wayground logo

Free Printable Worksheets

NEW

Font size

S
M
L
XL
Worksheets

คัมภีร์ฉันทศาสตร์#1

Total questions: 25

Worksheet time: 25mins

Name
Class
Date
1.
ตามคัมภีร์ ฉันทศาสตร์ กล่าวถึงเรื่องใด
a)
ว่าด้วยประเภทของไข้ต่างๆ
b)
ว่าด้วยธาตุทั้ง 4 พิการตามฤดู
c)
ว่าด้วยยารักษาไข้ต่างๆ
d)
ถูกทุกข้อ
2.
ลักษณะของไข้ใด เมื่อเริ่มจับเวลาย่ำ รุ่ง ถึงบ่าย 2 โมง แล้วไข้นั้นจะค่อยๆ คลายลง
a)
ไข้ทุวันโทษ
b)
ไข้เอกโทษ
c)
ไข้ตรีโทษ
d)
ไข้สันนิบาต
3.
ไข้ตรีโทษ มีลักษณะเริ่มจับเวลาใด และถึงเวลาใด
a)
จับเวลาย่ำ รุ่งถึง 2 ทุ่มแล้วจึงค่อยๆ คลายลง
b)
จับเวลาย่ำ รุ่งถึง บ่าย 2 โมง แล้วจึงค่อยๆ คลายลง
c)
จับเวลาย่ำ รุ่งถึง ตี 2 แล้วจึงค่อยๆ คลายลง
d)
ไม่มีข้อใดถูกต้อง
4.
ข้อใดกล่าวไม่ถูกต้องเกี่ยวกับกำ ลังของธาตุกำ เริบ ได้ถูกต้อง
a)
กำเดากำ เริบ 3 วัน
b)
เสมหะกำ เริบ 8 วัน
c)
โลหิตกำ เริบ 7 วัน
d)
ลมกำ เริบ 12 วัน
5.
ข้อใดกล่าวไม่ถูกเกี่ยวกับกำ ลังของธาตุกำ เริบ
a)
มัธยมชวร นับจากวันที่ 8 ไปวันที่ 15 รวม 8 วัน
b)
ตติยะชวรคือนับจากวันเริ่มไข้ไปจนถึง 5 วัน
c)
ตรุณชวร คือนับจากวันที่ 5 ไปถึงวันที่ 7 รวม 3 วัน
d)
โบราณชวร คือนับจากวันที่ 16 ไปถึงวันที่ 17 รวม 2 วัน
6.
“จตุนันทชวร” หมายถึงอะไร
a)
ช่วงเวลาที่ธาตุกำ เริบ นับแต่วันที่ 5 เป็นต้นไป
b)
ช่วงเวลาที่ธาตุกำ เริบ นับแต่วันที่ 15 เป็นต้นไป
c)
ช่วงเวลาที่ธาตุกำ เริบ นับแต่วันที่ 17 เป็นต้นไป
d)
ช่วงเวลาที่ธาตุกำ เริบ นับแต่วันที่ 18 เป็นต้นไป
7.
ลักษณะอาการของไข้ต่อไปนี้ เป็นไข้เอกโทษอะไร “อาการตัวร้อนจัด ปวดหัว ร้อนในกระหายน้ำ เจ็บตามเนื้อตามตัว ปัสสาวะเหลือง ผิวตัวแดง ฟันแห้ง ลิ้นคางแข็ง ปากแห้งน้ำ ลายเหนียว”
a)
ไข้เอกโทษ กำเดา สมุฏฐาน
b)
ไข้เอกโทษ เสมหะ สมุฏฐาน
c)
ไข้เอกโทษ โลหิต สมุฏฐาน
d)
ไข้เอกโทษ วาตะ สมุฏฐาน
8.
ลักษณะอาการต่อไปนี้ เป็นไข้เอกโทษอะไร “อาการจิตฟุ้งซ่าน ปวดหัว คุ้มคลั่ง จิตหวั่นไหว ตัวร้อนจัด นัยน์ตาเหลือง ปัสสาวะแดง อาเจียนมีสีเหลือง กระหายน้ำ ปากขม น้ำ ลายแห้ง ผิวแตกระแหง ผิวหน้าแดง ตัวเหลือง กลางคืนนอนไม่หลับ เวลาจับจิตใจมักเคลิ้มหลงไหล น้ำ ตาไหล”
a)
ไข้เอกโทษ กำเดา สมุฏฐาน
b)
ไข้เอกโทษ เสมหะ สมุฏฐาน
