NEW
Font size
Worksheetsกฎหมายแพ่งแสนง่ายดาย
Total questions: 62
Worksheet time: 1hrs 2mins
แดงเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดแปลงหนึ่ง ตกลงทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่ดำราคา 10 ล้านบาท โดยชำระเงินมัดจำให้แก่แดงไปเป็นเงิน 5 แสนบาท และตกลงจะไปทำหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่วันที่ 10 พค 2558 เมื่อถึงกำหนดแดงไม่ไปจดทะเบียนโอนให้แก่ดำ แต่ปรากฎว่าแดงจดทะเบียนยกที่ดินให้แก่ขาวน้องสาวของแดง โดยขาวไม่ทราบว่าแดงทำสัญญาขายที่ดินให้แก่ดำแล้ว เช่นนี้ดำมีสิทธิขอเพิกถอนการจดทะเบียนระหว่างแดงและขาวได้หรือไม่ เพราะเหตุใด
ดำไม่มีสิทธิขอเพิกถอนการจดทะเบียน เพราะดำไม่ใช่บุคคลผู้อยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้อยู่ก่อน
ดำมีสิทธิขอเพิกถอนการจดทะเบียน เพราะดำเป็นบุคคลผู้อยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้อยู่ก่อนแล้ว
ดำมีสิทธิขอเพิกถอนการจดทะเบียน เพราะดำเป็นเจ้าหนี้จึงชอบที่จะขอให้เพิกถอนการฉ้อฉลได้
ดำไม่มีสิทธิขอเพิกถอนการจดทะเบียน เพราะดำยังไม่อยู่ในฐานะเจ้าหนี้จึงไม่มีสิทธิขอให้เพิกถอนการฉ้อฉลได้
ขาวมีที่ดินแปลงหนึ่งแต่กลับปล่อยให้ประชาชนทั่วไปใช้ที่ดินแปลงดังกล่าวเป็นถนนสัญจรมากกว่า 40 ปี และยอมรัยสภาพถนนว่าเป็นซอย อีกทั้งขาวไม่เคยหวงกันการใช้ถนนดังกล่าวเลย ต่อมาปรากฏว่าขาวมีความประสงค์จะก่อสร้างอาคารในที่ดินแปลงดังกล่าว จึงได้เข้ามาหวงกันและแสดงความเป็นเจ้าของในภายหลัง จนได้มีการให้ชาวบ้านที่ใช้ถนนดังกล่าวทำบันทึกถ้อยคำยอมรับสิทธิของขาวเหนือที่ดินแปลงนั้น ให้วินิจฉัยว่า การย้อนกลับมาหวงกัพนอ้างสิทธิเหนือที่ดินของขาวจะมีผลให้ขาวกลับมาเป็นเจ้าของที่ดินตามเดิมหรือไม่ เพราะเหตุใด
มีผลให้ขาวกลับมาเป็นเจ้าของที่ดินตามเดิ เพราะยังไม่ถือว่าขาวอุทิศที่ดินดังกล่าวเป็นทางสาธารณะ
มีผลให้ขาวกลับมาเป็นเจ้าของที่ดินตามเดิม เพราะขาวเป็นเจ้าของกรรมสิทธิย่อมมีอำนาจตาม 1336 ที่จะขัดขวางมิให้ผู้อื่นทำการรบกวนกรรมสิทธิ์ในที่ดินของขาว
ไม่มีผลให้ขาวกลับมาเป็นเจ้าของที่ดินเพราะถือว่าขาวอุทิศที่ดินของตนเป็นทางสาธารณะโดยปริยายแล้ว
ถูกทั้ง ก และ ข
ดำมีที่ดินแปลงหนึ่ง ราคา 1 ล้านบาท ต่อมาปรากฎว่าเมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2566 ดำถึงแก่ความตายโดยไม่มีมีทายาทโดยธรรมและไม่ได้ทำพินัยกรรมเลย ขาวซึ่งเป็นเพื่อนสนิทของดำจึงได้ปลอมพินัยกรรมของดำโดยระบุให้ขาวเป็นผู้จัดการมรดก ภายหลังขาวได้นำที่ดินของดำจดทะเบียนโอนขายให้แก่แดง โดยแดงไม่ทราบมาก่อนเลยว่าขาวได้ที่ดินมาจากการปลอมพินัยกรรม ให้วินิจฉัยว่า แดงมีสิทธิในที่ดินแปลงดังกล่าวหรือไม่ เพียงใด
แดงมีสิทธิในที่ดินพิพาท เพราะการทำสัญญาซื้อขายที่ดินทำถูกต้องตามแบบของกฎหมาย กรรมสิทธิ์ในที่ดินย่อมโอนไปยังแดงผู้ซื้อ
แดงไม่มีสิทธิในที่ดินพิพาท เพราะที่ดินพิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ที่ห้ามมิโอนให้กัน แม้แดงจะสุจริตและเสียค่าตอบแทนก็ตาม
แดงไม่มีสิทธิในที่ดินพิพาท เพราะขาวได้ที่มาจากการปลอมพินัยกรรมของดำ
แดงมีสิทธิในที่ดินพิพาท เพราะแดงได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินที่พิพาทโดยทางนิติกรรม เมื่อการซื้อขนายทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ แดงจึงได้รับความคุ้มครองตาม 1299 ว แรก
ส้มอนุญาตให้ขาวใช้ที่ดินของส้มประกอบธุรกิจชั่วคราวโดยมิได้ขายที่ดินให้แก่ขาวต่อมาขาวได้นำดินมาถมในที่ดินแปลงดังกล่าวเพื่อประโยชน์ในการประกอบกิจการของตนและขาวได้ปลูกต้นสนไว้ 10 ต้นบนที่ดินของส้ม โดยประสงค์จะปลูก 6-8 ปี เมื่อต้นสนโตเต็มที่ขาวจะตัดต้นสนดังกล่าวขาย ให้วินิจฉัยว่าดินที่ขาวนำมาถมและต้นสน 10 ต้นเป็นส่วนควบกับที่ดินของส้มหรือไม่
ดินและต้นส้มไม่เป็นส่วนควบกับที่ดินของส้ม
ดินและต้นส้มเป็นส่วนควบกับที่ดินของส้ม
ดินเป็นส่วนควบ
แต่ต้นสนไม่เป็นส่วนควบ
ดินไม่เป็นส่วนควบ
แต่ต้นสนเป็นส่วนควบ
ขาวและเขียวเป็นเจ้าของรวมในที่ดินสองแปลง หากปรากฏว่าขาวนำที่ดินแปลงที่หนึ่งเฉพาะส่วนของตนไปจดทะเบียนขายให้แก่ดำและขาวนำที่ดินแปลงที่สองทั้งแปลงไปจดทะเบียนจำนองต่อม่วง โดยการจดทะเบียนขายและการจดทะเบียนจำนองที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าว ไม่ได้รับความยินยอมจากเขียวแต่อย่างใด ต่อมาเขียวทราบจึงโต้แย้งว่า การจดทะเบียนขายที่ดินและการจดทะเบียนจำนองไม่ชอบด้วยกฎหมาย ให้วินิจฉัยว่าข้อโต้แย้งของเขียวทั้งสองประการฟังขึ้นหรือ
ฟังขึ้นทั้งสองประการ
ฟังไม่ขึ้นทั้งสองประการ
ประการแรกฟังขึ้น
ประการหลังฟังไม่ขึ้น
ประการแรกไม่ฟังขึ้น
ประการหลังฟังขึ้น
เอครอบครองที่ดินมีโฉนดของบีด้วยความสงบ เปิดเผย เจตนาเป็นเจ้าของครบระยะเวลา 10 ปีแบ้ว เอจึงยื่นคำร้องขอให็สาลมีคำสั่งแสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดินโดยการครอบครองปรกปักษ์ บียื่นคำคัดค้านเข้ามาในคดีดังกล่าวด้วย ต่อมาศาลจำหน่ายคดีออกจากสารบบความ เพราะเอไม่ชำระค่าขึ้นศาล ภายหลังศาลมีคำสั่งดังกล่าว บีก็ยังคงเพิกเฉยปล่อยให้เอครอบครองที่ดินแปลงดังกล่าวต่อไป ให้วินิจฉัยว่า การที่บียื่นคำคัดค้านจะถือว่าเอครอบครองที่ดินด้วยความสงบหรือไม่ และมีผลต่อการยับระยะเวลาการครอบครองปรปักษ์ของเอหรือไม่
เอครอบครองที่ดินด้วยความสงบ และไม่มีผลต่อการนับระยะเวลาการครอบครอง
เอครอบครองที่ดินด้วยความไม่สงบ และมีผลต่อการนับระยะเวลาการครอบครอง
เอครอบครองที่ดินด้วยความสงบ แต่มีผลต่อการนับระยะเวลาการครอบครอง
เอครอบครองที่ดินด้วยความไม่สงบ แต่ไม่มีผลต่อการนับระยะเวลาการครอบครอง
โทเป็นเจ้าของที่ดินแปลงหนึ่งตกลงให้เอกมีสิทธิเหนือพื้นดินด้วยการปลูกบ้านอยู่อาศัยบนที่ดินได้ตลอดชีวิตของเอก โดยการตกลงดังกล่าวโอและเอกมิได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ต่อมาโทถึงแก่ความตาย โดยมีตรีเป็นเพียงทายาทคนเดียว ให้วินิจฉัยว่า หากตรีไม่ประสงค์จะให้เอกอยู่บนที่ดินแปลงดังกล่าวต่อไป ตรีจะฟ้องขับไล่เอกได้หรือไม่ เพราะเหตุใด
ฟ้องขับไล่เอกได้ เพราะข้อตกลงระหว่างเอกและโทไม่ได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่
ฟ้องขับไล่เอกได่ เพราะตรีเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์
ฟ้องขับไล่เอกไม่ได้ เพราะสิทธิและหน้าที่ตามข้อตกลงระหว่างเอกและโทเป็นมรดกแก่ตรีซึ่งเป็นทายาท
ถูกทั้ง ก. และ ข.
