Search Header Logo
ประเทศเมียนมาร์

ประเทศเมียนมาร์

Assessment

Presentation

•

History, Social Studies

•

University

•

Hard

Created by

1st_prmt 1st_prmt

Used 13+ times

FREE Resource

93 Slides • 10 Questions

1

​ประเทศเมียนมาร์

Myanmar​ ​မြန်မာ

2

คำถาม

​มีทั้งหมด 10 ข้อ

มาในแต่ละช่วงของเนื้อหา

คนที่ได้คะแนนรวมมากที่สุด

อันดับ 1 และ อันดับ 2

จะได้รับของรางวัล​

3

ของรางวัล

สำหรับอันดับ 1 และ 2

​อันดับ 1 จะได้เลือกของรางวัล

ว่าจะเอา A หรือ B​

อันดับ 2 จะได้อีกรางวัลหนึ่งไป​

media
media

​A

B

4

ข้อมูลทั่วไป

พม่า หรือ เมียนมาร์ มีชื่อทางการว่า สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์ เป็นรัฐเอกราชในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีพรมแดนติดกับอินเดีย บังกลาเทศ จีน ลาว และไทย หนึ่งในสามของพรมแดนพม่าที่มีความยาว 1,930 กิโลเมตรเป็นแนวชายฝั่งตามอ่าวเบงกอลและทะเลอันดามัน มีพื้นที่ 676,578 ตารางกิโลเมตร พม่าเป็นประเทศที่ใหญ่เป็นอันดับที่ 40 ของโลก และใหญ่เป็นอันดับที่ 2 ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พม่ามีประชากรราว 54 ล้านคน มีเมืองหลวงคือ กรุงเนย์ปิดอว์ และนครใหญ่สุดคือ ย่างกุ้ง

5

media
media
media

​ธงชาติ

​ตราแผ่นดิน

​จำนวนประชากร 53,582,855 คน มีชาติพันธุ์พม่า 68%

ไทใหญ่ 10% กะเหรี่ยง 7% ยะไข่ 3.5% จีน 3% มอญ 2%

กะชีน 1.5% อินเดีย 2% ชีน 1% คะยา 0.8% เชื้อชาติอื่น ๆ 5%

​มีประชากรที่นับถือศาสนาพุทธ 87.9% ศาสนาคริสต์ 6.2%

ศาสนาอิสลาม 4.3% พื้นบ้าน 0.8% ศาสนาฮินดู 0.5%

อื่น ๆ 0.2% และไม่นับถือศาสนา 0.1%

​

6

​ลำดับการนำเสนอ

ประวัติศาสตร์การเมือง

โครงสร้างการเมืองการปกครอง

การมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน

ปัญหาเฉพาะทางการเมือง

7

​ประวัติศาสตร์การเมือง

media

8

​แบ่งออกได้เป็น 3 สมัย ได้แก่

สมัยโบราณ

สมัยอาณานิคมอังกฤษ

​สมัยเอกราช

9

สมัยโบราณ​

ประวัติศาสตร์ของพม่านั้นมีความยาวนานและซับซ้อน มีประชาชนหลายเผ่าพันธุ์เคยอาศัยอยู่ในดินแดนแห่งนี้ เผ่าพันธุ์เก่าแก่ที่สุดที่ปรากฏได้แก่ชาวมอญ ชาวปยู

​ต่อมาราวพุทธศตวรรษที่ 13 ชาวพม่าได้อพยพลงมาจากบริเวณพรมแดนระหว่างจีนและทิเบต เข้าสู่ที่ราบลุ่มแม่น้ำอิรวดี และได้กลายเป็นชนเผ่าส่วนใหญ่ที่ปกครองประเทศในเวลาต่อมา​

​

10

ชาวปยูเข้ามาอาศัยอยู่ในดินแดนประเทศพม่าตั้งแต่ราวพุทธศตวรรษที่ 4 และได้สถาปนานครรัฐขึ้นหลายแห่ง เช่น พินนาคา มองกะโม้ ศรีเกษตร

เบะตะโน่ และฮะลี่น​

​ปยู

ชาวมอญได้สถาปนาอาณาจักรสุธรรมวดี อันเป็นอาณาจักรแห่งแรกขึ้นในราว

พุทธศตวรรษที่ 2 ณ บริเวณเมืองสะเทิม

โดยได้เข้าครอบครองและมีอิทธิพลในดินแดนตอนใต้ของพม่า

​

​มอญ

11

​ชาวพม่าเป็นชนเผ่าจากทางตอนเหนือที่ค่อย ๆ อพยพแทรกซึมเข้ามาสั่งสมอิทธิพลในดินแดนประเทศพม่าทีละน้อย กระทั่งปีพุทธศักราช 1392 จึงมีหลักฐานถึงอาณาจักรอันทรงอำนาจซึ่งมีศูนย์กลางอยู่ที่เมือง "พุกาม" (Pagan) โดยได้เข้ามาแทนที่ภาวะสุญญากาศทางอำนาจภายหลังจากการเสื่อมสลายไปของอาณาจักรชาวปยู

