NEW
Font size
Worksheetsแบบทดสอบกลางภาค ม.4/2 รายวิชาประวัติวรรณคดี2
Total questions: 40
Worksheet time: 3600secs
1.
ข้อใดคือความแตกต่างที่สำคัญที่สุดระหว่าง 'วรรณคดี' และ 'วรรณกรรม' ตามหลักการทางวิชาการในปัจจุบัน
วรรณคดีคือวรรณกรรมที่ได้รับการคัดเลือกและยกย่องว่ามีคุณค่าทางวรรณศิลป์สูงและเป็นที่ยอมรับมานาน
วรรณคดีต้องเป็นงานที่แต่งด้วยร้อยกรองเท่านั้น แต่วรรณกรรมรวมถึงร้อยแก้วด้วย
วรรณคดีคือวรรณกรรมที่ได้รับการยกย่องจากสมาคมวรรณคดี ส่วนวรรณกรรมคือหนังสือทั่วไป
วรรณกรรมคือข้อความที่บันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษร ส่วนวรรณคดีคือเรื่องที่เล่าต่อกันมาโดยไม่มีลายลักษณ์อักษร
2.เกณฑ์สำคัญที่สุดที่ใช้พิจารณาว่างานเขียนชิ้นใดเป็น 'วรรณคดี' คือข้อใด
ต้องเป็นงานเขียนที่ถูกแต่งขึ้นก่อนปี พ.ศ. 2500 เท่านั้น
ต้องเป็นงานเขียนที่ตีพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ขนาดใหญ่
ต้องเป็นงานเขียนที่มีความยาวและซับซ้อนเท่านั้น
ต้องเป็นงานเขียนที่ใช้ภาษาอย่างประณีตและมีคุณค่าทางวรรณศิลป์สูง
3.
ข้อใดคือคุณค่าของวรรณคดีด้านสังคมและวัฒนธรรม
การเพิ่มพูนความรู้เกี่ยวกับศัพท์และสำนวนโบราณ
การสะท้อนภาพชีวิตความเป็นอยู่ ประเพณี และความเชื่อของผู้คนในยุคนั้นๆ
ความไพเราะของถ้อยคำและการใช้สำนวนโวหารที่แปลกใหม่
การสอดแทรกปรัชญาชีวิตและคติธรรมเพื่อการดำเนินชีวิต
4.ในการวิเคราะห์คุณค่าด้านวรรณศิลป์ของบทประพันธ์ การพิจารณาองค์ประกอบใดมีความสำคัญที่สุด
การอ้างอิงแหล่งที่มาของข้อมูลที่นำมาใช้ในการเขียน
ความถูกต้องตามหลักไวยากรณ์และอักขรวิธี
ความครบถ้วนของจำนวนคำตามที่บัญญัติไว้ในฉันทลักษณ์
การเลือกสรรถ้อยคำ สำนวน โวหารภาพพจน์ และจังหวะลีลาการประพันธ์
5.
วรรณคดีประเภทใดต่อไปนี้ที่เน้นการใช้จังหวะ ลีลา และความไพเราะของเสียงเป็นสำคัญ
วรรณคดีประเภทฉันทลักษณ์ (ร้อยกรอง)
วรรณคดีประเภทคำสอนและศาสนา
วรรณคดีประเภทบันเทิงคดีร้อยแก้ว
วรรณกรรมประเภทสารคดี
6.
นักเรียนวิเคราะห์ว่านวนิยายเรื่องหนึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำทางชนชั้นในสังคมไทยเมื่อ 50 ปีที่แล้ว การวิเคราะห์นี้จัดเป็นคุณค่าของวรรณคดีด้านใดเป็นหลัก
คุณค่าด้านความคิดและปรัชญา
คุณค่าด้านสังคม
คุณค่าด้านวรรณศิลป์
คุณค่าด้านภาษา
7.
