wayground logo

Free Printable Worksheets

NEW

Font size

S
M
L
XL
Worksheets

แบบทดสอบ เรื่อง เสียงแสงสีและคลื่นแม่เหล็กไฟ

Total questions: 50

Worksheet time: 50mins

Name
Class
Date
1.

ถ้าตะโกนใส่กําแพงซึ่งเป็นสิ่งกีดขวางและได้ยินเสียงกลับมาเป็นเพราะพฤติกรรมใดของเสียง

a)

การดูดกลืนเสียง

b)

การหักเหของเสียง

c)

การสะท้อนของเสียง

d)

การแทรกสอดของเสียง

2.

เมื่อเราเห็นฟ้าแลบแล้วเตรียมยกมือขึ้นอุดหู แต่กลับไม่ได้ยินเสียงฟ้าร้อง เป็นเพราะเหตุใด

a)

เสียงถูกดูดกลืนไปโดยชั้นบรรยากาศ

b)

เกิดการสะท้อนของเสียงกลับไปที่แหล่งกําเนิด

c)

เสียงเดินทางช้ากว่าแสงมากจนยังไม่ถึงผู้ฟัง

d)

เกิดการหักเหของเสียงทําให้เสียงเปลี่ยนทิศทาง

3.

ในหอประชุมของโรงเรียนที่มีลําโพงตั้งอยู่ด้านหน้าเวที 2 ตัว ผู้ฟังที่นั่งอยู่ในแถวขนานกับหน้าเวทีแต่ละตําแหน่งจะได้ยินเสียงดังเท่ากันหรือไม่ อย่างไร

a)

ได้ยินเสียงดังไม่เท่ากัน เพราะเสียงจากลําโพงทั้งสองเกิดการแทรกสอด

b)

ได้ยินเสียงดังไม่เท่ากัน เพราะเสียงเกิดการสะท้อนจากผนังห้อง

c)

ได้ยินเสียงดังเท่ากันทุกตําแหน่ง เพราะเสียงกระจายตัวสม่ําเสมอ

d)

ได้ยินเสียงดังเท่ากันทุกตําแหน่ง เพราะลําโพงเปิดเสียงความถี่เดียวกัน

4.

นักเรียนสามารถได้ยินเสียงคนคุยกันจากคนละด้านของมุมตึกหรือไม่ เพราะพฤติกรรมใดของเสียง

a)

ไม่สามารถได้ยิน เพราะเสียงถูกดูดกลืนโดยผนังตึก

b)

สามารถได้ยิน เพราะเสียงสามารถเลี้ยวเบนอ้อมขอบสิ่งกีดขวางได้

c)

ไม่สามารถได้ยิน เพราะเสียงสะท้อนกลับไปยังแหล่งกําเนิด

d)

สามารถได้ยิน เพราะเสียงเดินทางทะลุผ่านกําแพงตึก

5.

การได้ยินเสียงดัง-ค่อย เกี่ยวข้องกับกําลังเสียงของแหล่งกําเนิดอย่างไร

a)

กําลังเสียงของแหล่งกําเนิดมากจะได้ยินเสียงค่อย กําลังเสียงของแหล่งกําเนิดน้อยจะได้ยินเสียงดัง

b)

กําลังเสียงของแหล่งกําเนิดมากจะได้ยินเสียงดัง กําลังเสียงของแหล่งกําเนิดน้อยจะได้ยินเสียงค่อย

c)

กําลังเสียงของแหล่งกําเนิดไม่ส่งผลต่อการได้ยินเสียงดัง-ค่อย

d)

การได้ยินเสียงดัง-ค่อยขึ้นอยู่กับระยะทางระหว่างผู้ฟังกับแหล่งกําเนิดเท่านั้น

6.

การได้ยินเสียงดัง-ค่อย เกี่ยวข้องกับความเข้มเสียงอย่างไร

a)

ความเข้มเสียงมากจะได้ยินเสียงค่อย ความเข้มเสียงน้อยจะได้ยินเสียงดัง

b)

ความเข้มเสียงไม่มีผลต่อการได้ยินเสียงดัง-ค่อย

c)

ความเข้มเสียงมากจะได้ยินเสียงดัง ความเข้มเสียงน้อยจะได้ยินเสียงค่อย

d)

การได้ยินเสียงดัง-ค่อยขึ้นอยู่กับความถี่ของเสียงเท่านั้น

7.

