wayground logo

Free Printable Worksheets

NEW

Font size

S
M
L
XL
Worksheets

พื้นฐานไฟฟ้าในบ้านเบื้องต้น

Total questions: 41

Worksheet time: 21mins

Name
Class
Date
1.

แรงดันไฟฟ้าที่ใช้ตามบ้านเรือนทั่วไปตรงกับข้อใด

a)

240 โวลต์

b)

230 โวลต์

c)

200 โวลต์

d)
220 โวลต์
2.

การต่อวงจรไฟฟ้ามีกี่แบบ

a)
2 แบบ
b)
4 แบบ
c)
1 แบบ
d)
3 แบบ
3.

การต่อวงจรไฟฟ้าแบบอนุกรม คือ

a)

เป็นการนำเอาเครื่องใช้ไฟฟ้าหรือโหลดหลายๆ อันมาต่อเรียงกันไปเหมือนลูกโซ่ กล่าวคือ ปลายของเครื่องใช้ไฟฟ้าตัวที่ 1 นำไปต่อกับต้นของเครื่องใช้ไฟฟ้าตัวที่ 2 และต่อเรียงกันไปเรื่อยๆ จนหมด แล้วนำไปต่อเข้ากับแหล่งกำเนิด การต่อวงจรแบบอนุกรมจะมีทางเดินของกระแสไฟฟ้าได้ทางเดียวเท่านั้น ถ้าเกิดเครื่องใช้ไฟฟ้าตัวใดตัวหนึ่งเปิดวงจรหรือขาด จะทำให้วงจรทั้งหมดไม่ทำงาน

b)

เป็นการนำเอาต้นของเครื่องใช้ไฟฟ้าทุกๆ ตัวมาต่อรวมกัน และต่อเข้ากับแหล่งกำเนิดที่จุดหนึ่ง นำปลายสายของทุกๆ ตัวมาต่อรวมกันและนำไปต่อกับแหล่งกำเนิดอีกจุดหนึ่งที่เหลือ
ซึ่งเมื่อเครื่องใช้ไฟฟ้าแต่ละอันต่อเรียบร้อยแล้วจะกลายเป็นวงจรย่อย กระแสไฟฟ้าที่ไหลจะสามารถไหลได้หลายทางขึ้นอยู่กับตัวของเครื่องใช้ไฟฟ้าที่นำมาต่อขนานกัน ถ้าเกิดในวงจรมีเครื่องใช้ไฟฟ้าตัวหนึ่งขาดหรือเปิดวงจร
เครื่องใช้ไฟฟ้าที่เหลือก็ยังสามารถทำงานได้ ในบ้านเรือนที่อยู่อาศัยปัจจุบันจะเป็นการต่อวงจรแบบนี้ทั้งสิ้น

c)

การต่อวงจรแบบผสม2แบบเข้าไปในวงจรเดียว การต่อแบบนี้ โดยทั่วไปไม่นิยมใช้กัน เพราะเกิดควา มยุ่งยาก จะใช้กันแต่ในทางด้านอิเล็กทรอนิกส์เป็นส่วนใหญ่ เช่น ตัวต้านทานตัวหนึ่งต่ออนุกรมกับตัวต้านทานอีกตัวหนึ่ง แล้วนำตัวต้านทานทั้งสองไปต่อตัวต้านทานอีกชุดหนึ่ง

จะสังเกตเห็นได้ว่าการต่อวงจรแบบผสมนี้เป็นการนำเอาวงจรอนุกรมกับขนานมารวมกัน และสามารถประยุกต์เป็นรูปแบบอื่นๆได้ ข้นอยู่กับการนำไปใช้ให้เหมาะสม เพราะการต่อแบบผสมนี้ไม่ม่ กฏเกณฑ์ตายตัว เป็นการต่อเพื่อนำค่าที่ได้ไปใช้กับงานอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น ในวงจรอิเล็กทรอิกส์ เป็นต้น

4.

