Wayground logo

Free Printable Worksheets

Font size

S
M
L
XL
Worksheets

ทักษะ

Total questions: 25

Worksheet time: 13mins

Name
Class
Date
1.

เป็นความสามารถในการหาความเกี่ยวข้องสัมพันธ์ระหว่างสเปซหรือขอบเขตที่วัตถุครอบครองเมื่อเวลาผ่านไป

a)

การหาความสัมพันธ์ระหว่างสเปชกับสเปช (space/space relationships )

b)

การหาความสัมพันธ์ระหว่างสเปชกับเวลา

(space/time relationships)

c)

การคำนวณ

(using numbers)

d)

การพยากรณ์ (prediction)

2.

เป็นความสามารถในการหาความสัมพันธ์ระหว่างสเปซ

หรือขอบเขตที่วัตถุต่าง ๆ ครอบครอง

a)

การวัด (measurement)

b)

การคำนวณ

(using numbers)

c)

การหาความสัมพันธ์ระหว่างสเปชกับเวลา (space/time relationships)

d)

การหาความสัมพันธ์

ระหว่างสเปชกับสเปช

(space/space relationships)

3.

เป็นความสามารถในการกำหนดความหมาย หรือขอบเขตของตัวแปรตาม ที่อยู่ในสมมติฐานหรือที่เกี่ยวข้องกับการทดลองให้เข้าใจตรงกัน เพื่อให้สังเกตและวัดได้

a)

การสร้างแบบจำลอง (Modeling Construction)

b)

 การวัด (measurement)

c)

การกำหนดนิยามเชิงปฏิบัติการ (defining operationally)

d)

การทดลอง (experimenting)

4.

เป็นความสามารถในการกำหนดตัวแปรต้น ตัวแปรตาม และตัวแปรที่ต้องควบคุมให้คงที่ ให้สอดคล้องกับสมมติฐานของการทดลอง

a)

การกำหนดนิยามเชิงปฏิบัติการ (defining operationally)

b)

การกำหนดและควบคุมตัวแปร (identifying and controlling variables)

c)

การจัดกระทำ และการสื่อความหมายข้อมูล (organizing data and communication)

d)

การตั้งสมมติฐาน (formulating hypotheses)

5.

เป็นความสามารถในการคาดการณ์เหตุผลหรืออธิบายของสิ่งที่จะเกิดขึ้นก่อนการทดลอง โดยอาศัยการสังเกตความรุ้หรือประสบการณ์เดิมเป็นพื้นฐาน บอกความสัมพันธ์ตัวแปรต้น ตัวแปรตาม

a)

การตั้งสมมติฐาน (formulating hypotheses)

b)

การกำหนดนิยามเชิงปฏิบัติการ (defining operationally)

c)

การกำหนดและควบคุมตัวแปร (identifying and controlling variables)

d)

การพยากรณ์ (prediction)

6.

?

a)

การทดลอง (experimenting)

b)

การตั้งสมมติฐาน (formulating hypotheses)

c)

การกำหนด

และควบคุมตัวแปร (identifying and controlling variables)

d)

การหาความสัมพันธ์ระหว่างสเปชกับสเปช และสเปชกับเวลา (space/space relationships and space/time relationships)

7.

เป็นความสามารถในการคาดการณ์ที่จะเกิดขึ้นของปรากฎการณ์ สถานการณ์ การทดลอง จากการสังเกตแบบรูปของหลักฐาน

a)

การคำนวณ

(using numbers)

b)

การตั้งสมมติฐาน (formulating hypotheses)

c)

การทดลอง (experimenting)

d)

การพยากรณ์ (prediction)

8.

