Search Header Logo
หลักกการใช้ Present Simple Tense : เรื่องจริงในชีวิตประจำวัน

หลักกการใช้ Present Simple Tense : เรื่องจริงในชีวิตประจำวัน

Assessment

Presentation

English

5th - 6th Grade

Hard

Created by

พิทักษ์ วรรณขาว

Used 2+ times

FREE Resource

24 Slides • 0 Questions

1

หลักกการใช้ Present Simple Tense : เรื่องจริงในชีวิตประจำวัน

Slide image

2

ลักษณะการใช้ Present Simple Tense

Present แปลว่า ปัจจุบัน ดังนั้น Present Simple Tense จึงเป็นประโยคที่มีโครงสร้างแบบง่าย ๆ เพื่อใช้พูดถึงเหตุการณ์ในปัจจุบันโดยมีลักษณะต่าง ๆ ดังนี้

3

1. ใช้เพื่อพูดถึงความเป็นจริงในชีวิตประจำวัน หรือความเป็นจริงตามธรรมชาติ ถึงแม้ว่าเหตุการณ์นั้นจะเป็นอดีตหรืออนาคตก็ตาม เช่น

When the earth moves around itself, it makes Day and Night.

   (เมื่อโลกหมุนรอบตัวเอง มันทำให้เกิดกลางวันกลางคืน)


   Durian is the king of fruit.

   (ทุเรียนเป็นราชาผลไม้)

4

2. ใช้เพื่อพูดถึงเหตุการณ์ นิสัย หรือการกระทำที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ บ่อย ๆ เป็นประจำทุกวัน เช่น

 I walk to school every day.

   (ฉันเดินไปโรงเรียนทุกวัน)


   Nuda always help other people so everyone loves her.

   (นุดาช่วยเหลือคนอื่นเป็นประจำ ดังนั้นทุกคนจึงรักหล่อน)

5

3. ใช้เพื่อให้คำแนะนำหรือการบอกทิศทาง เช่น

Turn off the television before going to bed.

   (ปิดโทรทัศน์ก่อนเข้านอน)


   You go straight for 300 meters, then the destination is on your left.

   (คุณเดินตรงไป 300 เมตรและจุดหมายปลายทางจะอยู่ทางซ้ายมือของคุณ)

6

รูปประโยคของ Present Simple Tense

ดังที่ได้กล่าวข้างต้นว่า Present Simple Tense คือประโยคที่บอกเล่าเรื่องราวต่าง ๆ เช่น ฉันว่ายน้ำทุก ๆ วัน โดยรูปประโยคของ Present Simple Tense มีรูปแบบดังต่อไปนี้

7

1. ประโยคบอกเล่า

โครงสร้างของประโยคบอกเล่า : Subject + Verb.1 + Object + (คำบอกเวลา)

8

ทั้งนี้คำกริยาช่องที่ 1 นั้นจะมีการเติม s หรือ es ถ้าหากประธานของประโยคเป็นเอกพจน์ (He, She, It) แต่ถ้าประธานเป็น I, You หรือประธานพหูพจน์ (You (หลายคน), We, They) ให้คงรูปคำกริยานั้น ๆ ไว้เช่นเดิม เช่น




9


I go to university by bus every morning.

(ฉันไปมหาวิทยาลัยโดยรถโดยสารประจำทางทุกเช้า)

**ประโยคนี้ประธานคือ I แม้จะเป็นเอกพจน์แต่เป็นข้อยกเว้น ดังกริยา go จึงไม่ต้องเติม s หรือ es


He plays guitar very well.

(เขาเล่นกีตาร์เก่งมาก)

**ประโยคนี้ประธานคือ He เป็นเอกพจน์ กริยาคือ play จึงต้องเติม s


They enjoy playing the football.