ดำเป็นเจ้าของที่ดิน ซึ่งที่ดินของดำติดกับที่ดินของแดง ภายหลังดำได้ตกลงให้แดงใช้ที่ดินของตกเป็นทางเข้าออกสู่ทางสาธารณะ โดยข้อตกลงดักล่าวไม่ได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ แดงใช้ถนนดังกล่าวเป็นระยะเวลา 4 ปี ต่อมาดำตาย ขาวซึ่งเป็นทายาทรับที่ดินมรกดกดังกล่าวและได้จดทะเบียนขายให้แก่เขียวบุคคลภายนอก โดยเขียวทราบดีว่าแดงได้ใช้ถนนบนที่ดินเป็นทางเข้าออก ให้วินิจฉัยว่า หากเขียวสร้างกำแพงปิดกั้นถนน แดงจะสามารถฟ้องเขียวโดยอ้างภาระจำยอมได้หรือไม่
ฟ้องได้ เพราะข้อตกลงดังกล่าวย่อมผูกพันเขียวด้วย
ฟ้องได้ เพราะเขียวทราบดีอยู่แล้วในขณะรับโอนที่ดิน ว่าแดงใช้ทางดังกล่าวเข้าออกอยู่ เขียวจึงไม่สุจริต
ฟ้องไม่ได้ เพราะแม้เขียวไม่สุจริต แต่เขียวเป็นบุคคลภายนอก มิใช่คู่สัญญาแต่อย่างใด
ผิดทุกข้อ
ดำเป็นเจ้าของที่ดินแปลงหนึ่ง ดำได้ทำสัญญาเงินกู้กับขาวจำนวน 1 ล้านบาทและได้มอบโฉนดให้ขาวยึดถือไว้เป็นประกันหนี่เงินกู้ ต่อมาดำได้ทำสัญญาซื้อขายและจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่แดง โดยแดงทราบดีอยู่แล้วว่าดำเป็นหนี้ขาวตามสัญญากู้ยืมเงิน ให้วินิจฉัยว่าระหว่างแดงกับขาวใครมีสิทธิในที่ดินดีกว่ากัน
แดงมีสิทธิดีกว่าเพราะนิติกรรมการซื้อขายทำถูกต้องตามมาตรา 1299
ขาวมีสิทธิดีกว่า เพราะขาวเป็นเจ้าหนี้ของดำ
ขาวมีสิทธิดีกว่า เพราะขาวเป็นผู้อยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้อยู่ก่อน
ถูกทั้ง ก. และ ข.
เอกเป็นเจ้าของที่ดินมีโฉนดแปลงหนึ่งได้ตกลงให้ได่เข้ามาปล฿กบ้านและอาศัยในที่ดินดังกล่าว โดยแจ้งต่อไก่ว่าถ้ามีเงินพอที่จะชำระค่าที่ดินเมื่อใดก็จะขายที่ดินให้ได่ หากต่อมาไก่ได้ตรอบครองทีดินของเอกเป็นระยะเวลา 10 ปี และได้ยืนคำร้องขอต่อศาลให้ตนได้ที่ดินโดยการครอบครองปรปักษ์ หากท่านเป็นศาลจะวินิจฉันคำร้องของไก่อย่างไร เพราะเหตุใด
ยกคำร้อง เพราะได้ครอบครองที่ดินดังกล่าวแทนเอก
ยกคำร้อง เพราะได้ครอบครองที่ดินด้วยความไม่สงบ
ยกคำร้อง เพราะได้ครอบครองที่ดินโดยไม่เปิดเผย
ถูกทุกข้อ
เก่งเป็นเจ้าของที่ดิน น.ส. 3 ก ได้ตกลงทำสัญญาซื้อขายที่ดินให้แก่กล้า แต่มิได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ โดยในวันทำสัญญาเก่งได้ส่งมอบที่ดินแปลงดังกล่าวให้กล้าเข้าครอบครองแล้ว ให้วินิจฉัยว่า หากต่อมาเก่งเรียกร้องให้กล้าคืนที่ดินให้แก่เก่งโดยอ้างว่าสัญญาเป็นโมฆะ ข้ออ้างของเก่งฟังขึ้นหรือไม่
ฟังขึ้น เพราะสัญญาซื้อขายเป็นโมฆะ
ฟังไม่ขึ้น เพราะเก่งสละการครอบครองแล้ว
ฟังขึ้น เพราะเทื่อสัญญาเป็นโมฆะ กล้าจึงต้องคืนที่ดินให้เก่ง
ถูกทั้ง ก. และ ค.
เอกทำสัญญาซื้อขายที่ดินมีโฉนดแก่นายโท โดยเอกได้ส่งมองที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่โทในวันทำสัญญาแล้ว และโทได้ชำระราคาที่ดิรให้แก่เอกครบถ้วนแล้ว ซึ่งต่อมาโทได้ครอบครองที่ดินแปลงดังกล่าวเป็นระยะเวลา 12 ปี ให้วินิจฉัยว่า โทจะได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าวหรือไม่ และเอกจะได้ฟ้องขับไล่โทออกจากที่ดินดังกล่าวได้หรือไม่
โทได้กรรมสิทธิ์ในที่ดิน และเอกฟ้องขับไล่โดไม่ได้
โทไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดิน และเอกฟ้องขับไล่โทได้
โทได้กรรมสิทธิ์ในที่ดิน แต่เอกฟ้องขับไล่โทได้
โทไม่ได้กรรมสิทธิ์ในที่ดิน และเอกฟ้องขับโทไม่ได้
ดำปลูกข้างบ้านลงบนที่ดินของดำทั้ง 2 แปลงโดยที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวมีอาณาเขตติดต่อกัน ต่อมาดำถูกเขียวฟ้องเป็นคดีแพ่งให้ชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงิน ศาลพิพากษาให้เขียวชนะคดีแต่ดำไม่ชำระหนี้เขียวจึงนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินแปลงแรกนำออกมาขายทอดตลาดโดยมีขาวเป็นผู้ซื้อที่ดินได้ ซึ่งข่าวรู้อยู่แล้วว่าที่ดินดังกล่าวมีบ้านของดำปลูกสร้างอยู่ ให้วินิจฉัยว่าขาวจะฟ้องให้ดำรื้อถอนบ้านออกจากที่ดินแปลงแรกได้หรือไม่
ได้เพราะขาดเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดิน
ไม่ได้เพราะดำปลูกสร้างบ้านโดยสุจริต
ไม่ได้เพราะข่าวรู้อยู่แล้วว่าที่ดินมีบ้านปลูกอยู่จึงไม่สุจริต
ถูกทั้ง ข.และ ค.