เมื่อผู้อ่านพิจารณาถึงการใช้คำที่ให้ความรู้สึกขัดแย้งกันแต่สื่อความหมายลึกซึ้ง (Paradox) จัดเป็นการวิเคราะห์ในหัวข้อใด
การวิเคราะห์กลวิธีการประพันธ์ (Literary Technique Analysis)
การวิเคราะห์ภูมิหลังผู้แต่ง (Author's Background Analysis)
การวิเคราะห์แนวคิดและแก่นเรื่อง (Theme Analysis)
การวิเคราะห์โครงเรื่อง (Plot Analysis)
8.ข้อใดกล่าวถึงประโยชน์ของการศึกษาวรรณคดีด้านการใช้ภาษาได้ถูกต้องที่สุด
ทำให้สามารถนำความรู้ด้านไวยากรณ์ไปใช้ได้ตรงตามหลักภาษาทุกประการ
เป็นแบบอย่างในการใช้ถ้อยคำที่ไพเราะ สละสลวย และสามารถประยุกต์ใช้ในงานเขียนของตนเองได้
ช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจภาษาต่างประเทศที่ปรากฏอยู่ในวรรณคดีมากขึ้น
ทำให้ผู้เรียนสามารถจดจำคำศัพท์และสำนวนที่ตายตัวได้ทั้งหมด
9.
การศึกษาวรรณคดีช่วยให้ผู้เรียนเกิดความเข้าใจและยอมรับในความแตกต่างหลากหลายของมนุษย์ (Tolerance) ได้อย่างไร
เพราะวรรณคดีส่วนใหญ่จะระบุอย่างชัดเจนว่าพฤติกรรมใดควรทำหรือไม่ควรทำ
เพราะวรรณคดีมักจะนำเสนอแนวคิดที่เป็นสากลและเป็นที่ยอมรับของคนทุกเชื้อชาติ
เพราะวรรณคดีทุกเรื่องจะมีตัวละครที่มีภูมิหลังแตกต่างกันเสมอ
เพราะวรรณคดีช่วยให้ผู้เรียนได้สัมผัสและเข้าใจความคิด อารมณ์ และเหตุผลในการกระทำของตัวละครในสถานการณ์ต่างๆ
10.วรรณคดีเรื่องใดที่ถือเป็นหลักฐานสำคัญที่สุดที่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับสภาพสังคม การปกครอง และวิถีชีวิตของคนไทยในสมัยสุโขทัย
สุภาษิตพระร่วง
สุภาษิตพระร่วง
ศิลาจารึกหลักที่ 1
ศิลาจารึกหลักที่ 1
ลิลิตโองการแช่งน้ำ
ลิลิตโองการแช่งน้ำ
ไตรภูมิพระร่วง
ไตรภูมิพระร่วง
11.
วรรณคดีเรื่อง 'ไตรภูมิพระร่วง' มีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่าอะไร และมีวัตถุประสงค์หลักในการประพันธ์คืออะไร
ปฐมสมโพธิ, เพื่อใช้ในการบรรยายพุทธประวัติ
เตภูมิกถา, เพื่อเทศนาโปรดพระราชมารดาและสั่งสอนประชาชนให้เกรงกลัวต่อบาป
เตภูมิกถา, เพื่อใช้เป็นตำราทางโหราศาสตร์
นพคุณกัลป์ปัญญา, เพื่อใช้เป็นบทสวดในพระราชพิธี
12.
ข้อใดคือลักษณะเด่นทางด้านวรรณศิลป์ของ 'ไตรภูมิพระร่วง'
มีการใช้คำประพันธ์ประเภทโคลงสี่สุภาพเป็นส่วนใหญ่ ทำให้เกิดความไพเราะของเสียง
เป็นวรรณคดีที่มีการแต่งเป็นกลอนเพลงยาวเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์วรรณคดีไทย
มีการใช้โวหารภาพพจน์ประเภทอุปมาและสาธกโวหารอย่างแพร่หลายในการพรรณนาเปรียบเทียบและการยกตัวอย่าง
มีการใช้ภาษาที่กระชับรัดกุม มุ่งเน้นความเข้าใจในสาระสำคัญโดยไม่ใช้คำฟุ่มเฟือย
13.
