหรับนำทางหรือบอกตำแหน่งในการรบ หรือเพื่อการลำเลียงทางการทหาร อีกงานหนึ่งที่นิยมใช้พลุและดอกไม้ไฟกันมาก คืองานศพ เป็นการใช้พลุดัง พลุปลง ที่มีเสียงดังมาก ๆ มักจุดกันเวลาเผาศพ เพื่อเป็นอาณัติสัญญาณว่าได้มีการเผาร่างอันไร้วิญญาณของบุคคลที่ล่วงลับไปแล้ว ผู้ที่ได้ยินเสียงก็จะเกิดการปลงว่าโลกนี้ล้วนเป็นอนิจจังและอโหสิกรรมแก่ผู้ตาย”
เสียงโฆษกในงานกล่าวคำบรรยาย ก่อนพลุและดอกไม้ไฟในลำดับการแสดง จะพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า
เด็กชายคนนั้นไม่มีทีท่าว่าจะร้องไห้หรือตกใจกลัวเสียงดัง ๆ เหมือนอย่างคราวแรก เด็กชายปรบมือเชียร์ ร้องตะโกนเสียงเจื้อยแจ้ว คนที่ยืนใกล้ ๆ มองแล้วยิ้มหัวชอบใจ คนที่อุ้มยิ้มให้เมื่อหันไปมอง ผมยิ้มตอบ เธอหันหน้ามองตาม เด็กชายยิ้มอาย ๆ เมื่อสบตากับเธอ
.
“ยังรักกันอยู่หรือเปล่า” ผมกระซิบถาม เธอมองสบตา เหมือนนึกไม่ถึงว่าผมจะถามคำถามนี้ แสงสว่างวาบของดอกไม้ไฟที่บนท้องฟ้า ฉายส่องให้เห็นใบหน้าของเธอ ผมมองหยั่งลึกลงในแววตาคู่นั้น เธอจับมือของผมกระชับมั่น ส่งสัญญาณแทนคำพูด รอยยิ้มเล็ก ๆ ของเธอที่เห็น ทำให้รู้สึกอิ่มเอมใจ
ท่ามกลางเสียงจุดระเบิดของพลุและดอกไม้ไฟที่กึกก้องกัมปนาท ผมแว่วยินเสียงเธอพูด
“อย่าหายไปไหนอีกนะ”
แม้เธอจะพูดเพียงเบา ๆ แต่ผมก็ได้ยินได้ฟังอย่างชัดถ้อยชัดคำ ผมพยักหน้าตอบ ยืนเคียงเธอจนไหล่เบียดชิดกัน มือกุมมือกระชับมั่นไม่คลาย
“ลักษณะของพลุและดอกไม้ไฟประกอบด้วย เสียง แสง ควัน และเถ้า ถูกออกแบบให้เผาไหม้และจุดระเบิดเป็นแสงสีต่าง ๆ ซึ่งเชื่อกันว่าชาวจีนค้นคิดพลุและดอกไม้ไฟก่อนชาติอื่น ๆ สารที่ทำให้เกิดสี คือสารจำพวกโลหะอินทรีย์ เช่น แพเรียมคลอเนตจะให้แสงสีเขียว คอปเปอร์คาร์บอเนตจะให้แสงสีน้ำเงิน กำมะถันให้แสงสีขาว ดินปืนเป็นตัวขับดันที่บริเวณส่วนล่างของพลุ เมื่อมีการดัดแปลงเพิ่มโลหะกับถ่านเข้าไป ทำให้เกิดประกายแสงสีเงินสีทองสวยงาม มีการคิดค้นสร้างสรรค์การจัดเรียงเม็ดโลหะ เพื่อควบคุมให้พลุและดอกไม้ไฟระเบิดกระจาย แตกออกบนท้องฟ้าในรูปแบบต่าง ๆ ตามแต่จินตนาการของผู้สร้าง”
ผู้ทำหน้าที่โฆษกบรรยายความต่อไปเรื่อย ๆ ในขณะที่พลุและดอกไม้ไฟก็พุ่งโผนขึ้นสู่ท้องฟ้าไม่ขาดสาย หลากหลายทั้งแสง สี และรูปแบบ ที่แตกกระจายส่องแสงแผ่ การแสดงพลุแต่ละชุดมีชื่อเรียกที่ฟังเหมือนอย่างถ้อยคำในบทกวี
“...จุดเพียยมาศแจ่มดวงผกา ถวายพุทธบาทา ตระบัดระทาพุ่มเพลิง โป้งปีปปีปเสียงศัพท์เถกิง ดุจพยัฆค์ร้องเริง แลเสียงมฤคกวางฟาน ตรวดตรวยพวยพุ่งคัดคณานต์ นกบินบินบาน สกุณร่อนรักรัง...”