แดงเป็นเจ้าของที่ดินมีโฉนดได้ตกลงขายที่ดินดังกล่าวให้แก่ขาวในราคา 1 ล้านบาทปรากฏว่าก่อนที่แดงจะจดทะเบียนโอนให้ที่ดินแก่ขาวนั้นแดงทราบว่าบริเวณใกล้ๆกับที่ดินแปลงนั้นจะมีการสร้างห้างสรรพสินค้าและสร้างถนนตัดผ่านทำให้ราคาของที่ดินสูงขึ้นมากและแดงไม่ต้องการขายที่ดินให้กับข้าวอีกต่อไปแดงจึงสมคบกับดำจดทะเบียนโอนขายที่ดินโดยไม่มีการชำระราคากันจริงเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ขาวได้รับโอน ให้วินิจฉัยว่าสัญญาซื้อขายที่ดินระหว่างแดงและดำมีผลทางกฎหมายอย่างไรและขาวต้องฟ้องขอให้เพิกถอนสัญญาดังกล่าวภายในอายุความใด
สัญญาซื้อขายระหว่างแดงและดำมีผลสมบูรณ์และขาวต้องฟ้องเพิกถอนภายใน 1 ปีนับแต่เวลาที่ขาวทราบถึงการทำสัญญานั้น
สัญญาซื้อขายระหว่างแดงและดำมีผลเป็นโมฆียะและขาวต้องฟ้องเพิกถอนภายในเวลา 1 ปีนับแต่วันที่ทำนิติกรรมนั้น
สัญญาซื้อขายระหว่างแดงและดำมีผลเป็นโมฆะและขาวจะฟ้องเพิกถอนเมื่อใดก็ได้
สัญญาซื้อขายระหว่างแดนและดำมีผลเป็นโมฆะแต่ขาวต้องฟ้องเพิกผ่อนภายใน 1 ปีนับแต่วันที่ทำนิติกรรมนั้น
เขียวมีความจำเป็นต้องใช้เงินและต้องการจะจำนองที่ดินของตนไว้กับธนาคาร แต่หากเขียวเป็นผู้จำนองเองจะได้รับเงินน้อย เขียวจึงสมคบกับม่วงตกลงจดทะเบียนขายฝากที่ดินไว้กับม่วงก่อนแล้วให้ม่วงนำที่ดินดังกล่าวไปจำนองกับธนาคารอีกทีหนึ่ง ต่อมาปรากฏว่าราคาที่ดินแปลงดังกล่าวสูงขึ้นมากเขียวจึงต้องการที่ดินคืนแต่ม่วงไม่ยอมคืนให้ ให้วินิจฉัยว่าสัญญาขายฝากระหว่างเขียวและม่วงมีผลทางกฎหมายอย่างไรและเขียวมีสิทธิฟ้องม่วงให้คืนที่ดินให้แก่เขียวหรือไม่
มีผลเป็นโมฆะและเขียวมีสิทธิฟ้องม่วงให้คืนที่ดินให้แก่เขียว
มีผลสมบูรณ์และเขียวไม่มีสิทธิฟ้องม่วงให้พื้นที่ดินให้แก่เขียว
มีผลเป็นโมฆียะและเขียวมีสิทธิฟ้องม่วงให้พื้นที่ดินให้แก่เขียว
มีผลเป็นโมฆะแต่เขียวไม่มีสิทธิฟ้องม่วงให้พื้นที่ดินให้แก่เขียว
เหลืองเป็นเจ้าของที่ดินแปลงหนึ่งได้ตกลงขายที่ดินแปลงดังกล่าวให้กับแดง โดยมีข้อตกลงว่าแดงจะโอนเงินค่าที่ดินให้แก่เหลืองผ่านทางบัญชีเงินฝากของฟ้าบุตรของเหลืองก่อนแล้วเหลืองจะดำเนินการจดทะเบียนโอนขายที่ดินให้แก่แดง ปรากฏว่าแดงได้หลอกลวงเหลืองว่าโอนเงินค่าที่ดินเข้าบัญชีฟ้าครบถ้วนแล้วทั้งๆที่แดงยังไม่ได้โอนเงินแต่อย่างใด เหลืองหลงเชื่อจึงดำเนินการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่แดงให้วินิจฉัยว่าสัญญาซื้อขายระหว่างเหลืองและแดงมีผลทางกฎหมายอย่างไร
มีผลเป็นโมฆะเพราะเหลืองแสดงเจตนาโดยสำคัญผิดในลักษณะของนิติกรรม
มีผลสมบูรณ์เพราะคำเสนอคำสนองระหว่างเหลืองและแดงถูกต้องตรงกันแล้ว
มีผลเป็นโมฆียะเพราะเหลืองถูกแดงใช้กลฉ้อฉลหลอกลวงว่ามีการโอนเงินเข้าบัญชีของฟ้าแล้ว
ผิดทุกข้อ
ดำทำสัญญากู้ยืมเงินจากแดงจำนวน 500,000 บาท ปรากฏว่าเมื่อถึงกำหนดชำระคืนตามสัญญาดำไม่มีเงินชำระให้แก่แดง แดงจึงขอให้ตำรวจไปขู่ดำให้คืนเงินจำนวน 500,000 บาท เพื่อชำระหนี้ให้แก่แดงไม่เช่นนั้นจะจับกุมดำ ให้วินิจฉัยว่า หากดำกลัวจึงชำระหนี้ให้แก่แดงไปจะมีผลทางกฎหมายอย่างไรเพราะเหตุใด
การชำระหนี้สมบูรณ์เพราะเป็นการขุว่าจะใช้สิทธิตามปกตินิยม
การชำระหนี้เป็นโมฆะเพราะเป็นการแสดงเจตนาโดยสำคัญผิดในตัวบุคคล
การชำระหนี้มีผลโมฆะเพราะมีวัตถุประสงค์เป็นการต้องห้ามจัดแจ้งโดยกฎหมาย
การชำระหนี้เป็นโมฆียะเพราะเป็นการแสดงเจตนาเพราะถูกข่มขู่ไม่ถือว่าเป็นการใช้สิทธิตามปกตินิยม
ขาวเป็นหนี้ค่าสินค้าของเขียวจำนวน 10,000 บาท เขียวได้ติดตามทวงถามให้ข่าวชำระเรื่อยมา วันหนึ่งเขียวได้เข้าไปในร้านค้าของขาวเพื่อทวงหนี้ โดยเอาเท้าวางบนโต๊ะ แล้วพูดกับลูกค้าในร้านว่าสินค้าไม่มีคุณภาพและบอกร้านค้าข้างเคียงว่าขาวเป็นหนี้เขียวแล้วไม่ยอมชำระ จนขาวยอมทำหนังสือรับสภาพหนี้ให้วินิจฉัยว่าพฤติการณ์ถือว่าเป็นการข่มขู่หรือไม่
ถือเป็นการข่มขู่แต่เป็นการข่มขู่ว่าจะใช้สิทธิตามปกตินิยม
ไม่ถือเป็นการข่มขู่เพราะเป็นแต่เพียงการกระทำเพื่อให้เกิดความกลัวเท่านั้น
ถือเป็นการข่มขู่เพราะมีภัยอันใกล้จะถึงและร้ายแรงถึงขนาดแล้ว
ไม่ถือเป็นการข่มขู่เพราะมิได้มีภัยอันใกล้จะถึงและร้ายแรงถึงขนาด
การคิดดอกเบี้ยข้อใดถูกต้อง
ถ้าจะต้องเสียดอกเบี้ยให้แก่กัน แต่ไม่ได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้โดยนิติกรรม ให้ใช้อัตราร้อยละ 3 ต่อปี
ถ้าจะต้องเสียดอกเบี้ยแก่กัน แต่มิได้กำหนดอัตราดอกเบี้ยไว้โดยนิติกรรม ให้ใช้อัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี
สำหรับหนี้เงิน ถ้าในสัญญาไม่ได้ระบุดอกเบี้ยไว้ให้คิดร้อยละ 3 ต่อปี แต่เมื่อมีการผิดนัดให้คิดดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดได้ร้อยละ 7.5 ต่อปี
สำหรับหนี้เงิน ถ้าในสัญญาไม่ได้ระบุดอกเบี้ยไว้ให้คิดร้อยละ 5 ต่อปี แต่เมื่อมีการผิดนัดให้คิดดอกเบี้ยระหว่างปิดนัดได้ร้อยละ 5 ต่อปี
สัญญาใดบ้างที่ถือว่าเป็นสัญญาต่างตอบแทนที่ไม่มีวัตถุประสงค์
เป็นการก่อให้เกิดหรือโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์เฉพาะสิ่ง
สัญญาเช่าซื้อ
สัญญาเช่าทรัพย์
สัญญาจะซื้อจะขาย
ถูกทุกข้อ
ดำทำสัญญากู้ยืมเงินขาวจำนวน 2 ล้านบาท โดยมีข้อกำหนดชำระเงินต้นคืนวันที่ 21 มิถุนายน 2564
เมื่อครบกำหนดแล้วดำไม่ชำระเงินต้นให้แก่ขาว แต่ดำยังควรผ่อนชำระเงินให้แก่ขาวเรื่อยมา
ให้วินิจฉัยว่า หนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินระหว่างดำและขาวเป็นหนี้ที่มีกำหนดระยะเวลาชำระหนี้หรือไม่เพราะเหตุใด
เป็นหนี้ที่มีกำหนดระยะเวลาชำระหนี้ เพราะมีการกำหนดวันชำระหนี้ไว้ในสัญญาแล้ว
ไม่เป็นหนี้ที่มีกำหนดระยะเวลาชำระหนี้ เพราะขาวไม่ได้ถือเอากำหนดเวลาชำระหนี้เป็นสาระสำคัญ
เป็นหนี้ที่มีกำหนดระยะเวลาชำระหนี้เพราะแม้ขาวปล่อยให้ดำผ่อนชำระเงินก็ยังคงต้องถือกำหนดเวลาชำระหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงินอยู่
ถูกทั้ง ก. และ ค.