​

​

​

​อาณาจักรพุกาม (พ.ศ. 1392–1840) ​

media

12

​อาณาจักรของชาวพุกามแต่แรกนั้นมิได้เติบโตขึ้นอย่างเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน กระทั่งในรัชสมัยของพระเจ้าอโนรธา (พ.ศ. 1587–1620) พระองค์สามารถรวบรวมแผ่นดินพม่าให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันสำเร็จ และเมื่อพระองค์ทรงตีเมือง

ท่าตอนของชาวมอญได้ในปีพุทธศักราช 1600 อาณาจักรพุกามจึงกลายเป็นอาณาจักรที่เข้มแข็งที่สุดในดินแดนพม่า​

​

​

​

​

​

​อาณาจักรพุกาม (พ.ศ. 1392–1840) ​

media

13

อำนาจของอาณาจักรพุกามค่อย ๆ เสื่อมลง ด้วยเหตุผลหลักสองประการ ส่วนหนึ่งจากการถูกเข้าครอบงำของคณะสงฆ์ผู้มีอำนาจ และอีกส่วนหนึ่งจากการรุกรานของจักรวรรดิมองโกลที่เข้ามาทางตอนเหนือ

ราชวงศ์พุกามสิ้นสุดลงเมื่อมองโกลสามารถเข้าครอบครอง

ดินแดนของอาณาจักรพุกามได้ทั้งหมด และได้แต่งตั้งรัฐบาลหุ่นขึ้นบริหารดินแดนพม่าในปีพุทธศักราช 1832

​

​​

​อาณาจักรพุกาม (พ.ศ. 1392–1840)

​

media

14

หลังจากการล่มสลายของอาณาจักรพุกาม พม่าได้แตกแยกออกจากกัน ราชวงศ์อังวะซึ่งได้รับอิทธิพลทางวัฒนธรรมจากอาณาจักรพุกามได้ถูกสถาปนาขึ้นที่เมือง

อังวะในปีพุทธศักราช 1907 ศิลปะและวรรณกรรมของพุกามได้ถูกฟื้นฟูจนยุคนี้กลายเป็นยุคทองแห่งวรรณกรรมของพม่า

​

​​

​อาณาจักรอังวะ (พ.ศ. 1907–2098)

​และหงสาวดี (พ.ศ. 1830–2094)

​

media

15

สำหรับดินแดนทางใต้ ชาวมอญได้สถาปนาอาณาจักรของพวกตนขึ้นใหม่อีกครั้งที่หงสาวดี โดยมะกะโทหรือ

พระเจ้าฟ้ารั่ว เป็นจุดเริ่มต้นยุคทองของมอญ ซึ่งเป็นศูนย์กลางของพุทธศาสนานิกายเถรวาทและศูนย์กลางทางการค้าขนาดใหญ่ในเวลาต่อมา

​

​

​​

​อาณาจักรอังวะ (พ.ศ. 1907–2098)

​และหงสาวดี (พ.ศ. 1830–2094)

​

media

16

คำถาม

ข้อที่ 1/10​

17

Multiple Choice

ดินแดนทางใต้ ที่ชาวมอญได้สถาปนาอาณาจักรของพวกตนขึ้นใหม่อีกครั้ง

คือ อาณาจักรใด

1

อาณาจักรอังวะ

2

อาณาจักรหงสาวดี

3

อาณาจักรพุกาม

4

อาณาจักรศรีเกษตร

18

พระเจ้าเมงจีโย ได้รวบรวมชาวพม่าที่หลงเหลืออยู่อย่างกระจัดกระจาย โดยสถาปนาเมืองตองอูขึ้นเป็นราชธานี เมืองตองอูเข้มแข็งขึ้นมาในรัชสมัยของ พระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้ พระโอรสของพระองค์ (พ.ศ. 2074–2093) และได้แผ่อาณาเขตของอาณาจักรขยายไปรอบด้าน เช่น แปร พะสิม อังวะ ยะไข่ และที่สำคัญที่สุดคือ หงสาวดี อันเป็นอาณาจักรเดิมของชาวมอญ ยุคสมัยของพระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้ได้ครอบคลุมอาณาจักรพม่าทั้งตอนบนและตอนล่างลุ่มน้ำอิระวดี และได้ย้ายเมืองหลวงจากตองอูมายังหงสาวดี

​

​

​

​ราชวงศ์ตองอู (พ.ศ. 2053–2295)

​

19

ในรัชสมัยของพระเจ้าบุเรงนอง ได้แผ่อาณาเขตของอาณาจักรตองอู ให้กว้างขวางยิ่งขึ้นโดยครอบคลุมตั้งแต่ลุ่มน้ำอิระวดี ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ไปจรดถึงลุ่มน้ำโขงในลาว มีเมืองเป็นประเทศราชต่าง ๆ มากมาย เช่น เชียงใหม่ ฉาน อยุธยา ล้านช้าง กัมพุช เป็นต้น จนได้การขนานพระนามว่าเป็น "พระเจ้าชนะสิบทิศ"

​

​

​

​

​ราชวงศ์ตองอู (พ.ศ. 2053–2295)

