wayground logo

Free Printable Worksheets

NEW

Font size

S
M
L
XL
Worksheets

ควิซบทที่ 2 และ 3

Total questions: 30

Worksheet time: 18mins

Name
Class
Date
1.

โครงสร้างไต ประกอบด้วยเนื้อเยื่อ 2 ชั้น ไตชั้นที่เรียกว่าคอร์เทกซ์ (cortex) คือชั้นใด

a)

ชั้นนอก

b)

ชั้นใน

c)

ชั้นกลาง

d)

ชั้นบน

2.

โครงสร้างไต ชั้นที่เรียกว่าเมดัลลา (medulla) คือชั้นใด

a)

ชั้นนอก

b)

ชั้นใน

c)

ชั้นกลาง

d)

ชั้นบน

3.

เมื่อเลือดมีความเข้มข้นสูงกว่าปกติ จะทำให้เกิดสิ่งใดขึ้นกับร่างกายของคนเรา และร่างกายจะมีกลไกตอบสนองในการรักษาดุลยภาพของน้ำอย่างไร (O-NET 56)

a)

รู้สึกกระหายน้ำมากขึ้น และร่างกายหลั่ง ADH มาก

b)

รู้สึกกระหายน้ำลดลง และร่างกายหลั่ง ADH น้อย

c)

สมองส่วนทาลามัสถูกกระตุ้นและร่างกายหลั่ง ADH น้อย

d)

สมองส่วนไฮโพทาลามัสถูกกระตุ้นและร่างกายหลั่ง

4.

ไตมีหน้าที่อย่างไร

a)

ดูดกลับน้ำและโมเลกุลของสารที่ร่างกายต้องการเช่น กลูโคส และกรดอะมิโนกลับเข้าสู่ร่างกาย

b)

ดูดกลับเฉพาะน้ำกลับเข้าสู่ร่างกาย

c)

ดูดกลับกรดอะมิโน น้ำตาลกลับเข้าสู่ร่างกาย

d)

ไม่มีข้อใดถูก

5.

สมชายต้องฝึกหนักไม่ได้ดื่มน้ำในทุกบ่ายของวันที่มีเรียน รด. อยากทราบว่าช่วงเวลาที่ฝึกหนักนั้นร่างกายของสมชายจะมีปริมาณของฮอร์โมน ADH เป็นอย่างไร

a)

ร่างกายหลั่ง ADH น้อย

b)

ร่างกายหลั่ง ADH มาก

c)

ร่างกายหลั่ง ADH ปานกลาง

d)

ร่างกายไม่หลั่ง ADH เลย

6.

เหตุใดผู้ดื่มเครื่องดื่มผสมแอลกอฮอล์จึงมักปัสสาวะบ่อยกว่าปกติ (O-NET 52)

a)

ไตทำงานอย่างมีประสิทธิภาพสูงขึ้น

b)

การหลั่งฮอร์โมนวาโซเปรสซินลดลง

c)

แอลกอฮอล์เป็นพิษต่อร่างกาย จึงถูกกำจัดทิ้งอย่างรวดเร็ว

d)

ร่างกายควบคุมกล้ามเนื้อกระเพาะปัสสาวะไม่ได้

7.

ในหนึ่งวัน ร่างกายสูญเสียน้ำในรูปแบบใดที่น้อยที่สุด

a)

ปัสสาวะ

b)

การหายใจ

c)

เหงื่อ

8.

ของเสียที่มีไนโตรเจนเป็นองค์ประกอบ

ข้อใดมีความเป็นพิษต่อเซลล์ น้อยที่สุด

a)

ยูเรีย

b)

แอมโมเนีย

c)

กรดยูริก

d)

มีข้อถูกมากกว่า 1 ข้อ

9.

ปัสสาวะของคนปกติจะไม่พบสารในข้อใด

a)

ยูเรีย

b)

น้ำ

c)

ไอออนต่าง ๆ

d)

น้ำตาล

10.

สารใดที่มีผลทำให้ความเข้มข้นไฮโดรเจนไอออนเพิ่มขึ้น

a)

คาร์บอนไดออกไซด์

b)

คาร์บอนไดมอนออกไซด์

c)

ไนโตรเจน

d)

กำมะถัน

11.

