wayground logo

Free Printable Worksheets

Font size

S
M
L
XL
Worksheets

Quiz MSelfDev

Total questions: 41

Worksheet time: 21mins

Name
Class
Date
1.

บุคลิกภาพแบบ "กระทิง" มักให้ความสำคัญกับเรื่องใดมากที่สุด?

a)

ความรู้สึกของเพื่อนร่วมงาน

b)

เป้าหมายและความสำเร็จของงาน

c)

รายละเอียดและความถูกต้องของข้อมูล

d)

ความคิดสร้างสรรค์และภาพรวมในอนาคต

2.

สัตว์ทิศใดที่มีลักษณะเด่นเรื่อง "ความใจเย็น รับฟัง และให้ความสำคัญกับสัมพันธภาพ"?

a)

หนู

b)

หมี

c)

อินทรี

d)

กระทิง

3.

หากต้องร่วมงานกับคนแบบ "หมี" สิ่งใดคือสิ่งที่ควรปฏิบัติ?

a)

พูดจาโผงผาง รวบรัด

b)

เปลี่ยนแปลงแผนงานกะทันหันบ่อยๆ

c)

เตรียมข้อมูลที่ชัดเจน มีระเบียบ และให้เวลาเขาคิด

d)

เน้นการทำกิจกรรมสันทนาการมากกว่าเน้นเนื้องาน

4.

"ชอบอิสระ มองภาพกว้าง และมีวิสัยทัศน์" เป็นลักษณะเด่นของสัตว์ทิศใด?

a)

กระทิง

b)

หนู

c)

หมี

d)

อินทรี

5.

ข้อใดคือ "จุดบอด" (Blind Spot) ที่มักพบในคนแบบกระทิง?

a)

ทำงานช้าเกินไป

b)

ขี้เกรงใจจนเสียงาน

c)

อาจละเลยความรู้สึกของผู้อื่นเนื่องจากมุ่งแต่ผลลัพธ์

d)

ยึดติดกับกฎระเบียบจนไม่กล้าตัดสินใจ

6.

เมื่อเกิดความขัดแย้งในทีม คนแบบ "หนู" มักจะมีพฤติกรรมอย่างไร?

a)

เดินหน้าท้าชนเพื่อหาผู้แพ้ชนะ

b)

พยายามประนีประนอมหรือยอมตามเพื่อรักษาบรรยากาศ

c)

นิ่งเฉยและรอเอาผิดตามกฎระเบียบ

d)

เสนอไอเดียใหม่ที่แหวกแนวไปจากเดิม

7.

คนแบบ "หมี" มักจะรู้สึกไม่สบายใจในสถานการณ์ใดมากที่สุด?

a)

สถานการณ์ที่ต้องทำงานกับข้อมูลจำนวนมาก

b)

สถานการณ์ที่มีระเบียบแบบแผนชัดเจน

c)

สถานการณ์ที่ต้องตัดสินใจอย่างรวดเร็วโดยไม่มีข้อมูลรองรับ

d)

สถานการณ์ที่ต้องทำงานคนเดียวในห้องเงียบๆ

8.

บทบาทในทีมที่เหมาะสมที่สุดสำหรับ "อินทรี" คือข้อใด?

a)

ผู้ตรวจสอบบัญชีและรายละเอียดเอกสาร

b)

ผู้วางกลยุทธ์และคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ

c)

ผู้ประสานงานด้านความสัมพันธ์และดูแลใจคน

d)

ผู้ลงมือปฏิบัติงานภาคสนามที่เน้นความถึกทน

9.

คำพูดที่ว่า "เอาที่ทุกคนสบายใจ" มักหลุดมาจากปากคนกลุ่มใดมากที่สุด?

a)

กระทิง

b)

หนู

c)

หมี

d)

อินทรี

10.

"ความกลัวการสูญเสียการควบคุม" เป็นแรงขับเคลื่อนทางจิตวิทยาของทิศใด?

a)

กระทิง

b)

หนู

c)

หมี

d)

อินทรี

11.