แดงกู้ยืมเงินจากดำจำนวน 100,000 บาทโดยการกู้เงินนั้นไม่ได้มีหลักฐานเป็นหนังสือแต่อย่างใดต่อมาปรากฏว่า
แดงตกลงทำสัญญาใหม่กับดำเป็นสัญญาขายฝาก โดยมีจำนวนหนี้เท่ากับจำนวนเงินตามสัญญากู้ยืมเงิน
ให้วินิจฉัยว่า ดำมีสิทธิเรียกให้แดงชำระหนี้ตามสัญญาขายฝากฉบับใหม่ได้หรือไม่ เพราะเหตุใด
ไม่มีสิทธิ เพราะการกู้ยืมเงินไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือ จึงฟ้องร้องบังคับคดีไม่ได้
ไม่มีสิทธิ เพราะการกู้ยืมเงินไม่สมบูรณ์ตามกฎหมาย
มีสิทธิ เพราะแม้การกู้ยืมเงินในตอนแรกจะฟ้องร้องบังคับคดีไม่ได้ แต่คู่สัญญาก็ยังมีสิทธินำมูลหนี้ดังกล่าวมาแปลงนี้ใหม่ได้
ถูกทั้ง ก. และ ข.
น้ำเป็นลูกจ้างของเขียว มีหน้าที่ขับรถยนต์ไปส่งสินค้าตามคำสั่งของเขียว ต่อมาวันที่ 10 มิถุนายน 2564
ขณะที่น้ำกำลังขับรถยนต์ไปส่งสินค้าอยู่นั้น ขาวได้ขับรถโดยละเมิดชนรถของน้ำ เป็นเหตุให้น้ำได้รับอันตรายสาหัสในวันที่ 11 มิถุนายน 2564 เขียวจึงได้จ่าย ให้วินิจฉัยว่า หากเขียวจะฟ้องข่าวให้รับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนที่เขียวจ่ายไปทั้งหมด เขียวจะมีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากขาวนับแต่วันใด และในอัตราร้อยละเท่าใด
วันที่ 10 มิถุนายน 2564 ในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี
วันที่ 11 มิถุนายน 2564 ในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี
วันที่ 10 มิถุนายน 2564 ในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี
วันที่ 11 มิถุนายน 2564 ในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี
ดำเป็นลูกจ้างของแดง โดยมีหน้าที่ขับรถบรรทุกสินค้าไปส่งให้แก่ลูกค้าตามคำสั่งของแดง
โดยใช้เส้นทางที่แดงเป็นผู้กำหนดให้ วันหนึ่งหลังจากที่ดำส่งสินค้าเสร็จแล้ว
ขากลับดำไม่ใช้เส้นทางเดิมตามคำสั่งของแดง แต่กลับออกไปข้างนอกเส้นทางด้วยความเร็วสูงทั้งๆที่ขณะนั้นเป็นเวลากลางคืนและมีฝนตกหนัก จนเป็นเหตุให้รถที่ดำขับเสียหลักพุ่งเข้าชนฟ้าซึ่งอยู่ริมถนนได้รับบาดเจ็บสาหัส
ให้วินิจฉัยว่า ใครบ้างที่ต้องรับผิดในความเสียหายที่เกิดแก่ฟ้าเพราะเหตุใด
ดำและแดงต้องร่วมรับผิด
ดำรับผิดคนเดียว
แดงรับผิดคนเดียว
ทั้งดำและแดงไม่ต้องรับผิด
เอกเป็นลูกจ้างของโทมีหน้าที่ขับรถยนต์ส่งสินค้าให้แก่ลูกค้าของโท วันหนึ่งเอกขับรถไปตามคำสั่งของโท
ด้วยความประมาทเพราะเอกเมาสุราและขับรถด้วยความเร็วสูงจนรถที่เอกขับมาชนตรีได้รับอันตรายสาหัส
เอกกลัวความผิดจึงนำร่างของตรีที่หมดสติไปหมกในคูน้ำริมถนน เป็นเหตุให้ตีถึงแก่ความตาย
ซึ่งหากเอกนำตีไปส่งโรงพยาบาลในขณะนั้นตรีจะรอด
ให้วินิจฉัยว่า ทายาทของปีจะฟ้องให้เอกและโทร่วมกันรับผิดในความตายของตรีได้หรือไม่
ฟ้องเอกได้
ฟ้องโทไม่ได้
ฟ้องเอกไม่ได้
ฟ้องโทได้
ฟ้องเอกและโทได้
ผิดทุกข้อ
เอกว่าจ้างโทซึ่งเป็นผู้รับเหมาก่อสร้างฝังเสาเข็มอาคารตามแบบผังในแบบแปลนที่กรุงเทพมหานครอนุญาต
โดยเอกไม่มีหน้าที่เข้าควบคุมการตอกเสาเข็มของโท เพราะกรุงเทพมหานครอนุญาตให้ฝังด้วยวิธีการตอกตามแบบแปลนอยู่แล้ว ปรากฏว่าขณะที่โทตอกเสาเข็มนั้น อาคารของตรีที่ติดกับบริเวณที่ตอกเสาเข็มถูกกระทบกระเทือนอย่างรุนแรง จนอาคารแล้วได้รับความเสียหาย ให้วินิจฉัยว่า เอกต้องรับผิดในความเสียหายต่อตรีหรือไม่
ต้องรับผิด
เพราะเอกเป็นผู้ว่าจ้าง
ต้องรับผิด
เพราะเอกเป็นนายจ้าง
ไม่ต้องรับผิด
เพราะเอกมิได้เป็นผู้ผิดในส่วนการงานที่สั่งให้ทำ
ไม่ต้องรับ
เพราะเอกไม่ได้เป็นผู้ว่าจ้าง
ขาวเป็นเจ้าของช้างเชือกหนึ่ง ได้มอบช้างเชือกดังกล่าวให้แก่เขียวบุตรของตนไปดูแลเลี้ยงรักษาและ
นำไปรับจ้างลากไม้เพื่อหารายได้ โดยชาวบ้านมิได้เกี่ยวข้องในการเลี้ยงหรือรับจ้างด้วย