เลือดของคนที่มีค่าความเป็นกรดเบส 7.0 จำเป็นต้องรักษาดุลยภาพของร่างกายให้เข้าสู่ระดับกรดเบสปกติได้อย่างไร

a)


หายใจถี่ขึ้นเพื่อทำให้ค่ากรดเบสเพิ่มขึ้น

b)


หายใจช้าลงเพื่อทำให้ค่ากรดเบสเพิ่ม

c)


หายใจถี่ขึ้นเพื่อทำให้ค่ากรดเบสลดลง

d)


หายใจช้าลงเพื่อทำให้ค่ากรดเบสลดลง

12.

ถ้าอุณหภูมิของสิ่งแวดล้อมสูงกว่าอุณหภูมิของร่างกาย เราจะระบายความร้อนออกจากร่างกาย โดย

a)

เพิ่มอัตราเมแทบอลิซึม เพื่อให้สารพลังงานสูงในร่างกายน้อยลง

b)

ละลายชั้นไขมันใต้ผิวหนัง ซึ่งเป็นฉนวนกันความร้อนออกให้เหลือบางลง

c)

เพิ่มการขับเหงื่อ เพื่อให้น้ำออกจากร่างกายมากขึ้น

d)

หายใจเข้าออกอย่างรวดเร็วเพื่อระบายความร้อน

13.

ขณะที่สิ่งแวดล้อมมีอุณหภูมิต่ำลงร่างกายของเราจะเกิดการเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับ อัตราเมแทบอลิซึม หลอดเลือดฝอยที่ผิวหนังและกล้ามเนื้อยึดโคนเส้นขน แบบใด

a)

สูงขึ้น ขยายตัว คลายตัว

b)

ลดลง ขยายตัว คลายตัว

c)

สูงขึ้น หดตัว หดตัว

d)

ลดลง หดตัว หดตัว

14.

การอักเสบเป็นการทำงานของเซลล์เม็ดเลือดขาวกลุ่มใด

a)

กลุ่มฟาโกไซต์

b)

กลุ่มโมโนไซต์

c)

กลุ่มนิวโทรฟิล

d)

กลุ่มลิมโฟไซต์

15.

เซลล์เม็ดเลือดขาวกลุ่มลิมโฟไซต์มีกี่ชนิด อะไรบ้าง

a)

1 ชนิด คือ เซลล์แมสต์

b)

1 ชนิด คือ เซลล์บี

c)

2 ชนิด คือ เซลล์บีและเซลล์ที

d)

2 ชนิด คือ นิวโทรฟิลและโมโนไซต์

16.

เซลล์พลาสมา ทำหน้าที่อะไร

a)

สร้างและหลั่งแอนติบอดี

b)

จดจำแอนติเจนชนิดเดิม

c)

ขนายขนาดให้กลายมาเป็นแมโครฟาจ

d)

ขยายหลอดเลือดฝอย เพื่อนำเลือดและเม็ดเลือดขาวมาสะสมมากขึ้น

17.

แอนติเจน คืออะไร

a)

โมเลกุลของสารหรือสิ่งแปลกปลอมที่เข้าสู่ร่างกายแล้วไปกระตุ้นให้ร่างกายเกิดการสร้างแอนติบอดี

b)

โปรตีนที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับกลไกการต่อต้านและทำลายสิ่งแปลกปลอมแบบจำเพาะ

c)

เซลล์ที่กระตุ้นการทำงานและการแบ่งเซลล์เม็ดเลือดขาวกลุ่มลิมโฟไซต์

d)

เซลล์ที่ทำลายเซลล์แปลกปลอมหรือเซลล์ที่ติดเชื้อไวรัส

18.

เมื่อเซลล์ทีผู้ช่วยกระตุ้นการทำงานของเซลล์บีและ cytotoxic T cell แล้ว จะเกิดเหตุการณ์ใดต่อจากนี้

a)

จะทำการเพิ่มจำนวนตัวเองและพัฒนาไปเป็นเซลล์พลาสมา และเซลล์ความจำแล้วทำลายแอนติเจน

b)

โปรตีนจะเข้าจับกับแอนติเจนเป้าหมายได้อย่างจำเพาะ

c)

ตอบสนองและสร้างแอนติบอดีได้อย่างรวดเร็ว

d)

ทำลายเซลล์แปลกปลอมหรือเซลล์ที่ติดเชื้อไวรัส และกระตุ้นการทำงานและการแบ่งเซลล์เม็ดเลือดขาวกลุ่มลิมโฟไซต์

19.

