wayground logo

Free Printable Worksheets

Font size

S
M
L
XL
Worksheets

แบบทดสอบชีววิทยา ม.5

Total questions: 50

Worksheet time: 28mins

Name
Class
Date
1.

เนื้อเยื่อใดทำหน้าที่เพิ่มความยาวของรากและลำต้น?

a)

เนื้อเยื่อเจริญส่วนปลาย (Apical meristem)

b)

เนื้อเยื่อเจริญเหนือข้อ (Intercalary meristem)

c)

เนื้อเยื่อเจริญด้านข้าง (Lateral meristem)

d)

เนื้อเยื่อเจริญปฐมภูมิ (Primary meristem)

e)

เนื้อเยื่อถาวร (Permanent tissue)

2.

เนื้อเยื่อเจริญชนิดใดพบได้ในพืชใบเลี้ยงเดี่ยวและทำหน้าที่เพิ่มความยาวของปล้อง?

a)

Apical meristem

b)

Intercalary meristem

c)

Lateral meristem

d)

Procambium

e)

Ground meristem

3.

เนื้อเยื่อเจริญชนิดใดเกี่ยวข้องกับการเจริญเติบโตแบบทุติยภูมิ (Secondary growth)?

a)

Apical meristem และ Intercalary meristem

b)

Vascular cambium และ Cork cambium

c)

Ground meristem และ Procambium

d)

Protoderm และ Pericycle

e)

Pith และ Cortex

4.

เซลล์ของเนื้อเยื่อเจริญมีลักษณะสำคัญอย่างไร?

a)

มีผนังเซลล์หนาและแข็งแรง

b)

มีแวคิวโอขนาดใหญ่

c)

มีการแบ่งเซลล์แบบไมโทซิสอย่างต่อเนื่อง

d)

ไม่มีนิวเคลียสที่ชัดเจน

e)

มีการสะสมสารสำรองจำนวนมาก

5.

ข้อใดกล่าวถึงความแตกต่างระหว่างเนื้อเยื่อเจริญปฐมภูมิและเนื้อเยื่อเจริญทุติยภูมิได้ถูกต้อง?

a)

เนื้อเยื่อเจริญปฐมภูมิทําให้พืชสูงขึ้น ส่วนเนื้อเยื่อเจริญทุติยภูมิทําให้พืชขยายขนาด

b)

เนื้อเยื่อเจริญปฐมภูมิพบในรากและลำต้น ส่วนเนื้อเยื่อเจริญทุติยภูมิพบในใบ

c)

เนื้อเยื่อเจริญปฐมภูมิประกอบด้วย Vascular cambium ส่วนเนื้อเยื่อเจริญทุติยภูมิประกอบด้วย Cork cambium

d)

เนื้อเยื่อเจริญปฐมภูมิก่อให้เกิดเนื้อเยื่อถาวรปฐมภูมิ ส่วนเนื้อเยื่อเจริญทุติยภูมิก่อให้เกิดเนื้อเยื่อถาวรทุติยภูมิ

e)

ก และ ง

6.

Protoderm พัฒนาไปเป็นเนื้อเยื่อใด?

a)

เนื้อเยื่อท่อลำเลียง (Vascular tissue)

b)

เนื้อเยื่อพื้น (Ground tissue)

c)

เนื้อเยื่อชั้นนอก (Dermal tissue)

d)

เนื้อเยื่อเจริญ (Meristematic tissue)

e)

เนื้อเยื่อพิเศษ (Secretory tissue)

7.

Ground meristem พัฒนาไปเป็นเนื้อเยื่อใด?

a)

Epidermis และ Periderm

b)

Xylem และ Phloem

c)

Cortex และ Pith

d)

Vascular cambium และ Cork cambium

e)

Root cap และ Leaf primordium

8.

Procambium พัฒนาไปเป็นเนื้อเยื่อใด?

a)

Cortex และ Pith

b)

Epidermis และ Periderm

c)

Xylem และ Phloem

d)

Cork และ Cork cambium

e)

Intercalary meristem

9.