สไตล์การสื่อสารแบบ "ตรงไปตรงมา ไม่กำกวม และเน้นเนื้องาน" คือลักษณะของใคร?

a)

กระทิง

b)

หนู

c)

หมี

d)

อินทรี

12.

ข้อใดคือข้อเสียของการมีผู้นำแบบ "อินทรี" เพียงอย่างเดียวในองค์กร?

a)

งานจะล่าช้าเพราะมัวแต่ตรวจสอบข้อมูล

b)

ขาดคนลงมือทำ และเป้าหมายเปลี่ยนไปมาจนพนักงานสับสน

c)

บรรยากาศในที่ทำงานจะตึงเครียดเพราะการแข่งขันสูง

d)

พนักงานจะขาดความคิดสร้างสรรค์

13.

การทำงานแบบ "Step-by-Step" (เป็นขั้นตอน) เป็นรูปแบบการทำงานที่ถนัดที่สุดของทิศใด?

a)

กระทิง

b)

หมี

c)

หนู

d)

อินทรี

14.

สัตว์ทิศใดที่เปรียบเสมือน "กาวใจ" ของทีม?

a)

ทิศเหนือ

b)

ทิศใต้

c)

ทิศตะวันออก

d)

ทิศตะวันตก

15.

หากทีมมีแต่ "กระทิง" ทั้งหมด จะเกิดผลเสียอย่างไร?

a)

งานไม่เดินเพราะไม่มีคนกล้าตัดสินใจ

b)

เกิดการปะทะกันทางอารมณ์และแย่งชิงความเป็นผู้นำ

c)

งานจะละเอียดรอบคอบเกินไปจนไม่ทันการ

d)

ทุกคนจะมัวแต่คุยเล่นจนงานไม่เสร็จ

16.

(หมี) เปรียบได้กับธาตุใดตามหลักทฤษฎีพื้นฐาน?

a)

ธาตุไฟ (รวดเร็ว ร้อนแรง)

b)

ธาตุน้ำ (อ่อนนโยน ปรับตัว)

c)

ธาตุดิน (มั่นคง เป็นระบบ)

d)

ธาตุลม (เคลื่อนที่ เปลี่ย

17.

การพัฒนาตนเองตามหลักสัตว์ 4 ทิศ มีเป้าหมายสูงสุดคืออะไร?

a)

เพื่อเปลี่ยนตัวเองให้เป็นกระทิงที่แข็งแกร่งที่สุด

b)

เพื่อแบ่งแยกคนออกจากกันตามประเภทสัตว์

c)

เพื่อสร้างความสมดุลของทุกทิศในตนเองและทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ดีขึ้น

d)

เพื่อใช้ในการตัดสินว่าใครดีหรือใครไม่ดีในที่ทำงาน

18.

สไตล์การทำงานแบบ "Multi-tasking" ทำหลายอย่างพร้อมกัน มักพบในทิศใด?

a)

อินทรี

b)

หมี

c)

กระทิง

d)

หนู

19.

หากท่านต้องการขอความช่วยเหลือจาก "หมี" ท่านควรทำอย่างไร?

a)

ตะโกนสั่งด้วยเสียงอันดัง

b)

เข้าไปกอดและร้องขอความเห็นใจ

c)

ส่งอีเมลแจ้งล่วงหน้าพร้อมรายละเอียดและกำหนดการที่แน่นอน

d)

ชวนคุยเรื่องตลกและเรื่องไร้สาระก่อนเข้าประเด็น

20.

คนเราสามารถเป็นสัตว์ได้มากกว่า 1 ทิศหรือไม่?

a)

ไม่ได้ เพราะนิสัยคนเปลี่ยนไม่ได้

b)

ได้ เพราะมนุษย์มีการเรียนรู้และปรับเปลี่ยนตามบทบาทและสถานการณ์

c)

ได้ แต่ต้องเป็นทิศที่อยู่ติดกันเท่านั้น

d)

ไม่ได้ เพราะจะทำให้เสียบุคลิกภาพ

21.