ความเข้มเสียงเกี่ยวข้องกับกําลังเสียงของแหล่งกําเนิดและระยะห่างจากแหล่งกําเนิดเสียงอย่างไร

a)

ความเข้มเสียงไม่เกี่ยวข้องกับกําลังเสียงหรือระยะห่าง

b)

กําลังเสียงน้อยและระยะห่างน้อย ความเข้มเสียงจะน้อย

c)

กําลังเสียงมากและระยะห่างมาก ความเข้มเสียงจะมาก

d)

กําลังเสียงมากที่ระยะห่างเท่าเดิม ความเข้มเสียงจะมาก

8.

ขณะอยู่ในสนามกีฬาแล้วตะโกนเชียร์ พบว่าได้ยินเสียงตัวเองอีกครั้ง เกิดจากปรากฏการณ์ใดของเสียง

a)

การสะท้อนของเสียง

b)

การหักเหของเสียง

c)

การเลี้ยวเบนของเสียง

d)

การแทรกสอดของเสียง

9.

เมื่อเล่นเครื่องดนตรีประเภทเป่า เช่น แตร การเป่าลมเข้าไปในแตร เหตุใดเสียงจึงดัง

a)

ลมที่เป่ามีแรงดันสูงจึงทําให้เกิดเสียงดัง

b)

ลมทําให้เกิดการสั่นพ้องในลําอากาศของแตร

c)

เสียงเกิดจากการเสียดสีของลมกับผิวท่อแตร

d)

การเป่าลมช่วยเพิ่มความเข้มเสียงโดยตรง

10.

รถดับเพลิงที่เปิดไซเรนวิ่งผ่านเราขณะรถวิ่งเข้าหา และเมื่อรถวิ่งผ่านเราไปแล้ว เราจะได้ยินเสียงเป็นอย่างไร และเรียกว่าปรากฏการณ์ใด

a)

ขณะรถวิ่งเข้าหา เสียงทุ้มขึ้น; เมื่อรถวิ่งผ่านไป เสียงแหลมขึ้น เรียกว่าปรากฏการณ์เรโซแนนซ์

b)

ขณะรถวิ่งเข้าหา เสียงดังขึ้น; เมื่อรถวิ่งผ่านไป เสียงเบาลง เรียกว่าปรากฏการณ์การสะท้อน

c)

ขณะรถวิ่งเข้าหา เสียงแหลมขึ้น; เมื่อรถวิ่งผ่านไป เสียงทุ้มลง เรียกว่าปรากฏการณ์ดอปเพลอร์

d)

ขณะรถวิ่งเข้าหา เสียงไม่เปลี่ยนแปลง; เมื่อรถวิ่งผ่านไป เสียงเปลี่ยนเพราะปรากฏการณ์การเลี้ยวเบน

11.

เมื่อปรับเทียบเสียงสายกีต้าร์แล้วได้ยินเสียงดัง-ค่อยสลับกันเป็นจังหวะ เสียงนี้แสดงพฤติกรรมของคลื่นแบบใด และเรียกว่าปรากฏการณ์ใด

a)

การสะท้อนของคลื่นเสียง เรียกว่า การสะท้อนเสียง

b)

การเลี้ยวเบนของคลื่นเสียง เรียกว่า การเลี้ยวเบนของเสียง

c)

การรวมกันของคลื่นเสียงที่มีความถี่ต่างกัน เรียกว่า บีตของเสียง

d)

การหักเหของคลื่นเสียง เรียกว่า การหักเหของเสียง

12.

คลื่นอัลตราซาวด์ซึ่งเป็นคลื่นเสียงความถี่สูงสามารถนําไปใช้ประโยชน์ในด้านใดในชีวิตประจําวัน

a)

ใช้ตรวจจับวัตถุที่เคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูง เช่น รถแข่ง

b)

ใช้ในการทําความสะอาดแว่นตาและเครื่องประดับโดยเครื่องล้างอัลตราโซนิก

c)

ใช้เพิ่มความดังของเสียงในงานคอนเสิร์ตและการแสดง

d)

ใช้ลดเสียงรบกวนในห้องอัดเสียง

13.

เสียงจากแหล่งกําเนิดใดที่ควรต้องสวมเครื่องป้องกันเสียง เนื่องจากอาจเป็นอันตรายต่อหู

a)

เครื่องเจาะถนน

b)

โทรทัศน์ที่เปิดในระดับเสียงปกติ

c)

เสียงนกร้องในสวนสาธารณะ

d)

เครื่องเล่นเพลงแบบพกพา

14.

