Search Header Logo
ประเทศเมียนมาร์

ประเทศเมียนมาร์

Assessment

Presentation

History, Social Studies

University

Hard

Created by

1st_prmt 1st_prmt

Used 13+ times

FREE Resource

93 Slides • 10 Questions

1

ประเทศเมียนมาร์

Myanmar​ ​မြန်မာ

2

คำถาม

​มีทั้งหมด 10 ข้อ

มาในแต่ละช่วงของเนื้อหา

คนที่ได้คะแนนรวมมากที่สุด

อันดับ 1 และ อันดับ 2

จะได้รับของรางวัล​

3

ของรางวัล

สำหรับอันดับ 1 และ 2

​อันดับ 1 จะได้เลือกของรางวัล

ว่าจะเอา A หรือ B​

อันดับ 2 จะได้อีกรางวัลหนึ่งไป​

media
media

A

B

4

ข้อมูลทั่วไป

พม่า หรือ เมียนมาร์ มีชื่อทางการว่า สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์ เป็นรัฐเอกราชในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีพรมแดนติดกับอินเดีย บังกลาเทศ จีน ลาว และไทย หนึ่งในสามของพรมแดนพม่าที่มีความยาว 1,930 กิโลเมตรเป็นแนวชายฝั่งตามอ่าวเบงกอลและทะเลอันดามัน มีพื้นที่ 676,578 ตารางกิโลเมตร พม่าเป็นประเทศที่ใหญ่เป็นอันดับที่ 40 ของโลก และใหญ่เป็นอันดับที่ 2 ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พม่ามีประชากรราว 54 ล้านคน มีเมืองหลวงคือ กรุงเนย์ปิดอว์ และนครใหญ่สุดคือ ย่างกุ้ง

5

media
media
media

​ธงชาติ

​ตราแผ่นดิน

​จำนวนประชากร 53,582,855 คน มีชาติพันธุ์พม่า 68%

ไทใหญ่ 10% กะเหรี่ยง 7% ยะไข่ 3.5% จีน 3% มอญ 2%

กะชีน 1.5% อินเดีย 2% ชีน 1% คะยา 0.8% เชื้อชาติอื่น ๆ 5%

​มีประชากรที่นับถือศาสนาพุทธ 87.9% ศาสนาคริสต์ 6.2%

ศาสนาอิสลาม 4.3% พื้นบ้าน 0.8% ศาสนาฮินดู 0.5%

อื่น ๆ 0.2% และไม่นับถือศาสนา 0.1%

6

ลำดับการนำเสนอ

ประวัติศาสตร์การเมือง

โครงสร้างการเมืองการปกครอง

การมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน

ปัญหาเฉพาะทางการเมือง

7

​ประวัติศาสตร์การเมือง

media

8

​แบ่งออกได้เป็น 3 สมัย ได้แก่

สมัยโบราณ

สมัยอาณานิคมอังกฤษ

​สมัยเอกราช

9

สมัยโบราณ​

ประวัติศาสตร์ของพม่านั้นมีความยาวนานและซับซ้อน มีประชาชนหลายเผ่าพันธุ์เคยอาศัยอยู่ในดินแดนแห่งนี้ เผ่าพันธุ์เก่าแก่ที่สุดที่ปรากฏได้แก่ชาวมอญ ชาวปยู

​ต่อมาราวพุทธศตวรรษที่ 13 ชาวพม่าได้อพยพลงมาจากบริเวณพรมแดนระหว่างจีนและทิเบต เข้าสู่ที่ราบลุ่มแม่น้ำอิรวดี และได้กลายเป็นชนเผ่าส่วนใหญ่ที่ปกครองประเทศในเวลาต่อมา​

10

ชาวปยูเข้ามาอาศัยอยู่ในดินแดนประเทศพม่าตั้งแต่ราวพุทธศตวรรษที่ 4 และได้สถาปนานครรัฐขึ้นหลายแห่ง เช่น พินนาคา มองกะโม้ ศรีเกษตร

เบะตะโน่ และฮะลี่น​

​ปยู

ชาวมอญได้สถาปนาอาณาจักรสุธรรมวดี อันเป็นอาณาจักรแห่งแรกขึ้นในราว

พุทธศตวรรษที่ 2 ณ บริเวณเมืองสะเทิม

โดยได้เข้าครอบครองและมีอิทธิพลในดินแดนตอนใต้ของพม่า

​มอญ

11

ชาวพม่าเป็นชนเผ่าจากทางตอนเหนือที่ค่อย ๆ อพยพแทรกซึมเข้ามาสั่งสมอิทธิพลในดินแดนประเทศพม่าทีละน้อย กระทั่งปีพุทธศักราช 1392 จึงมีหลักฐานถึงอาณาจักรอันทรงอำนาจซึ่งมีศูนย์กลางอยู่ที่เมือง "พุกาม" (Pagan) โดยได้เข้ามาแทนที่ภาวะสุญญากาศทางอำนาจภายหลังจากการเสื่อมสลายไปของอาณาจักรชาวปยู

อาณาจักรพุกาม (พ.ศ. 1392–1840)

media

12

อาณาจักรของชาวพุกามแต่แรกนั้นมิได้เติบโตขึ้นอย่างเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน กระทั่งในรัชสมัยของพระเจ้าอโนรธา (พ.ศ. 1587–1620) พระองค์สามารถรวบรวมแผ่นดินพม่าให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันสำเร็จ และเมื่อพระองค์ทรงตีเมือง

ท่าตอนของชาวมอญได้ในปีพุทธศักราช 1600 อาณาจักรพุกามจึงกลายเป็นอาณาจักรที่เข้มแข็งที่สุดในดินแดนพม่า​

อาณาจักรพุกาม (พ.ศ. 1392–1840)

media

13

อำนาจของอาณาจักรพุกามค่อย ๆ เสื่อมลง ด้วยเหตุผลหลักสองประการ ส่วนหนึ่งจากการถูกเข้าครอบงำของคณะสงฆ์ผู้มีอำนาจ และอีกส่วนหนึ่งจากการรุกรานของจักรวรรดิมองโกลที่เข้ามาทางตอนเหนือ

ราชวงศ์พุกามสิ้นสุดลงเมื่อมองโกลสามารถเข้าครอบครอง

ดินแดนของอาณาจักรพุกามได้ทั้งหมด และได้แต่งตั้งรัฐบาลหุ่นขึ้นบริหารดินแดนพม่าในปีพุทธศักราช 1832

อาณาจักรพุกาม (พ.ศ. 1392–1840)

media

14

หลังจากการล่มสลายของอาณาจักรพุกาม พม่าได้แตกแยกออกจากกัน ราชวงศ์อังวะซึ่งได้รับอิทธิพลทางวัฒนธรรมจากอาณาจักรพุกามได้ถูกสถาปนาขึ้นที่เมือง

อังวะในปีพุทธศักราช 1907 ศิลปะและวรรณกรรมของพุกามได้ถูกฟื้นฟูจนยุคนี้กลายเป็นยุคทองแห่งวรรณกรรมของพม่า

อาณาจักรอังวะ (พ.ศ. 1907–2098)

และหงสาวดี (พ.ศ. 1830–2094)

media

15

สำหรับดินแดนทางใต้ ชาวมอญได้สถาปนาอาณาจักรของพวกตนขึ้นใหม่อีกครั้งที่หงสาวดี โดยมะกะโทหรือ