.
“ปีนี้ เป็นปีสุดท้าย ต่อไปจะไม่มีการจัดแสดงดอกไม้ไฟอีกแล้ว”
คำที่เธอบอก ทำให้ผมคิดถึงหลาย ๆ ครั้งของงานประจำปี ตั้งแต่สมัยเรียนชั้นมัธยม ผมกับเธอและเพื่อน ๆ ก็จะชวนกันออกมาเที่ยวงาน ผมขึ้นนั่งชิงช้าสวรรค์เป็นครั้งแรก ก็ในคราวหนึ่งของงาน จำได้ว่าเป็นการรับคำท้าจากเพื่อนร่วมก๊วน ทีแรกก็นึกกลัวชิงช้าสวรรค์ที่ค่อย ๆ หมุนขึ้นสูง แล้วแขวนลอยเคล้งอยู่กลางหาว แต่ก็อุ่นใจเมื่อเธอรับปากขึ้นนั่งเป็นเพื่อน
“ทำไมถึงได้เลิก” ผมถาม
“ได้ข่าวว่าจะเปลี่ยนรูปแบบการแสดง การจุดพลุและดอกไม้ไฟก่อมลพิษ สร้างมลภาวะต่อสิ่งแวดล้อม มีข้อบังคับให้ปฏิบัติตามกฎหมาย ก็เหมือนอย่างเมรุเผาศพ วัดบางวัดมีชุมชนรายรอบต้องออกแบบก่อสร้างปรับเปลี่ยนให้เป็นเมรุไร้ควัน”
“น่าเสียดายนะ จัดมาแล้วตั้งหลายปี” ผมพูดแทรกขึ้นมา
“แสงสีสวยงามอาจทำให้เพลิดเพลิน แต่ก็มีภัยร้ายแอบแฝงอยู่ ผู้ชมมีโอกาสได้รับสารโลหะในรูปของควันพิษและไอระเหยเข้าสู่ร่างกายได้” เธอพูดต่อ ผมพยักหน้าตอบเป็นเชิงเข้าใจ ฉุกคิดถึงเรื่องราวที่เคยผ่านพบ ซึ่งในบางครั้งก็ปลุกเร้าให้ตื่นเต้นและหวั่นไหว แต่เพียงชั่ววูบ ก่อนเลือนหายไป เหลือแต่ความว่างเปล่า
.