ข้อใดนิยามความหมายของ "Growth Mindset" ได้ถูกต้องที่สุด?

a)

การเชื่อว่าสติปัญญาและความสามารถเป็นสิ่งที่ติดตัวมาแต่กำเนิดและเปลี่ยนแปลงไม่ได้

b)

การเชื่อว่าความพยายามเป็นสิ่งที่น่าอายสำหรับคนที่มีพรสวรรค์

c)

การเชื่อว่าความสามารถและสติปัญญาพัฒนาได้ผ่านความพยายาม การเรียนรู้ และการฝึกฝน

d)

การเน้นการทำสิ่งที่ตนเองถนัดเพียงอย่างเดียวเพื่อหลีกเลี่ยงความผิดพลาด

22.

บุคคลที่มี "Fixed Mindset" มักจะมีปฏิกิริยาอย่างไรเมื่อเผชิญกับ "ความล้มเหลว"?

a)

มองว่าเป็นโอกาสดีที่จะได้เรียนรู้จากความผิดพลาด

b)

ยอมจำนนและมองว่าตนเองไม่มีความสามารถเพียงพอในด้านนั้น

c)

พยายามหาวิธีการใหม่ๆ เพื่อแก้ปัญหาเดิมให้สำเร็จ

d)

ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเพื่อหาแนวทางพัฒนาตนเอง

23.

การมองว่าความสำเร็จของผู้อื่นคือแรงบันดาลใจและเป็นบทเรียนให้เราเรียนรู้ เป็นลักษณะของแนวคิดแบบใด?

a)

Growth Mindset

b)

Fixed Mindset

c)

Closed Mindset

d)

Defensive Mindset

24.

หากได้คะแนนสอบน้อย นักศึกษาที่มี "Growth Mindset" จะมีแนวคิดตรงกับข้อใด?

a)

"วิชานี้คงยากเกินไปสำหรับคนอย่างฉัน พยายามไปก็เสียเวลา"

b)

"ฉันควรปรับเปลี่ยนวิธีการเรียนและหาจุดที่ยังไม่เข้าใจเพื่อแก้ไขในครั้งหน้า"

c)

"อาจารย์ออกข้อสอบยากเกินไปและไม่ยุติธรรม"

d)

"เพื่อนที่ได้คะแนนเยอะคงเป็นเพราะเขามีพรสวรรค์ที่ฉันไม่มี"

25.

คนที่มี "Fixed Mindset" มักจะมอง "ความพยายาม" (Effort) อย่างไร?

a)

เป็นกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จและความเชี่ยวชาญ

b)

เป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับทุกคนไม่ว่าจะเก่งหรือไม่ก็ตาม

c)

เป็นสิ่งที่ไร้ค่า เพราะถ้ามีพรสวรรค์จริงก็ไม่ต้องพยายามมาก

d)

เป็นเส้นทางสู่การค้นพบศักยภาพที่ซ่อนอยู่ของตนเอง

26.

ข้อใดคือความหมายที่ชัดเจนที่สุดของ "การตระหนักรู้ในตนเอง" (Self-Awareness)?

a)

การรู้ว่าคนอื่นกำลังคิดอย่างไรกับเราตลอดเวลา

b)

การมีความมั่นใจในตัวเองสูงจนไม่ฟังคำวิจารณ์ของใคร

c)

การรู้จักและเข้าใจอารมณ์ จุดแข็ง จุดอ่อน และแรงจูงใจของตนเองตามความเป็นจริง

d)

การพยายามเปลี่ยนแปลงบุคลิกภาพให้เป็นไปตามความต้องการของสังคม

27.

การตระหนักรู้ในตนเอง มีความสำคัญอย่างไรต่อการดำเนินชีวิต?

a)

ช่วยให้เราเลือกแนวทางชีวิตที่สอดคล้องกับค่านิยมและความเชื่อของตนเอง

b)

ช่วยให้เราคาดเดาใจคนรอบข้างได้แม่นยำ

c)

ช่วยให้เราโดดเด่นและเป็นที่ยอมรับในสังคมได้รวดเร็ว

d)

ช่วยให้เราไม่ผิดพลาดในการทำงานเลยแม้แต่ครั้งเดียว

28.