พระเจ้าฟ้ารั่ว เป็นจุดเริ่มต้นยุคทองของมอญ ซึ่งเป็นศูนย์กลางของพุทธศาสนานิกายเถรวาทและศูนย์กลางทางการค้าขนาดใหญ่ในเวลาต่อมา

อาณาจักรอังวะ (พ.ศ. 1907–2098)

และหงสาวดี (พ.ศ. 1830–2094)

media

16

คำถาม

ข้อที่ 1/10​

17

Multiple Choice

ดินแดนทางใต้ ที่ชาวมอญได้สถาปนาอาณาจักรของพวกตนขึ้นใหม่อีกครั้ง

คือ อาณาจักรใด

1

อาณาจักรอังวะ

2

อาณาจักรหงสาวดี

3

อาณาจักรพุกาม

4

อาณาจักรศรีเกษตร

18

พระเจ้าเมงจีโย ได้รวบรวมชาวพม่าที่หลงเหลืออยู่อย่างกระจัดกระจาย โดยสถาปนาเมืองตองอูขึ้นเป็นราชธานี เมืองตองอูเข้มแข็งขึ้นมาในรัชสมัยของ พระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้ พระโอรสของพระองค์ (พ.ศ. 2074–2093) และได้แผ่อาณาเขตของอาณาจักรขยายไปรอบด้าน เช่น แปร พะสิม อังวะ ยะไข่ และที่สำคัญที่สุดคือ หงสาวดี อันเป็นอาณาจักรเดิมของชาวมอญ ยุคสมัยของพระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้ได้ครอบคลุมอาณาจักรพม่าทั้งตอนบนและตอนล่างลุ่มน้ำอิระวดี และได้ย้ายเมืองหลวงจากตองอูมายังหงสาวดี

ราชวงศ์ตองอู (พ.ศ. 2053–2295)

19

ในรัชสมัยของพระเจ้าบุเรงนอง ได้แผ่อาณาเขตของอาณาจักรตองอู ให้กว้างขวางยิ่งขึ้นโดยครอบคลุมตั้งแต่ลุ่มน้ำอิระวดี ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ไปจรดถึงลุ่มน้ำโขงในลาว มีเมืองเป็นประเทศราชต่าง ๆ มากมาย เช่น เชียงใหม่ ฉาน อยุธยา ล้านช้าง กัมพุช เป็นต้น จนได้การขนานพระนามว่าเป็น "พระเจ้าชนะสิบทิศ"

ราชวงศ์ตองอู (พ.ศ. 2053–2295)

media

20

แต่ภายหลังการสิ้นพระชนม์ของพระเจ้าบุเรงนอง ศูนย์กลางอำนาจของอาณาจักรถูกสั่นคลอน เนื่องจากการปกครองอย่างแข็งกร้าวของพระเจ้านันทบุเรง พระราชโอรสของพระองค์ เมืองที่เคยขึ้นเป็นประเทศราชต่าง ๆ ได้ประกาศอิสรภาพ ทำสงครามรบพุ่งกันตลอดมา เช่น แปร อังวะ อยุธยา เป็นต้น ในที่สุดเมืองทั้งหลายเหล่านี้ก็แตกแยกกระจัดกระจายออกไป

ราชวงศ์ตองอู (พ.ศ. 2053–2295)

media

​พระเจ้าบุเรงนอง

(พ.ศ. 2094-2124)

21

เมื่อต้องเผชิญกับการก่อกบฏจากเมืองขึ้นหลายแห่ง กษัตริย์แห่งราชวงศ์ตองอูจำเป็นต้องถอนตัวจากการครอบครองดินแดนทางตอนใต้ โดยย้ายเมืองหลวงไปอยู่ที่เมืองอังวะ พระเจ้าอะเนาะเพะลูน พระนัดดาของพระเจ้าบุเรงนอง สามารถรวบรวมแผ่นดินพม่าให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันอีกครั้งในพุทธศักราช 2156 แต่ท้ายที่สุด หงสาวดี ที่ได้รับการสนับสนุนจากฝรั่งเศสซึ่งตั้งมั่นอยู่ในอินเดีย ก็ได้ทำการประกาศเอกราชจากอังวะ จากนั้นอาณาจักรของชาวพม่าก็ค่อย ๆ อ่อนแอลงและล่มสลายไปในปีพุทธศักราช 2295 จากการรุกรานของชาวมอญ

ราชวงศ์ตองอู (พ.ศ. 2053–2295)

22

ได้รับการสถาปนาขึ้นและสร้างความเข้มแข็งจนถึงขีดสุดได้ภายในเวลาอันรวดเร็ว พระเจ้าอลองพญาซึ่งเป็นผู้นำที่ได้รับความนิยมจากชาวพม่า ได้ขับไล่ชาวมอญที่เข้ามาครอบครองดินแดนของชาวพม่าได้ในปี 2296 จากนั้นก็สามารถเข้ายึดครองอาณาจักรมอญทางใต้ได้ในปี 2302

ราชวงศ์อลองพญา (พ.ศ. 2295–2428)

​พระเจ้าอลองพญา

(พ.ศ. 2295-2303)

media

23

คำถาม

ข้อที่ 2/10​

24

Multiple Choice

กษัตริย์ที่รวบรวมชาวพม่าที่หลงเหลืออยู่อย่างกระจัดกระจาย

และสถาปนาเมืองตองอูขึ้นเป็นราชธานี คือ กษัตริย์องค์ใด

1

พระเจ้าอลองพญา

2

พระเจ้าบุเรงนอง

3

พระเจ้าเมงจีโย

4

พระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้

25

สมัยอาณานิคมอังกฤษ

​ในช่วงเดือนมกราคมของปี 2366 พม่าซึ่งอยู่ในรัชสมัยของพระเจ้าจักกายแมง

(พ.ศ. 2362–2383) ขุนนางชื่อมหาพันธุละ นำทัพเข้ารุกรานแคว้นมณีปุระและอัสสัมได้สำเร็จ ทำให้พม่าต้องเผชิญหน้าโดยตรงกับอังกฤษที่ครอบครองอินเดียอยู่ในขณะนั้น

26

สืบเนื่องจากการพยายามขยายอำนาจของอังกฤษ กองทัพอังกฤษได้เข้าทำสงครามกับพม่าในปี 2367 โดยอังกฤษเป็นฝ่ายได้รับชัยชนะ ฝ่ายพม่าจำต้องทำสนธิสัญญารานตะโบกับอังกฤษ ทำให้พม่าต้องสูญเสียดินแดนอัสสัม มณีปุระ ยะไข่ และตะนาวศรีไป

อังกฤษจึงเริ่มต้นตักตวงทรัพยากรต่าง ๆ ของพม่านับแต่นั้นเพื่อเป็นหลักประกันสำหรับวัตถุดิบที่จะป้อนสู่สิงคโปร์ สร้างความแค้นเคืองให้กับทางพม่าเป็นอย่างมาก กษัตริย์องค์ต่อมาจึงทรงยกเลิกสนธิสัญญารานตะโบ และทำการโจมตีผลประโยชน์ของฝ่ายอังกฤษทั้งต่อบุคคลและเรือ เป็นต้นเหตุให้เกิดสงครามระหว่างพม่าและอังกฤษครั้งที่สอง

สงครามพม่า–อังกฤษครั้งที่หนึ่ง (พ.ศ. 2367–2369)