การต่อวงจรไฟฟ้าแบบขนาน คือ

a)

เป็นการนำเอาเครื่องใช้ไฟฟ้าหรือโหลดหลายๆ อันมาต่อเรียงกันไปเหมือนลูกโซ่ กล่าวคือ ปลายของเครื่องใช้ไฟฟ้าตัวที่ 1 นำไปต่อกับต้นของเครื่องใช้ไฟฟ้าตัวที่ 2 และต่อเรียงกันไปเรื่อยๆ จนหมด แล้วนำไปต่อเข้ากับแหล่งกำเนิด การต่อวงจรแบบอนุกรมจะมีทางเดินของกระแสไฟฟ้าได้ทางเดียวเท่านั้น ถ้าเกิดเครื่องใช้ไฟฟ้าตัวใดตัวหนึ่งเปิดวงจรหรือขาด จะทำให้วงจรทั้งหมดไม่ทำงาน

b)

เป็นการนำเอาต้นของเครื่องใช้ไฟฟ้าทุกๆ ตัวมาต่อรวมกัน และต่อเข้ากับแหล่งกำเนิดที่จุดหนึ่ง นำปลายสายของทุกๆ ตัวมาต่อรวมกันและนำไปต่อกับแหล่งกำเนิดอีกจุดหนึ่งที่เหลือ
ซึ่งเมื่อเครื่องใช้ไฟฟ้าแต่ละอันต่อเรียบร้อยแล้วจะกลายเป็นวงจรย่อย กระแสไฟฟ้าที่ไหลจะสามารถไหลได้หลายทางขึ้นอยู่กับตัวของเครื่องใช้ไฟฟ้าที่นำมาต่อขนานกัน ถ้าเกิดในวงจรมีเครื่องใช้ไฟฟ้าตัวหนึ่งขาดหรือเปิดวงจร
เครื่องใช้ไฟฟ้าที่เหลือก็ยังสามารถทำงานได้ ในบ้านเรือนที่อยู่อาศัยปัจจุบันจะเป็นการต่อวงจรแบบนี้ทั้งสิ้น

c)

การต่อวงจรแบบผสม2แบบเข้าไปในวงจรเดียว การต่อแบบนี้ โดยทั่วไปไม่นิยมใช้กัน เพราะเกิดควา มยุ่งยาก จะใช้กันแต่ในทางด้านอิเล็กทรอนิกส์เป็นส่วนใหญ่ เช่น ตัวต้านทานตัวหนึ่งต่ออนุกรมกับตัวต้านทานอีกตัวหนึ่ง แล้วนำตัวต้านทานทั้งสองไปต่อตัวต้านทานอีกชุดหนึ่ง

จะสังเกตเห็นได้ว่าการต่อวงจรแบบผสมนี้เป็นการนำเอาวงจรอนุกรมกับขนานมารวมกัน และสามารถประยุกต์เป็นรูปแบบอื่นๆได้ ข้นอยู่กับการนำไปใช้ให้เหมาะสม เพราะการต่อแบบผสมนี้ไม่ม่ กฏเกณฑ์ตายตัว เป็นการต่อเพื่อนำค่าที่ได้ไปใช้กับงานอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น ในวงจรอิเล็กทรอิกส์ เป็นต้น

5.

การต่อวงจรไฟฟ้าแบบผสม คือ

a)

เป็นการนำเอาเครื่องใช้ไฟฟ้าหรือโหลดหลายๆ อันมาต่อเรียงกันไปเหมือนลูกโซ่ กล่าวคือ ปลายของเครื่องใช้ไฟฟ้าตัวที่ 1 นำไปต่อกับต้นของเครื่องใช้ไฟฟ้าตัวที่ 2 และต่อเรียงกันไปเรื่อยๆ จนหมด แล้วนำไปต่อเข้ากับแหล่งกำเนิด การต่อวงจรแบบอนุกรมจะมีทางเดินของกระแสไฟฟ้าได้ทางเดียวเท่านั้น ถ้าเกิดเครื่องใช้ไฟฟ้าตัวใดตัวหนึ่งเปิดวงจรหรือขาด จะทำให้วงจรทั้งหมดไม่ทำงาน

b)

เป็นการนำเอาต้นของเครื่องใช้ไฟฟ้าทุกๆ ตัวมาต่อรวมกัน และต่อเข้ากับแหล่งกำเนิดที่จุดหนึ่ง นำปลายสายของทุกๆ ตัวมาต่อรวมกันและนำไปต่อกับแหล่งกำเนิดอีกจุดหนึ่งที่เหลือ
ซึ่งเมื่อเครื่องใช้ไฟฟ้าแต่ละอันต่อเรียบร้อยแล้วจะกลายเป็นวงจรย่อย กระแสไฟฟ้าที่ไหลจะสามารถไหลได้หลายทางขึ้นอยู่กับตัวของเครื่องใช้ไฟฟ้าที่นำมาต่อขนานกัน ถ้าเกิดในวงจรมีเครื่องใช้ไฟฟ้าตัวหนึ่งขาดหรือเปิดวงจร
เครื่องใช้ไฟฟ้าที่เหลือก็ยังสามารถทำงานได้ ในบ้านเรือนที่อยู่อาศัยปัจจุบันจะเป็นการต่อวงจรแบบนี้ทั้งสิ้น

c)

