wayground logo

Free Printable Worksheets

Font size

S
M
L
XL
Worksheets

Quiz เรื่อง โครงสร้างและการเจริยของพืชดอก

Total questions: 40

Worksheet time: 40mins

Name
Class
Date
1.

จากภาพผนังเซลล์ โครงสร้าง B และ C คือโครงสร้างใดและสารใดเป็นองค์ประกอบหลักตามลำดับ

a)

B คือ Primary cell wall มี เซลลูโลส เป็นองค์ประกอบหลัก

C คือ middle lamella มี เพกติน เป็นองค์ประกอบหลัก

b)

B คือ Primary cell wall มี เซลลูโลส เป็นองค์ประกอบหลัก

C คือ Secondary cell wall มี เซลลูโลสและลิกนิน เป็นองค์ประกอบหลัก

c)

B คือ Secondary cell wall มี เซลลูโลสและลิกนิน เป็นองค์ประกอบหลัก

C คือ Primary cell wall มี เซลลูโลส เป็นองค์ประกอบหลัก

d)

B และ C คือ Primary cell wall มี เซลลูโลส เป็นองค์ประกอบหลัก

2.

ข้อใดถูกต้องเกี่ยวกับเนื้อเยื่อเจริญ (ตอบได้มากกว่า 1 ข้อ)

a)

สามารถแบ่งตัวแบบไมโทซิสได้ตลอดเวลาเพื่อเพิ่มจำนวนเซลล์

b)

เป็นกลุ่มเซลล์ที่มีผนังเซลล์ปฐมภูมิบางสม่ำเสมอ มีนิวเคลียสขนาดใหญ่

c)

เนื้อเยื่อเจริญ โดยแบ่งตามตำแหน่งเป็น 3 ประเภท คือ Apical meristem , Lateral meristem , Intercalary meristem

d)

มีรูปร่างแน่นอน ทำหน้าที่เฉพาะตามโครงสร้าง และส่วนใหญ่ไม่สามารถแบ่งเซลล์ได้อีก

3.

ข้อใดไม่ถูกต้องเกี่ยวกับเนื้อเนื้อเจริญ

a)

Apical meristem ทำให้ลำต้นและกิ่งยาวขึ้น และสร้างใบ และทำให้เกิดการเจริญเติบโตปฐมภูมิ (Primary growth)

b)

Lateral meristem มีหน้าที่แบ่งเซลล์ออกด้านข้าง ทำให้ลำต้นและราก ขยายขนาดใหญ่ขึ้น เรียกว่าการเจริญเติบโตแบบ ทุติยภูมิ (Secondary growth) พบได้ในพืชใบเลี้ยงเดี่ยว

c)

Intercalary meristem พบเหนือข้อของลำต้นพืชใบเลี้ยงเดี่ยว แบ่งเซลล์เพื่อให้ปล้องยืดยาว ช่วยให้ลำต้นเติบโตได้แม้ส่วนปลายหยุดเจริญแล้ว

d)

เนื้อเยื่อเจริญเมื่อแบ่งเซลล์แบบไมโทซิสแล้ว ส่วนหนึ่งจะเปลี่ยนไปเป็นเนื้อเยื่อถาวร อีกส่วนยังคงเป็นเนื้อเยื่อเจริญ

4.

จากข้อความต่อไปนี้มีข้อความที่ถูกต้องเกี่ยวกับเนื้อเยื่อถาวรกี่ข้อ

1. เนื้อเยื่อถาวรเจริญมาจากเนื้อเยื่อเจริญ

2.เป็นเซลล์ที่มีรูปร่างแน่นอน ทำหน้าที่เฉพาะตามโครงสร้าง

3.ส่วนใหญ่ไม่สามารถแบ่งเซลล์ได้อีก

4.แบ่งได้เป็น 3 ระบบ ระบบเนื้อเยื่อผิว , ระบบเนื้อเยื่อพื้น , ระบบเนื้อเยื่อท่อลำเลียง

a)

1 ข้อ

b)

2 ข้อ

c)

3 ข้อ

d)

4 ข้อ

5.