เมื่อเราร้องเพลงในห้องน้ํา แล้วได้ยินเสียงตัวเองก้องกังวานมากกว่าการร้องเพลงในที่โล่งแจ้ง เนื่องจากสาเหตุใด

a)

เสียงในห้องน้ํามีความดังมากกว่าที่โล่งแจ้ง

b)

เสียงในห้องน้ําเดินทางได้เร็วขึ้นกว่าที่โล่งแจ้ง

c)

เสียงสะท้อนกลับมาในเวลาน้อยกว่า 1/10 วินาที

d)

เสียงในห้องน้ํามีความถี่สูงกว่าการร้องเพลงในที่โล่งแจ้ง

15.

ในหอประชุมที่มีการติดตั้งลําโพง 2 ตัวด้านหน้าเวทีและส่งเสียงเหมือนกัน ผู้ที่นั่งแถวหน้าได้ยินเสียงดังแตกต่างกัน เกิดจากพฤติกรรมใดของเสียง

a)

การสะท้อนของเสียงจากผนังหอประชุม

b)

การเลี้ยวเบนของเสียงทําให้เสียงเดินทางไปในทิศทางต่างๆ

c)

การหักเหของเสียงเมื่อเดินทางผ่านอากาศที่มีอุณหภูมิต่างกัน

d)

การรวมกันของคลื่นเสียง ทําให้เกิดการเสริมและหักล้างกัน

16.

เหตุใดสุนัขจึงได้ยินเสียงนกหวีดสําหรับฝึกสุนัข ในขณะที่มนุษย์ไม่ได้ยิน

a)

สุนัขสามารถได้ยินเสียงในช่วงความถี่สูงกว่าที่มนุษย์ได้ยิน

b)

นกหวีดฝึกสุนัขสร้างเสียงที่มีความดังมากจนมนุษย์ไม่ได้ยิน

c)

สุนัขมีประสาทหูที่ไวต่อเสียงมากกว่ามนุษย์ทุกช่วงความถี่

d)

นกหวีดฝึกสุนัขสร้างคลื่นเสียงที่มนุษย์ไม่สามารถรับรู้ได้เพราะเสียงเดินทางในอากาศไม่ได้

17.

ขณะรถยนต์เร่งความเร็วแล่นผ่านและบีบแตรยาว คนที่ยืนรอข้ามถนนจะได้ยินเสียงแตรรถมีความถี่เปลี่ยนไปอย่างไร

a)

ความถี่ของเสียงแตรไม่เปลี่ยนแปลง ไม่ว่ารถจะเคลื่อนที่เข้าหาหรือออกจากกลุ่มคน

b)

เมื่อรถวิ่งเข้าหา กลุ่มคนจะได้ยินเสียงแตรมีความถี่ต่ําลง และเมื่อรถวิ่งออกไปจะได้ยินความถี่สูงขึ้น

c)

เมื่อรถวิ่งเข้าหา กลุ่มคนจะได้ยินเสียงแตรมีความถี่สูงขึ้น และเมื่อรถวิ่งออกไปจะได้ยินความถี่ต่ําลง

d)

ความถี่ของเสียงแตรจะลดลงเรื่อย ๆ ไม่ว่ารถจะวิ่งเข้าหาหรือออกจากกลุ่มคน

18.

การที่เรามองเห็นดอกดาวเรืองมีสีเหลืองและใบไม้มีสีเขียว เกี่ยวข้องกับสิ่งใดบ้าง

a)


ดอกดาวเรืองและใบไม้สร้างแสงสีเหลืองและสีเขียวขึ้นมาเอง

b)

แสงขาวถูกดูดกลืนทั้งหมด ทําให้เรามองเห็นสีที่แตกต่างกัน

c)

สารสีในดอกดาวเรืองและใบไม้ดูดกลืนแสงบางสีและสะท้อนแสงสีเหลืองและสีเขียวเข้าตาเรา

d)

ดอกดาวเรืองและใบไม้เปลี่ยนสีของแสงที่ตกกระทบก่อนสะท้อนเข้าตาเรา

19.