โรคภูมิแพ้ สามารถแก้ไขอาการแพ้ได้ด้วยวิธีการให้ยาชนิดใด

a)

ยาแอนติฮิสตามีน

b)

ยานอนหลับ

c)

ยาพาราเซตามอล

d)

ยาพิราเวียร์

20.

เมื่อเกิดการอักเสบ ฟาโกไซต์จะทำลายเชื้อโรคโดยการกินที่เรียกว่า

a)

ฟาโกไซโทซิส

b)

พิโนไซโทซิส

c)

การแพร่

d)

การแพร่แบบฟาซิลิเทต

21.

ข้อใดคือสมการการสังเคราะห์ด้วยแสงของพืช

a)

CO2+H2O->แสง+ C6H12O6+O2

b)

คลอโรฟิลล์

Co2+H2O -> C6H12O6+O2

แสง

c)

คลอโรฟิลล์

Co2+H2O -> C6H12O6+O2

d)

คลอโรฟิลล์

Co2+H2O -> C6H6O6+O2

แสง

22.

ถ้าเราจะทดสอบหาโปรตีนในอาหารจะใช้สารใดในการทดสอบ

a)

ไบยูเรต

b)

ไอโอดีน

c)

ซาฟานิน

d)

นิวทรัลเรด

23.

ข้อใดคือปัจจัยภายนอกทังหมดที่ส่งผลต่อการเจริญเติบโตของพืช

a)

แสง ออกซิน ออกซิเจน

b)

น้ำ คาร์บอนไดออกไซด์ ธาตุอาหาร

c)

ไซโทไคนิน ศัตรูพืช น้ำ

d)

อุณหภูมิ ออกซิเจน เอทิลีน

24.

ผลไม้ชนิดใดที่มีการตอบสนองต่อเอทิลีน

a)

ทุเรียน

b)

ส้ม

c)

เงาะ

d)

ลำไย

25.

ผลไม้ชนิดใดที่ไม่มีผลต่อการตอบสนองของเอทิลีน

a)

มะละกอ

b)

มะม่วง

c)

มะเขือเทศ

d)

ชมพู่

26.

กรดแอบไซซิก มีผลต่อการปิดเปิดรูปากใบ ลดการสูญเสียน้ำข้อใดคือการใช้ประโยชน์ของฮอร์โมนชนิดนี้

a)

ชะลอการเหี่ยวเฉาของพืช

b)

ชะลอการสุกของผลไม้

c)

ชะลอการงอกของเมล็ด

d)

ชะลอการร่วงของใบ

27.

ไซโทไคนินนำมาใช้ประโยชน์ตามข้อใดได้ถูกต้อง

a)

เร่งการแตกตาข้างของพืช

b)

เร่งการออกดอก

c)

เร่งการติดผล

d)

ชะลอการเหี่ยว

28.

ข้อใดคือการตอบสนองที่มีทิศทางไม่สัมพันธ์กับทิศทางของสิ่งเร้า

a)

การหุบของใบมยราบเมื่อถูกสัมผัส

b)

ปลายเจริญในทิศทางตรงกันข้ามกับยอด

c)

การเลื้อยพันหลักของพืชบางชนิด

d)

ปลายยอดพืชเจริญเข้าหาแสง

29.

ฮอร์โมนออกซินทำหน้าที่อะไร

a)

กระตุ้นการยืดตัวของเซลล์

b)

กระตุ้นการงอกของราก

c)

กระตุ้นการงอกของเมล็ด

d)

กระตุ้นการงอกของผล

30.

ข้อใดเป็นการเคลื่อนไหวของพืชที่มีทิศทางสัมพันธ์กับสิ่งเร้า่

a)

การหุบและการบานของจามจุรีตอนเช้าและตอนเย็น

b)

การหุบและกางใบของใบไมยราพเมื่อถูกสัมผัส

c)

การเลื้อยพันรอบหลักหรือที่ยึดเกาะของลำต้นตำลึง

d)

การหุบและการบานของดอกบัวตอนเช้าและตอนเย็น