(พวกเขาสนุกกับการเล่นฟุตบอล)

**ประโยคนี้ประธานคือ They เป็นพหูพจน์ กริยาคือ enjoy จึงไม่ต้องเติม s หรือ es

10

ความรู้เพิ่มเติม : หลักการเติม s,es นั้นง่ายนิดเดียว คือ คำกริยาที่ลงท้ายด้วย ch, o, s, ss, sh, x ให้เติม es เมื่อประธานของประโยคเป็นเอกพจน์ (He, She, It) เช่น


She washes her car.

ประธานของประโยคคือ She ซึ่งเป็นเอกพจน์ คำกริยาคือ wash ที่ลงท้ายด้วย sh จึงต้องเติม es ต่อท้าย


ส่วนคำกริยาอื่น ๆ ที่ไม่ได้ลงท้ายด้วยพยัญชนะทั้ง 6 ตัวนั้น ให้เติม s หลังคำกริยาในประโยคที่มีประธานเป็นเอกพจน์ได้เลย เช่น

11

My mom cooks some food for me.

ประธานของประโยคคือ My mom ซึ่งเป็นเอกพจน์ เราใช้ She แทน My mom ได้ คำกริยาคือ cook ที่ไม่ได้ลงท้ายด้วยพยัญชนะตามกฎ จึงเติม s ได้ทันที


และถ้าหากคำกริยานั้นลงท้ายด้วย y ให้เปลี่ยน y เป็น i แล้วเติม es ท้ายคำกริยานั้น เช่น study - studies, fly - flies, carry - carries เป็นต้น แต่มีข้อยกเว้นคือ ถ้าหากหน้า y เป็นสระ (A, E, I, O, U) ให้เติม s ได้ทันที เช่น play - plays, buy - buys, stay - stays

12

2. ประโยคคำถาม

โครงสร้างของประโยคคำถามใน Present Simple Tense มีสองรูปแบบคือ

13

แบบที่ 1 : Verb to be + Subject + Object/ส่วนขยาย + (คำบอกเวลา) ?

ใช้เมื่อในประโยคนั้นมี V. to be (Is, Am, Are) ปรากฎอยู่ เช่น

She is my sister.  --->  Is she your sister ? (หล่อนเป็นน้องสาวคุณหรือเปล่า?)

เมื่อเห็น V. to be ในประโยคให้นำ V. to be ขึ้นต้นประโยคนำหน้าประธานได้เลย เพียงเท่านี้ก็จะกลายเป็นประโยคคำถาม (และอย่าลืมเปลี่ยนคำสรรพนามด้วยนะคะ จาก my เป็น your)

14

แบบที่ 2 : Verb to do + Subject + Verb.1 + Object + (คำบอกเวลา)?

ใช้เมื่อประโยคนั้นไม่มี V. to be จึงต้องนำ V. to do ได้แก่ do กับ does เข้ามาช่วย โดยขึ้นต้นประโยคนำหน้าประธาน ซึ่งมีวิธีการใช้ที่แตกต่างกันคือ Do ใช้นำหน้า I, You และประธานที่เป็นพหูพจน์ (You, We, They) ส่วน Does ใช้นำหน้าประธานที่เป็นเอกพจน์ (He, She, It) และคำกริยาคงรูปช่องที่ 1 เหมือนเดิมโดยไม่ต้องเติม s, es เช่น

15


They play football every evening.  --->  Do they play football every evening? (พวกเขาเล่นฟุตบอลทุกเย็นหรือเปล่า?)

ประโยคนี้ไม่มี V. to be อยู่ในประโยค จึงนำ V. to do มาใช้ขึ้นต้นประโยคนำหน้า they ซึ่งเป็นประธานพหูพจน์


That cat eats fish.  --->  Does that cat eat fish ? (แมวตัวนั้นกินปลาหรือเปล่า?)