เนื้อเยื่อถาวรชนิดใดประกอบด้วยเซลล์ที่มีชีวิต มีผนังเซลล์บาง และทำหน้าที่สังเคราะห์ด้วยแสง เก็บสะสมอาหาร และค้ำจุนพืช?

a)

พาเรนไคมา (Parenchyma)

b)

คอลเลนไคมา (Collenchyma)

c)

สเคลอเรนไคมา (Sclerenchyma)

d)

ไซเลม (Xylem)

e)

โฟลเอม (Phloem)

10.

เนื้อเยื่อถาวรชนิดใดประกอบด้วยเซลล์ที่มีชีวิต มีผนังเซลล์หนาไม่สม่ำเสมอ และทำหน้าที่ค้ำจุนพืชในส่วนที่ยังอ่อนนุ่ม?

a)

พาเรนไคมา

b)

คอลเลนไคมา

c)

สเคลอเรนไคมา

d)

ไฟเบอร์ (Fiber)

e)

สเคลอรีด (

11.

เนื้อเยื่อถาวรชนิดใดประกอบด้วยเซลล์ที่มีชีวิต มีผนังเซลล์หนาไม่สม่ำเสมอ และทำหน้าที่ค้ำจุนพืชในส่วนที่ยังอ่อนนุ่ม?

a)

พาเรนไคมา

b)

คอลเลนไคมา

c)

สเคลอเรนไคมา

d)

ไฟเบอร์ (Fiber)

e)

สเคลอรีด (Sclereid)

12.

เนื้อเยื่อถาวรชนิดใดประกอบด้วยเซลล์ที่ตายแล้วเมื่อโตเต็มที่ มีผนังเซลล์หนาและแข็งแรงมาก มีสารลิกนินมาสะสม ทำหน้าที่ค้ำจุนและให้ความแข็งแรงแก่พืช?

a)

พาเรนไคมา

b)

คอลเลนไคมา

c)

สเคลอเรนไคมา

d)

ซีฟทิวบ์ (Sieve tube)

e)

แทรคีด (Tracheid)

13.

ข้อใดเป็นเซลล์ที่จัดอยู่ในกลุ่มสเคลอเรนไคมา?

a)

Parenchyma cell และ Collenchyma cell

b)

Vessel element และ Sieve-tube element

c)

Tracheid และ Companion cell

d)

Fiber และ Sclereid

e)

Epidermal cell และ Guard cell

14.

Fiber และ Sclereid เป็นเซลล์ที่อยู่ในกลุ่มของเนื้อเยื่อสเคลอเรนไคมา ซึ่งเป็นเนื้อเยื่อค้ำจุนที่แข็งแรง

a)

l และ Collenchyma cell

b)

Vessel element และ Sieve-tube element

c)

Tracheid และ Companion cell

d)

Fiber และ Sclereid

e)

Epidermal cell และ Guard cell

15.

เนื้อเยื่อชั้นนอกสุดของพืชที่ทำหน้าที่ป้องกันการสูญเสียน้ำและอันตรายต่าง ๆ คือเนื้อเยื่อใด?

a)

พาเรนไคมา

b)

คอลเลนไคมา

c)

Epidermis

d)

Cortex

e)

Pith

16.

เซลล์ใดที่ทำหน้าที่ควบคุมการเปิด-ปิดของปากใบ?

a)

Epidermal cell

b)

Guard cell

c)

Companion cell

d)

Xylem parenchyma

e)

Phloem parenchyma

17.

ขนราก (Root hair) เป็นส่วนที่เจริญมาจากเซลล์ใด?

a)

Epidermal cell

b)

Cortex cell

c)

Endodermal cell

d)

Pericycle cell

e)

Pith cell

18.

มาจากเซลล์ใด?

a)

Epidermal cell

b)

Cortex cell

c)

Endodermal cell

d)

Pericycle cell

e)

Pith cell

19.

เนื้อเยื่อใดทำหน้าที่ลำเลียงน้ำและแร่ธาตุจากรากขึ้นสู่ส่วนต่าง ๆ ของพืช?

a)

โฟลเอม (Phloem)

b)

ไซเลม (Xylem)

c)

คอร์เทกซ์ (Cortex)

d)

พิท (Pith)

e)

เอพิเดอร์มิส (Epidermis)

20.