ใครคือพระมหากษัตริย์ผู้ทรงพระราชนิพนธ์วรรณคดีเรื่อง 'ไตรภูมิพระร่วง'?
พระมหาธรรมราชาที่ 2 (พระเจ้าเลอไท)
พ่อขุนศรีอินทราทิตย์
พระยาลิไท (พระมหาธรรมราชาที่ 1)
พ่อขุนรามคำแหงมหาราช
14.ข้อความจากวรรณคดีสมัยสุโขทัยที่ว่า 'คนในเมืองสุโขทัยนี้มักทาน มักทรงศีล มักโอยทาน' สะท้อนคุณค่าด้านใดของวรรณคดีเป็นหลัก
คุณค่าด้านสังคมและวัฒนธรรม
คุณค่าด้านความคิดและปรัชญา
คุณค่าด้านภาษาและสำนวน
คุณค่าด้านวรรณศิลป์
15.วรรณคดีสุโขทัยประเภท 'สุภาษิตพระร่วง' มีลักษณะเด่นที่แตกต่างจาก 'ไตรภูมิพระร่วง' อย่างไร
สุภาษิตพระร่วงประพันธ์ในสมัยพ่อขุนรามคำแหง ส่วนไตรภูมิพระร่วงประพันธ์ในสมัยพระยาลิไท
สุภาษิตพระร่วงเน้นการพรรณนาโลกหลังความตาย ส่วนไตรภูมิพระร่วงเน้นการปกครอง
สุภาษิตพระร่วงมีจุดมุ่งหมายเพื่อบันทึกประวัติศาสตร์ ส่วนไตรภูมิพระร่วงมีจุดมุ่งหมายเพื่อการบันเทิง
สุภาษิตพระร่วงเป็นร้อยกรอง ส่วนไตรภูมิพระร่วงเป็นร้อยแก้ว
16.แนวคิดหลัก (Theme) ที่ปรากฏชัดเจนที่สุดใน 'ไตรภูมิพระร่วง' คืออะไร
การเปรียบเทียบมนุษย์กับสัตว์เพื่อสะท้อนความจริงของชีวิต
กฎแห่งกรรมและการเวียนว่ายตายเกิดในวัฏสงสาร
ความรักชาติและการรักษาเอกราชของอาณาจักร
ความสำคัญของการสร้างบ้านเมืองและการค้าขายเสรี
17.ข้อใดคือลักษณะทางภาษาที่สำคัญของวรรณคดีสมัยสุโขทัยที่ปรากฏในศิลาจารึกหลักที่ 1
การใช้คำประสมที่มีความหมายซ้อนกัน (เช่น 'เรือกสวนไร่นา') อย่างแพร่หลาย
การใช้คำภาษาบาลีสันสกฤตที่ซับซ้อนและมีคำศัพท์เฉพาะทางจำนวนมาก
การใช้คำลงท้ายในประโยคบอกเล่า เช่น 'แล' หรือ 'นา' เพื่อความไพเราะตามแบบร้อยกรอง
การใช้สรรพนามแทนกษัตริย์ว่า 'กู' และ 'มึง' ในการกล่าวถึงประชาชนทั่วไปอย่างเป็นกันเอง
18.