ประโยคนี้ไม่มี V. to be อยู่ในประโยค จึงนำ V. to do นั่นก็คือ does มาใช้ขึ้นต้นประโยคนำหน้า that cat หรือก็คือ it ซึ่งเป็นประธานเอกพจน์ โดยคำกริยาคือ eat มีการตัด s ออกในประโยคคำถาม

16

3. ประโยคปฏิเสธ

รูปแบบประโยคปฏิเสธใน Present Simple Tense มีสองรูปแบบคล้ายกับรูปแบบประโยคคำถามคือ

17

แบบที่ 1 : Subject + Verb to be + not + Object/ส่วนขยาย + (คำบอกเวลา)

ใช้เมื่อในประโยคนั้นมี V. to be (Is, Am, Are) ปรากฎอยู่ เช่น

I am your servant.  --->  I am not your servant. (ฉันไม่ได้เป็นคนรับใช้ของคุณ)

เมื่อเห็น V. to be ในประโยคให้เติม not ไว้หลัง V. to be ได้ทันที เพียงเท่านี้ก็จะกลายเป็นประโยคปฏิเสธ

18

แบบที่ 2 : Subject + Verb to do + not + Verb.1 + Object + (คำบอกเวลา)

แบบที่สองใช้เมื่อประโยคนั้นไม่มี V. to be จึงต้องนำ V. to do ได้แก่ do กับ does เข้ามาช่วยแล้วตามหลังด้วย not เพื่อบอกความปฏิเสธ ส่วนคำกริยาให้คงรูปช่องที่ 1 เหมือนเดิมโดยไม่ต้องเติม s,es เช่น


19


He watches television at home.  --->  He does not watch television at home. (เขาไม่ได้ดูโทรทัศน์อยู่ที่บ้าน)

ประโยคนี้ไม่มี V. to be อยู่ในประโยค จึงนำ V. to do นั่นก็คือ does มาเป็นกริยาช่วยและตามด้วย not เพื่อบอกรูปปฏิเสธ ส่วนคำกริยาเมื่ออยู่ในรูปปฏิเสธแล้วให้ตัด s,es ทิ้งคงเหลือคำกริยาช่องที่ 1 รูปเดิม

20

คำบอกเวลาใน Present Simple Tense

ในประโยค Present Simple Tense มักจะมีคำบอกเวลาซึ่งเป็น Adverbs of Frequency ปรากฎอยู่ในประโยคเพื่อบอกความถี่ของเหตุการณ์หรือการกระทำนั้น ๆ ได้แก่

21


Adverbs of Frequency คำบอกเวลา

Always สม่ำเสมอ, เป็นประจำ

Frequently บ่อย ๆ

Often บ่อย ๆ

Usually โดยปกติ

Hardly แทบจะไม่เคย

Never ไม่เคย

Rarely แทบจะไม่เคย

Seldom นาน ๆ ครั้ง

Sometimes บางครั้ง

22

และนอกจากตัวอย่างคำบอกเวลาที่พบบ่อยใน Present Simple Tense แล้ว ยังอาจพบคำว่า every + ... เช่น every month, every morning, every Saturday เพื่อบอกความถี่ของเหตุการณ์หรือการกระทำก็ได้ เช่น


23


My teacher always drinks coffee in the morning.

(ครูของฉันดื่มกาแฟในตอนเช้าเป็นประจำ)


Nadech usually gets up at 7 o'clock.

(โดยปกติณเดชตื่นนอนตอนเจ็ดโมง)


Narong hardly reads books so he doesn't pass the exam.

(ณรงค์แทบจะไม่เคยอ่านหนังสือ ดังนั้นเขาจึงสอบตก)


It seldom rains in this part of the country.

(ฝนตกนาน ๆ ครั้งในพื้นที่นี้ของประเทศ)

24

I feel like she's selfish sometimes.

(ฉันรู้สึกว่าหล่อนเห็นแก่ตัวในบางครั้ง)


Kimmy hangs out with her friends every Saturday night.

(คิมมี่ออกไปเที่ยวกับเพื่อนของเธอทุกคืนวันเสาร์)

หลักกการใช้ Present Simple Tense : เรื่องจริงในชีวิตประจำวัน

Slide image

Show answer

Auto Play

Slide 1 / 24

SLIDE