27

สงครามจบลงโดยชัยชนะเป็นของอังกฤษอีกครั้ง หลังสิ้นสุดสงครามครั้งนี้อังกฤษได้ผนวกดินแดนทางใต้เข้าไว้กับตน โดยเรียกดินแดนดังกล่าวใหม่ว่าพม่าตอนล่าง สงครามครั้งนี้ก่อให้เกิดการปฏิวัติครั้งใหญ่ในพม่า เริ่มต้นด้วยการเข้ายึดอำนาจโดยพระเจ้ามินดง (พ.ศ. 2396–2421) จากพระเจ้าพุกามแมง (พ.ศ. 2389–2396) ซึ่งเป็นพระเชษฐาต่าง

พระชนนี พระเจ้ามินดงพยายามพัฒนาประเทศพม่าเพื่อต่อต้านการรุกรานของอังกฤษ พระองค์ได้สถาปนามัณฑะเลย์ ซึ่งยากต่อการรุกรานจากภายนอกขึ้นเป็นเมืองหลวง

แห่งใหม่ แต่ก็ยังไม่เพียงพอที่จะหยุดยั้งการรุกรานจากอังกฤษได้

สงครามพม่า–อังกฤษครั้งที่สอง (พ.ศ. 2395)

28

รัชสมัยต่อมา พระเจ้าธีบอ (พ.ศ. 2421–2428) ซึ่งเป็นพระโอรสของพระเจ้ามินดง ทรงมีบารมีไม่พอที่จะควบคุมอาณาจักรได้ จึงทำให้เกิดความวุ่นวายขึ้นไปทั่วในบริเวณชายแดน ในที่สุดพระองค์ได้ตัดสินพระทัยยกเลิกสนธิสัญญากับอังกฤษที่พระเจ้ามินดงได้ทรงกระทำไว้ และได้ประกาศสงครามกับอังกฤษเป็นครั้งที่สามในปี 2428 ผลของสงครามครั้งนี้ทำให้อังกฤษสามารถเข้าครอบครองดินแดนประเทศพม่าส่วนที่เหลือเอาไว้ได้ทั้งหมด ทำให้

พระเจ้าธีบอถูกบังคับให้สละราชสมบัติและเนรเทศไปอยู่ที่อินเดีย ทรงเป็นกษัตริย์องค์สุดท้ายของพม่าและเป็นการสิ้นสุดระบอบกษัตริย์ในพม่าที่มีมายาวนาน

สงครามพม่า–อังกฤษครั้งที่สาม (พ.ศ. 2428)

29

อังกฤษเริ่มปกครองพม่าในฐานะมณฑลหนึ่งของบริติชอินเดียเมื่อ พ.ศ. 2429 โดยมี

เมืองหลวงที่ย่างกุ้ง มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างรัฐบาล ราชวงศ์ถูกล้มเลิก พระเจ้าธีบอ

ลี้ภัยไปอินเดีย มีการแยกการเมืองและศาสนาออกจากกัน ซึ่งแต่เดิม พระสงฆ์จะขึ้นกับการสนับสนุนจากราชวงศ์ และราชวงศ์จะรับรองสถานะทางกฎหมายของพุทธศาสนา ทำให้องค์กรทางศาสนาเข้ามาเกี่ยวข้องกับการเมืองระดับชาติ นอกจากนั้น อังกฤษยังเข้ามาจัดการศึกษาในระบบโรงเรียนที่ไม่เกี่ยวข้องกับศาสนา โดยจัดตั้งโรงเรียนที่สอนเป็นภาษาอังกฤษและภาษาพม่า

พม่าภายใต้การปกครองของอังกฤษ (พ.ศ. 2429-2491)

30

จนในปี พ.ศ. 2480 อังกฤษได้แยกมณฑลพม่าออกจากบริติชอินเดีย และตั้งเป็นหน่วยการปกครองที่มีสภาเป็นของตนเอง

ต่อมาในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 จักรวรรดิญี่ปุ่นได้แผ่ขยายเข้ามาในพม่าเป็นเวลาสั้น ๆเมื่อ พ.ศ. 2485 จนมีการก่อตั้งรัฐพม่าใน พ.ศ. 2486

หลังจากญี่ปุ่นแพ้สงครามโลกครั้งที่ 2 กองทหารอังกฤษได้กลับเข้าไปในพม่าเพื่อสถาปนาการปกครองระบอบอาณานิคมอีกครั้งใน พ.ศ. 2488

พม่าภายใต้การปกครองของอังกฤษ (พ.ศ. 2429-2491)

31

คำถาม

ข้อที่ 3/10​

32

Multiple Choice

สงครามพม่า–อังกฤษครั้งที่หนึ่ง ซึ่งอังกฤษเป็นฝ่ายได้รับชัยชนะ ฝ่ายพม่าจำต้องทำ

สนธิสัญญารานตะโบกับอังกฤษ ทำให้พม่าต้องสูญเสียดินแดนต่อไปนี้ ยกเว้นข้อใด

1

ยะไข่

2

อัสสัม

3

ตะนาวศรี

4

มัณฑะเลย์

33

สมัยเอกราช

ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ในช่วงที่ดินแดนพม่าถูกญี่ปุ่นยึดครอง กลุ่มชาตินิยมเพื่อสนับสนุนให้พม่าเป็นเอกราชจากอังกฤษนำโดย นายอู อองซานช่วงแรกเริ่มได้ให้การสนับสนุนญี่ปุ่น แต่เมื่อทางกลุ่มเห็นว่าญี่ปุ่นไม่มีความจริงใจในการให้เอกราชแก่พม่า จึงได้เปลี่ยนท่าทีมาต่อต้านญี่ปุ่นแทนภายใต้ชื่อ "สันนิบาตเสรีภาพประชาชนต่อต้านฟาสซิสต์" หรือ AFPFL

34

เมื่อญี่ปุ่นแพ้สงครามโลกครั้งที่ 2 อังกฤษกลับมาปกครองพม่าอีกครั้ง

อู อองซานและ AFPFL ได้เริ่มเคลื่อนไหวอย่างสันติเพื่อเรียกร้องเอกราช จนทางรัฐบาลอังกฤษยอมมอบเอกราชให้แก่พม่า และเริ่มกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญในปี 2490

การเรียกร้องเอกราช

media

​นายกรัฐมนตรีอังกฤษเคลมอนท์ แอตลี

และนายอู อองซาน

35

อู อองซานเห็นว่าพม่าควรมีเอกภาพหลังเอกราช จึงมีการเจรจาลงนามในสนธิสัญญาเวียงปางหลวงกับชนกลุ่มน้อย เพื่อลดปัญหาความตึงเครียดกับชนกลุ่มน้อยต่าง ๆ ในประเทศ

อู อองซาน ผู้ได้ชื่อว่าเป็น “บิดาแห่งเอกราชพม่า” ได้ถูกลอบสังหารเมื่อวันที่

19 กรกฎาคม 2490 พร้อมสมาชิกในคณะรัฐมนตรีพม่าบางคน ทำให้นายอูนุเป็นผู้นำแทน แต่ในที่สุดพม่าก็ได้รับเอกราชเมื่อวันที่ 4 มกราคม 2491

การเรียกร้องเอกราช

36

เมื่อพม่าได้รับเอกราชแล้ว มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า สหภาพพม่า โดยมี เจ้าส่วยแต้ก เป็นประธานาธิบดี