ในแสงขาว เมื่อเห็นวัตถุเป็นสีดํา แสดงว่ามีแสงสีใดสะท้อนออกมาและวัตถุดูดกลืนแสงสีใดไว้

a)

วัตถุสะท้อนแสงทุกสีออกมา จึงมองเห็นเป็นสีดํา

b)

วัตถุไม่สะท้อนแสงสีใดเลย และดูดกลืนแสงทุกสีไว้ทั้งหมด

c)

วัตถุสะท้อนเฉพาะแสงสีดําออกมา และดูดกลืนแสงสีอื่นไว้

d)

วัตถุสะท้อนเฉพาะแสงสีขาวออกมา และดูดกลืนแสงสีดําไว้

20.

เหตุใดเราจึงมองเห็นวัตถุเป็นสีขาว และเซลล์รูปกรวยชนิดใดทํางานบ้าง

a)

วัตถุสะท้อนแสงทุกสีออกมา และเซลล์รูปกรวยทั้ง 3 ชนิดถูกกระตุ้นให้ทํางาน

b)

วัตถุดูดกลืนแสงทุกสีไว้ทั้งหมด และเซลล์รูปกรวยชนิดเดียวทํางาน

c)

วัตถุสะท้อนเฉพาะแสงสีขาวออกมา และเซลล์รูปแท่งเท่านั้นที่ทํางาน

d)

วัตถุดูดกลืนแสงเฉพาะบางสี และสะท้อนแสงสีขาวออกมา ทําให้เซลล์รูปกรวยชนิดเดียวถูกกระต

21.

เมื่อเรามองเห็นวัตถุเป็นสีดํา เกิดจากสาเหตุใด และเซลล์รูปกรวยชนิดใดทํางานบ้าง

a)

วัตถุสะท้อนแสงทุกสี เซลล์รูปกรวยทั้ง 3 ชนิดทํางานพร้อมกัน

b)

วัตถุดูดกลืนทุกแสงสี ไม่สะท้อนแสงใดออกมา เซลล์รูปกรวยไม่ถูกกระตุ้น

c)

วัตถุสะท้อนเฉพาะแสงสีดํา เซลล์รูปกรวยชนิดสีดําทํางาน

d)

วัตถุดูดกลืนแสงสีขาว และสะท้อนแสงสีดํา เซลล์รูปกรวยสีแดงทํางาน

22.

เหตุใดเมื่อเราอยู่ในที่มืดหรือมีแสงสว่างน้อย จึงแยกแยะสีของวัตถุได้ไม่ชัดเจน

a)

เพราะเซลล์รูปแท่งทํางานได้ดีในที่มืด จึงรับรู้สีได้ชัดเจน

b)

เพราะเซลล์รูปกรวยสามารถทํางานได้ในที่มืด แต่ประมวลผลสีได้ช้ากว่า

c)

เพราะเซลล์รูปกรวยทํางานได้ดีในที่มีแสงสว่างเพียงพอในที่มืดจึงไม่ถูกกระตุ้น

d)

เพราะแสงน้อยทําให้เซลล์รูปแท่งและเซลล์รูปกรวยทํางานพร้อมกันจนเกิดความผิดเพี้ยนของสี

23.

คืนเดือนเพ็ญขึ้น 15 ค่ํา แสงสว่างจากดวงจันทร์ทําให้เราเห็นวัตถุเป็นสีดํา เข้ม-จาง หรือมืด-สว่าง โดยไม่สามารถแยกแยะสีได้ เพราะเหตุใด

a)

เพราะเซลล์รูปกรวยไม่ถูกกระตุ้น แต่เซลล์รูปแท่งรับรู้เฉพาะระดับความมืด-สว่าง

b)

เพราะแสงจากดวงจันทร์ไม่มีความเข้มข้นพอที่จะกระตุ้นเซลล์รูปแท่งและเซลล์รูปกรวย

c)

เพราะแสงจากดวงจันทร์สะท้อนเฉพาะสีดําและสีเทา ทําให้เราไม่เห็นสีอื่น

d)

เพราะแสงจากดวงจันทร์รบกวนการทํางานของเซลล์รูปกรวย ทําให้เกิดภาพขาวดํา

24.

เหตุใดเมื่อขับรถตอนกลางวันบนถนนปกติ แล้วต้องเปลี่ยนเส้นทางไปเข้าอุโมงค์ จึงต้องเปิดไฟหน้ารถตลอดเวลา

a)

เพราะแสงในอุโมงค์มีความเข้มต่ํา ทําให้เซลล์รูปกรวยทํางานได้ไม่เต็มที่

b)

เพราะแสงสะท้อนจากไฟหน้ารถช่วยกระตุ้นเซลล์รูปแท่งให้มองเห็นสีได้ชัดขึ้น

c)

เพราะเซลล์รูปกรวยทํางานหนักเกินไปในที่มืด ทําให้มองเห็นไม่ชัด

d)

เพราะดวงตาปรับไม่ทันระหว่างบริเวณสว่างกับมืด เซลล์รูปแท่งต้องใช้เวลาปรับตัว

25.