​

media

20

แต่ภายหลังการสิ้นพระชนม์ของพระเจ้าบุเรงนอง ศูนย์กลางอำนาจของอาณาจักรถูกสั่นคลอน เนื่องจากการปกครองอย่างแข็งกร้าวของพระเจ้านันทบุเรง พระราชโอรสของพระองค์ เมืองที่เคยขึ้นเป็นประเทศราชต่าง ๆ ได้ประกาศอิสรภาพ ทำสงครามรบพุ่งกันตลอดมา เช่น แปร อังวะ อยุธยา เป็นต้น ในที่สุดเมืองทั้งหลายเหล่านี้ก็แตกแยกกระจัดกระจายออกไป

​

​

​

​

​

​ราชวงศ์ตองอู (พ.ศ. 2053–2295)

​

media

​พระเจ้าบุเรงนอง

(พ.ศ. 2094-2124)

​

21

เมื่อต้องเผชิญกับการก่อกบฏจากเมืองขึ้นหลายแห่ง กษัตริย์แห่งราชวงศ์ตองอูจำเป็นต้องถอนตัวจากการครอบครองดินแดนทางตอนใต้ โดยย้ายเมืองหลวงไปอยู่ที่เมืองอังวะ พระเจ้าอะเนาะเพะลูน พระนัดดาของพระเจ้าบุเรงนอง สามารถรวบรวมแผ่นดินพม่าให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันอีกครั้งในพุทธศักราช 2156 แต่ท้ายที่สุด หงสาวดี ที่ได้รับการสนับสนุนจากฝรั่งเศสซึ่งตั้งมั่นอยู่ในอินเดีย ก็ได้ทำการประกาศเอกราชจากอังวะ จากนั้นอาณาจักรของชาวพม่าก็ค่อย ๆ อ่อนแอลงและล่มสลายไปในปีพุทธศักราช 2295 จากการรุกรานของชาวมอญ

​

​

​

​

​ราชวงศ์ตองอู (พ.ศ. 2053–2295)

​

22

ได้รับการสถาปนาขึ้นและสร้างความเข้มแข็งจนถึงขีดสุดได้ภายในเวลาอันรวดเร็ว พระเจ้าอลองพญาซึ่งเป็นผู้นำที่ได้รับความนิยมจากชาวพม่า ได้ขับไล่ชาวมอญที่เข้ามาครอบครองดินแดนของชาวพม่าได้ในปี 2296 จากนั้นก็สามารถเข้ายึดครองอาณาจักรมอญทางใต้ได้ในปี 2302

​

​

​

​

ราชวงศ์อลองพญา (พ.ศ. 2295–2428)

​

​พระเจ้าอลองพญา

(พ.ศ. 2295-2303)

​

​

media

23

คำถาม

ข้อที่ 2/10​

24

Multiple Choice

กษัตริย์ที่รวบรวมชาวพม่าที่หลงเหลืออยู่อย่างกระจัดกระจาย

และสถาปนาเมืองตองอูขึ้นเป็นราชธานี คือ กษัตริย์องค์ใด

1

พระเจ้าอลองพญา

2

พระเจ้าบุเรงนอง

3

พระเจ้าเมงจีโย

4

พระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้

25

สมัยอาณานิคมอังกฤษ

​ในช่วงเดือนมกราคมของปี 2366 พม่าซึ่งอยู่ในรัชสมัยของพระเจ้าจักกายแมง

(พ.ศ. 2362–2383) ขุนนางชื่อมหาพันธุละ นำทัพเข้ารุกรานแคว้นมณีปุระและอัสสัมได้สำเร็จ ทำให้พม่าต้องเผชิญหน้าโดยตรงกับอังกฤษที่ครอบครองอินเดียอยู่ในขณะนั้น

​

26

สืบเนื่องจากการพยายามขยายอำนาจของอังกฤษ กองทัพอังกฤษได้เข้าทำสงครามกับพม่าในปี 2367 โดยอังกฤษเป็นฝ่ายได้รับชัยชนะ ฝ่ายพม่าจำต้องทำสนธิสัญญารานตะโบกับอังกฤษ ทำให้พม่าต้องสูญเสียดินแดนอัสสัม มณีปุระ ยะไข่ และตะนาวศรีไป

อังกฤษจึงเริ่มต้นตักตวงทรัพยากรต่าง ๆ ของพม่านับแต่นั้นเพื่อเป็นหลักประกันสำหรับวัตถุดิบที่จะป้อนสู่สิงคโปร์ สร้างความแค้นเคืองให้กับทางพม่าเป็นอย่างมาก กษัตริย์องค์ต่อมาจึงทรงยกเลิกสนธิสัญญารานตะโบ และทำการโจมตีผลประโยชน์ของฝ่ายอังกฤษทั้งต่อบุคคลและเรือ เป็นต้นเหตุให้เกิดสงครามระหว่างพม่าและอังกฤษครั้งที่สอง

​

​

​

​

​

​

สงครามพม่า–อังกฤษครั้งที่หนึ่ง (พ.ศ. 2367–2369)