คนแรก และ มี อูนุ เป็นนายกรัฐมนตรีคนแรก โดยพม่าไม่ได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกของ เครือจักรภพแห่งชาติ เหมือนกับประเทศอดีตอาณานิคมของสหราชอาณาจักรส่วนใหญ่ รัฐสภาซึ่งเป็นระบบสองสภาถูกจัดตั้งขึ้น และมีการเลือกตั้งระบบหลายพรรคเกิดขึ้น

สหภาพพม่า (พ.ศ. 2491–2505)

media

​อูนุ

37

​ใน พ.ศ. 2501 ประเทศพม่าประสบความล้มเหลวในการฟื้นฟูเศรษฐกิจ นอกจากนั้น สันนิบาตเสรีภาพประชาชนต่อต้านฟาสซิสต์ยังแตกแยกออกเป็นสองส่วน กลุ่มหนึ่งนำโดยอู นุ และติน อีกกลุ่มนำโดยบะส่วย และจอเย่ง ปัญหากับชนกลุ่มน้อยที่ต้องการแยกตัวเป็นเอกราช ปัญหาเหล่านี้ทำให้รัฐสภาไม่มีเสถียรภาพ รัฐบาลของอูนุไม่อาจรักษาเสถียรภาพของรัฐบาลไว้ได้ จึงต้องร้องขอกองทัพภายใต้การนำของนายพล

เน วินให้เข้ามาเป็นรัฐบาลรักษาการ 2 ปี

สหภาพพม่า (พ.ศ. 2491–2505)

38

รัฐบาลของเน วินประสบความสำเร็จในการทำให้สถานการณ์มั่นคงและเกิดการเลือกตั้งใน พ.ศ. 2503 ซึ่งพรรคสหภาพของอูนุได้เสียงข้างมาก แต่เสถียรภาพไม่ได้เกิดขึ้นนาน เมื่อขบวนการสหพันธ์ฉานนำโดยเจ้าส่วยใต้ เจ้าฟ้าเมืองยองห้วยที่เป็นประธานาธิบดีคนแรกของพม่า ต้องการสิทธิตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2490 ที่ขอแยกตัวออกไปได้เมื่อรวมตัวเป็นสหภาพครบสิบปี

สหภาพพม่า (พ.ศ. 2491–2505)

39

พม่าภายใต้ระบอบเผด็จการทหาร

ในที่สุด เน วินได้ก่อรัฐประหารในวัที่ 2 มีนาคม 2505 อูนุ และอีกหลายคนถูกจับกุม เจ้าส่วยใต้ถูกยิงเสียชีวิต

ภายหลังจากการรัฐประหาร พม่าถูกปกครองภายใต้ระบอบเผด็จการทหาร นำโดยคณะปฏิวัติของเน วิน สังคมทั้งหมดถูกควบคุมและอยู่ภายใต้อำนาจรัฐ ผ่านรูปแบบสังคมนิยม ซึ่งดัดแปลงมาจากแนวคิดของสหภาพโซเวียต และ การวางแผนจากส่วนกลาง

media

​เน วิน

40

สาธารณรัฐสังคมนิยม (พ.ศ. 2517-2531)

รัฐธรรมนูญใหม่แห่ง สาธารณรัฐสังคมนิยมแห่งสหภาพพม่า ได้ถูกประกาศใช้ปี 2517 ในช่วงเวลานั้นพม่าถูกปกครองโดยระบบพรรคการเมืองเดียว คือ พรรคโครงการสังคมนิยมพม่า นำโดยเน วิน และ อดีตนายทหารหลายนาย จนกระทั่งถึงปี 2531 ซึ่งนับว่าในขณะนั้น พม่าได้กลายเป็นหนึ่งในประเทศที่ยากจนที่สุดในโลก

41

คำถาม

ข้อที่ 4/10​

42

Multiple Choice

นายกรัฐมนตรีคนแรกของพม่า คือใคร

1

อู อองซาน

2

เน วิน

3

บะส่วย

4

อูนุ

43

การก่อการกำเริบ 8888

เน วินปกครองพม่ามาเป็นเวลายาวนาน จนประเทศเลวร้ายลงอย่างมาก นักศึกษาพม่าได้มีบทบาท ในการนำทั้งพระสงฆ์ ประชาชนลุกขึ้นมาประท้วงต่อต้านระบบทหารของนายพล

เน วิน และเรียกร้องให้พม่าเปลี่ยนแปลงสู่ประชาธิปไตย​

การลุกฮือประท้วงเริ่มขึ้นตั้งแต่ปลายปี 2530 จากนักศึกษาในมหาวิทยาลัย สู่ประชาชนในเมือง และชาวนาในชนบท

media

44

การก่อการกำเริบ 8888

ในช่วงกลางเดือนมีนาคม 2531 มีการประท้วงเกิดขึ้นหลายแห่ง และมีการสลายฝูงชนด้วยแก๊สน้ำตา มีการยิงนักศึกษาเสียชีวิต ทำให้ผู้ประท้วงโกรธแค้นและมีการปลุกระดมในมหาวิทยาลัย นักศึกษาที่ไม่เคยเข้าร่วมมาก่อนได้มาร่วมด้วย

การประท้วงได้กระจายไปเกิดขึ้นในอีกหลายเมืองในพม่า เช่น พะโค มัณฑะเลย์ ทวาย ตองอู ชิตตเว และมยิตจีนา เป็นต้น ทำให้นายพลเน วินต้องลาออกจากตำแหน่งประธานพรรคโครงการสังคมนิยมพม่า พร้อมกับประธานาธิบดีซ่านยุ ในเดือนกรกฏาคม 2531

45

การก่อการกำเริบ 8888

​27 กรกฎาคม 2531 นายพลเส่งลวิน ที่มีชื่อเสียงในการปราบปรามนักศึกษาและประชาชนขึ้นมาเป็นประธานาธิบดี เส่งลวินสั่งยิงนักศึกษาประชาชนอีกราว 3,000 คน

​ในวันที่ 8 สิงหาคม 2531 (ตรงกับ ค.ศ.1988) การประท้วงอย่างหนักเกิดขึ้นทั้งพม่ารวมทั้งชนกลุ่มน้อย ชาวพุทธและมุสลิม นักศึกษา คนงาน เยาวชน ล้วนออกมาประท้วง มีการนัดหยุดงาน ชาวนาที่ไม่พอใจรัฐบาลได้ไปประท้วงที่ย่างกุ้ง จึงเรียกเหตุการณ์นี้ว่า "การก่อกำเริบ 8888"​

46

การก่อการกำเริบ 8888

หลังจากนั้นไม่นาน รัฐบาลได้มีคำสั่งให้สลายฝูงชนด้วยอาวุธ

ในวันที่ 10 สิงหาคม ทหารได้บุกเข้าไปในโรงพยาบาลย่างกุ้ง ฆ่าหมอและพยาบาลที่รักษาผู้บาดเจ็บจากการประท้วง

ต่อมาในวันที่ 12 สิงหาคม 2531 นายพลเส่งลวินประกาศลาออกจากตำแหน่ง หลังจากเป็นประธานาธิบดี 16 วันเท่านั้น