ผมรู้จักคบหากับเธอมาตั้งแต่ครั้งเรียนมัธยม ด้วยนิสัยส่วนตัวที่รักชอบการอ่านเขียนหนังสือ ดูหนัง ฟังเพลง ทำให้ความสัมพันธ์เชื่อมโยงให้เข้าถึงกันและกันอย่างลึกซึ้ง จากเพื่อนสนิทกลายเป็นเพื่อนผู้มีความสัมพันธ์ลึกซึ้ง และหวนกลับไปเป็นเพื่อนที่ไม่มีความสัมพันธ์แบบนั้นอีก เธอไม่เคยคบหาหรือสานสัมพันธ์กับชายใดไหนอื่น เป็นผมต่างหากที่มักจะหอบเอาความโศกตรม และอาการบอบช้ำอันเกิดจากความรักใคร่ มาให้เธอปลอบประโลมและเยียวยา หลายครั้งที่พูดคุยแลกเปลี่ยนกัน เธอบอกว่าเชื่อมั่นกับความรักครั้งแรก จนบางครั้งก็ทำให้ผมรู้สึกผิดในพฤติกรรมและการใช้ชีวิตของตัวเอง
“มีชีวิตที่คนอื่นไม่เข้าใจ หรือว่าเป็นตัวของเราเองที่ไม่เข้าใจชีวิต”
เป็นคำถาม ที่ผมถามตัวเองมานานแสนนาน และถามเธอซ้ำ ๆ อยู่หลายครั้งหลายคราว
“เมื่อความรักสร้างความเจ็บปวด ก็ควรเลือกที่จะถอยออกห่าง” เธอปลอบประโลม ทั้ง ๆ ที่รู้ซึ้งและเข้าใจถึงเหตุของความโศกเศร้าที่เผชิญ แต่ถึงกระนั้น เธอก็ยังคงคะยั้นคะยอ ให้บอกเล่าถึงความสัมพันธ์กับหญิงสาวแต่ละคนให้ฟังอยู่เสมอ
“เรารักกันโดยไม่ได้คำนึงถึงหลักเกณฑ์ใด ๆ หากฝ่ายหนึ่งเปลี่ยนใจ อีกฝ่ายจะยอมรับโดยไม่มีเงื่อนไข” เธอฟังแล้วยิ้มเจื่อน ๆ เหมือนไม่เชื่อ แต่ก็ไม่เคยเบื่อหน่ายที่จะฟังเรื่องเล่า และคำเพ้อพร่ำของผม
.
แม้จะเพิ่งคบหากัน แต่ผมกับเธอก็รู้จักอดีตของกันและกัน อย่างละเอียดทีเดียว ต่างฝ่ายต่างเล่าให้กันฟังหมด ทั้งเรื่องบ้านเกิด ครอบครัว สิ่งที่ชอบหรือเกลียด เธอกับผมรักกันอย่างดูดดื่ม รักกันมากจนแทบคลั่ง มองเห็นเพียงกันและกัน ต่างให้คำมั่นสัญญาว่าจะรักกันและอยู่คู่กันตลอดไป แต่ทว่า ผ่านไปไม่ทันครบขวบปีที่สอง ท่าทีของเธอก็แปรเปลี่ยน เธอเดินทางไปทำงานต่างจังหวัดบ่อยครั้งขึ้น ที่เคยชวนไปเป็นเพื่อนก็น้อยครั้ง อาหารมื้อเย็นที่รอกินทานด้วยกัน ก็จัดการเสร็จสรรพก่อนกลับเข้าบ้าน เพลงที่ฟัง หนังที่ดู ก็เปลี่ยนแนวเปลี่ยนทาง จนไล่ตามไม่ทัน
“ถึงจะรักกันมากแค่ไหน ก็เดินไปไม่ได้ไกลกว่านี้”
เธอเปิดฉากสนทนา จนผมตั้งรับแทบไม่ทัน
“ทั้ง ๆ ที่เคยรักกันจนแทบคลั่งอย่างนั้นหรือ” ผมถามด้วยถ้อยคำที่เธอเคยพูด แต่เมื่อเธอไม่ตอบ คำที่ผมถามจึงฟังล่องลอยเคว้งคว้าง
“จริง ๆ แล้ว ฉันก็ไม่อยากจากคุณไป แต่มันมีเหตุผลมากพอ ฉันทบทวนถ้วนถี่ดีแล้ว”