เนื้อเยื่อในข้อใดอยู่ในระบบเนื้อเยื่อเดียวกันทั้งหมด

a)

โฟลเอ็ม (phloem) , ซีฟทิวบ์เมมเบอร์(Sieve tube member) , เซลล์คอมพาเนียน(Companion cell)

b)

ไซเล็ม (Xylem) , เทรคีด (Tracheid) , เวสเซลเมมเบอร์ (Vessel member)

c)

พาเรงคิมา (Parenchyma) , คอลเลงคิมา (Collenchyma) , สเกลอเรงคิมา (Sclerenchyma)

d)

เซลล์ผิว (Epidermal cell) , เอพิเดอร์มิส (epidermis) , เซลล์ขนราก (Root hair cell)

6.

เนื้อเยื่อไซเล็มประกอบด้วยเซลล์ใดบ้าง

1.เทรคีด (Tracheid)

2.เวสเซลเมมเบอร์ (Vessel member)

3.เซลล์พาเรงคิมา

4.ไฟเบอร์

a)

1 และ 2

b)

3 และ 4

c)

1 2 และ 3

d)

1 2 3 และ 4

7.

เนื้อเยื่อโฟลเอ็ม(phloem)ประกอบด้วยเซลล์ใดบ้าง (ตอบได้มากกว่า 1 ข้อ)

a)

ซีฟทิวบ์เมมเบอร์ (Sieve tube member)

b)

เซลล์คอมพาเนียน (Companion cell)

c)

เซลล์พาเรงคิมา

d)

ไฟเบอร์

8.

ข้อใดไม่ถูกต้องเกี่ยวกับเนื้อเยื่อในระบบเนื้อเยื่อผิว (Dermal tissue system)

a)

เอพิเดอร์มิส (epidermis) เป็นเนื้อเยื่อชั้นนอกสุดของพืช ทำหน้าที่ ป้องกันเนื้อเยื่อภายในมีความหนา 1 ชั้น

ประกอบด้วยเซลล์หลายชนิด เช่น เซลล์ผิว เซลล์คุม เซลล์ขนราก

b)

เซลล์ผิว (Epidermal cell) เคลือบด้วยสารคิวทิน (Cutin) สะสมกันเป็นชั้นที่เรียกว่า คิวทิเคิล (Cuticle) ที่ช่วยลดการสูญเสียน้ำ

c)

เอพิเดอร์มิส (epidermis) และ เซลล์คุม (Guard cell) เป็นเซลล์ที่มีคลอโรพลาสต์สะสมอยู่

d)

เซลล์ขนราก (Root hair cell) พบในราก ทำหน้าที่ดูดน้ำและแร่ธาตุจากดิน โดยยื่นออกจากผิวราก

9.

ข้อใดไม่ถูกต้องเกี่ยวกับเนื้อเยื่อในระบบเนื้อเยื่อพื้น (ตอบได้มากกว่า 1 ข้อ)

a)
  1. พาเรงคิมา (Parenchyma) ประกอบด้วยเซลล์มีชีวิต ผนังเซลล์ปฐมภูมิหนา ไม่สม่ำเสมอ และมีช่องว่างระหว่างเซลล์ และทำหน้าที่หลัก สะสมอาหาร

b)
  1. คอลเลงคิมา (Collenchyma) พบใต้เอพิเดอร์มิสของลำต้น ใบ และก้านใบ ประกอบด้วยเซลล์มีชีวิต ผนังเซลล์บางสม่ำเสมอ ทำหน้าที่ค้ำจุน

c)
  1. สเกลอเรงคิมา (Sclerenchyma) เซลล์ไม่มีชีวิต ผนังเซลล์หนามาก มีผนังเซลล์ทุติยภูมิที่สะสมลิกนิน ทำหน้าที่ให้ความแข็งแรง

d)
  1. sclerenchyma ประกอบด้วยเซลล์ 2 ชนิด คือ fiber และ sclereid

10.