​ต่อจากนั้นหม่องหม่อง นักกฎหมายในสายของเน วิน ถูกเสนอขึ้นมาเป็นประธานาธิบดี แต่ก็ยังมีการประท้วงรุนแรงและต่อเนื่อง

media

47

การก่อการกำเริบ 8888

ในวันที่ 26 สิงหาคม อองซาน ซูจีได้ออกมาร่วมกับผู้ประท้วงที่พระเจดีย์ชเวดากองซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นในการกลายเป็นสัญลักษณ์เพื่อการต่อสู้ในพม่า และได้มีการก่อตั้งพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย หรือ พรรค NLD ขึ้นมา

media

​อองซาน ซูจี

48

การก่อการกำเริบ 8888

ท้ายที่สุดในวันที่ 18 กันยายน 2531 ทหารได้กลับมาปกครองประเทศอีกครั้ง จากการทำรัฐประหารโดย "พลเอกอาวุโส ซอมอง" ได้ยกเลิกรัฐธรรมนูญฉบับ 2517 และจัดตั้งสภาสันติภาพและการพัฒนาแห่งรัฐ ขึ้นปกครองประเทศ

​พลเอกอาวุโส ซอมอง

media

49

สภาสันติภาพและการพัฒนาแห่งรัฐ (พ.ศ. 2531-2553)

คณะรัฐประหารได้มีการจัดตั้ง State Law and Order Restoration Council (SLORC) ภายใต้การนำของนายพลอาวุโสซอมอง โดยคณะรัฐประหารสัญญาว่าจะจัดให้มีการเลือกตั้งภายในปี 2533

อย่างไรก็ตามการเลือกตั้งในวันที่ 27 พฤษภาคม 2533 พรรค NLD ของนางซูจี ชนะการเลือกตั้ง 392 ที่นั่งจาก 492 ที่นั่งในสภา แต่รัฐบาลก็กลับลำโดยไม่รับรองผลการเลือกตั้งจับกุมนักการเมืองฝ่ายตรงข้าม และกักตัวอองซาน ซูจีไว้ในบ้านพัก การกักตัวสิ้นสุดลงประมาณ พ.ศ. 2553

50

สภาสันติภาพและการพัฒนาแห่งรัฐ (พ.ศ. 2531-2553)

ในปี 2535 นายพลอาวุโสตาน ฉ่วย ขึ้นครองอำนาจต่อจากนายพลซอมองที่ลาจากการเป็นประธาน SLORC เนื่องจากปัญหาสุขภาพ

ตาน ฉ่วย ได้นำนโยบายใหม่ๆ มาใช้ เช่น การปล่อยตัวนักโทษการเมืองหลายคน มีการจัดประชุมเพื่อร่างรัฐธรรมนูญใหม่ เปิดมหาวิทยาลัยและสถาบันการศึกษาชั้นสูงใหม่ ยกเลิกประกาศกฎอัยการศึก เป็นต้น

media

​นายพลอาวุโสตาน ฉ่วย

51

สภาสันติภาพและการพัฒนาแห่งรัฐ (พ.ศ. 2531-2553)

ในช่วงนี้มีการเปลี่ยนแปลง​ครั้งสำคัญของพม่า ได้แก่

​ในปี 2532 ทหารได้เปลี่ยนชื่อประเทศจาก พม่า (Burma) เป็น เมียนมาร์ (Myanmar)

ในเดือนมีนาคม 2549 ทหารประกาศย้ายเมืองหลวงจากกรุงย่างกุ้งไปยังเมืองปินมานา (Pyinmana) ที่ต่อมาถูกเปลี่ยนชื่ออีกครั้งเป็นกรุงเนย์ปิดอว์ (Naypyidaw) ซึ่งอยู่ตอนกลางของประเทศ

media

52

การปฏิวัติผ้ากาสาวพัสตร์

ในเดือนสิงหาคม 2550 ถึง กันยายน 2551 เกิดการประท้วงที่นำโดยคณะพระภิกษุสงฆ์ แม่ชี นักศึกษาและประชาชน เรียกว่า "การปฏิวัติผ้ากาสาวพัสตร์" จากความไม่พอใจของประชาชนต่อการประกาศขึ้นราคาน้ำมันเชื้อเพลิงเกือบเท่าตัว และขึ้นราคาก๊าซหุงต้มถึง 5 เท่าอย่างฉับพลัน การประท้วงต่อต้านรัฐบาลเผด็จการครั้งนี้จึงนับว่าเป็นการประท้วงต่อต้านครั้งใหญ่ที่สุดตั้งแต่การประท้วงเมื่อปี 2531 ซึ่งมีผู้เสียชีวิตกว่า 3,000 คน ในการใช้กำลังทหารเข้าสลายการประท้วง

53

การปฏิรูปการเมือง​ (พ.ศ. 2553-2564)

ภายใต้แรงกดดันภายในประเทศและของนานาชาติ ในเดือนพฤษภาคม 2551 เมียนมาร์ได้มีการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยยังคงอิทธิพลของกองทัพเอาไว้ เช่น ที่นั่งในสภาจะเป็นโควต้าของกองทัพ 25% การมีโควต้ารองประธานาธิบดีเป็นทหาร การให้สิทธิทหารควบคุมกระทรวงสำคัญๆเอาไว้

​เมื่อการเลือกตั้งเกิดขึ้นเมื่อปลายปี 2553 พรรค NLD ได้ประกาศคว่ำบาตรการเลือกตั้ง โดยไม่ส่งผู้สมัครเข้าร่วม ทำให้พรรค USDP ของทหารชนะการเลือกตั้ง ส่งผลให้

นายเต้นเซน หัวหน้าพรรคขึ้นเป็นประธานาธิบดี

​​

54

การปฏิรูปการเมือง​ (พ.ศ. 2553-2564)

การที่เมียนมาร์เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น เปิดกว้างพื้นที่สื่อ เปิดประเทศมากขึ้น แม้ว่ารัฐบาลใหม่มีความพยายามจะเจรจากับชนกลุ่มน้อย แต่ก็ยังมีการปะทะกันอย่างต่อเนื่อง

การเลือกตั้งอีกครั้งในปี 2558 พรรค NLD ของนางอองซานซูจี ลงเลือกตั้ง และได้รับชัยชนะอย่างถล่มทลาย 255 จาก 440 ที่นั่งในสภาผู้แทนฯ และ 135 จาก 224 ที่นั่งในสภาชนชาติ แต่นางอองซานซูจีไม่สามารถดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีได้ เพราะรัฐธรรมนูญระบุห้ามผู้ที่สมรสกับคนต่างชาติดำรงตำแหน่ง ซึ่งซูจีเคยสมรสกับคนต่างชาติ

​​

55

การปฏิรูปการเมือง​ (พ.ศ. 2553-2564)

พรรค NLD จึงผลักดันนายทีนจอเป็นประธานาธิบดี และได้มีการสถาปนาตำแหน่งที่ปรึกษาแห่งรัฐขึ้นมาเพื่อให้นางซูจีเป็นผู้นำของเมียนมาร์โดยพฤตินัย

ชัยชนะของซูจีทำให้มาตราการคว่ำบาตรของนานาชาติต่อเมียนมาร์บรรเทาลงจนแทบไม่เหลือ การเปิดประเทศเป็นไปโดยเกือบสมบูรณ์ พม่าเปิดรับการลงทุนและพัฒนาเศรษฐกิจ

​​

media

​ทีนจอ

56

การปฏิรูปการเมือง​ (พ.ศ. 2553-2564)

มีนาคม 2561 ประธานาธิบดีทีนจอ ลาออกจากตำแหน่งด้วยปัญหาสุขภาพนายวี่น-มหยิ่น จึงได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีแทน

พรรค NLD และนางซูจีมีความพยายามอยู่ตลอดในการดึงอำนาจออกมาจากมือทหาร มีความพยายามแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อลดบาทบทกองทัพ