เธอมองจ้องหน้าแน่นิ่ง ผมคิดหาถ้อยคำที่จะพูด แต่คิดไม่ออก จนต้องผันหน้าหลบไปทางอื่น
“เมื่อถึงจุดหนึ่งของชีวิต คนเราก็ต้องมีครอบครัว การใช้ชีวิตแต่เพียงวันต่อวันอย่างที่คุณเป็น นั่นแหละคือปัญหา คุณอยากเป็นนักเขียนที่มีชื่อเสียง คุณสร้างโลกของคุณ แล้วขังตัวเองไว้ในนั้น เมื่อฉันพยายามเคาะประตูเข้าไปหา คุณก็ได้แต่แง้มประตูออกมาดู แล้วก็ปิดมันลงอีกครั้งเท่านั้น” เธอสาธยายความ ผมนึกคิดถึงพฤติกรรมของตัวเอง คิดแล้วคิดเล่า จนต้องถามตัวเองว่าผมหรือเธอที่เปลี่ยนไป
ต่อจากนั้น ผมกับเธอก็ต่อปากต่อคำกันอีกหลายคราว แม้จะประนีประนอมกัน แต่ไม่เคยแก้ปัญหาให้คลี่คลาย ผมเข้าใจอย่างถ่องแท้แล้วว่าสิ่งที่น่าเศร้าใจ ไม่ใช่การทะเลาะหรือถกเถียงกัน แต่เป็นการประนีประนอมต่างหาก ความสัมพันธ์ที่มีต่อกัน เหินห่างกันเรื่อย ๆ หลังตกลงแยกห่าง ต่างคนต่างอยู่ นานร่วมสามเดือน
.
“กลับมาเหมือนเดิมเถอะนะ” ผมเว้าวอน พนักงานบริการเดินเข้ามาเสิร์ฟกาแฟ กรุ่นกลิ่นกาแฟระเหยลอยมาแตะจมูก ผมสูดหายใจเฮือกสั้น ๆ มองถ้วยกาแฟที่วางบนโต๊ะ ไอร้อน และกรุ่นกลิ่นที่เหือดระเหย ค่อย ๆ ลอยจางหายไปในอากาศ
“จะต้องรอจนถึงเมื่อไหร่” เธอโพล่งถาม ผมละวางความนึกคิด หันมาสนใจคนที่นั่งอยู่ตรงหน้า
“จะลงมือทำงานเขียนหนังสืออย่างจริงจัง” ผมบอก ค่อย ๆ วางมือลงบนหลังมือของเธอ เธอเมินหน้าอย่างระอาใจ ผมรั้งข้อมือเอาไว้ เธอมองจ้องหน้าด้วยแววตาขึงขัง ก่อนดึงมือขยับหนี เมื่อเธอออกแรงยึดยื้อ ผมก็ยิ่งรั้งข้อมือเธอเอาไว้เสียจนแน่น
“เป็นเพียงแค่เมียนักเขียนคนหนึ่งที่ยากจน และกำลังแสวงหาชื่อเสียง ฉันไม่อาจทนดักดานอยู่อย่างนั้นได้หรอก” เธอพูด ผมนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ รู้สึกเหมือนถูกพิพากษาด้วยข้อหารุนแรง
เมื่อหมดสิ้นหนทางที่จะฉุดรั้ง ผมก็ยอมปล่อยมือเธอแต่โดยดี เธอเดินออกไปจากชีวิตของผมอย่างเย็นชา ตอนที่เธอจากไป เป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากสำหรับผมเหลือเกิน หลังจากแยกกันอยู่ได้ไม่นาน เธอก็ย้ายที่พัก ที่ทำงาน เปลี่ยนเบอร์โทรศัพท์ และคบหากับเพื่อนชายคนหนึ่งอย่างเปิดเผย แม้ไม่ได้คาดหวังที่จะกลับมาเป็นเหมือนเดิม แต่ผมก็รู้สึกใจหาย เมื่อรู้ข่าวว่าคนที่เคยรักใคร่กันกำลังจะแต่งงาน ในขณะที่ตัวเองยังคงจ่อมจมอยู่ในความโศกตรม
“คุณยังรักเธออยู่”