ต่อมาเขียวจ้างดำเลี้ยงช้างอีกต่อหนึ่ง วันเกิดเหตุปรากฏว่าดำผูกโซ่ล่ามไว้ไม่ดีและ
ช้างเชือกดังกล่าวตกมันและไปทำอันตรายแก่เอกที่เดินผ่านมาได้รับบาดเจ็บสาหัส
ให้วินิจฉัยว่า ขาว เขียว ดำ ต้องร่วมกันรับผิดต่อเอกหรือไม่
ขาว เขียว และดำ
ไม่ต้องรับผิด
ขาว เขียว และดำ
ต้องรับผิดร่วมกัน
ดำรับผิดผู้เดียว
ขาวไม่ต้องรับผิด
เขียวและดำ
ต้องร่วมกันรับผิด
เอกเป็นเจ้าของตึกแถว 3 ชั้น ได้แบ่งให้ ดำ แดง และเขียวเช่าตึกแถวดังกล่าวแล้วทั้ง 3 ชั้น
แต่เอกยังคงใช้ตึกแถวบางส่วนเป็นที่ตั้งของสำนักงานของเอกอยู่ วันหนึ่งปรากฏว่ามีลมพัดแรงพัดผนังตึกชั้น 3 ตกลงไปทับรถยนต์ของโทที่จอดอยู่ด้านล่างข้างตึกแถวดังกล่าวได้รับความเสียหาย
ให้วินิจฉัยว่า เอก ดำ แดง และเขียว ใครจะต้องรับผิดในความเสียหายต่อโท
เอก ดำ แดง และเขียวต้องรับผิดร่วมกัน
เอกผู้เดียว
ดำ แดง และเขียว
ต้องรับผิดร่วมกัน
ทุกคนไม่ต้องรับผิด
ดำเป็นเจ้าของอาคารแห่งหนึ่งได้ตกลงให้ข่าวเช่าอาคารเพื่อประกอบธุรกิจ
วันเกิดเหตุปรากฏว่าสายไฟที่มีกระแสไฟฟ้าเดินอยู่นั้นเกิดลัดวงจรเป็นเหตุให้อาคารที่ขาดเช่าเกิดเพลิงไหม้ และทำให้วัสดุที่เกิดเพลิงไหม้ในอาคารโดนแต่รถยนต์ของเขียวที่จอดอยู่หน้าอาคารได้รับความเสียหายทั้งคัน
ให้วินิจฉัยว่าเขียวจะเรียกร้องให้ใครรับผิดได้บ้าง
ดำและขาว
ดำ
ขาว
ผิดทุกข้อ
เอกทำละเมิดต่อเขียวเป็นเหตุให้เขียวได้รับอันตรายสาหัส โดยในการรักษาพยาบาลของเขียวนั้น
เขียวได้รับส่วนลดค่ารักษาพยาบาลเนื่องจากเป็นข้าราชการ 1,000,000 บาท เหลือเพียง 80,000 บาท
ให้วินิจฉัยว่าชาเขียวจะฟ้องให้เอกรับผิดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ตน
จะเรียกค่ารักษาพยาบาลจากเอกเป็นจำนวนเท่าใด
1,080,000 บาท
20,000 บาท
80,000 บาท
1,000,000 บาท
เอกมาสมัครเป็นคนขับรถของโท โทจึงให้เอกทดลองขับรถของโทเพื่อทดสอบความสามารถ
โดยโทเป็นผู้นั่งควบคุมไปในรถด้วย ปรากฏว่าเอกกับรถด้วยความเร็วสูงและฝ่าสัญญาณไฟจราจร
จนเป็นเหตุให้รถยนต์เสียหลักไปชนตรีซึ่งขับรถจักรยานบนฟุตบาทได้รับบาดเจ็บสาหัส
ให้วินิจฉัยว่าใครต้องรับผิดต่อตรีบ้าง
เอกและโท
ต้องรับผิดร่วมกัน
เอกต้องรับผิดผู้เดียว
โทต้องรับผิดผู้เดียว
ไม่มีใครต้องรับผิด
ค่าเสียหายที่ไม่ใช่ตัวเงินตามมาตรา 446 จะเรียกให้ผู้ทำละเมิดรับผิดในกรณีใดได้บ้าง
กรณีทำให้ผู้อื่นตาย
กรณีทำให้ผู้อื่นเสียหายแก่ทรัพย์สิน
กรณีทำให้ผู้อื่นเสียหายแก่ร่างกาย อนามัย และเสรีภาพ
ถูกทุกข้อ
ม่วงเป็นเจ้าของเรือบรรทุกสินค้าที่มีระวังตั้งแต่ 5 ตันขึ้นไปลำหนึ่งได้ตกลงทำสัญญาซื้อขายเรือดังกล่าวเป็นหนังสือแก่นายขาว ในวันทำสัญญาขาวชำระค่าเรือครบถ้วนแล้วและม่วงได้ส่งมอบเรือให้แก่ขาวแล้ว
นอกจากนี้ม่วงยังได้ทำหนังสือมอบอำนาจในการจดทะเบียนเพื่อเปลี่ยนชื่อเจ้าของเรือให้แก่ขาวในวันดังกล่าวอีกด้วย
ให้วินิจฉัยว่าสัญญาซื้อขายระหว่างม่วงและขาวมีลักษณะเป็นสัญญาซื้อขายประเภทใด
สัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาด
สัญญาจะซื้อจะขาย
สัญญาเช่าซื้อ
สัญญาซื้อขายมีเงื่อนไข
แดงเป็นเจ้าของที่ดินมีโฉนดแปลงหนึ่งได้ทำสัญญาขายฝากที่ดินแปลงดังกล่าวไว้กับในเขียว
ในวันที่ 9 มิถุนายน 2560 โดยมีกำหนดเวลา 3 ปีนับแต่วันที่ทำสัญญา
ปรากฏว่าในวันที่ 9 กรกฎาคม 2564 แดงนำเงินค่าสินไทยทั้งหมดไปชำระให้แก่เขียวเขียวก็รับเงินดังกล่าวไว้
ให้วินิจฉัยว่าแดงมีสิทธิไทยที่ดินที่ขายฝากคืนจะเขียวหรือไม่เพราะเหตุใด
ไม่มีสิทธิไถ่เพราะพ้นกำหนดระยะเวลาตามสัญญาขายฝากกันแล้ว
มีสิทธิไถ่เพราะเขียวรับเงินค่าสินไถ่ไปแล้ว
ไม่มีสิทธิไทยเพราะไม่มีการขยายกำหนดเวลาถ่ายโดยถูกต้องตามกฎหมาย
ถูกทั้ง ก. และ ค.