คนที่ตาบอดสีแดง จะมองเห็นสีแดงเป็นสีอะไร

a)

สีเขียว

b)

สีเทา

c)

สีฟ้า

d)

สีดํา

26.

หากเซลล์รับแสงรูปกรวยที่ไวต่อสีเขียวทํางานผิดปกติ จะส่งผลให้เกิดภาวะตาบอดสีชนิดใด

a)

ตาบอดสีเขียว

b)

ตาบอดสีแดง

c)

ตาบอดสีฟ้า

d)

ตาบอดสีทั้งหมด

27.

หากนําแผ่นกรองแสงสีเหลืองและสีม่วงไปรับแสงขาวครั้งละแผ่น แสงที่ผ่านออกมาจะมีสีใดตามลําดับ และเพราะเหตุใด

a)

ไม่มีสีใดผ่านออกมา เพราะแผ่นกรองแสงดูดซับแสงทั้งหมด

b)

สีแดงและสีน้ําเงิน เพราะแผ่นกรองแสงเปลี่ยนความยาวคลื่นของแสงขาว

c)

สีเขียวและสีส้ม เพราะแผ่นกรองแสงสะท้อนแสงสีตรงข้ามออกมา

d)

สีเหลืองและสีม่วง เพราะแผ่นกรองแสงยอมให้เฉพาะแสงสีเดียวกับตัวกรองผ่านได้

28.

หากนําแผ่นกรองแสงสีแดงกับแผ่นกรองแสงสีน้ําเงินมาซ้อนทับกันสนิทและนําไปรับแสงขาว แสงสีใดจะผ่านแผ่นกรองแสงทั้งสองมาตกบนฉากขาว และเพราะเหตุใด

a)

มีเพียงแสงสีแดง เพราะแผ่นกรองแสงสีแดงยอมให้แสงสีแดงผ่านออกมา

b)

มีเพียงแสงสีน้ําเงิน เพราะแผ่นกรองแสงสีน้ําเงินยอมให้แสงสีน้ําเงินผ่านออกมา

c)

ไม่มีแสงสีใดผ่านออกมา เพราะแผ่นกรองแสงทั้งสองกั้นแสงของกันและกัน

d)

ได้แสงสีม่วง เพราะแสงสีแดงและสีน้ําเงินรวมกันเป็นสีม่วง

29.

ความรู้เรื่องแผ่นกรองแสงสีสามารถนําไปประยุกต์ใช้ในด้านใดได้บ้าง

a)

การใช้ฟิลเตอร์กรองแสงสีต่าง ๆ เพื่อตกแต่งภาพถ่ายให้มีโทนสีที่ต้องการ

b)

การใช้ขวดหรือซองพลาสติกสีชาเพื่อป้องกันยาเสื่อมคุณภาพจากแสง

c)

การตกแต่งอาคารสถานที่ด้วยกระจกสีต่าง ๆ เพื่อความสวยงามและลดความสว่างของแสง

d)

ถูกทุกข้อ

30.

เมื่อฉายแสงสีเขียว สีแดง และสีน้ําเงินไปผสมกันบนฉากขาว จะเห็นเป็นแสงสีใด

a)

สีดํา

b)

สีเทา

c)

สีขาว

d)

สีเหลือง

31.

เมื่อฉายแสงสีแดงกับสีเขียว, แสงสีแดงกับสีน้ําเงิน, และแสงสีน้ําเงินกับสีเขียวไปผสมกันบนฉากสีขาว จะเห็นเป็นแสงสีใดตามลําดับ

a)

สีเหลือง, สีแดงม่วง, และสีน้ําเงินเขียว

b)

สีเขียว, สีม่วง, และสีฟ้า

c)

สีส้ม, สีฟ้า, และสีเขียว

d)

สีชมพู, สีเทา, และสีดํา

32.