แม้ว่า 'สุภาษิตพระร่วง' จะเป็นวรรณคดีประเภทคำสอน แต่ข้อความใดที่สะท้อนถึงอิทธิพลของสภาพสังคมการเกษตรในสมัยสุโขทัยได้อย่างชัดเจนที่สุด
เป็นคนอย่าเห็นแก่ได้
เมื่อเบาอย่าหมายยก เมื่อหนักอย่ายกให้แก่คนอื่น
ปลูกไมตรี อย่ารู้ร้าง
ปลูกต้นเข้าเปล่า อย่าปัดเรือน
19.ข้อใดไม่ใช่วัตถุประสงค์ในการประพันธ์วรรณคดีในสมัยสุโขทัย
เพื่อใช้ในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาและสั่งสอนจริยธรรมแก่ประชาชน
เพื่อใช้ในการจารึกเรื่องราวทางประวัติศาสตร์และสภาพความเป็นอยู่ของบ้านเมือง
เพื่อแสดงพระปรีชาสามารถของพระมหากษัตริย์และเป็นมรดกทางภาษา
เพื่อใช้เป็นคู่มือในการแสดงละครและสร้างความบันเทิงในราชสำนัก
20.คำกล่าวที่ว่า 'ไพร่ฟ้าหน้าใส' ในศิลาจารึกหลักที่ 1 สะท้อนให้เห็นถึงรูปแบบการปกครองในสมัยสุโขทัยว่ามีลักษณะเช่นไร
การปกครองแบบพ่อปกครองลูก
การปกครองแบบพ่อปกครองลูก
การปกครองแบบธรรมราชา
การปกครองแบบธรรมราชา
การปกครองแบบประชาธิปไตย
การปกครองแบบประชาธิปไตย
การปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์
การปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์
21.ข้อใดคือลักษณะเด่นของ 'ลายสือไทย' ที่ปรากฏในศิลาจารึกหลักที่ 1 เมื่อเทียบกับอักษรไทยในปัจจุบัน
ไม่มีพยัญชนะต้นและตัวสะกด แต่มีเพียงพยัญชนะควบกล้ำเท่านั้น
สระและวรรณยุกต์จะอยู่ด้านบนและด้านล่างของพยัญชนะเท่านั้น
มีจำนวนพยัญชนะมากกว่าอักษรไทยปัจจุบัน 44 ตัว
พยัญชนะ สระ และวรรณยุกต์จะเขียนอยู่ในบรรทัดเดียวกันทั้งหมด
22.ศิลาจารึกหลักที่ 1 กล่าวถึง 'เสียงระฆัง' หรือ 'กระดิ่ง' ที่แขวนไว้ที่ประตูเมือง เพื่อวัตถุประสงค์ใด
เพื่อเป็นสัญญาณเตือนภัยเมื่อมีข้าศึกยกมา
เพื่อให้ประชาชนผู้มีทุกข์ร้อนร้องทุกข์ต่อพระมหากษัตริย์โดยตรง
เพื่อใช้ในการประกอบพิธีทางศาสนาและเรียกประชุมขุนนาง
เพื่อให้ประชาชนเคาะเรียกเมื่อต้องการซื้อขายสินค้ากับพระมหากษัตริย์
23.ข้อใดคือลักษณะเด่นทางด้านรูปแบบคำประพันธ์ของศิลาจารึกนครชุมที่แตกต่างจากจารึกหลักที่ 1
จารึกนครชุมเป็นงานร้อยแก้วแบบสมบูรณ์ที่ใช้ภาษาบาลีสันสกฤต ส่วนจารึกหลักที่ 1 เป็นร้อยกรอง
จารึกนครชุมใช้ฉันท์เป็นหลัก ส่วนจารึกหลักที่ 1 ใช้กาพย์
จารึกนครชุมแต่งด้วยโคลงสี่สุภาพทั้งหมด ส่วนจารึกหลักที่ 1 แต่งด้วยร้อยแก้ว
จารึกนครชุมใช้ 'ร่าย' ผสมกับ 'ร้อยแก้ว' ส่วนจารึกหลักที่ 1 ใช้ 'ร้อยแก้ว' อย่างเดียว
24.ข้อความใดที่สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อเรื่องการสร้างบุญกุศลเพื่อผลในภพหน้า ตามหลักธรรมในพระพุทธศาสนาที่ปรากฏในจารึกนี้
ใครจักใคร่ค้าช้างค้า ใครจักใคร่ค้าม้าค้า
เบื้องหน้าขวานั้นมีอรัญญิก พ่อขุนรามคำแหงกระทำโอยทานแก่มหาเถร สังฆราช