ทองเป็นเจ้าของที่ดินโฉนดแปลง 1 โดยปลูกสร้างบ้านไม้ลงบนที่ดินแปลงดังกล่าวไว้ด้วย
ต่อมาทองตกลงขายบ้านให้แก่เงินในราคา 50,000 บาท โดยเงินจะเป็นผู้รื้อถอนบ้านไม้ออกไปเองภายใน 1 เดือนนับแต่วันทำสัญญาซึ่งการทำสัญญาดังกล่าวมิได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่แต่อย่างใด
ให้วินิจฉัยว่าสัญญาซื้อขายระหว่างเงินและทองมีผลทางกฎหมายอย่างไร
และหากต่อมาเงินรื้อถอนบ้านไปแล้วแต่ไม่ชำระราคาทองจะฟ้องร้องให้เงินชำระราคาค่าบ้านได้หรือไม่
โมฆะและฟ้องได้
โมฆียะและฟ้องไม่ได้
สมบูรณ์และฟ้องได้
สมบูรณ์แต่ฟ้องไม่ได้
ขาวเป็นเจ้าของบ้านไม้ที่ปลูกสร้างบนที่ดินมีโฉนดแปลงหนึ่ง
ดำต้องการซื้อบ้านไม้ดังกล่าวจากขาวจึงติดต่อขอซื้อบ้านไม้จากขาวในราคา 500,000 บาท
ขาวตกลงต่อมาขาวและดำได้ทำสัญญาซื้อขายบ้านไม้โดยระบุในสัญญาดำจะเป็นผู้รื้อถอนบ้านไม้ไปเอง
ซึ่งในสัญญาไม่ได้ระบุกำหนดการรื้อถอนที่แน่นอนไว้ว่าดำจะมารื้อถอนแต่ในวันใด
ให้วินิจฉัยว่าสัญญาซื้อขายระหว่างข่าวและดำมีผลทางกฎหมายอย่างไร
สมบูรณ์
เพราะการซื้ออย่างสังหาริมทรัพย์
โมฆียะ
เพราะเป็นการแสดงเจตนาโดยถูกกลฉ้อฉล
สมบูรณ์
เพราะเป็นสัญญาจะซื้อจะขาย
โมฆะ
เพราะไม่ได้ทำตามแบบ
ฟ้าเป็นผู้จำหน่ายเครื่องผลิตไอศกรีมโดยเอกได้ติดต่อขอซื้อเครื่องผลิตไอศครีมจากฟ้าจำนวน 1 เครื่อง
ในราคา 100,000 บาทซึ่งฟ้าตกลงจะดำเนินการติดตั้งเครื่องที่โรงงานของเอกและเอกตกลงจะผ่อนชำระราคาให้ฟ้าเดือนละ 10,000 บาท
ปรากฏว่าเมื่อฟ้าได้ติดตั้งเครื่องผลิตไอศกรีมที่โรงงานของเอกเรียบร้อยแล้วได้มีการตรวจสอบการทำงานของเครื่อง
ซึ่งสามารถใช้การได้ด้วยดีภายหลังจากที่มีการติดตั้งเสร็จแล้ว 2 เดือนเครื่องไอศกรีมเกิดชำรุดบกพร่องไม่สามารถใช้การได้อีก
ให้วินิจฉัยว่าเอกจะเรียกให้ฟ้าและผลิตในความชำรุดบกพร่องได้หรือไม่และเอกจะยึดหน่วงราคาเครื่องไอศกรีมที่ยังไม่ได้ชำระได้หรือไม่
เอกเรียกร้องให้ฟ้ารับผิดได้และมีสิทธิยึดหน่วงราคาเครื่องไอศกรีมได้
เอกเรียกร้องให้ฟ้ารับผิดไม่ได้และไม่มีสิทธิ์ที่ยึดหน่วงราคาเครื่องไอศกรีม
เอกเรียกร้องให้ฟ้ารับผิดได้แต่ไม่มีสิทธิยึดหน่วงราคาเครื่องไอศกรีม
เอกเรียกร้องให้ฟังแล้วผิดไม่ได้แต่มีสิทธิยึดหน่วงราคาเครื่องไอศกรีม
ขาวตกลงทำสัญญาซื้อขายที่ดิน 3 ไร่ของขาวให้แก่แดง
โดยมีการทำสัญญาซื้อขายและจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ในวันที่ 15 มิถุนายน 2560
ภายหลังจากที่ได้จดทะเบียนโอนแล้ว ในวันที่ 1 กรกฎาคม 2560 แดงได้ให้เจ้าพนักงานที่ดินมาทำการรังวัดที่ดิน
ที่ซื้อขายปรากฏว่าเจ้าพนักงานที่ดินรังวัดที่ดินได้เพียง 2 ไร่เศษเท่านั้น
ให้วินิจฉัยว่าหากแดงต้องการฟ้องให้ขาวรับผิดโดยการส่งมอบที่ดินส่วนที่ขาดให้แก่แดง
แดงจะต้องฟ้องภายในกำหนดอายุความใด
10 ปีนับแต่วันทำสัญญา
1 ปี นับแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2560
5 ปีนับแต่วันทำสัญญา
1 ปีนับแต่วันที่ได้จดทะเบียนซื้อขาย
ดำเป็นเจ้าของบ้านและที่ดินมีโฉนดได้ตกลงทำสัญญาขายฝากที่ดินไว้กับตรี
ซึ่งคู่สัญญาได้ทำเป็นหนังสือจดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายแล้ว
แต่ข้อตกลงในสัญญาขายฝากไม่ได้ระบุถึงบ้านที่ปลูกบนที่ดินที่ขายฝากด้วย
ให้วินิจฉัยว่าบ้านหลังดังกล่าวจะตกเป็นกรรมสิทธิ์ของปีหรือไม่เพราะเหตุใด
ไม่ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของตรีเพราะสัญญาไม่ได้ระบุถึงบ้านดังกล่าว
ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของตรีเพราะถือว่าเป็นการขายฝากบ้านอันเป็นส่วนควบด้วย
ไม่ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของตรีเพราะดำยังเป็นเจ้าของบ้านอยู่
ถูกทั้ง ก. และ ข.
ดำเป็นเจ้าของอาคารตกลงให้เอกเช่าอาคารดังกล่าวโดยมีข้อตกลงในสัญญาว่าผู้เช่าต้องรักษา
ซ่อมแซมสถานที่ที่เช่ารวมทั้งสิ่งของตกแต่ง เครื่องอุปกรณ์ ให้อยู่ในสภาพเรียบร้อยตลอดเวลา
ปรากฏว่าในระหว่างที่สัญญายังไม่ครบกำหนดเวลาได้เกิดเหตุแผ่นดินไหวรุนแรงทำให้อาคารเสียหายทั้งหมด
โดยวิศวกรได้ตรวจสอบอาคารแล้วให้ความเห็นว่าต้องรื้อถอนและถูกสร้างใหม่เท่านั้น
ให้วินิจฉัยว่าหน้าที่การซ่อมแซมอาคารนั้นจะตกแก่ดำหรือเอก
เอกเพราะมีข้อตกลงในสัญญาเช่า
ดำเพราะเป็นการซ่อมแซมใหญ่
เอกเพราะดูแลอาคารไม่ดี
ทั้งเอกและดำต้องร่วมกันซ่อมแซม
เขียวทำสัญญาเช่าบ้านหลังหนึ่งของเอกโดยในวันทำสัญญาเช่าเขียวและเอก
ได้ทำสัญญาเช่าบ้านหลังเดียวกันรวม 2 ฉบับฉบับละ 3 ปีจึงมีระยะเวลารวมเป็น 6 ปี
ให้วินิจฉัยว่าสัญญาเช่าระหว่างเขียวและเอกมีผลบังคับได้กี่ปี
6 ปี
3 ปี
9 ปี
1 ปี
ให้วินิจฉัยว่า กรณีใดต่อไปนี้มีลักษณะเป็นการเช่าต่างตอบแทนพิเศษ
กรณีที่ผู้เช่ารื้ออาคารที่เช่าบางส่วนแล้วสร้างใหม่เพื่อความสวยงามความปลอดภัยและปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมาย
กรณีที่ผู้เช่าสร้างลานจอดรถยนต์บริเวณอาคารที่เช่าและมอบให้เป็นกรรมสิทธิ์แก่ผู้ให้เช่า
กรณีที่ผู้เช่าถมที่ดินที่เช่าเพื่อปลูกสร้างห้องแถว