​

27

สงครามจบลงโดยชัยชนะเป็นของอังกฤษอีกครั้ง หลังสิ้นสุดสงครามครั้งนี้อังกฤษได้ผนวกดินแดนทางใต้เข้าไว้กับตน โดยเรียกดินแดนดังกล่าวใหม่ว่าพม่าตอนล่าง สงครามครั้งนี้ก่อให้เกิดการปฏิวัติครั้งใหญ่ในพม่า เริ่มต้นด้วยการเข้ายึดอำนาจโดยพระเจ้ามินดง (พ.ศ. 2396–2421) จากพระเจ้าพุกามแมง (พ.ศ. 2389–2396) ซึ่งเป็นพระเชษฐาต่าง

พระชนนี พระเจ้ามินดงพยายามพัฒนาประเทศพม่าเพื่อต่อต้านการรุกรานของอังกฤษ พระองค์ได้สถาปนามัณฑะเลย์ ซึ่งยากต่อการรุกรานจากภายนอกขึ้นเป็นเมืองหลวง

แห่งใหม่ แต่ก็ยังไม่เพียงพอที่จะหยุดยั้งการรุกรานจากอังกฤษได้

​

​

​

​

​

​

​

สงครามพม่า–อังกฤษครั้งที่สอง (พ.ศ. 2395)

​

28

รัชสมัยต่อมา พระเจ้าธีบอ (พ.ศ. 2421–2428) ซึ่งเป็นพระโอรสของพระเจ้ามินดง ทรงมีบารมีไม่พอที่จะควบคุมอาณาจักรได้ จึงทำให้เกิดความวุ่นวายขึ้นไปทั่วในบริเวณชายแดน ในที่สุดพระองค์ได้ตัดสินพระทัยยกเลิกสนธิสัญญากับอังกฤษที่พระเจ้ามินดงได้ทรงกระทำไว้ และได้ประกาศสงครามกับอังกฤษเป็นครั้งที่สามในปี 2428 ผลของสงครามครั้งนี้ทำให้อังกฤษสามารถเข้าครอบครองดินแดนประเทศพม่าส่วนที่เหลือเอาไว้ได้ทั้งหมด ทำให้

พระเจ้าธีบอถูกบังคับให้สละราชสมบัติและเนรเทศไปอยู่ที่อินเดีย ทรงเป็นกษัตริย์องค์สุดท้ายของพม่าและเป็นการสิ้นสุดระบอบกษัตริย์ในพม่าที่มีมายาวนาน

​

​

​

​

​

​

​

​

​

สงครามพม่า–อังกฤษครั้งที่สาม (พ.ศ. 2428)

​

29

อังกฤษเริ่มปกครองพม่าในฐานะมณฑลหนึ่งของบริติชอินเดียเมื่อ พ.ศ. 2429 โดยมี

เมืองหลวงที่ย่างกุ้ง มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างรัฐบาล ราชวงศ์ถูกล้มเลิก พระเจ้าธีบอ

ลี้ภัยไปอินเดีย มีการแยกการเมืองและศาสนาออกจากกัน ซึ่งแต่เดิม พระสงฆ์จะขึ้นกับการสนับสนุนจากราชวงศ์ และราชวงศ์จะรับรองสถานะทางกฎหมายของพุทธศาสนา ทำให้องค์กรทางศาสนาเข้ามาเกี่ยวข้องกับการเมืองระดับชาติ นอกจากนั้น อังกฤษยังเข้ามาจัดการศึกษาในระบบโรงเรียนที่ไม่เกี่ยวข้องกับศาสนา โดยจัดตั้งโรงเรียนที่สอนเป็นภาษาอังกฤษและภาษาพม่า

​

​

​

​

​

​

​

​

​

​

​

พม่าภายใต้การปกครองของอังกฤษ (พ.ศ. 2429-2491)

​

30

จนในปี พ.ศ. 2480 อังกฤษได้แยกมณฑลพม่าออกจากบริติชอินเดีย และตั้งเป็นหน่วยการปกครองที่มีสภาเป็นของตนเอง​

ต่อมาในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 จักรวรรดิญี่ปุ่นได้แผ่ขยายเข้ามาในพม่าเป็นเวลาสั้น ๆเมื่อ พ.ศ. 2485 จนมีการก่อตั้งรัฐพม่าใน พ.ศ. 2486

หลังจากญี่ปุ่นแพ้สงครามโลกครั้งที่ 2 กองทหารอังกฤษได้กลับเข้าไปในพม่าเพื่อสถาปนาการปกครองระบอบอาณานิคมอีกครั้งใน พ.ศ. 2488

​

​

​

​

​

​

​

​

​

​

​

​

พม่าภายใต้การปกครองของอังกฤษ (พ.ศ. 2429-2491)