ข้อใดไม่ถูกต้องเกี่ยวกับระบบเนื้อเยื่อท่อลำเลียง (Vascular tissue system) (ตอบได้มากกว่า 1 ข้อ)

a)
  • เทรคีด (Tracheid) และเวสเซลเมมเบอร์ (Vessel member) เซลล์ที่มีชีวิตและมีนิวเคลียสทั้งคู่ และมีบทบาทในการลำเลียงน้ำ

b)
  • ซีฟทิวบ์เมมเบอร์ (Sieve tube member)และเซลล์คอมพาเนียน (Companion cell) เป็นเซลล์ที่ไม่มีชีวิต

c)

ไซเล็ม (Xylem) เป็นเนื้อเยื่อเชิงซ้อนที่ทำหน้าที่ ลำเลียงน้ำและแร่ธาตุจากรากไปยังส่วนต่าง ๆ ของพืช

d)

โฟลเอ็ม (phloem) เป็นเนื้อเยื่อเชิงซ้อนที่ทำหน้าที่ลำเลียงอาหารที่สังเคราะห์จากใบไปยังส่วนต่าง ๆ ของพืช

11.

บริเวณใดของรากที่พบเซลล์ขนรากและเนื้อเยื่อท่อลำเลียง

a)

root cap

b)

zone of cell division

c)

zone of cell elongation

d)

zone of cell differentiation and maturation

12.

ข้อใดถูกต้องเกี่ยวกับโครงสร้างภายในของปลายราก (zone of root)

a)

หมวกราก(root cap)ยู่ปลายสุดของราก ทำหน้าที่ป้องกันเนื้อเยื่อเจริญที่อยู่ชั้นถัดขึ้นไป ระกอบด้วยเซลล์คอลเรงคิมา เรียงกันอย่างหลวมๆ

b)

บริเวณการแบ่งเซลล์ (zone of cell division) ประกอบด้วยกลุ่มเซลล์เจริญส่วนปลาย ที่รากจะพบ root apical meristem

c)

บริเวณการยืดตามยาวของเซลล์ (region of cell elongation) เป็นบริเวณที่พบขนราก

d)

บริเวณการเปลี่ยนสภาพและการเจริญเต็มที่ของเซลล์ (zone of cell differentiation

and maturation) เป็นบริเวณที่เซลล์ที่สร้างขึ้นใหม่จะเกิดการ ยืดตัวในแนวยาว และ ขยายขนาดทางด้านข้าง

13.

แถบแคสพาเรียน (Casparian strip) พบที่ใด

a)

ไซเล็ม (Xylem)

b)

เพอริไซเคิล (Pericycle)      

c)

เอพิเดอร์มิส (Epidermis)

d)

เอนโดเดอร์มิส (Endodermis)

14.

เนื้อเยื่อชนิดใดทำหน้าที่สังเคราะห์แสงได้

a)

Xylem

b)

Phloem

c)

Collenchyma

d)

Chlorenchyma

15.

จากภาพ ก. และ ข. คือโคงสร้างใดของพืชตามลำดับ

a)

ก. คือ รากใบเลี้ยงคู่ และ ข. คือรากใบเลี้ยงเดี่ยว

b)

ก. คือ รากใบเลี้ยงเดี่ยว และ ข. คือรากใบเลี้ยงคู่

c)

ก. คือ ลำต้นใบเลี้ยงเดี่ยว และ ข. คือลำต้นใบเลี้ยงคู่

d)

ก. คือ ลำต้นใบเลี้ยงคู่ และ ข. คือลำต้นใบเลี้ยงเดี่ยว

16.