“รักแท้ไม่ได้หมายความว่าต้องเกาะกอดหรือเกี่ยวก้อยกันตลอดเวลา”
“ทั้ง ๆ ที่ตัวเองต้องเจ็บปวด”
“ไม่มีความสุขใดจะเท่ากับการเห็นคนที่เรารักมีความสุข”
“ความรักทำให้คนตาบอด การเลิกรากันบางครั้งก็ทำให้ตาสว่าง”
“วันใดที่รักแท้เกิดขึ้นกับคุณ วันนั้นความรักจะอธิบายคำพูดของผมในวันนี้ให้คุณเข้าใจอย่างแจ่มแจ้ง”
“อย่าปล่อยให้ผู้หญิงเพียงคนเดียวมาทำลายชีวิตและความฝันของคุณ”
“ก็นั่นสินะ ถึงอย่างไร ผมก็คงไม่ใช่ผู้ชายคนแรกที่เจอเรื่องอย่างนี้”
บ่อยครั้งที่ผมถกเถียง และปลอบประโลมตัวเอง แต่เพียงลำพัง ผมหัวเราะแล้วร้องไห้ ร้องไห้แล้วหัวเราะทุกวันเมื่อต้องอยู่คนเดียว โดยเฉพาะในยามค่ำคืน ผมซึมเศร้า และงุนงง แสงสว่างแห่งชีวิตที่เคยเจิดจ้า มืดดับลงเมื่อเธอจากไป หมดสิ้นกำลังแรงใจที่จะบากบั่น รู้สึกเจ็บแปลบทุกคราวที่คิดถึง แต่ถึงกระนั้น เมื่อคิดขึ้นมา ก็แปลกอยู่เหมือนกัน ที่ในระหว่างคบหา ทั้งเธอและผมไม่เคยเปิดเผยสถานะความสัมพันธ์ให้คนรอบข้างได้รับรู้ เมื่อตกอยู่ในห้วงอาการของคนที่ผิดหวังในความรัก เพื่อนฝูงก็พากันสงสัย สืบเสาะหาคู่กรณีกันเสียให้วุ่น พอได้รู้ความก็แทบไม่มีคนเชื่อว่าเธอกับผมเคยเป็นคู่รักกัน หลังเลิกราแยกทาง เธอขอร้องแกมบังคับ ไม่ให้เอาเรื่องราวในระหว่างที่คบหากัน มาเขียนหรือแต่งให้เป็นเรื่อง
.
“อยู่ที่นี่ นานเท่าไหร่ก็ได้ ไม่คิดตังค์” เธอพูด หย่อนตัวนั่งลงข้าง ๆ บนเก้าอี้ไม้ตัวยาวที่ผมนั่งอยู่ก่อนแล้ว ผมละสายตาจากหน้าหนังสือ หันหน้ามอง ต่างมองสบตา และยิ้มให้กัน กรุ่นกลิ่นกาแฟลอยโชยมาแตะจมูก เมื่อเธอวางถ้วยใบใหญ่ที่ถือในมือลงบนโต๊ะ ไอร้อนจากถ้วยกาแฟลอยตัวขึ้นแช่มช้า เหมือนม่านบางเบา
“ถึงจะคิด ก็คงไม่มีจ่าย” ผมบอก วางหนังสือที่อ่านกางคว่ำหน้าลงบนโต๊ะ เอื้อมมือขยับถ้วยกาแฟที่ว่างเปล่า เข้าไปวางใกล้ ๆ ถ้วยกาแฟที่เธอเพิ่งวางลง
“เริ่มต้นดื่มกาแฟตั้งแต่เมื่อไหร่ ก็จำไม่ได้เสียแล้ว รู้ตัวอีกครั้งมันก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันไปแล้ว บางครั้งแค่ได้กลิ่นก็ทำให้รู้สึกสดชื่น” ผมพูด เธอพยักหน้าเนิบ ๆ อย่างเข้าใจ ยกถ้วยกาแฟรินแบ่งให้
“หลายคนดื่มกาแฟเพื่อปลุกให้ตัวเองตื่น เพื่อจะได้ลับความคิดให้แหลมคม บางครั้งก็เพื่อช่วยให้ก้าวผ่านยามค่ำคืนไปได้โดยไม่หลับใหล” เธอพูด ก่อนจิบกาแฟในถ้วยของตัวเอง
.