องค์ประกอบใดของไซเลมที่มีลักษณะเป็นท่อต่อเนื่อง ทำหน้าที่ลำเลียงน้ำได้ดีที่สุด?

a)

เทรคีด (Tracheid)

b)

เวสเซล เอลิเมนต์ (Vessel element)

c)

ไซเลม ไฟเบอร์ (Xylem fiber)

d)

ไซเลม พาเรนไคมา (Xylem parenchyma)

e)

แคมบียม (Cambium)

21.

เนื้อเยื่อใดทำหน้าที่ลำเลียงอาหารที่พืชสร้างขึ้นจากการสังเคราะห์ด้วยแสงไปสู่ส่วนต่าง ๆ ของพืช?

a)

ไซเลม

b)

โฟลเอม

c)

คอร์เทกซ์

d)

พิท

e)

เอพิเดอร์มิส

22.

เนื้อเยื่อใดทำหน้าที่ลำเลียงอาหารที่พืชสร้างขึ้นจากการสังเคราะห์ด้วยแสงไปสู่ส่วนต่าง ๆ ของพืช?

a)

ไซเลม

b)

โฟลเอม

c)

คอร์เทกซ์

d)

พิท

e)

เอพิเดอร์มิส

23.

เซลล์ใดที่ทำหน้าที่ช่วยสนับสนุนการทำงานของซีฟทิวบ์?

a)

Tracheid

b)

Vessel element

c)

Fiber

d)

Companion cell

e)

Sclereid

24.

ข้อใดกล่าวถึง Sieve-tube element ได้ถูกต้อง?

a)

เป็นเซลล์ที่ตายแล้วเมื่อโตเต็มที่

b)

มีนิวเคลียสขนาดใหญ่และชัดเจน

c)

ทำหน้าที่ลำเลียงน้ำ

d)

มีรูพรุนที่ผนังเซลล์ด้านข้างเรียกว่า Sieve plate

e)

ทำงานร่วมกับ Companion cell ในการลำเลียงอาหาร

25.

ข้อใดไม่จัดเป็นเนื้อเยื่อถาว

4 lines
26.

ข้อใดไม่จัดเป็นเนื้อเยื่อถาวรเชิงเดี่ยว (Simple permanent tissue)?

a)

พาเรนไคมา

b)

คอลเลนไคมา

c)

สเคลอเรนไคมา

d)

ไซเลม

e)

ถูกทุกข้อ

27.

ข้อใดจัดเป็นเนื้อเยื่อถาวรเชิงซ้อน (Complex permanent tissue)?

a)

Epidermis

b)

Parenchyma

c)

Collenchyma

d)

Xylem

e)

Sclerenchyma

28.

เนื้อเยื่อใดที่มีช่องว่างระหว่างเซลล์มากที่สุด?

a)

พาเรนไคมา

b)

คอลเลนไคมา

c)

สเคลอเรนไคมา

d)

ไซเลม

e)

โฟลเอม

29.

เนื้อเยื่อใดที่มีช่องว่างระหว่างเซลล์มากที่สุด?

a)

พาเรนไคมา

b)

คอลเลนไคมา

c)

สเคลอเรนไคมา

d)

ไซเลม

e)

โฟลเอม

30.

การจัดเรียงตัวของเซลล์ไซเลมและโฟลเอมที่รวมกันเป็นมัดท่อลำเลียงเรียกว่าอะไร?

a)

Vascular bundle

b)

Cortex

c)

Pith

d)

Epidermis

e)

Pericycle

31.

แผนผังใดแสดงชนิดของเนื้อเยื่อพืชได้ถูกต้อง?

a)

เนื้อเยื่อพืช → เนื้อเยื่อเจริญ → เนื้อเยื่อถาวร

b)

เนื้อเยื่อเจริญ → เนื้อเยื่อถาวร → เนื้อเยื่อพืช

c)

เนื้อเยื่อพืช → เนื้อเยื่อถาวร → เนื้อเยื่อเจริญ

d)

เนื้อเยื่อพืช → เนื้อเยื่อชั้นนอก → เนื้อเยื่อพื้น → เนื้อเยื่อท่อลำเลียง

e)

เนื้อเยื่อพืช → เนื้อเยื่อเจริญ (Apical, Lateral, Intercalary) / เนื้อเยื่อถาวร (Dermal, Ground, Vascular)

32.