แสงสีแดงกับแสงสีน้ําเงินเขียวผสมกันจะเห็นเป็นแสงสีใด และเรียกแสงสีคู่นี้ว่าอย่างไร นอกจากนี้ยังมีแสงสีคู่ใดอีกที่ผสมกันแล้วให้ผลเช่นเดียวกัน

a)

แสงสีฟ้า, แสงสีรอง, และแสงสีแดงกับแสงเขียว, แสงส้มกับแสงน้ําเงิน

b)

แสงสีเหลือง, แสงสีปฐมภูมิ, และแสงสีเขียวกับแสงส้ม, แสงสีน้ําเงินกับแสงม่วง

c)

แสงสีม่วง, แสงสีทุติยภูมิ, และแสงสีฟ้ากับแสงเหลือง, แสงสีเขียวกับแสงส้ม

d)

แสงสีขาว, แสงสีเติมเต็ม, และแสงสีเหลืองกับแสงสีน้ําเงิน, แสงสีแดงม่วงกับแสงสีเขียว

33.

การนําสารสีปฐมภูมิทั้งหมดมาผสมกันจะได้สารสีใด

a)

สีขาว

b)

สีเทา

c)

สีดํา

d)

สีรุ้ง

34.

เมื่อนําสารสีแดงและสารสีน้ําเงินเขียวมาผสมกันจะได้สารสีใด และเรียกสารสีคู่นี้ว่าอย่างไร

a)

สีขาว, สารสีปฐมภูมิ

b)

สีดํา, สารสีเติมเต็ม

c)

สีเทา, สารสีทุติยภูมิ

d)

สีน้ําตาล, สารสีผสม

35.

เมื่อฉายแสงขาวกระทบวัตถุสีแดงม่วง จะเห็นเป็นสีใด เพราะเหตุใด

a)

สีแดงม่วง, เพราะวัตถุสีแดงม่วงสะท้อนแสงสีแดงและแสงสีน้ําเงินเข้าตาเรา

b)

สีดํา, เพราะวัตถุสีแดงม่วงดูดกลืนแสงขาวทั้งหมด

c)

สีขาว, เพราะแสงขาวประกอบด้วยทุกสีและสะท้อนออกหมด

d)

สีเขียว, เพราะวัตถุสีแดงม่วงสะท้อนแสงสีเขียวมากที่สุด

36.

เมื่อผสมสารสีแดงม่วงกับสารสีเหลือง จะเห็นเป็นสารสีใด เพราะเหตุใด

a)

สีม่วง, เพราะสีแดงม่วงเป็นสีเด่นและกลบสีเหลือง

b)

สีดํา, เพราะสีแดงม่วงและสีเหลืองดูดกลืนแสงทั้งหมด

c)

สีส้ม, เพราะสีเหลืองและสีแดงม่วงรวมกันให้แสงสีส้ม

d)

สีแดง, เพราะสีเหลืองสะท้อนแสงสีแดงและสีเขียว ส่วนสีม่วงสะท้อนแสงสีแดงและสีน้ําเงิน

37.

แสงสีแดงม่วงจะไปกระตุ้นการทํางานของเซลล์รูปกรวยชนิดใด เพราะเหตุใด

a)

เซลล์รูปกรวยที่ไวต่อแสงสีแดงและสีน้ําเงิน, เพราะแสงสีแดงม่วงเป็นการผสมกันของแสงสีแดงและแสงสีน้ําเงิน

b)

เซลล์รูปกรวยที่ไวต่อแสงสีเขียวเท่านั้น, เพราะแสงสีแดงม่วงมีองค์ประกอบของสีเขียว

c)

เซลล์รูปกรวยที่ไวต่อแสงสีแดงเท่านั้น, เพราะแสงสีแดงม่วงมีสีแดงเป็นองค์ประกอบหลัก

d)

เซลล์รูปกรวยที่ไวต่อแสงสีน้ําเงินเท่านั้น, เพราะแสงสีแดงม่วงมีสีน้ําเงินเป็นองค์ประกอบหลัก

38.

เมื่อฉายแสงสีน้ําเงินลงบนวัตถุสีเหลือง จะเห็นวัตถุเป็นสีใด เพราะเหตุใด

a)

สีน้ำเงิน, เพราะวัตถุสีเหลืองสะท้อนแสงทุกสีและแสงสีน้ำเงินเป็นแสงที่ฉายลงไป

b)

สีเหลือง, เพราะวัตถุสีเหลืองสะท้อนแสงทุกสีเสมอ ไม่ว่าจะฉายแสงสีใด

c)

สีดำ, เพราะวัตถุสีเหลืองสะท้อนแสงสีแดงและสีเขียว แต่ดูดกลืนแสงสีน้ำเงินไว้ทั้งหมด

d)

สีเขียว, เพราะแสงสีน้ำเงินและสีเหลืองรวมกันให้สีเขียว

39.