กาแฟที่ต้มชงดื่ม ทุก ๆ เช้า เพื่อนนักเขียนของผม แบ่งปันจัดส่งมาให้
“คนทำงานหนักและมีรสนิยมอย่างเราไม่ควรทนดื่มกาแฟสำเร็จรูปที่เปรี้ยวขื่นแบบเม็ดมะขามคั่ว”
ถ้อยคำของเพื่อนนักเขียน แวบผ่านเข้ามา ในขณะที่ผมจดจ่ออยู่กับกริยาท่าทางของเธอ
เธอจิบกาแฟแต่เพียงเล็กน้อย แล้วพูดต่อ “กาแฟที่ดีต้องมีรสเข้มและกลมกล่อม เมื่อดื่มแล้วชุ่มคอ ติดโคนลิ้น อบอวลอยู่ในลมหายใจ”
เธอพยักหน้าอย่างพึงพอใจ หลับตาพริ้มเมื่อยกถ้วยขึ้นจรดริมฝีปาก จิบกาแฟแล้วกลืนลงคอช้า ๆ ยิ้มอาย ๆ เมื่อรู้ตัวว่าผมนั่งจ้องมองอยู่
นานร่วมสัปดาห์แล้ว ที่ผมพักอาศัยบนเรือนไม้ทรงไทยในสวนผลไม้ เธอในฐานะเจ้าของบ้าน ทำงานอยู่ที่โรงแรมในตัวเมือง เพิ่งตามมาสมทบ ผมใช้เวลาในระหว่างนี้ ปรับแก้ และขัดเกลาต้นฉบับนวนิยายที่เขียนทิ้งค้างให้แล้วเสร็จ เธอสนับสนุนเอื้อเฟื้อดูแล ทั้งที่พัก อาหารการกิน และอื่น ๆ อีกสารพัด
.
“ทำไมถึงไม่คิดทำการงานอย่างอื่น” เธอมองจ้องหน้า เหมือนรอคำตอบ ผมไม่คิดว่าเธอจะถามคำถามนี้ เท่าที่ผ่านมา เหมือนว่าจะมีเพียงแต่เธอเท่านั้น ที่เข้าใจการดำเนินชีวิตตามอย่างที่ผมเป็นอยู่
“ตัดสินใจเลือกเส้นทางนี้แล้ว คงไม่คิดเปลี่ยนเป็นอย่างอื่น” ผมตอบ ยกถ้วยกาแฟขึ้นมาประคองไว้ในมือ กาแฟในถ้วยยังคงร้อน ไอร้อนกรุ่นอยู่ที่ขอบถ้วย ผมจิบกาแฟแต่เพียงเล็กน้อย
“นักเขียนไม่เหมือนกับอาชีพอื่น ๆ ซึ่งมีหน้าที่ทางสังคมอย่างชัดเจน อ่านหรือไม่อ่านหนังสือ ชีวิตก็ยังดำเนินไปได้” เธอพูดแย้ง โอบถ้วยกาแฟด้วยมือสองข้าง ทอดสายตามองจ้องเพ่ง ริมฝีปากเรี่ยอยู่บนขอบถ้วยกาแฟ ต่างฝ่ายต่างมองสบตา ปล่อยให้ความเงียบเข้ามาครอบคลุม อยู่ชั่วครู่หนึ่ง
“ทำไมถึงยังคงให้โอกาสกับคนอย่างผม เหมือนไม่รู้สึกเข็ดหลาบ”
ผมรอฟังคำตอบอยู่ชั่วครู่หนึ่ง แต่เธอยังคงนิ่งเงียบ ผมก็เลยพูดต่อ “ถึงแม้ว่าจะไม่มีความหมายอะไร แต่อยากจะขอบคุณ และขอโทษกับทุกสิ่งอย่างที่เคยทำร้าย หรือทำให้เสียใจ”