พฤติกรรมในข้อใดแสดงถึงการขาด Self-Awareness?

a)

การหยุดพักเมื่อรู้ตัวว่ากำลังโกรธเพื่อไม่ให้ตัดสินใจผิดพลาด

b)

การยอมรับความผิดพลาดของตนเองต่อหน้าเพื่อนร่วมทีม

c)

การแสดงอารมณ์เกรี้ยวกราดใส่ผู้อื่นบ่อยครั้งโดยไม่รู้ว่าสาเหตุเกิดจากความเครียดส่วนตัว

d)

การสอบถามเพื่อนร่วมงานว่าตนเองควรปรับปรุงการสื่อสารอย่างไร

29.

วิธีการใดเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการเพิ่มความตระหนักรู้ในตนเอง?

a)

การเปรียบเทียบชีวิตตนเองกับคนในโซเชียลมีเดีย

b)

การฝึกเจริญสติ และการจดบันทึกสะท้อนความคิด

c)

การพยายามทำตามความเห็นของคนส่วนใหญ่เพื่อให้เข้ากับกลุ่มได้

d)

การอ่านหนังสือจิตวิทยาเพียงอย่างเดียวโดยไม่ฝึกปฏิบัติ

30.

"การเข้าใจตนเอง" (Self-Empathy) ต่างจากการ "หลงตัวเอง" อย่างไร?

a)

การหลงตัวเองคือการมองว่าฉันเก่งกว่าคนอื่น แต่การเข้าใจตนเองคือการยอมรับว่าเราเป็นมนุษย์ที่ผิดพลาดได้

b)

การหลงตัวเองทำให้เรามีความสุขมากกว่าการเห็นอกเห็นใจตนเอง

c)

การเห็นอกเห็นใจตนเองคือการละเลยความผิดพลาดของตนเองไปเลย

d)

ไม่มีข้อใดถูก เพราะทั้งสองอย่างมีความหมายเหมือนกัน

31.

องค์ประกอบ 3 ประการของ self-empathy ประกอบด้วยอะไรบ้าง?

a)

ความรัก ความโกรธ ความหลง

b)

การมีวินัย การซื่อสัตย์ การขยัน

c)

การใจดีต่อตนเอง ความเป็นมนุษย์ร่วมกัน และการมีสติ

d)

การตั้งเป้าหมาย การวางแผน และการลงมือทำ

32.

เมื่อทำข้อสอบผิดพลาด นักศึกษาที่ขาด "Self-Empathy" มักจะมีบทสนทนาภายใน อย่างไร?

a)

"ไม่เป็นไรนะ ครั้งหน้าเราจะเตรียมตัวให้ดีกว่านี้"

b)

"ทำไมฉันถึงโง่แบบนี้ ฉันมันเป็นคนล้มเหลวที่ไม่มีวันทำอะไรสำเร็จ"

c)

"ข้อสอบยากจัง แต่เพื่อนส่วนใหญ่ก็ทำไม่ค่อยได้เหมือนกัน"

d)

"ความผิดพลาดครั้งนี้บอกอะไรกับเราบ้างนะ?"

33.

"Common Humanity" (ความเป็นมนุษย์ร่วมกัน) ในบริบทของการเห็นอกเห็นใจตนเองหมายถึงข้อใด?

a)

การเชื่อว่าเราต้องเก่งกว่าคนอื่นเพื่อที่จะเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์

b)

การตระหนักว่าความทุกข์และความผิดพลาดเป็นเรื่องธรรมดาที่มนุษย์ทุกคนต้องเผชิญ

c)

การพยายามทำให้ทุกคนในโลกมีความสุขเท่ากันหมด

d)

การรวมกลุ่มกับผู้อื่นเพื่อต่อต้านคนที่ทำร้ายเรา

34.

การเข้าใจตนเองช่วยในเรื่องใดมากที่สุด?

a)

ช่วยให้เรามองเห็นอารมณ์ที่เกิดขึ้นตามจริง โดยไม่ขยายความให้เกินหรือกดทับมันไว้

b)

ช่วยให้เราไม่มีอารมณ์ลบเกิดขึ้นเลยในชีวิต

c)

ช่วยให้เรามีสมาธิในการทำงานได้นาน 10-12 ชั่วโมงโดยไม่เหนื่อย

d)

ช่วยให้เราจำเนื้อหาบทเรียนได้แม่นยำทุกตัวอักษร

35.