​​

​วี่น-มหยิ่น

media

57

การปฏิรูปการเมือง​ (พ.ศ. 2553-2564)

การเลือกตั้งเกิดขึ้นอีกครั้งในปลายปี 2563 พรรค NLD ชนะเลือกตั้งถล่มทลายอีกครั้ง 258 จาก 440 ที่นั่งในสภาผู้แทนฯ และ 138 จาก 224 ที่นั่งในสภาชนชาติแต่พรรค USDP ของกองทัพได้ไปเพียง 26 จาก 440 ที่นั่งในสภาผู้แทนฯ และ 7 จาก 224 ที่นั่งในสภาชนชาติ

​​

media

58

การปฏิรูปการเมือง​ (พ.ศ. 2553-2564)

พรรค USDP และกองทัพออกมากล่าวหาว่าการเลือกตั้งมีการทุจริต ความตรึงเครียดระหว่างซูจีจากกองทัพมีมากขึ้น ทั้งยังมีข่าวลือรัฐประหารหนาหู

ก่อนที่รัฐสภาจะเปิดประชุมเพื่อเลือกประธานาธิบดีคนใหม่ในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2564 เพียงไม่กี่ชั่วโมง กองทัพนำโดย พลเอกอาวุโส มี่นอองไลง์ ได้ทำรัฐประหารรัฐบาลพรรค NLD จากการเลือกตั้ง

โดยได้ประกาศใช้สถานการณ์ฉุกเฉินเป็นเวลา 1 ปี พร้อมแต่งตั้ง พลเอกมิน ส่วย เป็นรักษาการประธานาธิบดี

​​

59

คำถาม

ข้อที่ 5/10​

60

Multiple Choice

Question image

บุคคลในรูปภาพ คือใคร

1

ซอมอง

2

ตาน ฉ่วย

3

ทีนจอ

4

วี่น-มหยิ่น

61

โครงสร้างการเมือง

การปกครอง

media

62

​รัฐธรรมนูญฉบับปี 2008

ในปี 2535 State Law and Order Restoration Council (SLORC) ได้ตั้งคณะกรรมการสรรหาผู้ที่จะเข้ามาทำหน้าที่ยกร่างรัฐธรรมนูญ โดยคณะกรรมการสรรหาดังกล่าวได้ประกาศรายชื่อผู้ที่จะทำหน้าที่ยกร่างรัฐธรรมนูญจำนวน 702 คน ในจำนวนนี้เป็นผู้ที่ได้รับการเลือกตั้งในปี 2533 เพียง 99 คน

​การร่างรัฐธรรมนูญเป็นไปด้วยความล่าช้า ใช้เวลากว่า 16 ปี

media

63

​รัฐธรรมนูญฉบับปี 2008

รัฐบาลพยายามที่จะสร้างความชอบธรรมให้กับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ด้วยการจัดให้มีการลงประชามติ  ท้ายที่สุดรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็ถูกประกาศใช้ แม้พรรค NLD  ของนาง ซูจี จะรณรงค์ให้ประชาชนลงคะแนนเสียงไม่รับร่าง โหวตไม่รับร่าง แต่ปรากฏว่าผลการโหวตยอมรับรัฐธรรมนูญฉบับนี้สูงถึง 93.82% ท่ามกลางข้อกังขาของประชาชนชาวพม่า

media

64

media

65

การเมืองการปกครองเมียนมาร์ต่างถูกบัญญัติไว้ในกฎหมายรัฐธรรมนูญที่บอกว่า

เมียนมาร์ได้แบ่งแยกอำนาจการปกครองออกเป็น 3 ฝ่าย คือ ฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหาร และฝ่ายตุลาการ ซึ่งปรากฏในรัฐธรรมนูญการปกครองโดยเรียงลำดับดังนี้

​​​

​​​

media
media
media

66

หมวดที่สี่ ว่าด้วยฝ่ายสภานิติบัญญัติ (Legislature) ที่มาจากการเลือกตั้ง โดยรัฐธรรมนูญกำหนดให้รัฐสภาของเมียนมา (Pyidaungsu Hluttaw) มี 2 สภา ทำหน้าที่เป็นผู้ใช้อำนาจนิติบัญญัติ ประกอบด้วย

(1) สภาผู้แทนราษฎร (Pyithu Hluttaw) หรือ (House ofRepresen­tatives) และ (2) วุฒิสภา (Amyotha Hluttaw) ซึ่งอาจจะเรียกว่า สภาประชาชาติ

(House of Nationalities)

​​​

67

(1) สภาผู้แทนราษฎร (Pyithu Hluttaw) ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 109 ว่ามีสมาชิกสภาผู้แทนได้ไม่เกิน 440 คน ซึ่งจากจำนวนทั้งหมด 440 คนนี้ แบ่งเป็นสมาชิกที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงจำนวน 330 คน และสมาชิกที่เป็นบุคลากรในกองทัพที่มาจากการแต่งตั้งโดยผู้บัญชาการทหารสูงสุด จำนวน 110 คน หรือ 1 ใน 4 ของสมาชิกทั้งหมด มีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละ 5 ปี

(2) วุฒิสภา (Amyotha Hluttaw) หรือสภาประชาชาติ ตามรัฐธรรมนูญมีได้ไม่เกิน 224 คน เป็นสมาชิกที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงจากแต่ละเขตการปกครอง (Region) หรือรัฐ (State) เขตการปกครอง หรือรัฐละ 12 คน

68

ปัจจุบันเมียนมาแบ่งออกเป็น 7 เขตการปกครอง และ 7 รัฐ สมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงมีจำนวน 168 คน และสมาชิกที่เป็นบุคลากรในกองทัพที่มาจากการแต่งตั้งโดยผู้บัญชาการทหารสูงสุด จำนวน 56 คน หรือ 1 ใน 4 ของสมาชิก ทั้งหมดจากการมีสมาชิกทหาร 1 ใน 4 ของสมาชิกทั้ง 2 สภา จึงถูกตั้งข้อสังเกตว่าเป็นประชาธิปไตยไม่เต็มใบ

หมวดที่ห้า ว่าด้วยฝ่ายบริหาร (Executive The Union Gov­ernment) ประธานาธิบดีมีอำนาจสูงสุดในการปกครองประเทศ มีอำนาจในการแต่งตั้งหรือถอดถอนรัฐมนตรี มีอำนาจในการให้อภัยโทษ และการนิรโทษกรรม รวมทั้งมีอำนาจการให้ความดีความชอบ เป็นต้น

69

หมวดที่หก ว่าด้วยฝ่ายตุลาการ (Judiciary) ซึ่งมี 3 ศาล ดังนี้

1. ศาลฎีกา (Supreme Court of the Union) เป็นศาลสูงสุดที่มีลำดับความสำคัญและอำนาจเหนือกว่าศาลสูงในเขตการปกครอง หรือศาลสูงในรัฐต่าง ๆ ฯลฯ

2. ศาลทหาร (Courts-Martial)

3. ศาลรัฐธรรมนูญ (Constitutional Tribunal of the Union)

ศาลทั้งสามระบบข้างต้น เป็นศาลที่ออกแบบเพื่อการบริหารจัดการประเทศ และแม้ว่าจะมีการระบุในมาตรา 294 ว่าศาลฎีกาเป็นศาลสูงสุดของสหภาพฯ แต่ก็เขียนว่าจะไม่ส่งผลกระทบต่ออำนาจของศาลทหารและศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าระบบตุลาการไม่เป็นอิสระจากฝ่ายบริหารภายใต้รัฐธรรมนูญนี้