เป็นความสามารถในการแปลความหมายข้อมูล เช่น การบรรยาย ลักษณะของข้อมูล การบอกความหมายของข้อมูล หรือการเลือกข้อมูลนำมาใช้เป็นหลักฐาน และสามารถสรุปความสัมพันธ์ของข้อมูลทั้งหมด

a)

การกำหนดนิยามเชิงปฏิบัติการ (defining operationally)

b)

การกำหนดและควบคุมตัวแปร (identifying and controlling variables)

c)

การจัดกระทำ และการสื่อความหมายข้อมูล (organizing data and communication)

d)

การตีความหมายข้อมูลและการลงข้อสรุป (interpreting data conclusion)

9.

เป็นความสามารถในการสร้าง พัฒนา หรือใช้สิ่งที่ทำขึ้นมาเพื่อเป็นตัวแทนของสิ่งของต่างๆ เช่น วัตถุ กระบวนการ ปรากฏการณ์ เพื่อสื่อสาร บรรยาย อธิบาย เช่น กราฟ สมการ รูปภาพ แผนภูมิ สิ่งประดิษฐ์

a)

การกำหนดและควบคุมตัวแปร (identifying and controlling variables)

b)

การทดลอง (experimenting)

c)

การสร้างแบบจำลอง (Modeling Construction)

d)

การพยากรณ์ (prediction)

10.

เป็นความสามารถในการนำข้อมูลที่ได้จากการสังเกต การวัด การทดลอง มาจัดกระทำให้อยู่ในรูปแบบต่างๆ เพื่อสื่อสารให้ผู้อื่นเข้าใจความหมายของข้อมูลนั้นมากขึ้น

a)

การกำหนดนิยามเชิงปฏิบัติการ (defining operationally)

b)

การลงความเห็น

จากข้อมูล (inferring)

c)

การตีความหมายข้อมูลและการลง

ข้อสรุป (interpreting data conclusion)

d)

การจัดกระทำ และการสื่อความหมายข้อมูล (organizing data and communication)

11.

เป็นความสามารถในการแบ่งพวก หรือเรียงลำดับวัตถุหรือสิ่งของ โดยใช้ความเหมือนหรือแตกต่างกันของลักษณะ เป็นเกณฑ์

a)

การจำแนกประเภท (classification)

b)

การตั้งสมมติฐาน (formulating hypotheses)

c)

การคำนวณ

(using numbers)

d)

การกำหนดและควบคุมตัวแปร (identifying and controlling variables)

12.

เป็นความสมามรถในการสร้างข้อสรุปจากคความรู้ ประสบการณ์เดิม หรือข้อมูลที่เคยรวบรวมไว้

a)

การพยากรณ์ (prediction)

b)

การจำแนกประเภท (classification)

c)

การลงความเห็น

จากข้อมูล (inferring)

d)

การจัดกระทำ และการสื่อความหมายข้อมูล (organizing data and communication)

13.

เป็นความสามารถในการใช้ประสาทสัมผัสอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายๆอย่างรวมกันผ่านอวัยวะรับสัมผัส เช่น ตา หู จมูก ลิ้น ผิวหนัง

a)

การสังเกต (observing)

b)

การจำแนกประเภท (classification)

c)

การลงความเห็น

จากข้อมูล (inferring)

d)

การทดลอง (experimenting)

14.

ข้อใดไม่ใช่ ข้อความที่ได้จากการสังเกต

a)

เทียนไขมีรูปร่างทรงกระบอก

b)

เทียนไขทํามาจากไขปลาวาฬ

c)

เทียนไขมีสีเหลืองอ่อน

d)

เทียนไขมีเนื้อละเอียด มันวาว

15.

ข้อใดเป็นการเลือกใช้เครื่องมือได้อย่างเหมาะสม

a)

เอามือแตะหน้าผากผู้ป่วยเพื่อตรวจดูไข้

b)

วัดส่วนสูงของตนเองด้วยตลับเมตร

c)

ใช้เทอร์โมมิเตอร์วัดอุณหภูมิน้ำในแก้ว

d)

วัดความยาวของห้องเรียนด้วยไม้บรรทัด

16.