“เป็นคำที่อยากได้ยินมานานแสนนาน” เธอพูดขึ้นมาบ้าง ผมเหลือบตามอง รู้สึกเหมือนถูกตำหนิ เธอยังคงนั่งเหม่อมองทองสายตาออกไปไกล ๆ จนผมต้องหันมองไปในทิศเดียวกัน ต้นไม้ในสวนยืนต้นใบเขียวครึ้ม กิ่งใบโยกลู่ตามแรงลมที่โชยพัดมา แดดเช้าส่องแสงมารำไร นกตัวน้อยบินโผไปมาอยู่บนต้นไม้ กระรอกคู่หนึ่งไต่กิ่งไม้กระโดดวิ่งไล่จากกิ่งหนึ่งไปอีกกิ่ง ทุกเช้าเมื่อลุกตื่น ผมจะออกมานั่งจิบกาแฟ เอนหลังอ่านหนังสืออยู่ที่เก้าอี้ไม้หน้าระเบียง
“ที่ผ่านมาฉันคิดว่าคงเป็นเวรกรรม และกำลังชดใช้มันอยู่” เธอพูดแผ่วๆ เหมือนพูดให้ตัวเองฟัง
“ยิ่งทำให้รู้สึกผิด อย่างไม่น่าให้อภัย” ผมพูด อย่างคนสำนึกผิด กาแฟที่เหลือในถ้วยเย็นชืด ผมยกขึ้นจิบ แล้วแค่นกลืนลงคอ
.
“เคยรักใครบ้างไหม” แล้วจู่ ๆ เธอก็ถามขึ้นมา
“บางครั้งก็ขลาดกลัวความผิดหวัง และรักตัวเองมากเกินกว่าที่จะรักใครได้อีก แต่ทว่าตอนนี้ ไม่ได้คิดอย่างนั้นอีกแล้ว”
ทั้ง ๆ ที่มีอีกร้อยพันถ้อยคำจะพูดบอก แต่ผมก็หยุดไว้แต่เพียงแค่นั้น เธอนิ่วหน้ามอง เหมือนมีคำถามต่อ แต่ไม่ได้พูดอะไรออกมา ผมเอื้อมมือไปจับมือข้างหนึ่งของเธอมากุมเอาไว้ หน้านิ่วและคิ้วที่ขมวดมุ่นของเธอค่อย ๆ คลายออก แม้ว่าสีหน้ายังคงอาการกริ่มเกรง แต่ก็มีรอยยิ้มอาบฉายให้เห็นอยู่บนใบหน้า
ต่างฝ่ายต่างสบตากัน ผมยืนยันคำพูดของตัวเองผ่านแววตา เมื่อเธอมองจ้องและหยั่งลึกลงไปในนั้น ..
การเปิดเรื่องเป็นอย่างไร?
ตัวละครเอกสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาใด
จากเรื่องสั้น "คนรักนักเขียน" มีแก่นเรื่องเกี่ยวกับเรื่องใด พร้อมอธิบาย
ข้อคิดที่ได้จากเรื่อง "คนรักนักเขียน" คือ
ในเนื้อหาไม่ได้กล่าวถึงเหตุการณ์ใด
นักเขียนมีปากเสียงกับอดีตคนรักในร้านกาแฟ
โฆษกอธิบายถึง สารเคมีซึ่งเป็นที่มาของสีสันต่าง ๆ ของพลุ
นักเขียนมักกลับไปหาคนรักเก่าเสมอ เมื่อผิดหวังในความรัก
นักเขียนเลิกรากับคนรัก จึงเริ่มเขียนเรื่องราวระหว่างเขากับเธอ