กรณีที่ผู้เช่าเสียเงินค่าช่วยก่อสร้างอาคารให้แก่ผู้ให้เช่าโดยที่อาคารมีอยู่แล้วในขณะทำสัญญาเช่า
เก่งตกลงให้เอกเช่าที่ดินแปลงหนึ่งของเก่งโดยมีข้อตกลงในสัญญาว่าให้เอกชำระค่าเช่าในอัตราเดือนละ 5,000 บาทและเก่งตกลงให้เอกเช่าไปแล้วเวลา 5 ปี โดยในสัญญานั้นไม่ได้กำหนดวันที่จะให้เอกชำระค่าเช่าแน่นอน
ทั้งนี้ข้อตกลงดังกล่าวเก่งและเอกมิได้นำไปจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่แต่อย่างใด
หากต่อมาในปีที่ 4 ของการเช่าเก่งไม่ประสงค์จะให้เอกเช่าที่ดินต่อไป
จึงได้มีหนังสือบอกเลิกสัญญาเช่าและเอกได้รับหนังสือดังกล่าวในวันที่ 10 สิงหาคม 2558
ให้วินิจฉัยว่าหนังสือดังกล่าวของเก่งจะมีผลเป็นการเลิกสัญญาเมื่อใด
31 สิงหาคม 2558
1 กันยายน 2558
30 กันยายน 2558
1 ตุลาคม 2558
เขียวทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์คันหนึ่งจากบริษัทรถดีจำกัดในราคา 100,000 บาท
โดยในข้อบังคับของบริษัทรถดีจำกัดกำหนดให้กรรมการ 2 คนลงลายมือชื่อและ
ประทับตราสำคัญของบริษัทจึงจะกระทำการแทนบริษัทได้แต่ปรากฏว่าในสัญญาเช่าซื้อดังกล่าว
มีลายมือชื่อของกรรมการเพียงคนเดียวส่วนคนที่ลงลายมือชื่ออีกคนหนึ่งมิใช่กรรมการแต่เป็นเพียงพนักงานขาย
ให้วินิจฉัยว่าสัญญาเช่าซื้อระหว่างเขียวและบริษัทรถดีจำกัดนั้นมีผลทางกฎหมายอย่างไร
สมบูรณ์
โมฆะ
โมฆียะ
ผิดทุกข้อ
ขาวทำสัญญาเช่าซื้อรถบรรทุกคันหนึ่งจากแดงในราคา 5 ล้านบาท
โดยมีข้อตกลงในสัญญาเช่าซื้อระบุว่าหากขาวผิดนัดงวดใดงวดหนึ่งแดงมีสิทธิบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อได้ทันที
ให้วินิจฉัยว่าข้อตกลงดังกล่าวมีคนทางกฎหมายอย่างไร
บังคับได้
โมฆะ
โมฆียะ
ผิดทุกข้อ
ข้อใดไม่ใช่ลักษณะของสัญญาเช่าต่างตอบแทนชนิดพิเศษยิ่งกว่าการเช่า
ไม่เป็นสิทธิเฉพาะตัวของผู้เช่า
ไม่เป็นสิทธิเฉพาะตัวของผู้ให้เช่า
หากทำสัญญาเช่าเกินกว่า 3 ปี แม้ไม่จดทะเบียนก็ใช้ยันบุคคลภายนอกได้
ถูกทั้ง ก และ ข
เขียวเป็นเจ้าของที่ดินแปลงหนึ่ง ได้ตกลงทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่แดง ในราคา 2 ล้านบาท โดยมีข้อตกลงในสัญญาว่าแดงต้องวางเงินมัดจำในวันทำสัญญาจำนวน 500,000 บาท แต่แดงมีเงินไม่พอ จึงตกลงทำสัญญากู้ยืมเงินเป็นหนังสือจำนวน 5 แสนบาทให้เขียวแทนการวางมัดจำ มีกำหนดชำระเงินตามสัญญากู้ในวันที่ 1 กรกฎาคม 2564 หากต่อมาปรากฏว่าแดงผิดสัญญาไม่ชำระเงินตามสัญญากู้ ให้วินิจฉัยว่าเขียวจะฟ้องให้แดงรับผิดตามสัญญากู้ได้หรือไม่
ไม่ได้ เพราะสัญญากู้ไม่สมบูรณ์
ได้ เพราะถือว่ามีการส่งมอบเงินกู้ให้แดงแล้ว
ไม่ได้เพราะสัญญากู้เป็นนิติกรรมอำพราง
ถูกทั้ง ก และ ค
ดำตกลงให้แดงกู้ยืมเงินจำนวน 20,500 บาท โดยแดงเขียนหนังสือขึ้นมาฉบับหนึ่งแล้วให้ดำ มีข้อความระบุว่า “แดงได้กู้ยืมเงินดำและได้รับเงินกู้จากดำแล้วจำนวน 20,500 บาท” และมีการลงชื่อแดงไว้ในหนังสือดังกล่าวด้วย ให้วินิจฉัยว่าหากต่อมาดำต้องการฟ้องเรียกให้แดงชำระเงินกู้ ดำมีสิทธิ์หรือไม่
มี เพราะการกู้ยืมเงินมีหลักฐานเป็นหนังสือแล้ว
ไม่มี เพราะดำไม่ได้ลงชื่อในหนังสือนั้นด้วย
ไม่มี เพราะสัญญากู้ไม่บริบูรณ์
ถูกทั้ง ก และ ค
ข้อใดไม่ถูกต้อง
ข้อตกลงที่กำหนดให้ผู้ค้ำประกันรับผิดอย่างเดียวกับลูกหนี้ร่วม ข้อตกลงเป็นโมฆะ
ข้อตกลงที่กำหนดให้ผู้ค้ำประกันรับผิดในฐานะลูกหนี้ร่วม ข้อตกลงเป็นโมฆะ
บริษัท เอ จำกัด กู้ยืมเงินธนาคาร โดยมีบริษัท ดี จำกัด เป็นผู้ค้ำประกัน ในสัญญาค้ำประกันระบุให้ บริษัท ดี จำกัด รับผิดอย่างเดียวกับลูกหนี้ร่วม โดยความยินยอมของบริษัท ดี จำกัด ข้อตกลงนั้นเป็นโมฆะ
บริษัท เอ จำกัด กู้ยืมเงินธนาคารโดยมีบริษัท ดี จำกัด เป็นผู้ค้ำประกัน ในสัญญาค้ำประกันระบุให้บริษัท ดี จำกัด รับผิดอย่างเดียวกับลูกหนี้ร่วมด้วยความยินยอมของบริษัท ดี จำกัด ข้อตกลงนั้นใช้บังคับได้
ข้อใดต่อไปนี้ไม่ถูกต้อง
การค้ำประกันจะมีได้แต่เฉพาะเพื่อหนี้อันสมบูรณ์
สัญญาค้ำประกันระบุว่า หากลูกหนี้ผิดนัดให้ฟ้องเจ้าหนี้ผู้ค้ำประกันได้ทันทีโดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้า ข้อตกลงดังกล่าวใช้บังคับได้
สัญญาค้ำประกันระบุว่า ผู้ค้ำประกันจะยกข้อต่อสู้ของลูกหนี้ขึ้นต่อสู้เจ้าหนี้ไม่ได้ ข้อตกลงดังกล่าวเป็นโมฆะ
สัญญาค้ำประกันระบุว่า ถ้าหนี้ของลูกหนี้ระงับสิ้นไป ผู้ค้ำประกันยังไม่หลุดพ้นจากความรับผิด ข้อตกลงนี้เป็นโมฆะ
ดำกู้ยืมเงินธนาคารกรุงไทย 900,000 บาท มีขาวเป็นผู้ค้ำประกัน ต่อมาธนาคารตกลงกับดำยอมลดหนี้ให้เหลือ 400,000 บาท เมื่อขาวชำระหนี้ให้ธนาคารเป็นเงิน 400,000 บาท บาท ข้อใดถูกต้อง
ขาวเป็นอันหลุดพ้นจากความรับผิด
หากดำกับธนาคารตกลงลดหนี้เหลือ 400,000 บาท แล้วระบุด้วยว่าข้อตกลงนี้ไม่มีผลถึงขาว ข้อตกลงนี้ใช้บังคับได้
หากดำกับธนาคารตกลงลดหนี้เหลือ 400,000 บาท แล้วระบุด้วยว่าข้อตกลงนี้ไม่มีผลถึงขาว ข้อตกลงนี้เป็นโมฆะ
ถูกทั้ง ก และ ค
ข้อใดต่อไปนี้ไม่ใช่ข้อต่อสู้ของลูกหนี้ชั้นต้น ที่ผู้ค้ำประกันจะยกขึ้นต่อสู้ได้
สัญญากู้ขาดอายุความแล้ว