​

31

คำถาม

ข้อที่ 3/10​

32

Multiple Choice

สงครามพม่า–อังกฤษครั้งที่หนึ่ง ซึ่งอังกฤษเป็นฝ่ายได้รับชัยชนะ ฝ่ายพม่าจำต้องทำ

สนธิสัญญารานตะโบกับอังกฤษ ทำให้พม่าต้องสูญเสียดินแดนต่อไปนี้ ยกเว้นข้อใด

1

ยะไข่

2

อัสสัม

3

ตะนาวศรี

4

มัณฑะเลย์

33

สมัยเอกราช

​

ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ในช่วงที่ดินแดนพม่าถูกญี่ปุ่นยึดครอง กลุ่มชาตินิยมเพื่อสนับสนุนให้พม่าเป็นเอกราชจากอังกฤษนำโดย นายอู อองซาน​ ช่วงแรกเริ่มได้ให้การสนับสนุนญี่ปุ่น แต่เมื่อทางกลุ่มเห็นว่าญี่ปุ่นไม่มีความจริงใจในการให้เอกราชแก่พม่า จึงได้เปลี่ยนท่าทีมาต่อต้านญี่ปุ่นแทนภายใต้ชื่อ "สันนิบาตเสรีภาพประชาชนต่อต้านฟาสซิสต์" หรือ AFPFL

34

เมื่อญี่ปุ่นแพ้สงครามโลกครั้งที่ 2 อังกฤษกลับมาปกครองพม่าอีกครั้ง

อู อองซานและ AFPFL ได้เริ่มเคลื่อนไหวอย่างสันติเพื่อเรียกร้องเอกราช จนทางรัฐบาลอังกฤษยอมมอบเอกราชให้แก่พม่า และเริ่มกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญในปี 2490

​

​

​

​

​

​

​

​

​

​

​

​

​

การเรียกร้องเอกราช

​

media

​นายกรัฐมนตรีอังกฤษเคลมอนท์ แอตลี

และนายอู อองซาน

35

อู อองซานเห็นว่าพม่าควรมีเอกภาพหลังเอกราช จึงมีการเจรจาลงนามในสนธิสัญญาเวียงปางหลวงกับชนกลุ่มน้อย เพื่อลดปัญหาความตึงเครียดกับชนกลุ่มน้อยต่าง ๆ ในประเทศ

อู อองซาน ผู้ได้ชื่อว่าเป็น “บิดาแห่งเอกราชพม่า” ได้ถูกลอบสังหารเมื่อวันที่

19 กรกฎาคม 2490 พร้อมสมาชิกในคณะรัฐมนตรีพม่าบางคน ทำให้นายอูนุเป็นผู้นำแทน แต่ในที่สุดพม่าก็ได้รับเอกราชเมื่อวันที่ 4 มกราคม 2491

​

​

​

​

​

​

​

​

​

​

​

​

​

การเรียกร้องเอกราช

​

36

เมื่อพม่าได้รับเอกราชแล้ว มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า สหภาพพม่า โดยมี เจ้าส่วยแต้ก เป็นประธานาธิบดี

คนแรก และ มี อูนุ เป็นนายกรัฐมนตรีคนแรก โดยพม่าไม่ได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกของ เครือจักรภพแห่งชาติ เหมือนกับประเทศอดีตอาณานิคมของสหราชอาณาจักรส่วนใหญ่ รัฐสภาซึ่งเป็นระบบสองสภาถูกจัดตั้งขึ้น และมีการเลือกตั้งระบบหลายพรรคเกิดขึ้น

​

​

​

​

​

​

​

​

​

​

​

​

​

​

​

สหภาพพม่า (พ.ศ. 2491–2505)

​

media

​อูนุ

37

​ใน พ.ศ. 2501 ประเทศพม่าประสบความล้มเหลวในการฟื้นฟูเศรษฐกิจ นอกจากนั้น สันนิบาตเสรีภาพประชาชนต่อต้านฟาสซิสต์ยังแตกแยกออกเป็นสองส่วน กลุ่มหนึ่งนำโดยอู นุ และติน อีกกลุ่มนำโดยบะส่วย และจอเย่ง ปัญหากับชนกลุ่มน้อยที่ต้องการแยกตัวเป็นเอกราช ปัญหาเหล่านี้ทำให้รัฐสภาไม่มีเสถียรภาพ รัฐบาลของอูนุไม่อาจรักษาเสถียรภาพของรัฐบาลไว้ได้ จึงต้องร้องขอกองทัพภายใต้การนำของนายพล

เน วินให้เข้ามาเป็นรัฐบาลรักษาการ 2 ปี

​

​

​

​

​

​

​

​

​

​

​

​

​

​

​

สหภาพพม่า (พ.ศ. 2491–2505)

​

38

รัฐบาลของเน วินประสบความสำเร็จในการทำให้สถานการณ์มั่นคงและเกิดการเลือกตั้งใน พ.ศ. 2503 ซึ่งพรรคสหภาพของอูนุได้เสียงข้างมาก แต่เสถียรภาพไม่ได้เกิดขึ้นนาน เมื่อขบวนการสหพันธ์ฉานนำโดยเจ้าส่วยใต้ เจ้าฟ้าเมืองยองห้วยที่เป็นประธานาธิบดีคนแรกของพม่า ต้องการสิทธิตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2490 ที่ขอแยกตัวออกไปได้เมื่อรวมตัวเป็นสหภาพครบสิบปี