ข้อใดคือหน้าที่หลักของราก?

a)

สังเคราะห์ด้วยแสง

b)

ค้ำจุนลำต้นและดูดซึมน้ำและแร่ธาตุ

c)

สร้างดอกและผล

d)

คายน้ำ

e)

แลกเปลี่ยนแก๊ส

33.

หมวกราก (Root cap) มีหน้าที่อะไร?

a)

ดูดซึมน้ำและแร่ธาตุ

b)

ป้องกันอันตรายแก่เนื้อเยื่อเจริญปลายราก

c)

สังเคราะห์ด้วยแสง

d)

สร้างฮอร์โมนพืช

e)

สร้างขนราก

34.

บริเวณใดของรากที่มีการแบ่งเซลล์แบบไมโทซิสอย่างหนาแน่น ทำให้รากยาวขึ้น?

a)

บริเวณหมวกราก (Root cap)

b)

บริเวณเซลล์ยืดตัว (Region of elongation)

c)

บริเวณเซลล์เจริญเต็มที่ (Region of maturation)

d)

บริเวณเนื้อเยื่อเจริญส่วนปลาย (Apical meristem)

e)

บริเวณขนราก (Root hair)

35.

บริเวณใดของรากที่มีการสร้างขนรากเพื่อเพิ่มพื้นที่ผิวในการดูดซึมน้ำและแร่ธาตุ?

a)

บริเวณหมวกราก

b)

บริเวณเซลล์ยืดตัว

c)

บริเวณเซลล์เจริญเต็มที่

d)

บริเวณเนื้อเยื่อเจริญส่วนปลาย

e)

บริเวณ Endodermis

36.

ข้อใดคือความแตกต่างหลักของโครงสร้างภายในรากพืชใบเลี้ยงเดี่ยวและรากพืชใบเลี้ยงคู่?

a)

การเรียงตัวของมัดท่อลำเลียง

b)

การมี Endodermis

c)

การมี Pericycle

d)

การมี Cortex

e)

การมี Epidermis

37.

ความแตกต่างที่เด่นชัดที่สุดในโครงสร้างภายในของรากพืชใบเลี้ยงเดี่ยวและรากพืชใบเลี้ยงคู่คือรูปแบบการจัดเรียงตัวของไซเลมและโฟลเอมใน Stele (แกนกลาง) รากพืชใบเลี้ยงคู่ไซเลมมักเป็นรูปดาวมีแฉกน้อย ส่วนรากพืชใบเลี้ยงเดี่ยวไซเลมมีหลายแฉกและมี Pith ขนาดใหญ่ตรงกลาง

a)

การมี Pericycle

b)

การมี Cortex

c)

การมี Epidermis

38.

Stele หรือ Vascular cylinder เป็นแกนกลางของราก ประกอบด้วยเนื้อเยื่อท่อลำเลียง (Xylem และ Phloem) และ Pericycle เป็นบริเวณที่มีการจัดเรียงตัวของไซเลมและโฟลเอมในลักษณะที่แตกต่างกันระหว่างพืชใบเลี้ยงเดี่ยวและใบเลี้ยงคู่

a)

Cortex

b)

Endodermis

c)

Stele (Vascular cylinder)

d)

Pericycle

e)

Pith

39.

ลักษณะสำคัญของ Stele ในรากพืชใบเลี้ยงเดี่ยว?

a)

ไซเลมอยู่ตรงกลางเป็นรูปดาว

b)

มี Pith ขนาดใหญ่

c)

ไม่มี Pericycle

d)

มี Vascular cambium ชัดเจน

e)

ไซเลมและโฟลเอมอยู่สลับกันเป็นแฉก

40.

เนื้อเยื่อใดในรากที่ทำหน้าที่ควบคุมการลำเลียงน้ำและแร่ธาตุเข้าสู่ท่อลำเลียง โดยมีแถบแคสปาเรียน (Casparian strip) ช่วยควบคุม?

a)

Epidermis

b)

Cortex

c)

Endodermis

d)

Pericycle

e)

Pith

41.

Pericycle ในรากมีหน้าที่อะไร?

a)

ดูดซึมน้ำและแร่ธาตุ

b)

สร้างรากแขนง (Lateral root)

c)

สะสมอาหาร

d)

ป้องกันการสูญเสียน้ำ

e)

ค้ำจุนราก

42.