ข้อใดคือประโยชน์ของการมีความเข้าใจตนเอง (Self-Empathy) ในการทำงาน?

a)

ทำให้เรากลายเป็นคนขี้เกียจเพราะมัวแต่สงสารตัวเอง

b)

ช่วยลดความเครียดและความวิตกกังวล ทำให้มีกำลังใจในการลุกขึ้นมาแก้ไขปัญหาใหม่

c)

ทำให้เราไม่ต้องรับผิดชอบต่อความล้มเหลวที่เกิดขึ้น

d)

ช่วยให้เราสามารถโยนความผิดให้เพื่อนร่วมงานได้ง่ายขึ้น

36.

หากเพื่อนสนิทของคุณมาปรึกษาเรื่องความล้มเหลว คุณมักจะปลอบโยนเขาด้วยความใจดี แต่พอเป็นเรื่องของตัวเองคุณกลับดุด่าตนเองอย่างรุนแรง สถานการณ์นี้ขาดสิ่งใด?

a)

การตระหนักรู้ผู้อื่น (Social Awareness)

b)

การเห็นอกเห็นใจตนเอง (Self-Empathy)

c)

ความฉลาดทางตรรกะ (IQ)

d)

ความรับผิดชอบ (Responsibility)

37.

คนที่มีความตระหนักรู้ในตนเองสูง จะมีลักษณะการสื่อสารแบบใด?

a)

พูดจาข่มผู้อื่นเพื่อให้ตนเองดูน่าเชื่อถือ

b)

สื่อสารสิ่งที่ตนเองต้องการและกล้าปฏิเสธอย่างสุภาพ

c)

ไม่กล้าพูดอะไรเลยเพราะกลัวคนอื่นจะมองไม่ดี

d)

พูดเฉพาะสิ่งที่คนอื่นอยากฟังเท่านั้น

38.

การพัฒนา "Self-Awareness" และ "Self-Empathy" ควบคู่กันไปส่งผลดีอย่างไรต่อการพัฒนาตนเอง?

a)

ทำให้เรากลายเป็นคนเพอร์เฟกต์ที่ไม่เคยทำผิดเลย

b)

ทำให้เรารู้จักตนเองตามจริงและมีเมตตาต่อตนเองเมื่อพลาดพลั้ง

c)

ทำให้เรามีชื่อเสียงและร่ำรวยเหนือผู้อื่น

d)

ทำให้เราสามารถควบคุมความคิดของผู้อื่นได้ตามต้องการ

39.

หากเปรียบเทียบอารมณ์และความคิดเป็น "ก้อนเมฆ" (Clouds) ข้อใดคือหัวใจสำคัญของการฝึกมองอารมณ์แบบนี้?

a)

การพยายามไล่เมฆดำออกไปให้เร็วที่สุดเพื่อให้ท้องฟ้าสดใส

b)

การตระหนักว่าอารมณ์เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นชั่วคราว เคลื่อนเข้ามา และผ่านไป ไม่ใช่ตัวตนทั้งหมดของเรา

c)

การพยายามเปลี่ยนก้อนเมฆทุกก้อนให้เป็นสีขาวสวยงาม

d)

การจดจ่ออยู่กับเมฆก้อนเดิมซ้ำๆ เพื่อวิเคราะห์หาที่มาของมัน

40.

วัตถุประสงค์หลักของการทำ "Grounding" คืออะไร?

a)

เพื่อคิดทบทวน และวางแผนป้องกันหรือแก้ไขปัญหาในปัจจุบัน

b)

เพื่อฝึกการคิดเชิงระบบ การวางแผนโดยมองภาพรวมของสถานการณ์

c)

เพื่อดึงสติออกจากความคิดที่วุ่นวาย และกลับมาอยู่กับปัจจุบัน

d)

เพื่อเร่งความเร็วในการทำงานให้เสร็จตามเป้าหมาย

41.

เลขที่ ชื่อ-สกุล ชื่อเล่น

4 lines