​

​

​

​

​

​

​

​

​

​

​

​

​

​

​

สหภาพพม่า (พ.ศ. 2491–2505)

​

39

พม่าภายใต้ระบอบเผด็จการทหาร

​

​

​ในที่สุด เน วินได้ก่อรัฐประหารในวัที่ 2 มีนาคม 2505 อูนุ และอีกหลายคนถูกจับกุม เจ้าส่วยใต้ถูกยิงเสียชีวิต​

ภายหลังจากการรัฐประหาร พม่าถูกปกครองภายใต้ระบอบเผด็จการทหาร นำโดยคณะปฏิวัติของเน วิน สังคมทั้งหมดถูกควบคุมและอยู่ภายใต้อำนาจรัฐ ผ่านรูปแบบสังคมนิยม ซึ่งดัดแปลงมาจากแนวคิดของสหภาพโซเวียต และ การวางแผนจากส่วนกลาง

​

​

​

​

​

​

​

​

​

​

​

​

​

​

​

​

​

​

media

​เน วิน

40

​สาธารณรัฐสังคมนิยม (พ.ศ. 2517-2531)

​

​

รัฐธรรมนูญใหม่แห่ง สาธารณรัฐสังคมนิยมแห่งสหภาพพม่า ได้ถูกประกาศใช้ปี 2517 ในช่วงเวลานั้นพม่าถูกปกครองโดยระบบพรรคการเมืองเดียว คือ พรรคโครงการสังคมนิยมพม่า นำโดยเน วิน และ อดีตนายทหารหลายนาย จนกระทั่งถึงปี 2531 ซึ่งนับว่าในขณะนั้น พม่าได้กลายเป็นหนึ่งในประเทศที่ยากจนที่สุดในโลก

​

​

​

​

​

​

​

​

​

​

​

​

​

​

​

​

​

​

41

คำถาม

ข้อที่ 4/10​

42

Multiple Choice

นายกรัฐมนตรีคนแรกของพม่า คือใคร

1

อู อองซาน

2

เน วิน

3

บะส่วย

4

อูนุ

43

​การก่อการกำเริบ 8888

​

​

เน วินปกครองพม่ามาเป็นเวลายาวนาน จนประเทศเลวร้ายลงอย่างมาก นักศึกษาพม่าได้มีบทบาท ในการนำทั้งพระสงฆ์ ประชาชนลุกขึ้นมาประท้วงต่อต้านระบบทหารของนายพล

เน วิน และเรียกร้องให้พม่าเปลี่ยนแปลงสู่ประชาธิปไตย​

การลุกฮือประท้วงเริ่มขึ้นตั้งแต่ปลายปี 2530 จากนักศึกษาในมหาวิทยาลัย สู่ประชาชนในเมือง และชาวนาในชนบท

​

​

​

​

​

​

​

​

​

​

​

​

​

​

​

​

​

​

media

44

​การก่อการกำเริบ 8888

​

​

ในช่วงกลางเดือนมีนาคม 2531 มีการประท้วงเกิดขึ้นหลายแห่ง และมีการสลายฝูงชนด้วยแก๊สน้ำตา มีการยิงนักศึกษาเสียชีวิต ทำให้ผู้ประท้วงโกรธแค้นและมีการปลุกระดมในมหาวิทยาลัย นักศึกษาที่ไม่เคยเข้าร่วมมาก่อนได้มาร่วมด้วย

การประท้วงได้กระจายไปเกิดขึ้นในอีกหลายเมืองในพม่า เช่น พะโค มัณฑะเลย์ ทวาย ตองอู ชิตตเว และมยิตจีนา เป็นต้น ทำให้นายพลเน วินต้องลาออกจากตำแหน่งประธานพรรคโครงการสังคมนิยมพม่า พร้อมกับประธานาธิบดีซ่านยุ ในเดือนกรกฏาคม 2531

​

​

​

​

​

​

​

​

​

​

​

​

​

​

​

​

​

​

45

​การก่อการกำเริบ 8888

​

​

​27 กรกฎาคม 2531 นายพลเส่งลวิน ที่มีชื่อเสียงในการปราบปรามนักศึกษาและประชาชนขึ้นมาเป็นประธานาธิบดี เส่งลวินสั่งยิงนักศึกษาประชาชนอีกราว 3,000 คน

​ในวันที่ 8 สิงหาคม 2531 (ตรงกับ ค.ศ.1988) การประท้วงอย่างหนักเกิดขึ้นทั้งพม่ารวมทั้งชนกลุ่มน้อย ชาวพุทธและมุสลิม นักศึกษา คนงาน เยาวชน ล้วนออกมาประท้วง มีการนัดหยุดงาน ชาวนาที่ไม่พอใจรัฐบาลได้ไปประท้วงที่ย่างกุ้ง จึงเรียกเหตุการณ์นี้ว่า "การก่อกำเริบ 8888"​