สัญญาค้ำประกันไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือ
ลูกหนี้ชำระหนี้ไปแล้ว
ลูกหนี้ได้โอนที่ดินตีใช้หนี้ดังกล่าวแล้ว
กรณีใดบ้างที่ต้องดำเนินการโดยมติพิเศษของที่ประชุมใหญ่ของผู้ถือหุ้น
จดทะเบียนเลิกบริษัท
การลดหุ้น
การออกหุ้นใหม่โดยใช้เป็นอย่างอื่นนอกจากตัวเงิน
ถูกทุกข้อ
นายชัยซึ่งมีคู่สมรสอยู่แล้วชื่อนางสี ได้ไปจดทะเบียนสมรสกับนางสาวฟ้าในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ต่อมาปรากฏว่าหลังจากนั้น นางสาวฟ้าได้ไปจดทะเบียนสมรสกับนายดินแล้วจึงไปจดทะเบียนหย่ากับนายชัย เพราะนางสาวฟ้าทราบว่านายชัยมีคู่สมรสอยู่แล้ว ให้วินิจฉัยว่าการสมรสระหว่างนางสาวฟ้ากับในดินมีผลทางกฎหมายอย่างไร
โมฆะ
โมฆียะ
สมบูรณ์
ผิดทุกข้อ
เอกทำพินัยกรรมฉบับหนึ่งยกที่ดินแปลงหนึ่งให้แก่โท ซึ่งเอกยังมีทรัพย์สินอย่างอื่นอีกหลายรายการ โดยพินัยกรรมมีข้อความระบุว่า “บุคคลที่ข้าพเจ้าไม่ได้ระบุชื่อไว้ในพินัยกรรมฉบับนี้ ข้าพเจ้าไม่ประสงค์ให้รับมรดกของข้าพเจ้าแต่อย่างใด” หากปรากฏว่าเมื่อเอกถึงแก่ความตายมีตรีเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมาย ให้วินิจฉัยว่าตรีมีสิทธิได้รับมรดกที่เหลือของเอกหรือไม่
มีสิทธิ เพราะตรีไม่ได้ถูกตัดโดยพินัยกรรม
ไม่มีสิทธิ เพราะตรีถูกตัดไม่ให้รับมรดก
ไม่มีสิทธิ เพราะพินัยกรรมระบบไว้
ถูกทั้ง ข และ ค
การสมรสในข้อใดเป็นโมฆียะ
การสมรสโดยชายและหญิงมีอายุไม่ครบ 17 ปีบริบูรณ์
การที่บุตรบุญธรรมสมรสกับผู้รับบุตรบุญธรรม
การสมรสกับบุคคลวิกลจริต
การสมรสโดยไม่ยินยอม
แดงทำพินัยกรรมฉบับหนึ่งที่บ้านหินแดงเลขที่ 35 เมืองพัทยา โดยมีดำและขาวลงลายมือชื่อเป็นพยานในพินัยกรรมนั้น แต่ปรากฏว่าในพินัยกรรมกลับระบุสถานที่ทำพินัยกรรมเป็นบ้านเลขที่ 38 เมืองพัทยา ให้วินิจฉัยว่าพินัยกรรมฉบับดังกล่าวจะมีผลทางกฎหมายอย่างไร
ตกเป็นโมฆะ
โมฆียะ
ไม่มีผลทางกฎหมาย
สมบูรณ์
อมีขาวเป็นบุตรแล้วชอบด้วยกฎหมาย และนอกจากนี้เอยังรับนางสาวบีเป็นบุตรบุญธรรมโดยถูกต้องตามกฎหมาย โดยนางสาวบีมีเด็กชายซีเป็นบุตร ต่อมาปรากฏว่าก่อนที่เอถึงแก่ความตาย นางสาวบีจึงได้ทำพินัยกรรมปลอมขึ้นฉบับหนึ่งโดยระบุว่าเอตกลงกศทรัพย์สินทั้งหมดให้แก่นางสาวบี ให้วินิจฉัยว่า หากนางสาวบีถูกกำจัดมีให้รับมรดกเพราะทำพินัยกรรมปลอม เด็กชายซีมีสิทธิจะเข้าสืบมรดกได้หรือไม่
ไม่ได้ เพราะนางสาวบีถูกกำจัดมีให้รับมรดกก่อนที่จ้างมรดกถึงแก่ความตาย
ไม่ได้ เพราะนางสาวบีไม่ใช่บุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของเอ
ได้ เพราะการสืบมรดกมิได้กำจัดเฉพาะการสืบมรดกของบุตรที่สื่อสารโลหิตจากเจ้ามรดกเท่านั้น
ผิดทุกข้อ
ข้อใดไม่ถูกต้อง
ผู้สืบสันดานเป็นทายาทโดยธรรม
พี่น้องร่วมแต่บิดาเดียวกันเป็นทายาทโดยธรรม
ขาวเป็นลูกของน้าของเจ้ามรดก เจ้ามรดกทำพินัยกรรมยกที่ดินให้ขาว ขาวเป็นทายาทผู้รับพินัยกรรม
เจ้ามรดกมีนายหนึ่งน้องร่วมบิดาเดียวกันและมีนายเขียวเป็นน้า นายเขียวมีสิทธิรับมรดก
ข้อใดไม่ถูกต้อง
การสละมรดกต้องทำเป็นหนังสือมอบไว้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่หรือทำเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ
การสละมรดกจะทำเพียงบางส่วนไม่ได้
เหลืองจะสละมรดกโดยระบุให้ส่วนของตนตกแก่ฟ้าก็ได้
ฟ้าจะสละมรดก ฃตามพินัยกรรมเพียงอย่างเดียวก็ได้
นายแดงและนางฟ้าเป็นบุพการีของนายดำ นางม่วง นางเขียว ต่อมา 1 ตุลาคม 2555 ดำถึงแก่ความตาย หลังจากนั้นวันที่ 2 พฤศจิกายน 2555 นางเขียวสมรสกับนายต่อมีบุตรด้วยกันคือ เด็กชายเงิน และรับบุตรบุญธรรมคือเด็กหญิงชมพู เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2563 นางเขียวถึงแก่ความตาย ขณะตายมีเงินประกันชีวิตจำนวน 300,000 บาท เงินฌาปนกิจศพ 100,000 บาท เงินสด 3,000,000 บาท ที่ดินซึ่งให้นายทองเช่าทำเกษตร คอนโดซึ่งนางเขียวเช่าอยู่อาศัย
ข้อใดถูกต้อง
คอนโดซึ่งนางเขียวเช่าอยู่อาศัย เป็นสิทธิเฉพาะตัวไม่เป็นทรัพย์มรดก
ที่ดินซึ่งให้นายทองเช่าทำเกษตร เป็นสิทธิเฉพาะตัวไม่เป็นทรัพย์มรดก
เงินประกันชีวิตจำนวน 300,000 บาท เป็นสิทธิเฉพาะตัวไม่เป็นทรัพย์ทรัพมรดก
ไม่มีข้อใดถูก
นายแดงและนางฟ้าเป็นบุพการีของนายดำ นางม่วง นางเขียว ต่อมา 1 ตุลาคม 2555 ดำถึงแก่ความตาย หลังจากนั้นวันที่ 2 พฤศจิกายน 2555 นางเขียวสมรสกับนายต่อมีบุตรด้วยกันคือ เด็กชายเงิน และรับบุตรบุญธรรมคือเด็กหญิงชมพู เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2563 นางเขียวถึงแก่ความตาย ขณะตายมีเงินประกันชีวิตจำนวน 300,000 บาท เงินฌาปนกิจศพ 100,000 บาท เงินสด 3,000,000 บาท ที่ดินซึ่งให้นายทองเช่าทำเกษตร คอนโดซึ่งนางเขียวเช่าอยู่อาศัย
ข้อใดไม่ถูกต้อง
หากนายแดงหรือนางฟ้ามีชีวิตอยู่และเด็กชายเงินยังมีชีวิตอยู่นายต่อได้รับมรดกเทียบเท่าชั้นบุตร
หากนายแดงและนางฟ้ามีชีวิตอยู่แต่เด็กชายเงินและเด็กหญิงชมพูไม่มีชีวิตอยู่แล้วนายต่อได้รับมรดกกึ่งหนึ่ง
หากเหลือเพียงแค่นายม่วงนายต่อได้รับมรดกสองส่วนในสาม
หากเด็กหญิงชมพูยังมีชีวิตอยู่นายต่อได้รับมรดกเทียบเท่าชั้นบุตร