ความรู้เรื่องสารสีและแสงสีสามารถนําไปประยุกต์ใช้ประโยชน์ในด้านใดได้บ้าง

a)

เครื่องแต่งกาย, การแสดงแสงสีบนเวที, การแต่งหน้า

b)

การคํานวณทางคณิตศาสตร์, การเขียนโปรแกรม, การออกกําลังกาย

c)

การปลูกพืช, การทําอาหาร, การสร้างบ้าน

d)

การท่องเที่ยว, การเดินทาง, การสื่อสาร

40.

คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าเกิดขึ้นได้อย่างไร

a)

เกิดจากการเคลื่อนที่ของอนุภาคนิวตรอนในสนามแม่เหล็ก

b)

เกิดจากการชนกันของอะตอมทําให้เกิดพลังงานแม่เหล็กไฟฟ้า

c)

เกิดจากการสะสมพลังงานศักย์ไฟฟ้าจนปล่อยออกมาเป็นคลื่น

d)

เกิดจากการรบกวนอนุภาคที่มีประจุไฟฟ้าให้มีการเคลื่อนที่โดยมีความเร่ง

41.

เพราะเหตุใดคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าจึงสามารถเคลื่อนที่ได้ในสุญญากาศ

a)

เพราะคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าอาศัยการชนกันของอนุภาคอากาศเพื่อถ่ายทอดพลังงาน

b)

เพราะคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าประกอบด้วยสนามไฟฟ้าและสนามแม่เหล็กซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้แม้ในบริเวณที่ไม่มีสสาร

c)

เพราะคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ามีมวลที่สามารถเคลื่อนที่ได้โดยไม่ต้องอาศัยตัวกลาง

d)

เพราะสุญญากาศช่วยเพิ่มพลังงานให้กับคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าทําให้เคลื่อนที่ได้เร็วขึ้น

42.

ข้อใดอธิบายได้ถูกต้องว่าทําไมคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าจึงจัดเป็นคลื่นตามขวาง

a)

เพราะสนามไฟฟ้าและสนามแม่เหล็กของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ามีทิศทางขนานกับทิศทางการเคลื่อนที่ของคลื่น

b)

เพราะคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าต้องอาศัยตัวกลางในการเคลื่อนที่

c)

เพราะสนามไฟฟ้าและสนามแม่เหล็กของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ามีทิศทางตั้งฉากกับทิศทางการเคลื่อนที่ของคลื่น

d)

เพราะคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าสามารถเดินทางได้เฉพาะในสุญญากาศ

43.

รีโมทเครื่องปรับอากาศและเครื่องถ่ายภาพการสั่นพ้องแม่เหล็ก (MRI) ใช้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าชนิดใดตามลําดับ

a)

รังสีอินฟราเรด และ คลื่นไมโครเวฟ

b)

คลื่นวิทยุ และ รังสีเอกซ์

c)

รังสีอินฟราเรด และ คลื่นวิทยุ

d)

คลื่นไมโครเวฟ และ รังสีแกมมา

44.

ภาพที่ได้จากเครื่องถ่ายภาพเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT Scan) แตกต่างจากภาพที่ได้จากเครื่องเอกซเรย์ทั่วไปอย่างไร

a)

ภาพจากเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์มีความคมชัดน้อยกว่าภาพจากเครื่องเอกซเรย์ทั่วไป

b)

ภาพจากเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์เป็นภาพ 3 มิติ ในขณะที่ภาพจากเครื่องเอกซเรย์ทั่วไปเป็นภาพ 2 มิติ

c)

เครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ใช้รังสีอินฟราเรด ส่วนเครื่องเอกซเรย์ทั่วไปใช้รังสีเอกซเรย์

d)

เครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ใช้เพื่อถ่ายภาพเฉพาะกระดูก ส่วนเครื่องเอกซเรย์ทั่วไปสามารถถ่ายภาพอวัยวะภายในได้

45.