​

​

​

​

​

​

​

​

​

​

​

​

​

​

​

​

​

​

​

46

​การก่อการกำเริบ 8888

​

​

หลังจากนั้นไม่นาน รัฐบาลได้มีคำสั่งให้สลายฝูงชนด้วยอาวุธ

ในวันที่ 10 สิงหาคม ทหารได้บุกเข้าไปในโรงพยาบาลย่างกุ้ง ฆ่าหมอและพยาบาลที่รักษาผู้บาดเจ็บจากการประท้วง

ต่อมาในวันที่ 12 สิงหาคม 2531 นายพลเส่งลวินประกาศลาออกจากตำแหน่ง หลังจากเป็นประธานาธิบดี 16 วันเท่านั้น

​ต่อจากนั้นหม่องหม่อง นักกฎหมายในสายของเน วิน ถูกเสนอขึ้นมาเป็นประธานาธิบดี แต่ก็ยังมีการประท้วงรุนแรงและต่อเนื่อง

​

​

​

​

​

​

​

​

​

​

​

​

​

​

​

​

​

​

​

​

media

47

​การก่อการกำเริบ 8888

​

​

ในวันที่ 26 สิงหาคม อองซาน ซูจีได้ออกมาร่วมกับผู้ประท้วงที่พระเจดีย์ชเวดากองซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นในการกลายเป็นสัญลักษณ์เพื่อการต่อสู้ในพม่า และได้มีการก่อตั้งพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย หรือ พรรค NLD ขึ้นมา​

​

​

​

​

​

​

​

​

​

​

​

​

​

​

​

​

​

​

​

media

​อองซาน ซูจี

48

​การก่อการกำเริบ 8888

​

​

ท้ายที่สุดในวันที่ 18 กันยายน 2531 ทหารได้กลับมาปกครองประเทศอีกครั้ง จากการทำรัฐประหารโดย "พลเอกอาวุโส ซอมอง" ได้ยกเลิกรัฐธรรมนูญฉบับ 2517 และจัดตั้งสภาสันติภาพและการพัฒนาแห่งรัฐ ขึ้นปกครองประเทศ

​

​

​

​

​

​

​

​

​

​

​

​

​

​

​

​

​

​

​

​

​

​พลเอกอาวุโส ซอมอง

​

media

49

​สภาสันติภาพและการพัฒนาแห่งรัฐ (พ.ศ. 2531-2553)

​

​

คณะรัฐประหารได้มีการจัดตั้ง State Law and Order Restoration Council (SLORC) ภายใต้การนำของนายพลอาวุโสซอมอง โดยคณะรัฐประหารสัญญาว่าจะจัดให้มีการเลือกตั้งภายในปี 2533

อย่างไรก็ตามการเลือกตั้งในวันที่ 27 พฤษภาคม 2533 พรรค NLD ของนางซูจี ชนะการเลือกตั้ง 392 ที่นั่งจาก 492 ที่นั่งในสภา แต่รัฐบาลก็กลับลำโดยไม่รับรองผลการเลือกตั้งจับกุมนักการเมืองฝ่ายตรงข้าม และกักตัวอองซาน ซูจีไว้ในบ้านพัก การกักตัวสิ้นสุดลงประมาณ พ.ศ. 2553

​

​

​

​

​

​

​

​

​

​

​

​

​

​

​

​

​

​

​

​

​

50

​สภาสันติภาพและการพัฒนาแห่งรัฐ (พ.ศ. 2531-2553)

​

​

ในปี 2535 นายพลอาวุโสตาน ฉ่วย ขึ้นครองอำนาจต่อจากนายพลซอมองที่ลาจากการเป็นประธาน SLORC เนื่องจากปัญหาสุขภาพ

ตาน ฉ่วย ได้นำนโยบายใหม่ๆ มาใช้ เช่น การปล่อยตัวนักโทษการเมืองหลายคน มีการจัดประชุมเพื่อร่างรัฐธรรมนูญใหม่ เปิดมหาวิทยาลัยและสถาบันการศึกษาชั้นสูงใหม่ ยกเลิกประกาศกฎอัยการศึก เป็นต้น

​

​

​

​

​

​

​

​

​

​

​

​

​

​

​

​

​

​

​

​

​

​

media

​นายพลอาวุโสตาน ฉ่วย

​

51

​สภาสันติภาพและการพัฒนาแห่งรัฐ (พ.ศ. 2531-2553)

​

​

ในช่วงนี้มีการเปลี่ยนแปลง​ครั้งสำคัญของพม่า ได้แก่

​ในปี 2532 ทหารได้เปลี่ยนชื่อประเทศจาก พม่า (Burma) เป็น เมียนมาร์ (Myanmar)

ในเดือนมีนาคม 2549 ทหารประกาศย้ายเมืองหลวงจากกรุงย่างกุ้งไปยังเมืองปินมานา (Pyinmana) ที่ต่อมาถูกเปลี่ยนชื่ออีกครั้งเป็นกรุงเนย์ปิดอว์ (Naypyidaw) ซึ่งอยู่ตอนกลางของประเทศ