นักวิทยาศาสตร์นำโครงสร้างพืชชนิดหนึ่งมาตัดตามขวาง พบว่าในชั้นสตีลมีลักษณะแคบเมื่อเทียบกับชั้นคอร์เทกซ์ ไซเล็มมีเรียงตัวติดกันเป็นแฉกรูปดาว และไม่พบพิธ โครงสร้างดังกล่าวคือโครงสร้างใดของพืช

a)

รากใบเลี้ยงเดี่ยว   

b)

ลำต้นใบเลี้ยงเดี่ยว

c)

ลำต้นใบเลี้ยงคู่

d)

รากใบเลี้ยงคู่

17.

โครงสร้างใดพบได้แค่ในรากของพืช

  1. 1. เพอริไซเคิล (Pericycle) 

  2. 2.เอนโดเดอร์มิส (Endodermis)

  3. 3. คอร์กแคมเบียม (Cork cambium)

  4. 4. วาสคิวลาร์แคมเบียม (Vascular cambium)     

a)

1 และ 2

b)

3 และ 4

c)

1 2 และ 3

d)

1 2 3 และ 4

18.

ข้อใดถูกต้องเกี่ยวกับโครงสร้างภายในของราก

a)

ชั้นคอร์เทกซ์(cortex) ประกอบด้วย พาเรงคิมา(parenchyma) และเอนโดเดอร์มิส

(endodermis)

b)

ชั้นสตีลเป็นชั้นถัดจากคอร์เทกซ์เข้าไปโดยอยู่ถัดจากเพริไซเคิล(pericycle)

c)

เพริไซเคิล (pericycle) เป็นจุดกำเนิดของรากปฐมภูมิ (รากแขนง)

d)

ไม่มีข้อใดถูกต้อง

19.

ข้อใดไม่ใช่รากสะสมอาหาร

a)

แครอท

b)

เผือก     

c)

หัวไชเท้า

d)

มันเทศ

20.

ไซเล็มที่ชี้ และที่เป็นโครงสร้างลักษณะเป็นรูใหญ่คือเซลล์ใด

a)

เทรคีด

b)

เวสเซล

c)

พาเรงคิม่า      

d)

ไฟเบอร์

21.

ข้อใดถูกต้องเกี่ยวกับโครงสร้างภายในของปลายยอดตัดตามยาว (ตอบได้มากกว่า 1 ข้อ)

a)

เนื้อเยื่อเจริญปลายยอด (apical shoot meristem) พัฒนาไปเป็นลำต้น ใบ และตาตามซอก

b)

ใบแรกเกิด (leaf primordium) อยู่ตรงด้านข้างของปลายยอด และจะเจริญพัฒนาเป็น

ใบอ่อน(young leaf)

c)

ตาตามซอกเริ่มเกิด (axillary bud primordium) ต่อไปจะพัฒนาไปเป็นตาซอกเมื่อใบที่รองรับตาเจริญเต็มที่ซึ่งตาตามซอกสามารถเจริญเป็นกิ่งใหม่ได้

d)

ลำต้นอ่อน (young stem) พบอยู่ถัดจากตำแหน่งใบเริ่มเกิดลงมา

22.

ภาพ A และ B เป็นภาพของ

a)

A รากพืชใบเลี้ยงคู่  B รากพืชใบเลี้ยงเดี่ยว

b)

A รากพืชใบเลี้ยงเดี่ยว  B รากพืชใบเลี้ยงคู่

c)

ลำต้นพืชใบเลี้ยงเดี่ยว  B ลำต้นพืชใบเลี้ยงคู่

d)

A ลำต้นพืชใบเลี้ยงคู่  B ลำต้นพืชใบเลี้ยงเดี่ยว

23.

จากภาพเป็นส่วนใดของพืช และA B C คืออะไรตามลำดับ

a)

รากใบเลี้ยงเดี่ยว, คอลเลงคิม่า, เอนโดเดอร์มิส, เอพิเดอร์มิส

b)

รากใบเลี้ยงคู่, พาเรงคิม่า, เอพิเดอร์มิส, วาสคิวลาร์บันเดิล

c)

ลำต้นใบเลี้ยงเดี่ยว, พาเรงคิม่า, เอพิเดอร์มิส, วาสคิวลาร์บันเดิล

d)

ลำต้นใบเลี้ยงคู่, สเกลอเรงคิม่า, เอพิเดอร์มิส, เอนโดเดอร์มิส

24.

ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับการเจริญระยะทุติยภูมิของลำต้น

a)

ลำต้นในเจริญระยะทุติยภูมิไม่สามารถลำเลียงน้ำและแร่ธาตุได้

b)

วงปี (annual ring) เกิดจากการเจริญไม่เท่ากันของ secondary phloem ในฤดูแล้งกับฤดูฝนของแต่ละปี

c)

periderm คือชั้นนอกของเนื้อเยื่อทุติยภูมิที่เกิดขึ้นแทนเนื้อเยื่อผิว (epidermis) ประกอบด้วย แก่นไม้และกระพี้ไม้

d)

heartwood คือเนื้อไม้ส่วนแข็งและสีค่อนข้างเข้ม อยู่บริเวณแกนกลางของต้นไม้ และเนื้อไม้ส่วนนี้หยุดทำหน้าที่ลำเลียงน้ำและแร่ธาตุแล้ว

25.

เปลือกไม้ (bark) ของลำต้นประกอบด้วยเนื้อเยื่อใดบ้าง

a)

โฟลเอ็มปฐมภูมิ, คอร์กแคมเบียม, คอร์ก

b)

ไซเล็มปฐมภูมิ, คอร์กแคมเบียม, เฟลโลเดิร์ม

c)

ไซเล็มทุติยภูมิ, คอร์กแคมเบียม, คอร์ก, เฟลโลเดิร์ม

d)

โฟลเอ็มทุติยภูมิ, คอร์กแคมเบียม, คอร์ก, เฟลโลเดิร์ม

26.

ภาพที่เห็นเป็นภาพตัดตามขวางของโครงสร้างใด และหมายเลข 1 2 และ 3  คืออะไรตามลำดับ

a)

รากพืชใบเลี้ยงเดี่ยว และหมายเลข 1 2 และ 3  คือ โฟลเอ็ม วาสคิวลาร์แคมเบียม ไซเล็ม      

b)

รากพืชใบเลี้ยงคู่ และหมายเลข 1 2 และ 3  คือ ไซเล็ม วาสคิวลาร์แคมเบียม โฟลเอ็ม      

c)

ลำต้นพืชใบเลี้ยงเดี่ยว และหมายเลข 1 2 และ 3  คือ ไซเล็ม วาสคิวลาร์แคมเบียม โฟลเอ็ม      

d)

ลำต้นพืชใบเลี้ยงคู่ และหมายเลข 1 2 และ 3  คือ โฟลเอ็ม วาสคิวลาร์แคมเบียม ไซเล็ม   

27.

ข้อใดถูกต้องเกี่ยวกับโครงสร้างภายในลำต้นระยะที่มีการเติบโตทุติยภูมิ (ตอบได้มากกว่า 1 ข้อ )

a)

ลำต้นระยะที่มีการเติบโตทุติยภูมิพบในพืชใบเลี้ยงคู่

b)

วาสคิวลาร์แคมเบียม แบ่งเซลล์สร้างไซเล็มทุติยภูมิออกด้านนอก แบ่งเซลล์สร้างโฟลเอ็มทุติยภูมิเข้าด้านใน

c)

วาสคิวลาร์แคมเบียม และ คอร์กแคมเบียม ทำหน้าที่สร้างเนื้อไม้และเปลือกไม้

d)

วาสคิวลาร์แคมเบียม และ คอร์กแคมเบียม ทำเกิดการเจริญเติบโตแบบปฐมภูมิ

28.