c)
ไข้เอกโทษ โลหิต สมุฏฐาน
d)
ไข้เอกโทษ วาตะ สมุฏฐาน
9.
ลักษณะอาการนี้เป็นไข้ทุวันโทษใด “หนาวต่อมารู้สึกร้อน (ร้อนๆ หนาวๆ) วิงเวียน เหงื่อไหล ปวดหัว นัยน์ตามัว ไม่ยอมกินอาหาร”
a)
ทุวันโทษลม และกำเดา
b)
ทุวันโทษกำเดา และเสมหะ
c)
ทุวันโทษกำเดา และโลหิต
d)
ทุวันโทษลม และเสมหะ
10.
ทุวันโทษ กำเดา และโลหิต มีลักษณะอาการแสดงอย่างไร
a)
นอนไม่หลับตอนกลางคืน แต่พอหลับตามักจะเพ้อ ปวดหัวมาก จิตใจกระวนกระวาย ร้อนใน กระหายน้ำ เบื่ออาหาร ไม่ยอมกิน
b)
อาการหนาวต่อมาจะรู้สึกร้อน (ร้อนๆ หนาวๆ) วิงเวียน เหงื่อไหล ปวดหัว นัยน์ตาไม่ยอมกินอาหาร
c)
มีอาการหนาวสะท้านแสยงขน จุกแน่นในอก หายใจขัดไม่สะดวก เหงื่อตก ปวดหัวตัวร้อน
d)
จับหนาวสะท้าน ตัวร้อนจัด กระหายน้ำ เหงื่อตก จิตใจระส่ำ ระสาย วิงเวียน ปวดหัวมาก
11.
ลักษณะอาการดังต่อไปนี้ เป็นไข้ตรีโทษใด “เจ็บตามข้อทั่วร่างกาย ปวดหัวมากที่สุด เกิดวิงเวียนหนักหัว หนาวสะท้านเหงื่อไหลโทรมทั่วตัว ง่วงนอนมาก”
a)
ไข้ตรีโทษ เสมหะ กำเดา และลม
b)
ไข้ตรีโทษ กำเดา โลหิต และลม
c)
ไข้ตรีโทษ โลหิต เสมหะ และกำเดา
d)
ไม่มีข้อใดถูกต้อง
12.
“อาการเร่าร้อน กระหายน้ำ กลางคืนหลับไม่สนิท จิตใจระส่ำ ระสาย เหงื่อตก หน้าเหลือง อาเจียนเป็นสีเหลือง มีโลหิต นัยน์ตาแดงจัด” เป็นลักษณะอาการของไข้ตรีโทษใด
a)
ไข้ตรีโทษ กำเดา โลหิตและลม
b)
ไข้ตรีโทษ โลหิต กำเดา และเสมหะ
c)
ไข้ตรีโทษ เสมหะ กำเดา และลม
d)
ไข้ตรีโทษ ลม เสมหะ และโลหิต
13.
หากกำเดา เสมหะ โลหิต และลม รวมกันให้โทษ 4 อย่างคือ “ตัวแข็ง หายใจขัด ชักคางแข็ง ลิ้นแข็ง” ท่านเรียกโทษนี้ว่าอะไร
a)
มรณชวร(ตรีทูต)
b)
โบราณชวร
c)
จตุนันทชวร
d)
สัมประชวร
14.
“ตัวร้อน กระหายน้ำ หมดแรง ปากแตกระแหง นัยน์ตาแดง เจ็บไปทั่วตัว ชอบอยู่ที่เย็นๆ” เป็นลักษณะ และอาการของไข้ใด
a)
ไข้สัมประชวร
b)
ไข้ตรีทูต
c)
ไข้สันนิบาต
d)
ไข้เจรียง
15.
“ไข้ใดมีอาการตัวเย็น ชอบนอน เบื่ออาหาร เจ็บในคอ และลูกตานัยน์ตาแดงจัด เจ็บหูทั้งซ้ายขวาเจ็บปวดตามร่างกาย กระหายน้ำ นอนไม่หลับ แน่นหน้าอก หายใจไม่ออก คลื่นไส้ อาเจียนเป็นสีเหลือง” ลักษณะและอาการนี้เป็นไข้ชนิดใด
a)
ไข้สันนิบาต
b)
ไข้เพื่อเสมหะ
c)
ไข้สันนิบาตโลหิต
d)
ไข้สันนิบาตปะกัง
16.