Cortex ในรากมีหน้าที่หลักอะไร?

a)

ลำเลียงน้ำ

b)

ลำเลียงอาหาร

c)

สะสมอาหาร

d)

สร้างขนราก

e)

ป้องกันอันตราย

43.

Cortex ในรากมีหน้าที่หลักอะไร?

a)

ลำเลียงน้ำ

b)

ลำเลียงอาหาร

c)

สะสมอาหาร

d)

สร้างขนราก

e)

ป้องกันอันตราย

44.

ข้อใดถูกต้องเกี่ยวกับการจัดเรียงตัวของเนื้อเยื่อในรากจากชั้นนอกสุดเข้าสู่แกนกลาง?

a)

Epidermis → Cortex → Endodermis → Pericycle → Stele

b)

Epidermis → Endodermis → Cortex → Pericycle → Stele

c)

Cortex → Epidermis → Endodermis → Pericycle → Stele

d)

Stele → Pericycle → Endodermis → Cortex → Epidermis

e)

Epidermis → Cortex → Pericycle → Endodermis → Stele

45.

ข้อใดคือความแตกต่างที่สำคัญของรากพืชใบเลี้ยงคู่ที่ไม่มี Secondary growth และรากพืชใบเลี้ยงเดี่ยว?

a)

รากพืชใบเลี้ยงคู่มี Pith ขนาดใหญ่

b)

รากพืชใบเลี้ยงเดี่ยวมี Vascular cambium ชัดเจน

c)

รากพืชใบเลี้ยงคู่มีไซเลมและโฟลเอมเรียงตัวเป็นแฉกคล้ายดาว

d)

รากพืชใบเลี้ยงเดี่ยวมีจำนวนมัดท่อล

46.

บเลี้ยงเดี่ยว?

a)

รากพืชใบเลี้ยงคู่มี Pith ขนาดใหญ่

b)

รากพืชใบเลี้ยงเดี่ยวมี Vascular cambium ชัดเจน

c)

รากพืชใบเลี้ยงคู่มีไซเลมและโฟลเอมเรียงตัวเป็นแฉกคล้ายดาว

d)

รากพืชใบเลี้ยงเดี่ยวมีจำนวนมัดท่อลำเลเลียงน้อยกว่า

e)

รากพืชใบเลี้ยงคู่มี Endodermis ที่ไม่มี Casparian strip

47.

รากพืชใบเลี้ยงคู่เมื่อมีการเจริญเติบโตแบบทุติยภูมิ (Secondary growth) จะเกิดอะไรขึ้น?

a)

Pith จะมีขนาดใหญ่ขึ้น

b)

จำนวนมัดท่อลำเลียงจะลดลง

c)

จะมีการสร้าง Secondary xylem และ Secondary phloem โดย Vascular cambium

d)

รากจะมีขนาดเล็กลง

e)

Casparian strip จะสลายไป

48.

แถบ Casparian strip ใน Endodermis ทำหน้าที่อะไร?

a)

ป้องกันการเข้าของเชื้อโรค

b)

ควบคุมการดูดซึมน้ำและแร่ธาตุเข้าสู่ Stele ผ่าน Symplast pathway

c)

ควบค

49.

แถบ Casparian strip ใน Endodermis ทำหน้าที่อะไร?

a)

ป้องกันการเข้าของเชื้อโรค

b)

ควบคุมการดูดซึมน้ำและแร่ธาตุเข้าสู่ Stele ผ่าน Symplast pathway

c)

ควบคุมการดูดซึมน้ำและแร่ธาตุเข้าสู่ Stele ผ่าน Apoplast pathway

d)

เพิ่มพื้นที่ผิวในการดูดซึม

e)

สะสมอาหาร

50.

ข้อใดเป็นลักษณะสำคัญของเซลล์ใน Pericycle?

a)

มี Casparian strip

b)

เป็นเซลล์พาเรนไคมาที่สามารถแบ่งตัวสร้างรากแขนงได้

c)

มีผนังเซลล์หนามาก

d)

ไม่มีนิวเคลียส

e)

ทำหน้าที่สังเคราะห์ด้วยแสง