การต่อวงจรแบบผสม2แบบเข้าไปในวงจรเดียว การต่อแบบนี้ โดยทั่วไปไม่นิยมใช้กัน เพราะเกิดควา มยุ่งยาก จะใช้กันแต่ในทางด้านอิเล็กทรอนิกส์เป็นส่วนใหญ่ เช่น ตัวต้านทานตัวหนึ่งต่ออนุกรมกับตัวต้านทานอีกตัวหนึ่ง แล้วนำตัวต้านทานทั้งสองไปต่อตัวต้านทานอีกชุดหนึ่ง

จะสังเกตเห็นได้ว่าการต่อวงจรแบบผสมนี้เป็นการนำเอาวงจรอนุกรมกับขนานมารวมกัน และสามารถประยุกต์เป็นรูปแบบอื่นๆได้ ข้นอยู่กับการนำไปใช้ให้เหมาะสม เพราะการต่อแบบผสมนี้ไม่ม่ กฏเกณฑ์ตายตัว เป็นการต่อเพื่อนำค่าที่ได้ไปใช้กับงานอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น ในวงจรอิเล็กทรอิกส์ เป็นต้น

6.

อุปกรณ์หรือเครื่องมือวัดที่รวมฟังก์ชันการวัดหลายอย่างไว้ในหน่วยเดียว สามารถวัดคุณสมบัติทางไฟฟ้าต่างๆ

a)

บารอมิเตอร์

b)

มัลติมิเตอร์

c)

มานอมิเตอร์

d)

อิเล็กทริกมิเตอร์

7.

อิเล็กทริกมิเตอร์ คือ

a)

เครื่องมือวัดปริมาณทางไฟฟ้า โดยที่ไม่ต้องมีการตัดต่อสายไฟฟ้า หรือปลดวงจร เพียงนำก้ามปูคล้องสายไฟฟ้าเท่านั้น

b)

คือเครื่องมือวัดไฟฟ้าอเนกประสงค์ที่สามารถวัดค่าได้หลายอย่างในเครื่องเดียว. 

c)

เป็นเครื่องมือวัดที่ใช้ในวงจรไฟฟ้า วัตถุประสงค์หลักคือวัดกระแสไฟฟ้าและแสดงความเข้มของกระแสไฟฟ้า.

d)

มิเตอร์วัดค่าทางไฟฟ้า เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในการวัดและแสดงปริมาณทางไฟฟ้า เช่น กระแส, แรงดัน, ความต้านทาน, และกำลังไฟฟ้า

8.

มัลติมิเตอร์ คือ

a)

เครื่องมือวัดปริมาณทางไฟฟ้า โดยที่ไม่ต้องมีการตัดต่อสายไฟฟ้า หรือปลดวงจร เพียงนำก้ามปูคล้องสายไฟฟ้าเท่านั้น

b)

เครื่องมือวัดไฟฟ้าอเนกประสงค์ที่สามารถวัดค่าได้หลายอย่างในเครื่องเดียว. 

c)

เป็นเครื่องมือวัดที่ใช้ในวงจรไฟฟ้า วัตถุประสงค์หลักคือวัดกระแสไฟฟ้าและแสดงความเข้มของกระแสไฟฟ้า.

d)

มิเตอร์วัดค่าทางไฟฟ้า เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในการวัดและแสดงปริมาณทางไฟฟ้า เช่น กระแส, แรงดัน, ความต้านทาน, และกำลังไฟฟ้า

9.