 

70

ในรัฐธรรมนูญกำหนดชัดเจนถึงคุณสมบัติผู้ที่จะได้รับการเสนอชื่อเป็นประธานาธิบดีว่าจะต้องถือสัญชาติพม่า และต้องไม่มีคู่สมรสหรือบุตรธิดาที่ถือสัญชาติอื่น ซึ่งเป็นที่รู้กันว่าเป็นความพยายามของกองทัพที่จะกีดกันไม่ให้นางออง ซานซูจี  ไม่มีสิทธิ์ได้รับการเสนอชื่อ

นอกจากนี้รัฐธรรมนูญระบุให้อำนาจประธานาธิบดีเป็นผู้แต่งตั้งประธานผู้พิพากษา

ผู้พิพากษาศาลฎีกา อัยการสูงสุด ศาลรัฐธรรมนูญ ผู้ตรวจเงินแผ่นดิน คณะกรรมการการเลือกตั้ง ผ่านความเห็นชอบของรัฐสภา ประธานาธิบดียังทรงไว้ซึ่งอำนาจ ในการแต่งตั้งประธานรัฐมนตรีเขตประจำรัฐบาลท้องถิ่นของแต่ละเขต  และประธานรัฐมนตรีของแต่ละรัฐประจำรัฐบาลท้องถิ่นของรัฐ

​​​

71

จะเห็นได้ว่า อำนาจในการบริหาร การแต่งตั้งตำแหน่งต่างๆในการบริหารราชการแผ่นดิน อยู่ในมือประธานาธิบดีและผู้บัญชาการทหารสูงสุด การชนะเลือกตั้งได้เสียงส่วนมากในสภา ไม่ได้เป็นหลักประกันว่าจะได้อำนาจในการบริหาร เพราะยังมีขั้นตอนในการเสนอชื่อผู้เข้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดี ซึ่งผู้แทนในสภาในสัดส่วนของกองทัพได้สิทธิในการเสนอหนึ่งชื่อด้วย

ในรัฐธรรมนูญยังมีหมวดเฉพาะสำหรับการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่เขียนไว้อย่างละเอียดถึง 23 มาตรา โดยกำหนดให้มีสภาความมั่นคงแห่งชาติ ซึ่งมีสมาชิก 11 คน ประกอบด้วย ประธานาธิบดี รองประธานาธิบดีทั้งสองคน ผู้บัญชาการทหารสูงสุด รองผู้บัญชาการทหารสูงสุด รัฐมนตรีกลาโหม รัฐมนตรีมหาดไทย รัฐมนตรีกิจการชายแดน รัฐมนตรีต่างประเทศ ประธานสภาประชาชน และประธานสภาแห่งชาติ

72

ตัวอย่างมาตราสำหรับการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน

มาตรา 413-418 ระบุว่า

สามารถประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินมีอายุ 1 ปี ภายใต้สถานการณ์ฉุกเฉินต่ออายุได้ครั้งละ 6 เดือน ประธานาธิบดีสามารถมอบอำนาจในการบริหาร นิติบัญญัติและตุลาการ ให้ผู้บัญชาการทหารสูงสุด โดยผู้บัญชาการทหารสูงสุด จะใช้อำนาจดังกล่าวด้วยตัวเองหรือมอบให้หน่วยงานของกองทัพใช้ก็ได้ อำนาจนิติบัญญัติของรัฐสภาจะหมดไปนับแต่วันที่ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน

และ​มาตราเหล่านี้เองที่กองทัพอ้างว่าการรัฐประหาร 2564 เป็นเพียงการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน 1 ปีตามอำนาจรัฐธรรมนูญ เรียกได้ว่าการทำรัฐประหารครั้งนี้ อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ

73

คำถาม

ข้อที่ 6/10​

74

Fill in the Blanks

Type answer...

75

มี่นอองไลง์

นายกรัฐมนตรี

ผู้บัญชาการทหารสูงสุด

​ประธานสภาบริหารแห่งรัฐ

​​หัวหน้ารัฐบาล

โซวี่น

รองนายกรัฐมนตรี

รองประธานสภาบริหาร

แห่งรัฐ

​​รองหัวหน้ารัฐบาล

มหยิ่นซเว

ประธานาธิบดี

ประมุข

media
media
media

76

เป็นคณะบุคคลที่บริหารประเทศพม่าอยู่ในปัจจุบัน กองทัพพม่าจัดตั้งสภานี้ขึ้นเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564 หลังจากที่ก่อรัฐประหาร พ.ศ. 2564 ปัจจุบันสภานี้มีสมาชิก 20 คน มีมี่นอองไลง์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด เป็นประธาน

สภาบริหารแห่งรัฐ

media
media

77

​ตั้งมาเพื่อต่อต้านสภาฟื้นฟูระเบียบและกฎหมายแห่งรัฐ ซึ่งเข้ายึดอำนาจในการปกครองในนามของคณะทหารในปี 2533 ผู้ก่อตั้งพรรคได้แก่นาง อองซาน ซูจี

อ่องจี ติ่นจู

สันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย NLD

​ก่อตั้งโดยพลเอกเต้นเซน ผู้บริหารพรรค มีอดีตนายทหารหลายนาย ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งในคณะรัฐบาลทหารแต่ต่อมาก็ได้

ลาออกจากตำแหน่งกลายมาเป็นพลเรือน จนเข้ามาเป็นสมาชิกพรรค

พรรคสหสามัคคีและการพัฒนา USDP

media
media

​พรรคการเมืองใหญ่ที่สำคัญ

พรรคสหสามัคคีและการพัฒนา USDP

78

คำถาม

ข้อที่ 7/10​

79

Fill in the Blanks

Type answer...

80

​การมีส่วนร่วม

ทางการเมืองของประชาชน​

media

81

28/100

NOT FREE

FREEDOM HOUSE

2021​

media

82

ภาพรวม OVERVIEW

การเปลี่ยนผ่านของเมียนมาร์จากเผด็จการทหารไปสู่ระบอบประชาธิปไตยหยุดชะงักภายใต้การนำของสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (NLD) ซึ่งเข้ามามีอำนาจในการเลือกตั้งที่ค่อนข้างเสรีในปี 2015 กองทัพที่รู้จักกันในชื่อ "ตัดมาดอว์" ยังคงมีอิทธิพลอย่างมากต่อการเมือง และรัฐบาลส่วนใหญ่ล้มเหลวในการรักษาสิทธิมนุษยชนและจัดลำดับความสำคัญของสันติภาพและความมั่นคงในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งทางอาวุธ

83

ภาพรวม OVERVIEW

ปฏิบัติการทางทหารในปี 2017 และความขัดแย้งอย่างต่อเนื่องส่งผลให้ผู้คนหลายแสนคนจากชนกลุ่มน้อยโรฮิงญา ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์มุสลิม ต้องลี้ภัยในบังกลาเทศ และผู้ที่เหลืออยู่ในรัฐยะไข่ยังคงเผชิญกับภัยคุกคามจากการฆ่าล้าง

เผ่าพันธุ์ นักข่าว นักเคลื่อนไหว และบุคคลทั่วไปเสี่ยงต่อข้อกล่าวหาทางอาญาและการกักขังในข้อหาแสดงความเห็นขัดแย้งในปี 2020 ขณะที่การปิดอินเทอร์เน็ตเป็นเวลานานทำให้การเข้าถึงข่าวและข้อมูลสำคัญในรัฐยะไข่และรัฐชินบกพร่อง

84

House of Representatives ELECTION

2010 2015 2020

media
media
media
media

85

MAP ELECTION

2010 2015 2020

media
media
media

86

House of Nationalities ELECTION

2010 2015 2020

media
media
media
media

87

MAP ELECTION

2010 2015 2020

media
media
media

88

คำถาม

ข้อที่ 8/10​

89

Fill in the Blanks

Type answer...