การที่จะดูว่าเป็นรากหรือลำต้นตัดตามขวางดูได้จาก

a)

ชั้นของ คอร์เทกซ์ในรากแคบ คอร์เทกซ์ลำต้นกว้าง

b)

ชั้นของคอร์เทกซ์ในลำต้นแคบ  คอร์เทกซ์ของรากกว้าง

c)

ชั้นของมัดท่อน้ำท่ออาหารกระจัดกระจายในรากและเป็นระเบียบในลำต้น

d)

ชั้นของมัดท่อน้ำท่ออาหารกระจัดกระจายในลำต้นและเป็นระเบียบในราก

29.

19. ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับหน้าที่หลักของโครงสร้างต่าง ๆ ของพืช

a)

หนามของกระบองเพชรทำหน้าที่ช่วยลดการคายน้ำ

b)

 มันฝรั่งเป็นรากที่เปลี่ยนแปลงไปทำหน้าที่สะสมอาหาร

c)

มะระมีลำต้นที่เปลี่ยนแปลงไปเป็นลำต้นคล้ายใบ(หนาม)

d)

ข่าเป็นรากที่เปลี่ยนแปลงไปทำหน้าที่สะสมอาหาร และมีตาอยู่รอบหัว

30.

ข้อใดถูกต้องเกี่ยวกับเนื้อไม้

  1. 1. เนื้อไม้ (wood) แบ่งเป็น 2 ส่วน แก่นไม้ (Heartwood) และ กระพี้ (Sapwood)

  2. 2. เนื้อไม้คือส่วนของไซเล็มทุติยภูมิ

  3. 3. แก่นไม้ (Heartwood) เป็นไซเล็มที่หยุดลำเลียงน้ำแล้ว เป็นเซลล์ตาย สีเข้ม แข็งแรง

  4. 4. กระพี้ (Sapwood) เเป็นไซเล็มที่ยังลำเลียงน้ำและแร่ธาตุได้

a)

1 และ 2

b)

3 และ 4

c)

1 2 และ 3

d)

1 2 3 และ 4

31.

ชั้นเพอริเดิร์ม ประกอบด้วยเนื้อเยื่อใดบ้าง

a)

คอร์กแคมเบียม (Phellogen) , คอร์ก (Phellem) , เฟลโลเดิร์ม (Phelloderm)

b)

โฟลเอ็มทุติยภูมิ , คอร์กแคมเบียม (Phellogen) , คอร์ก (Phellem) , เฟลโลเดิร์ม (Phelloderm)

c)

คอร์กแคมเบียม (Phellogen) , คอร์ก (Phellem)

d)

วาสคิวลาร์แคมเบียม , คอร์กแคมเบียม

32.

ข้อใดถูกต้องเกี่ยวกับวงปี (annual ring) (ตอบได้มากกว่า 1 ข้อ)

a)

เกิดจากการเจริญไม่เท่ากันของ secondary phloem ในฤดูแล้งกับฤดูฝนของแต่ละปี

b)

ในภาวะที่มีแสงแดดจัดมีน้ำอุดมสมบูรณ์ วาสคิวลาร์แคมเบียมจะเเบ่งเซลล์ได้ในสัดส่วนมากและเซลล์มีขนาดใหญ่

c)

ฤดูแล้งจะมีเซลล์ขนาดเล็ก ผนังหนา เรียงตัวแน่น

d)

วงปีสามารถใช้บอกปริมาณน้ำในแต่ละปีได้

33.

จากโครงสร้างภายนอกของใบ ใบประกอบด้วยอะไรบ้าง

a)

ก้านใบ และ แผ่นใบ

b)

ก้านใบ , แผ่นใบ และ หูใบ

c)

แผ่นใบและหูใบ

d)

ก้านใบ และ หูใบ

34.

ข้อใดกล่าวถึงใบประกอบ (compound leaf) ได้ถูกต้อง

a)

1 ก้านใบมีแผ่นใบหลายแผ่น

b)

1 ก้านใบประกอบด้วย 1 แผ่นใบ

c)

แผ่นใบมีขนาดเล็กจึงเรียกว่าใบประกอบ

d)

เส้นใบที่แตกแขนงจากเส้นกลางใบและเชื่อมกันเป็นตาข่าย

35.

ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับโครงสร้างมีโซฟิลล์ในใบพืชใบเลี้ยงเดี่ยว

a)

 ไม่มีคลอโรฟิลล์ในเซลล์มีโซฟิลล์

b)

แยกเป็น 2 ชั้นเหมือนพืชใบเลี้ยงคู่

c)

ไม่มีชั้นแพลิเซด แต่มีสปองจีเท่านั้น

d)

ไม่แยกชั้นชัดเจน มีลักษณะคล้ายกัน

36.

ข้อใดถูกต้องเกี่ยวกับใบ

a)

ก้านใบมักจะแผ่ออกเป็นแผ่น เรียกว่า กาบใบ (leaf sheath) มักพบในพืชใบเลี้ยงคู่

b)

การเรียงตัวของเส้นใบแบบแบบตาข่าย(netted venation) มักพบในพืชใบเลี้ยงเดี่ยว

c)

การเรียงตัวของเส้นใบแบบขนาน(parallel venation) มักพบในพืชใบเลี้ยงคู่

d)

พืชใบเลี้ยงคู่ ส่วนใหญ่จะมีก้านใบที่ค่อนข้างกลมหรือกลม

37.

หมายเลข 1 และ 3 คืออะไรตามลำดับ

a)

1 คือ แพลิเซดมีโซฟิลล์ และ 3 คือ สปองจีมีโซฟิลล์

b)

1 คือ สปองจีมีโซฟิลล์ และ 3 คือ แพลิเซดมีโซฟิลล์

c)

1 และ 3 คือ แพลิเซดมีโซฟิลล์

d)

1 และ 3 คือ สปองจีมีโซฟิลล์

38.

ข้อใดถูกต้องเกี่ยวโครงสร้างภายในของใบ (ตอบได้มากกว่า 1 ข้อ)

a)

แพลิเซดมีโซฟิลล์ (palisade mesophyll ) อยู่ใต้ upper epidermis เซลล์พาเรงคิม่า รูปร่างยาว เรียงกันเป็นแถว และมี คลอโรพลาสต์จำนวนมาก

b)

สปองจีมีโซฟิลล์ (spongy mesophyll ) อยู่ติดกับ lower epidermisเซลล์มีรูปร่าง ไม่เป็นระเบียบ และ ไม่แน่นชิดกัน มี คลอโรพลาสต์ แต่ น้อยกว่าในแพลิเซดมีโซฟิลล์ และมีช่องอากาศ

c)

วาสคิวลาร์บันเดิล (vascular bundle) กลุ่มที่มีขนาดใหญ่ที่สุดจะพบที่บริเวณ เส้นใบย่อย

d)

ในพืชใบเลี้ยงเดี่ยวบางชนิด เช่น ข้าวโพด อ้อย ข้าว ข้าวฟ่าง การะเกด จะพบเซลล์พิเศษเรียกว่า เซลล์บันเดิลชีท (bundle sheath cell) ซึ่งทำหน้าที่ล้อมรอบวาสคิวลาร์บันเดิล

39.

ข้อใดถูกต้องที่สุดเกี่ยวกับแพลิเซดมีโซฟิลล์ (palisade mesophyll)

a)

พบช่องอากาศ

b)

ประกอบด้วยเซลล์ collenchyma รูปร่างยาว

c)

มีคลอโรพลาสต์หนาแน่นมากเมื่อเทียบกับบริเวณอื่น

d)

ประกอบด้วยเซลล์ parenchyma รูปร่างกลม

40.

มัดท่อลำเลียง(vascular bundle)ของใบอยู่ที่ส่วนใด

a)

ชั้นของ  Epidermis

b)

ชั้นของ  Spongy  cell

c)

ชั้นของ  Palisade  cell

d)

ชั้นของ  Mesophyll