แคลมป์มิเตอร์ คือ

a)

เครื่องมือวัดปริมาณทางไฟฟ้า โดยที่ไม่ต้องมีการตัดต่อสายไฟฟ้า หรือปลดวงจร เพียงนำก้ามปูคล้องสายไฟฟ้าเท่านั้น

b)

เครื่องมือวัดไฟฟ้าอเนกประสงค์ที่สามารถวัดค่าได้หลายอย่างในเครื่องเดียว. 

c)

เป็นเครื่องมือวัดที่ใช้ในวงจรไฟฟ้า วัตถุประสงค์หลักคือวัดกระแสไฟฟ้าและแสดงความเข้มของกระแสไฟฟ้า.

d)

มิเตอร์วัดค่าทางไฟฟ้า เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในการวัดและแสดงปริมาณทางไฟฟ้า เช่น กระแส, แรงดัน, ความต้านทาน, และกำลังไฟฟ้า

10.

แอมมิเตอร์ คือ

a)

เครื่องมือวัดปริมาณทางไฟฟ้า โดยที่ไม่ต้องมีการตัดต่อสายไฟฟ้า หรือปลดวงจร เพียงนำก้ามปูคล้องสายไฟฟ้าเท่านั้น

b)

เครื่องมือวัดไฟฟ้าอเนกประสงค์ที่สามารถวัดค่าได้หลายอย่างในเครื่องเดียว. 

c)

เป็นเครื่องมือวัดที่ใช้ในวงจรไฟฟ้า วัตถุประสงค์หลักคือวัดกระแสไฟฟ้าและแสดงความเข้มของกระแสไฟฟ้า.

d)

มิเตอร์วัดค่าทางไฟฟ้า เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในการวัดและแสดงปริมาณทางไฟฟ้า เช่น กระแส, แรงดัน, ความต้านทาน, และกำลังไฟฟ้า

11.

แรงดันไฟฟ้า (Voltage) หรือแรงเคลื่อนไฟฟ้า มีหน่วยเป็น

a)
แอมแปร์ (Ampere)
b)
วัตต์ (Watt)
c)
โอห์ม (Ohm)
d)
โวลต์ (Volt)
e)
ฟารัด (Farad)
12.

กระแสไฟฟ้า (Current) มีหน่วยเป็น

a)
โวลต์ (Volt)
b)
แอมแปร์ (Ampere)
c)
โอห์ม (Ohm)
d)
ฟารัด (Farad)
e)
วัตต์ (Watt)
13.

ความต้านทานทางไฟฟ้า (Resistance) มีหน่วยเป็น

a)
โวลต์ (Volt)
b)
วินาที (Second)
c)
โอห์ม (Ohm)
d)
ฟารัด (Farad)
e)
วัตต์ (Watt)
14.

กำลังไฟฟ้า (Electric Power) มีหน่วยเป็น

a)
โวลต์ (Volt)
b)
วัตต์ (Watt)
c)
จูล (Joule)
d)
แอมแปร์ (Ampere)
e)
โอห์ม (Ohm)
15.

พลังงานไฟฟ้า (Electrical Energy) มีหน่วยเป็น

a)
วัตต์ (Watt)
b)

วัตต์ชั่วโมง (kWh)  หรือ ยูนิต (Unit)

c)
แอมแปร์ (Ampere)
d)
โวลต์ (Volt)
e)
ฟารัด (Farad)
16.

ความถี่ (Frequency)มีหน่วยเป็น

a)
เฮิร์ตซ์ (Hertz)
b)
นิวตัน (Newton)
c)
วัตต์ (Watt)
d)
โวลต์ (Volt)
e)
แอมแปร์ (Ampere)
17.

โวลต์ มีสัญลักษณ์อย่างไร

a)
A
b)
V
c)
W
d)
J
e)
C
18.

แอมแปร์ มีสัญลักษณ์อย่างไร

a)
B
b)
E
c)
A
d)
C
e)
D
19.

โอห์ม มีสัญลักษณ์อย่างไร

a)
A
b)
Ω
c)
O
d)
V
e)
Ωm
20.

วัตต์ มีสัญลักษณ์อย่างไร

a)
P
b)
W
c)
M
d)
A
e)
V
21.

วัตต์ชั่วโมง หรือ ยูนิต มีสัญลักษณ์อย่างไร

a)
Watt/hr
b)
Watt
c)
Watt-h
d)
Whr
e)
Wh
22.

เฮิรซ์ มีสัญลักษณ์อย่างไร

a)
Hrtz
b)
Hz
c)
H
d)
Hertz
e)
Hzs
23.