90

​ปัญหาเฉพาะทางการเมือง

media

91

การต่อต้านรัฐประหาร พ.ศ.2564

เป็นความพยายามขัดขืนของพลเมืองในประเทศพม่าต่อรัฐประหารในประเทศพม่า พ.ศ. 2564 ผู้ประท้วงใช้วิธีการประท้วงแบบสันติวิธีและปราศจากความรุนแรง ซึ่งได้แก่การดื้อแพ่ง การนัดหยุดงาน การรณรงค์คว่ำบาตรกองทัพ ขบวนการตีหม้อ การรณรงค์ริบบิ้นแดง การประท้วงสาธารณะ และการรับรองผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการโดยผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้ง

media

92

การต่อต้านรัฐประหาร พ.ศ.2564

ฝ่ายรัฐบาลทหารมีมาตรการตอบโต้หลายวิธี ทั้งการสั่งปิดอินเทอร์เน็ตและสื่อสังคม การปิดสื่อ การจับกุมและลงโทษอาญาต่อผู้ประท้วง การเผยแพร่สารสนเทศเท็จ การส่งผู้ประท้วงและผู้ปลุกระดมฝั่งนิยมทหาร และการใช้กำลังรุนแรงเพื่อปราบปรามการประท้วง ในปัจจุบันมีผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าวจำนวนมาก ไม่เว้นแม้กระทั่ง สตรี เด็ก และเยาวชน ที่ต่างถูกสังหารในเหตุการณ์ครั้งนี้

media

93

ปัญหากลุ่มชาติพันธุ์

พม่าประกอบด้วยชนกลุ่มน้อยชาติพันธุ์ต่าง ๆ มากถึง 135 กลุ่ม แต่ที่เป็นชนกลุ่มใหญ่ ๆ มีอยู่ 8 กลุ่ม คือ พม่า มอญ ฉาน กะเหรี่ยง คะฉิ่น ชิน คะยา และยะไข่

ชนชาติพม่า อาศัยอยู่ในเขตปกครอง 7 เขต ได้แก่

อิระวดี พะโค มาเกว  มัณฑะเลย์  ย่างกุ้ง เอยาวดี

และตะนาวศรี         

media

94

ปัญหากลุ่มชาติพันธุ์

​ปัญหากลุ่มชาติพันธุ์ เกิดจากสาเหตุหลายประการ คือ สภาพภูมิประเทศ นโยบายแบ่งแยกและปกครองเมื่อครั้งตกเป็นอาณานิคมของอังกฤษ การฉีกความตกลงปางหลวงเมื่อปี พ.ศ. 2505 โดยการรัฐประหารยึดอำนาจ แล้วตั้งรัฐบาลทหารขึ้นปกครองแทนและสืบทอดอำนาจต่อเนื่องเป็นเวลายาวนาน และเกิดจากนโยบายกลืนชาติชนกลุ่มน้อยชาติพันธุ์ต่าง ๆ ให้กลายเป็นชนชาติพม่าเพียงชาติเดียว จึงทำให้ชนกลุ่มน้อยชาติพันธ์ุต่าง ๆ ไม่พอใจ และได้ใช้กองกำลังสู้รบกับทหารรัฐบาลพม่าเรื่อยมา เป็นระยะ ๆ

95

คำถาม

ข้อที่ 9/10​

96

Multiple Select

ปัญหากลุ่มชาติพันธุ์ เกิดจากสาเหตุหลายประการ ได้แก่ข้อใด

(ตอบได้หลายข้อ)

1

สภาพภูมิประเทศ

2

นโยบายกลืนชาติชนกลุ่มน้อยชาติพันธุ์

ต่าง ๆ ให้กลายเป็นชนชาติพม่า

3

การฉีกความตกลง

ปางหลวงเมื่อปี

พ.ศ. 2505 โดยการรัฐประหารยึดอำนาจ

4

นโยบายแบ่งแยกและปกครอง

เมื่อครั้งตกเป็นอาณานิคมของอังกฤษ

97

ปัญหามุสลิมโรฮิงญา

​ชาวโรฮิงญาถูกรัฐบาลกดขี่ และไม่ได้รับสิทธิขั้นพื้นฐานตามหลักสิทธิมนุษยชนนับล้านคนโดยพวกเขาไม่ถูกนับว่าเป็นหนึ่งในกลุ่มชาติพันธุ์ของประเทศพม่า และตามหลักกฎหมายพลเมือง ซึ่งเป็นกฎหมายใหม่ที่ออกเมื่อปี 2525 ที่ปฏิเสธไม่ให้พวกเขาได้รับสิทธิในการเป็นพลเมืองของประเทศ ส่งผลให้พวกเขาต้องกลายเป็นคนไร้สัญชาติไปโดยปริยาย

media

98

ปัญหามุสลิมโรฮิงญา

ซึ่งนั่นหมายความว่าชาวโรฮิงญานับล้านคนในพม่าต้องถูกจำกัดสิทธิในการได้เรียนหนังสือ การทำงาน การเดินทาง การแต่งงาน การนับถือศาสนาของตนเอง รวมทั้งการเข้าถึงสวัสดิการด้านสาธารณสุขต่างๆ ทั้งนี้สาเหตุที่ทางการพม่าปฏิเสธการมีอยู่ของชาวโรฮิงญาในประเทศของตนเพราะทางการเชื่อว่าชาวโรฮิงญาคือ

"ชาวเบงกาลี" (Bengalis) หรือกลุ่มคนที่อพยพมาจากประเทศบังคลาเทศ

99

การควบคุมการระบาดของโควิด-19

​ปัจจุบันประชากรของเมียนมาร์ได้

รับวัคซีนครบโดสครบโดสแล้วกว่า

18​ ล้านคน คิดเป็น 34.7% ของประชากร

​ซึ่งถือว่ายังต่ำอยู่ สาเหตุเป็นเพราะปัญหาทางการเมืองในประเทศ

media

100

คำถาม

ข้อที่ 10/10​

101

Multiple Choice

สาเหตุที่ทางการพม่าปฏิเสธการมีอยู่ของชาวโรฮิงญาในประเทศของตนเพราะทางการเชื่อว่า

ชาวโรฮิงญา เป็นกลุ่มคนที่อพยพมาจากประเทศใด

1

อินเดีย

2

บังคลาเทศ

3

ปากีสถาน

4

ศรีลังกา

102

ของรางวัล

สำหรับอันดับ 1 และ 2

​อันดับ 1 จะได้เลือกของรางวัล

ว่าจะเอา A หรือ B​

อันดับ 2 จะได้อีกรางวัลหนึ่งไป​

media
media

A

B

103

THANK YOU

ประเทศเมียนมาร์

Myanmar​ ​မြန်မာ

Show answer

Auto Play

Slide 1 / 103

SLIDE