เพื่อพระศรีรัตนธาตุเป็นที่พึ่ง ที่บูชาแก่นรเทพยดาอธิษฐานปรารถนาโพธิญาณในอนาคตกาล
เมื่อชั่วพ่อกู กูบำเรอแก่พ่อกู กูบำเรอแก่แม่กู
25.ลิลิตโองการแช่งน้ำเป็นวรรณคดีที่เกิดขึ้นในสมัยใด และมีสถานะสำคัญในราชสำนักอย่างไร
สมัยสุโขทัย, เป็นบทสวดสำหรับพิธีบวช
สมัยธนบุรี, เป็นบทอาศิรวาทถวายพระพรชัยมงคล
สมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น, เป็นตำราเรียนภาษาไทย
สมัยอยุธยาตอนต้น, เป็นบทสวดในพระราชพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา
26.ลักษณะเด่นทางด้านรูปแบบคำประพันธ์ของลิลิตโองการแช่งน้ำคือข้อใด
ร่ายยาวที่มีการรับส่งสัมผัสอย่างเคร่งครัด
การใช้โคลงสี่สุภาพสลับกับกาพย์ยานี 11
การใช้ร่ายโบราณและร่ายดั้นนำสลับกับโคลงสองและโคลงสาม
ร้อยแก้วแบบบันทึกเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์
27.พิธี 'ถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา' ที่ใช้ลิลิตโองการแช่งน้ำเป็นบทสวด มีความหมายและวัตถุประสงค์หลักคืออะไร
พิธีขอฝนเพื่อความอุดมสมบูรณ์ของบ้านเมือง
พิธีบวงสรวงเทวดาให้คุ้มครองแผ่นดินจากภัยพิบัติ
พิธีรำลึกถึงวีรกรรมของบรรพบุรุษที่สร้างชาติ
พิธีสาบานตนของข้าราชการว่าจะจงรักภักดีต่อกษัตริย์และบ้านเมือง
28.เนื้อหาหลักของ 'ลิลิตโองการแช่งน้ำ' สามารถแบ่งออกเป็นกี่ส่วน และส่วนใดที่มีความยาวและเป็นส่วนที่เกี่ยวข้องกับการสาปแช่งโดยตรง
3 ส่วน คือ บทอัญเชิญเทพเจ้า, โองการแช่งน้ำ, และบทถวายพระพรชัยมงคล
2 ส่วน คือ โองการอัญเชิญเทพ และ บทประกาศความดี
4 ส่วน คือ โองการ, บทสรรเสริญ, บทประกาศ และ บทสรุป
ส่วนเดียว คือ โองการแช่งน้ำตลอดทั้งเรื่อง
29.คุณค่าของลิลิตโองการแช่งน้ำด้านสังคมที่สำคัญที่สุดคือข้อใด
ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการค้าขายทางทะเลระหว่างประเทศ
เป็นแบบแผนในการใช้ภาษาไทยในชีวิตประจำวันของชนชั้นสูง
เป็นหลักฐานแสดงถึงความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติในสมัยอยุธยา
สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อและอิทธิพลของศาสนาพราหมณ์-ฮินดูในราชสำนักไทย
30.
จุดประสงค์หลักในการแต่งมหาชาติคำหลวงคืออะไร?
เพื่อใช้เป็นบทสวดในการเทศน์มหาชาติและเผยแผ่พระธรรม
เพื่อใช้เป็นบทเห่เรือในพระราชพิธี
เพื่อบันทึกเรื่องราวประวัติศาสตร์ในสมัยอยุธยา
เพื่อเป็นแบบอย่างในการแต่งร้อยแก้ว
31.มหาชาติคำหลวงมีลักษณะคำประพันธ์ที่เด่นชัดอย่างไร?
แต่งด้วยโคลงสี่สุภาพและโคลงสาม
แต่งด้วยฉันท์ กาพย์ กลอน และร่ายผสมกัน
แต่งด้วยกลอนสุภาพเท่านั้น
แต่งด้วยร่ายยาวเพียงอย่างเดียว
32.
กัณฑ์ใดในมหาชาติคำหลวงที่ได้รับการยกย่องว่ามีความไพเราะและสะเทือนอารมณ์มากที่สุด?
