wayground logo

Free Printable Worksheets

NEW

Font size

S
M
L
XL
Worksheets

posttestกระท่อม

Total questions: 20

Worksheet time: 7mins

Name
Class
Date
1.

ท่านคิดว่ากระท่อม (Mitragyna speciosa) เป็นพื้นร่วมวงศ์ (Family) กับพืชใด

a)
มะม่วง
b)
กาแฟ
c)
สัก
d)
กัญชง
2.

กระท่อม (Mitragyna speciosa) มีวิสัย (Habit) ของพืชแบบใด

a)
ไม้พุ่ม (shrub) สูงไม่เกิน 7 เมตร
b)
ไม้เถารอเลื้อย (climbing)
c)
ไม้ต้น (tree)
d)
ไม้ต้นขนาดเล็ก (shrubby tree) สูงระหว่าง 7-15 เมตร
3.
ท่านคิดว่านอกจากประเทศไทยแล้ว กระท่อมสามารถกระจายพันธุ์ตามธรรมชาติได้ที่ใดในโลกได้บ้าง
a)
กลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
b)
กลุ่มประเทศละตินอเมริกัน
c)
กลุ่มประเทศแถบเมริเตอเรเนียน
d)
ข้อ ก และ ข ถูก
4.
สารสำคัญหลักในพืชกระท่อมคืออะไร
a)
Mitragynine
b)
Cannabidiol
c)
Alkaloid
d)
ถูกทุกข้อ
5.
ท่านคิดว่ากระท่อมเป็นพืชที่ขยายพันธุ์แบบใดในปัจจุบัน
a)
เพาะเมล็ดเท่านั้น
b)
เพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ
c)
ปักชำ และตอนก่ง
d)
สามารถทำได้ทุกกรรมวิธี ทั้งแบบอาศัยเพศ และไม่อาศัยเพศ
6.
การปลูกพืชกระท่อมในปัจจุบันมีข้อกำหนดสำคัญอย่างไร
a)
ไม่เกิน 6 ต้นต่อครัวเรือน
b)
ไม่มีข้อกำหนด ปลูกได้เลย
c)
เกิน 100 ต้นต่อไร่ ต้องขึ้นทะเบียนสวนป่ากับกรมป่าไม้
d)
ไม่มีข้อใดถูก
7.
การเคี้ยว หรือใช้พืชกระท่อม ชาวบ้านท้องถิ่นมักใช้ส่วนใดมากที่สุด
a)
ราก
b)
ลำต้น
c)
กิ่งอ่อน
d)
ใบ
8.
ท่านคิดว่าสารสำคัญในพืชกระท่อม มีสะสมอยู่ส่วนใดของต้นพืช
a)
ทุกส่วนของลำต้น
b)
ใบแก่
c)
ดอกและผล
d)
รากแขนง
9.
ท่านคิดว่านิเวศวิทยาของจังหวัดเชียงใหม่ สามารถปลูกพืชกระท่อมลงดินได้หรือไม่
a)
ไม่ได้ เพราะไม่ใช่ถิ่นกำเนิดที่แท้จริง
b)
ไม่รู้ ไม่รู้ ไม่รู้
c)
ได้ หากมีการปฏิบัติดูแลคล้ายระบบนิเวศดั้งเดิม
d)
ไม่ได้ แต่ถ้าปลูกในกระถางสามารถทำได้
10.
ท่านคิดว่ากระท่อมมีสายพันธุ์ ที่ผันแปรตามธรรมชาติหรือไม่
a)
ไม่มี เพราะมีชนิดเดียว
b)
มี ก้านเขียว ก้านแดง และอื่น ๆ
c)
ไม่มี เพราะชื่อวิทยาศาสตร์ ไม่มี var.
d)
มี เพราะชื่อวิทยาศาสตร์มี cv.
11.
ในทางธรรมชาตินิเวศวิทยาของกระท่อม เป็นชนิดไม้ในเรือนยอดใดของป่า หรือ สวนผลไม้
a)
เรือนยอดเด่น (dominant canopy)
b)
เรือนยอดรองเด่น (codominant canopy)
c)
เรือนยอดที่ถูกเบียดบัง (overtopped canopy)
d)
เรือนยอดไม้พุ่ม (shrubby canopy)
12.
พีทมอสตามธรรมชาติที่เป็นวัสดุเพาะที่ดีที่สุดมีค่า pH ค่อนไปทางใด
a)
ค่อนข้างเป็นกรดอ่อน (pH 4-4.5)
b)
ค่อนข้างเป็นกลาง (pH 7)
c)
ค่อนข้างเป็นเบส (pH >7)
d)
ค่อนข้างเป็นกรดแก่ (pH <4)
13.
การอนุบาลกล้ากระท่อมอายุก่อน 3 เดือนในภาคเหนือที่มีแดดจัดควรไว้ในที่ร่ม หรือ ในไว้ในที่รำไร มีแสงแดดส่องผ่านหรือโรงเรือนที่มีแสลนประมาณกี่เปอร์เซ็นต์
a)
ไม่จำเป็นต้องไว้ใต้สแลน
b)
แสลนประมาณ 60%
c)
ไว้ในแสลนทึบมากกว่า 80%
d)
แสลนน้อยกว่า 50%
14.
การขยายพันธุ์กระท่อมแบบไม่อาศัยเพศ ที่นิยมทำในปัจจุบันของพืชกระท่อมคือ วิธีการใด
a)
การปักชำกิ่ง (stem cutting)
b)
การเสียบยอด (cleft grafting)
c)
การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ (tissue culture)
d)
ทุกวิธีการ
15.
สาร mitragynine มีผลอย่างไรทางการแพทย์
a)
ลดไขมันในเลือด
b)
ลดหรือบรรเทาอาการปวด
c)
ลดน้ำตาลในเลือด
d)
เพิ่มสารต่อต้านมะเร็ง
16.
พืชร่วมสกุลชนิดใดของกระท่อม มีลักษณะทางพันธุกรรมใกล้เคียงกระท่อมมากที่สุด
a)
กระทุ่มนา
b)
กระทุ่มโคก
c)
กระทุ่มเนิน
d)
ทั้ง 3 ชนิดข้างต้น
17.
สถานที่ใดห้ามขายพืชกระท่อม และผลิตภัณฑ์จากพืชกระท่อม
a)
วัด
b)
สี่แยกไฟแดง
c)
สวนสาธารณะ
d)
ถูกทุกข้อ
18.
ผลิตภัณฑ์จากพืชกระท่อมต้องมีการรับรองจากองค์กรใด ถึงจะขายทั่วไปในท้องตลาดได้
a)
องค์การอาหารและยา
b)
กระทรวงอุตสาหกรรม
c)
ปปส.
d)
มหาวิทยาลัย
19.
พระราชบัญญัติพืชกระท่อม ตราในกฎหมายในปี พ.ศ. ใดในปัจจุบัน
a)
2566
b)
2565
c)
2564
d)
ยังไม่ตรากฎหมายทางการออกมา
20.
การใช้พืชกระท่อมเป็นยาสมุนไพร ที่พระราชบัญญัติระบุไว้ ต้องภายใต้ผู้ประกอบเวชกรรมเว้นแบบใด
a)
ผู้ประกอบวิชาชีพหมอพื้นบ้าน
b)
ผู้ประกอบวิชาชีพทันตกรรม
c)
ผู้ประกอบวิชาชีพการแผนแผนไทยประยุกต์
d)
ผู้ประกอบวิชาชีพหมอพื้นบ้านตามกฎหมายว่าด้วยวิชาชีพการแพทย์แผนไทย