เพราะเหตุใดการถ่ายภาพด้วยเครื่องถ่ายภาพสั่นพ้องแม่เหล็ก (MRI) จึงมีอันตรายน้อยกว่าการถ่ายภาพด้วยเครื่องถ่ายภาพเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT Scan)

a)

เพราะเครื่องถ่ายภาพสั่นพ้องแม่เหล็กใช้รังสีเอกซ์ที่มีพลังงานต่ํากว่าเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์

b)

เพราะเครื่องถ่ายภาพสั่นพ้องแม่เหล็กใช้รังสีแกมมา ซึ่งมีความปลอดภัยกว่ารังสีเอกซ์

c)

เพราะเครื่องถ่ายภาพสั่นพ้องแม่เหล็กสามารถลดระดับรังสีเอกซ์ให้อยู่ในระดับปลอดภัยได้

d)

เพราะเครื่องถ่ายภาพสั่นพ้องแม่เหล็กใช้คลื่นวิทยุที่มีพลังงานต่ํากว่ารังสีเอกซ์ที่ใช้ในเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์

46.

ในการสื่อสารโดยอาศัยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ก่อนที่ข้อมูลหรือสารสนเทศจะถูกส่งออกจากผู้ส่งไปยังผู้รับจะต้องผ่านกระบวนการใดก่อน

a)


ต้องมีการเข้ารหัสข้อมูลให้อยู่ในรูปแบบดิจิทัลก่อน

b)

ต้องมีการแปลงให้อยู่ในรูปสัญญาณไฟฟ้าก่อน

c)

ต้องมีการบีบอัดข้อมูลเพื่อลดขนาดของข้อมูลก่อนส่ง

d)

ต้องมีการขยายสัญญาณเพื่อเพิ่มกําลังของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า

47.

ผู้รับจะต้องผ่านกระบวนการใดก่อน

a)

ต้องมีการเข้ารหัสข้อมูลให้อยู่ในรูปแบบดิจิทัลก่อน

b)

ต้องมีการแปลงให้อยู่ในรูปสัญญาณไฟฟ้าก่อน

c)

ต้องมีการบีบอัดข้อมูลเพื่อลดขนาดของข้อมูลก่อนส่ง

d)

ต้องมีการขยายสัญญาณเพื่อเพิ่มกําลังของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า

48.

เพราะเหตุใด การสื่อสารของเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่จึงไม่ใช้แสง

a)

เพราะแสงได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศได้ง่าย

b)

เพราะแสงมีความเร็วต่ํากว่าคลื่นไมโครเวฟ ทําให้การสื่อสารล่าช้า

c)

เพราะแสงไม่สามารถแพร่กระจายในอากาศได้ ต้องอาศัยตัวกลางในการส่งข้อมูล

d)

เพราะแสงสามารถเดินทางได้เฉพาะในสุญญากาศเท่านั้น

49.

สัญญาณแอนะล็อกแตกต่างจากสัญญาณดิจิทัลอย่างไร

a)

สัญญาณแอนะล็อกมีค่าคงที่ตลอดเวลา ส่วนสัญญาณดิจิทัลมีการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง

b)

สัญญาณแอนะล็อกเป็นสัญญาณที่มีค่าต่าง ๆ เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องตามเวลา ส่วนสัญญาณดิจิทัลเป็นสัญญาณที่มีค่าต่าง ๆ เปลี่ยนแปลงอย่างไม่ต่อเนื่องตามเวลา โดยมีสถานะเพียงสองสถานะเท่านั้น

c)

สัญญาณแอนะล็อกใช้ในการสื่อสารแบบมีสายเท่านั้น ส่วนสัญญาณดิจิทัลใช้ในการสื่อสารแบบไร้สายเท่านั้น

d)

ง. สัญญาณแอนะล็อกสามารถส่งข้อมูลได้เร็วกว่าสัญญาณดิจิทัลเสมอ

50.

ระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตใช้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าชนิดใดในการรับส่งสารสนเทศ และเพราะเหตุใด

a)

ใช้คลื่นเสียง เพราะสามารถเดินทางได้ในอากาศและน้ําได้ดี

b)

ใช้คลื่นอินฟราเรด เพราะมีความถี่สูงและสามารถเดินทางผ่านสิ่งกีดขวางได้ดี

c)

ใช้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าชนิดคลื่นวิทยุ คลื่นไมโครเวฟ และคลื่นแสง เพราะคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า สามารถใช้เป็นคลื่นพาหะในการรับส่งสารสนเทศได้

d)

ใช้คลื่นรังสีเอกซ์ เพราะมีพลังงานสูงและสามารถส่งข้อมูลได้ระยะไกล