เพราะเหตุใดก่อนต่อสายไฟฟ้าจึงต้องดับไฟลงมาก่อนเสมอ(ถ้าดับได้)

a)
เพื่อให้สายไฟฟ้าทำงานได้ดีขึ้น
b)
เพื่อให้ไฟฟ้าสามารถไหลได้อย่างต่อเนื่อง
c)
เพื่อเพิ่มแรงดันไฟฟ้า
d)
เพื่อป้องกันการเกิดเสียงดัง
e)
เพื่อป้องกันอันตรายจากไฟฟ้าช็อตและลดความเสี่ยงในการเกิดไฟไหม้
24.

ประโยชน์ของการต่อสายดิน

a)
ลดการใช้พลังงานไฟฟ้า
b)
เพิ่มอายุการใช้งานของอุปกรณ์
c)
ทำให้ไฟฟ้าสามารถไหลได้ดีขึ้น
d)

ช่วยป้องกันไฟดูดสู่คน ในกรณีที่มีไฟรั่วไหล

e)
เพิ่มความเร็วในการชาร์จไฟ
25.

ขั้นตอนใดมีประโยชน์ต่อการประหยัดวัสดุ อุปกรณ์และเวลาในการเดินสายไฟฟ้าภายในอาคาร?

a)
การใช้วัสดุที่มีคุณภาพต่ำ
b)

การทำงานแบบ

เดอะแฟลช

c)
การเลือกอุปกรณ์ที่มีราคาแพง
d)
การวางแผนการเดินสายไฟฟ้าล่วงหน้า
e)
การทำงานโดยไม่มีการตรวจสอบ
26.

การที่กระแสไฟฟ้าไหลผ่านจากสายไฟเส้นหนึ่งไปยังเส้นอื่น ๆ โดยที่ไม่ได้ผ่านอุปกรณ์โหลด หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าใด ๆ เลย สาเหตุที่พบส่วนใหญ่แล้วเกิดจากการที่ฉนวนของตัวสายไฟชำรุด หรือเกิดการแตะกันโดยบังเอิญ เรียกว่าอะไร

a)

ไฟรั่ว

b)

ไฟฟ้าลัดวงจร หรือไฟช็อต

c)

ไฟดูด

27.

การที่กระแสไฟฟ้าเกิดการรั่วไหลจากวงจรไฟฟ้าไปยังส่วนโลหะของอุปกรณ์ที่ใช้ไฟฟ้าต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นตู้เย็น แอร์ พัดลม เครื่องซักผ้า ทีวี เป็นต้น ซึ่งเกิดจากการเสื่อมสภาพของอุปกรณ์ รวมถึงการเดินสายไฟที่ไม่ได้มาตรฐานอีกด้วย

เรียกว่าอะไร

a)

ไฟรั่ว

b)

ไฟฟ้าลัดวงจร หรือไฟช็อต

c)

ไฟดูด

28.

การสัมผัสกับกระแสไฟฟ้า ทำให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านร่างกายลงสู่พื้นดิน เช่น การสัมผัสกับสายไฟที่มีไฟรั่ว ซึ่งอันตรายมาก และอาจถึงชีวิตได้เลย เรียกว่าอะไร

a)

ไฟรั่ว

b)

ไฟฟ้าลัดวงจร หรือไฟช็อต

c)

ไฟดูด

29.

เจอคนโดนไฟดูด ควรทําอย่างไร

a)

ตั้งสติ อย่าตกใจ รีบหาทาง ตัดกระแสไฟฟ้า

b)

ไรเดอร์คิก

(กระโดดถีบ)

c)

ดึงชายเสื้ออย่างแรงและรวดเร็ว เพื่อลากออกมา

d)

เอาน้ำสาด

e)

หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาแล้วถ่ายคลิปลง โซเชียล

30.

หากเจอคนโดนไฟดูดแล้วไม่สามารถตัดไฟได้ ควรทําอย่างไร

a)
ตะโกนเรียกให้คนอื่นช่วย
b)

หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาแล้วถ่ายคลิปลง โซเชียล

c)
ใช้วัสดุที่ไม่เป็นตัวนำไฟฟ้าดันหรือดึงคนออกจากแหล่งไฟ
d)
วิ่งไปหาน้ำเพื่อสาดใส่คนที่โดนไฟดูด
e)

ไรเดอร์คิก

(กระโดดถีบ)

31.

จากรูป เป็นการต่อวงจรไฟฟ้าแบบใด

a)
วงจรไฟฟ้าแบบอนุกรม
b)
วงจรไฟฟ้าแบบผสม
c)
วงจรไฟฟ้าแบบขนาน
32.