สมใจพูดกับเพื่อนว่า “ฉันว่านะเมฆครึ้มๆแบบนี้ฝนตกหนักแน่นอน”

จากข้อความข้างต้น สมใจกำลังใช้ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ทักษะใด

a)

ทักษะการลงความเห็นจากข้อมูล

b)

ทักษะการสื่อความหมาย

c)

ทักษะการตั้งสมมติฐาน

d)

ทักษะการพยากรณ์

17.

ข้อใดต่อนี้ไม่เป็นคุณลักษณะของการสังเกตที่ดี

a)

ของเหลวในถ้วยใบนี้มีรสหวานของเหลวในถ้วยใบนี้มีรสหวาน

b)

สมุดแบบฝึกหัด กว้างประมาณ 20 cm ยาวประมาณ 15 cm

c)

วันนี้มีเมฆมากฝนคงจะตก

d)

กระดาษแผ่นนี้มีสีส้ม

18.

บุคคลในข้อใดใช้ทักษะการสร้างแบบจำลอง

a)

มาร์คได้ยินเสียงเพลงดังมาจากห้องเรียนดนตรี แล้วเดาว่าเป็นเพลงร็อค

b)

ใบบัวดมดอกไม้สีขาวและมีกลิ่นหอม แล้วบอกว่าดอกไม้ชนิดนี้เป็นดอกมะลิ

c)

คุณปั้นดินน้ำมันเป็นรูปแมวเพื่อแสดงโครงสร้างกระดูกสันหลังของแมว

d)

อึนเจจัดเก็บหนังสือในห้องเป็นหมวดหมู่เพื่อให้หาได้ง่าย

19.

“เป็นการนำข้อมูลที่รวบรวมได้จากวิธีการต่าง ๆ มาจัดกระทำให้อยู่ในรูปแบบที่เข้าใจง่ายมากขึ้น เช่น กราฟ แผนภูมิ แผนภาพ” จากข้อความนี้เป็นทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ใด?

a)

การจัดกระทำและสื่อความหมายข้อมูลข้อสรุป

b)

การกำหนดนิยามเชิงปฏิบัติการ

c)

การตีความหมายข้อมูลและลงข้อสรุป

d)

การใช้จำนวน

20.

การกำหนดความหมายและขอบเขตของสิ่งต่างๆ เพื่อให้เกิดความเข้าใจตรงกัน เป็นทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ใด

a)

การตั้งสมมติฐาน

b)

การตีความหมายข้อมูลและลงข้อสรุป

c)

การทดลอง

d)

การกำหนดนิยามเชิงปฏิบัติการ

21.

ข้อใดไม่ใช่ขั้นตอนของ  “ กระบวนการทางวิทยาศาสตร์”

a)

การแก้ปัญหา

b)

การตั้งสมมติฐาน

c)

การทดลอง

d)

การสรุปและแปลความหมาย

22.

การสังเกตของนักวิทยาศาสตร์ทำให้เกิดสิ่งใดเป็นอันดับแรก

a)

สมมติฐาน

b)

การทดลอง

c)

ปัญหา

d)

กฎ

23.

ทักษะในข้อใดจำเป็นจะต้องใช้ประสามสัมผัสทั้ง 5

a)

ทักษะการสังเกต

b)

ทักษะการจัดกระทำข้อมูล

c)

ทักษะการพยากรณ์

d)

ทักษะการกำหนดนิยามเชิงปฏิบัติการ

24.

ทักษะในข้อใดถือว่าเป็นทักษะพื้นฐานที่นักวิทยาศาสตร์จำเป็นต้องมี

a)

ทักษะการตั้งสมมติฐาน

b)

ทักษะการสังเกต

c)

ทักษะการพยากรณ์

d)

ทักษะการตีความหมายข้อมูลและลงข้อสรุป

25.

ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์มีกี่ทักษะ?

a)

6 ทักษะ

b)

8 ทักษะ

c)

13 ทักษะ

d)

14 ทักษะ