wayground logo

Free Printable Worksheets

NEW

Font size

S
M
L
XL
Worksheets

บทที่ 5 การจัดการสินค้าคงคลังแบบอุปสงค์แปรตาม

Total questions: 15

Worksheet time: 8mins

Name
Class
Date
1.

การวิเคราะห์ความต้องการสินค้าคืออะไร?

a)

การวิเคราะห์ความต้องการสินค้าคือกระบวนการประเมินความต้องการของตลาดเพื่อพัฒนาสินค้าให้ตรงตามความต้องการของผู้บริโภค.

b)

การวิเคราะห์ความต้องการสินค้าคือการประเมินราคาสินค้าในตลาด

c)

การวิเคราะห์ความต้องการสินค้าคือการสร้างสินค้าใหม่โดยไม่สนใจตลาด

d)

การวิเคราะห์ความต้องการสินค้าคือการขายสินค้าทุกชนิดในตลาด

2.

วิธีการควบคุมสินค้าคงคลังมีอะไรบ้าง?

a)

วิธีการควบคุมสินค้าคงคลังมีหลายวิธี เช่น FIFO, LIFO, การวิเคราะห์ ABC, RFID, และการคาดการณ์ความต้องการสินค้า

b)

การพัฒนาผลิตภัณฑ์

c)

การวิเคราะห์ตลาด

d)

การจัดการลูกค้าสัมพันธ์

3.

การคาดการณ์อุปสงค์มีความสำคัญอย่างไร?

a)

การคาดการณ์อุปสงค์เป็นเพียงการคาดการณ์ราคาสินค้า

b)

การคาดการณ์อุปสงค์ไม่เกี่ยวข้องกับการจัดการทรัพยากร

c)

การคาดการณ์อุปสงค์ช่วยเพิ่มยอดขายโดยตรง

d)

การคาดการณ์อุปสงค์มีความสำคัญต่อการวางแผนธุรกิจและการจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ

4.

หลักการของการจัดการสินค้าคงคลังแบบ Just-in-Time คืออะไร?

a)

การผลิตสินค้าล่วงหน้าเพื่อเก็บไว้ในคลัง

b)

การผลิตสินค้าตามแผนที่กำหนดไว้ล่วงหน้า

c)

การผลิตและจัดส่งสินค้าตามความต้องการจริงในเวลาที่ต้องการ

d)

การจัดส่งสินค้าทุกวันโดยไม่คำนึงถึงความต้องการ

5.

การประเมินต้นทุนสินค้าคงคลังประกอบด้วยอะไรบ้าง?

a)

ต้นทุนการพัฒนา

b)

ต้นทุนการตลาด

c)

ต้นทุนการผลิต, ต้นทุนการจัดซื้อ, ต้นทุนการจัดเก็บ, ค่าขนส่ง, ค่าประกันภัย

d)

ต้นทุนการวิจัย

6.

กลยุทธ์การสั่งซื้อสินค้าคืออะไร?

a)

การเลือกสินค้าจากร้านค้า

b)

การขายสินค้าผ่านออนไลน์

c)

การจัดส่งสินค้าถึงบ้าน

d)

การวางแผนและกำหนดวิธีการในการจัดซื้อสินค้า

7.

การวิเคราะห์ความต้องการสินค้าช่วยในการวางแผนอย่างไร?

a)

การสร้างแบรนด์สินค้าใหม่

b)

การวิเคราะห์ตลาดเพื่อเพิ่มยอดขาย

c)

การวางแผนการผลิตและการจัดการสินค้าคงคลังอย่างมีประสิทธิภาพ

d)

การลดต้นทุนการผลิต

8.

การควบคุมสินค้าคงคลังสามารถทำได้ด้วยวิธีใดบ้าง?

a)

การตรวจนับ, ซอฟต์แวร์ติดตาม, วิเคราะห์ข้อมูล, ตั้งเกณฑ์การสั่งซื้อใหม่

b)

การตลาดออนไลน์

c)

การจัดส่งสินค้า

d)

การผลิตสินค้า

9.

การคาดการณ์อุปสงค์สามารถใช้เทคนิคใดได้บ้าง?

a)

การคาดการณ์ทางการเงิน

b)

การวิเคราะห์ตลาด

c)

การวิเคราะห์แนวโน้ม, การวิเคราะห์ซีรีส์เวลา, การสำรวจความคิดเห็น, โมเดลทางสถิติ

d)

การวิเคราะห์ความเสี่ยง

10.

การจัดการสินค้าคงคลังแบบ Just-in-Time มีข้อดีอย่างไร?

a)

ลดความพึงพอใจของลูกค้า

b)

เพิ่มต้นทุนในการผลิต

c)

ทำให้สินค้าคงคลังเพิ่มขึ้น

d)

ลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต

11.

การประเมินต้นทุนสินค้าคงคลังมีวิธีการใดบ้าง?

a)

วิธีการประเมินต้นทุนสินค้าคงคลัง ได้แก่ JIT, ABC, และการประเมินตามราคาตลาด

b)

วิธีการประเมินต้นทุนสินค้าคงคลัง ได้แก่ การประเมินตามราคาต้นทุน, การประเมินตามราคาขาย, และการประเมินตามราคาตลาด

c)

วิธีการประเมินต้นทุนสินค้าคงคลัง ได้แก่ การประเมินตามต้นทุนการผลิต, การประเมินตามราคาขาย, และการประเมินตามต้นทุนเฉลี่ย

d)

วิธีการประเมินต้นทุนสินค้าคงคลัง ได้แก่ FIFO, LIFO, และต้นทุนเฉลี่ย

12.

กลยุทธ์การสั่งซื้อสินค้าควรพิจารณาอะไรบ้าง?

a)

ราคาสินค้าเท่านั้น

b)

การตลาดออนไลน์

c)

การโฆษณาในสื่อสังคม

d)

ปัจจัยที่ต้องพิจารณาในการสั่งซื้อสินค้าคือ ความต้องการของตลาด, งบประมาณ, คุณภาพ, ผู้จัดจำหน่าย, และระยะเวลาการจัดส่ง.

13.

การวิเคราะห์ความต้องการสินค้าสามารถใช้ข้อมูลจากไหนได้บ้าง?

a)

ข้อมูลการผลิต

b)

การวิเคราะห์ทางการเงิน

c)

ข้อมูลพนักงาน

d)

ข้อมูลการขาย, การสำรวจความพึงพอใจ, แนวโน้มตลาด, ข้อมูลคู่แข่ง

14.

การควบคุมสินค้าคงคลังมีผลต่อธุรกิจอย่างไร?

a)

การควบคุมสินค้าคงคลังทำให้ธุรกิจขาดทุน

b)

การควบคุมสินค้าคงคลังไม่ส่งผลต่อการดำเนินธุรกิจ

c)

การควบคุมสินค้าคงคลังเพิ่มความยุ่งยากในการจัดการ

d)

การควบคุมสินค้าคงคลังช่วยลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจ

15.

การคาดการณ์อุปสงค์มีผลต่อการผลิตอย่างไร?

a)

การคาดการณ์อุปสงค์ทำให้การผลิตช้าลง

b)

การคาดการณ์อุปสงค์ไม่ส่งผลต่อการผลิต

c)

การคาดการณ์อุปสงค์ช่วยให้การผลิตมีประสิทธิภาพและลดต้นทุนได้.

d)

การคาดการณ์อุปสงค์เพิ่มต้นทุนการผลิต