“อาการสะบัดร้อนสะบัดหนาว ปวดหัว ปวดฟัน เจ็บในคอ ขัดหน้าอก กระหายน้ำ มาก ไม่มีแรงอ่อนเพลีย ปัสสาวะ และอุจจาระไม่ออก” เป็นลักษณะและอาการของไข้ใด
a)
ไข้สันนิบาต
b)
ไข้พิษไข้กาฬ
c)
ไข้ทุวันโทษลมกับเสมหะ
d)
ไข้เอกโทษโลหิต
17.
“เจ็บที่สะดือแล้วลามขึ้นไปข้างบน วิงเวียน หน้ามืด เจ็บที่ท้ายทอย (กำ ด้น) ขึ้นไปถึงกระหม่อม สะบัดร้อน สะบัดหนาว ท้องอืดแน่” ลักษณะและอาการนี้เป็นไข้ใด
a)
ไข้สันนิบาต
b)
ไข้สันนิบาตโลหิต
c)
ไข้สันนิบาตปะกัง
d)
ไข้ตรีโทษ
18.
“เม็ดสีแดงผุดทั่วตัว มีอาการปวดหัว เมื่อตอนพระอาทิตย์ขึ้น” ลักษณะและอาการนี้เป็นไข้ใด
a)
ไข้สันนิบาต
b)
ไข้สันนิบาตโลหิต
c)
ไข้สันนิบาตปะกัง
d)
ไข้พิษไข้กาฬ
19.
ลักษณะและอาการนี้เป็นไข้ใด มีลายตามตัว เพ้อละเมอไป ......
a)
ไข้สันนิบาต
b)
ไข้ตรีโทษ
c)
ไข้เพื่อเสมหะ
d)
ไข้ทุวันโทษ
20.
“อาการหนาวสะท้าน เกียจคร้าน วิงเวียน ปวดหัว แสยงหัว กระหายน้ำ เจ็บบริเวณเอว และท้องน้อย ในปากและคอ น้ำ ลายแห้ง นอนหลับมักลืมตา” ลักษณะและอาการนี้คือไข้ใด
a)
ไข้ที่เกิดลม และเสมหะระคนกัน
b)
ไข้ที่เกิดจาก ดี และเสมหะระคนกัน
c)
ไข้ที่เกิดจาก ดี และกำเดาระคนกัน
d)
ไข้ที่เกิดจาก ลม และกำเดา
21.
“คลื่นไส้อาเจียนแต่น้ำลาย” เป็นลักษณะอาการของไข้ใด
a)
ไข้ที่เกิดจาก ดี และเสมหะระคนกัน
b)
ไข้ที่เกิดจาก เลือดลม และน้ำเหลือง
c)
ไข้ที่เกิดจาก ลม และกำเดา
d)
ไข้ที่เกิดจาก ลม และเสมหะ
22.
“ท้องขึ้น วิงเวียน สะอึก และอาเจียน” ลักษณและอาการนี้เป็นไข้ชนิดใด
a)
ไข้ที่เกิดจาก ลม และเสมหะ
b)
ไข้ที่เกิดจาก เสมหะและดีระคนกัน
c)
ไข้ที่เกิดจาก ลม และกำเดาระคนกัน
d)
ไข้ที่เกิดจาก ดี และลม
23.
“ปวดหัว อาเจียน นอนไม่หลับ กระหายน้ำ เจ็บในปากและคอ” เป็นลักษณะอาการของไข้ใด
a)
ไข้เพื่อดี
b)
ไข้เพื่อกำเดา
c)
ไข้เพื่อเสมหะ
d)
ไข้เพื่อโลหิต
24.
“ขมในปาก เจ็บหัว นอนมาก เจ็บตามตัว” ลักษณะอาการนี้เป็นไข้ใด
a)
ไข้เพื่อดี
b)
ไข้เพื่อกำเดา
c)
ไข้เพื่อโลหิต
d)
ไข้เพื่อเสมหะ
25.
“เจ็บแต่ฝ่าเท้า และร้อนขึ้นไปทั้งตัว ควรเร่งรักษาแต่ภายในกลางคืนนั้น อย่าให้ทันรุ่งเช้า จะมีอันตราย เจ็บๆที่หน้าผาก จิตใจกระวนกระวาย” ลักษณะอาการนี้เป็นไข้ใด
a)
ไข้เพื่อลม
b)
ไข้เพื่อโลหิต
c)
ไข้เพื่อเสมหะ
d)
ไข้เพื่อกำเดา