จากรูป เป็นการต่อวงจรไฟฟ้าแบบใด

a)
วงจรไฟฟ้าต่ออนุกรม
b)
วงจรไฟฟ้าผสม
c)
วงจรไฟฟ้าขนาน
33.

วัตถุใดนำไฟฟ้าได้ดีที่สุด

a)
น้ำ
b)

เงิน

c)
เหล็ก
d)
อลูมิเนียม
e)
ทองแดง
34.

ตัวนำไฟฟ้าที่มักใช้งานมากที่สุด

a)
อลูมิเนียม
b)
ทองเหลือง
c)
ทองแดง
d)

เงิน

e)
เหล็ก
35.

วงจรไฟฟ้าภายในบ้านส่วนใหญ่ต่อแบบใด

a)
ต่อแบบขนาน
b)
ต่อแบบผสม
c)
ต่อแบบอนุกรม
36.

สาย L (สาย Line) คือ

a)

สายที่ไม่มีกระแสไฟฟ้าไหลอยู่ แต่เมื่อเวลาใช้งานกับหลอดไฟหรืออุปกรณ์ไฟฟ้าจำเป็นต้องใช้ร่วมกันทั้ง 2 สาย เพื่อให้กระแสไฟฟ้าไหลครบวงจร

b)

สายไฟที่มีกระแสไฟฟ้าไหลอยู่ โดยไหลเข้าผ่านอุปกรณ์ไฟฟ้าหรือหลอดไฟ

c)

สายที่เชื่อมต่อจากอุปกรณ์ไฟฟ้าให้กระแสไฟฟ้าไหลลงดินเมื่อเกิดไฟฟ้ารั่ว เป็นการเพิ่มความปลอดภัยต่อการใช้งานไฟฟ้าของผู้ใช้งาน

37.

สาย N (สาย Neutral) คือ

a)

สายที่ไม่มีกระแสไฟฟ้าไหลอยู่ แต่เมื่อเวลาใช้งานกับหลอดไฟหรืออุปกรณ์ไฟฟ้าจำเป็นต้องใช้ร่วมกันทั้ง 2 สาย เพื่อให้กระแสไฟฟ้าไหลครบวงจร

b)

สายไฟที่มีกระแสไฟฟ้าไหลอยู่ โดยไหลเข้าผ่านอุปกรณ์ไฟฟ้าหรือหลอดไฟ

c)

สายที่เชื่อมต่อจากอุปกรณ์ไฟฟ้าให้กระแสไฟฟ้าไหลลงดินเมื่อเกิดไฟฟ้ารั่ว เป็นการเพิ่มความปลอดภัยต่อการใช้งานไฟฟ้าของผู้ใช้งาน

38.

สาย G (สาย Ground) คือ

a)

สายที่ไม่มีกระแสไฟฟ้าไหลอยู่ แต่เมื่อเวลาใช้งานกับหลอดไฟหรืออุปกรณ์ไฟฟ้าจำเป็นต้องใช้ร่วมกันทั้ง 2 สาย เพื่อให้กระแสไฟฟ้าไหลครบวงจร

b)

สายไฟที่มีกระแสไฟฟ้าไหลอยู่ โดยไหลเข้าผ่านอุปกรณ์ไฟฟ้าหรือหลอดไฟ

c)

สายที่เชื่อมต่อจากอุปกรณ์ไฟฟ้าให้กระแสไฟฟ้าไหลลงดินเมื่อเกิดไฟฟ้ารั่ว เป็นการเพิ่มความปลอดภัยต่อการใช้งานไฟฟ้าของผู้ใช้งาน

39.

สาย L (สาย Line) ใช้ฉนวนเป็น สี อะไร

a)
สีแดง
b)
สีฟ้า
c)

สีเขียวแถบเหลือง

d)

สีน้ำตาล

e)
สีดำ
40.

สาย N (สาย Neutral) ใช้ฉนวนเป็น สี อะไร

a)
สีฟ้า
b)
สีดำ
c)
สีแดง
d)

สีเขียวแถบเหลือง

e)
สีเหลือง
41.

สาย G (สาย Ground) ใช้ฉนวนเป็น สี อะไร

a)

ใช้ฉนวนเป็น สีเขียวแถบเหลือง

b)
สีดำ
c)
สีขาว
d)
สีฟ้า
e)
สีแดง