กัณฑ์มหาราช
กัณฑ์สักกบรรพ
กัณฑ์มัทรี
กัณฑ์จุลพน
33.วรรณคดีเรื่อง ทวาทศมาสโคลงดั้น แต่งขึ้นในสมัยใดและมีผู้แต่งเป็นที่ทราบแน่ชัดหรือไม่
สมัยสุโขทัย โดยพระมหาธรรมราชาที่ 1
สมัยอยุธยาตอนปลาย โดยเจ้าฟ้าธรรมาธิเบศร (เจ้าฟ้ากุ้ง)
สมัยรัตนโกสินทร์ โดยสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช
สมัยอยุธยาตอนต้น โดยไม่ปรากฏพระนามผู้แต่งอย่างชัดเจน
34.ทวาทศมาสโคลงดั้น ใช้คำประพันธ์ชนิดใดเป็นหลักในการดำเนินเรื่อง
กาพย์ยานี ๑๑
โคลงสี่สุภาพ
ร่ายยาว
โคลงดั้นวิวิธมาลี
35.ใจความหลักของ ทวาทศมาสโคลงดั้น คือการกล่าวถึงเรื่องใด
พิธีและประเพณีของราษฎรในรอบ 12 เดือน ควบคู่ไปกับการคร่ำครวญถึงนางอันเป็นที่รัก
เรื่องราวการสู้รบและวีรกรรมในแต่ละฤดูกาล
การทำนายดวงชะตาและผลผลิตทางการเกษตรของแต่ละเดือน
พระราชกรณียกิจของกษัตริย์ในรอบปี
36.พิธีที่เด่นชัดที่สุดใน 'เดือน ๕' ตามที่กล่าวไว้ใน ทวาทศมาสโคลงดั้น คือพิธีใด
พิธีสงกรานต์
พิธีจองเปรียง
พิธีตรียัมปวาย
พิธีเข้าพรรษา
37.เหตุใดผู้แต่งจึงมักจะสอดแทรกการคร่ำครวญถึงนางอันเป็นที่รักไว้ในบทโคลงที่พรรณนาถึงประเพณีในแต่ละเดือน
เพื่อแสดงให้เห็นว่าประเพณีเป็นเรื่องน่าเบื่อหน่ายและต้องการเปลี่ยนบรรยากาศ
เพื่ออธิบายความหมายของประเพณีในเชิงสัญลักษณ์ของการพลัดพราก
เพื่อให้นางรับรู้ว่าตนยังคงคิดถึงและเปรียบเทียบความรู้สึกกับความเปลี่ยนแปลงของฤดูกาลและประเพณี
เพราะถูกบังคับให้แต่งตามรูปแบบของราชสำนักที่กำหนดไว้
38.ประเพณีในเดือน ๑๒ ที่มีการถวายเครื่องบูชาและลอยโคมไฟในน้ำ ตามความใน ทวาทศมาสโคลงดั้น คือพิธีใด
พิธีเข้าพรรษา
พิธีสารท
พิธีตรุษ
พิธีจองเปรียง
39.วรรณคดีเรื่อง ทวาทศมาสโคลงดั้น มีความสำคัญทางประวัติวรรณคดีไทยอย่างไร
เป็นวรรณคดีที่ใช้โคลงดั้นวิวิธมาลีในการแต่งเรื่องยาวเป็นเรื่องแรก
เป็นวรรณคดีที่กล่าวถึงประเพณีครบ 12 เดือนโดยไม่มีการกล่าวถึงเรื่องความรัก
เป็นต้นแบบในการแต่งวรรณคดีแนวคำหลวงเรื่องอื่น ๆ ในภายหลัง
เป็นวรรณคดีเดียวที่เหลือรอดมาตั้งแต่สมัยสุโขทัยจนถึงปัจจุบัน
40.
เดือน 6 (พฤษภาคม) มีพิธีกรรมสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการเกษตร คือพิธีใด
พิธีสารทเดือน 10
พิธีโล้ชิงช้า
พิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ
พิธีถวายผ้ากฐิน