​

​

​

​

​

​

​

​

​

​

​

​

​

​

​

​

​

​

​

​

media

52

​การปฏิวัติผ้ากาสาวพัสตร์

​

​

ในเดือนสิงหาคม 2550 ถึง กันยายน 2551 เกิดการประท้วงที่นำโดยคณะพระภิกษุสงฆ์ แม่ชี นักศึกษาและประชาชน เรียกว่า "การปฏิวัติผ้ากาสาวพัสตร์" จากความไม่พอใจของประชาชนต่อการประกาศขึ้นราคาน้ำมันเชื้อเพลิงเกือบเท่าตัว และขึ้นราคาก๊าซหุงต้มถึง 5 เท่าอย่างฉับพลัน การประท้วงต่อต้านรัฐบาลเผด็จการครั้งนี้จึงนับว่าเป็นการประท้วงต่อต้านครั้งใหญ่ที่สุดตั้งแต่การประท้วงเมื่อปี 2531 ซึ่งมีผู้เสียชีวิตกว่า 3,000 คน ในการใช้กำลังทหารเข้าสลายการประท้วง

​

​

​

​

​

​

​

​

​

​

​

​

​

​

​

​

​

​

​

​

​

53

การปฏิรูปการเมือง​ (พ.ศ. 2553-2564)

​

​

​

ภายใต้แรงกดดันภายในประเทศและของนานาชาติ ในเดือนพฤษภาคม 2551 เมียนมาร์ได้มีการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยยังคงอิทธิพลของกองทัพเอาไว้ เช่น ที่นั่งในสภาจะเป็นโควต้าของกองทัพ 25% การมีโควต้ารองประธานาธิบดีเป็นทหาร การให้สิทธิทหารควบคุมกระทรวงสำคัญๆเอาไว้

​เมื่อการเลือกตั้งเกิดขึ้นเมื่อปลายปี 2553 พรรค NLD ได้ประกาศคว่ำบาตรการเลือกตั้ง โดยไม่ส่งผู้สมัครเข้าร่วม ทำให้พรรค USDP ของทหารชนะการเลือกตั้ง ส่งผลให้

นายเต้นเซน หัวหน้าพรรคขึ้นเป็นประธานาธิบดี

​

​

​

​

​

​

​

​

​

​

​

​

​

​

​

​

​

​

​

​

​​

54

การปฏิรูปการเมือง​ (พ.ศ. 2553-2564)

​

​

​

การที่เมียนมาร์เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น เปิดกว้างพื้นที่สื่อ เปิดประเทศมากขึ้น แม้ว่ารัฐบาลใหม่มีความพยายามจะเจรจากับชนกลุ่มน้อย แต่ก็ยังมีการปะทะกันอย่างต่อเนื่อง

​การเลือกตั้งอีกครั้งในปี 2558 พรรค NLD ของนางอองซานซูจี ลงเลือกตั้ง และได้รับชัยชนะอย่างถล่มทลาย 255 จาก 440 ที่นั่งในสภาผู้แทนฯ และ 135 จาก 224 ที่นั่งในสภาชนชาติ แต่นางอองซานซูจีไม่สามารถดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีได้ เพราะรัฐธรรมนูญระบุห้ามผู้ที่สมรสกับคนต่างชาติดำรงตำแหน่ง ซึ่งซูจีเคยสมรสกับคนต่างชาติ

​

​

​

​

​

​

​

​

​

​

​

​

​

​

​

​

​

​

​

​

​

​

​​

55

การปฏิรูปการเมือง​ (พ.ศ. 2553-2564)

​

​

​

พรรค NLD จึงผลักดันนายทีนจอเป็นประธานาธิบดี และได้มีการสถาปนาตำแหน่งที่ปรึกษาแห่งรัฐขึ้นมาเพื่อให้นางซูจีเป็นผู้นำของเมียนมาร์โดยพฤตินัย​

ชัยชนะของซูจีทำให้มาตราการคว่ำบาตรของนานาชาติต่อเมียนมาร์บรรเทาลงจนแทบไม่เหลือ การเปิดประเทศเป็นไปโดยเกือบสมบูรณ์ พม่าเปิดรับการลงทุนและพัฒนาเศรษฐกิจ

​

​

​

​

​

​

​

​

​

​

​

​

​

​

​

​

​

​

​

​

​

​

​​

media

​ทีนจอ

56

การปฏิรูปการเมือง​ (พ.ศ. 2553-2564)

​

​

​

​มีนาคม 2561 ประธานาธิบดีทีนจอ ลาออกจากตำแหน่งด้วยปัญหาสุขภาพ​ นายวี่น-มหยิ่น จึงได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีแทน​

พรรค NLD และนางซูจีมีความพยายามอยู่ตลอดในการดึงอำนาจออกมาจากมือทหาร มีความพยายามแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อลดบาทบทกองทัพ

​

​

​

​

​

​

​

​

​

​

​

​

​

​

​

​

​

​

​

​

​

​​

​วี่น-มหยิ่น

​

media

57

การปฏิรูปการเมือง​ (พ.ศ. 2553-2564)

​

​

​

การเลือกตั้งเกิดขึ้นอีกครั้งในปลายปี 2563 พรรค NLD ชนะเลือกตั้งถล่มทลายอีกครั้ง 258 จาก 440 ที่นั่งในสภาผู้แทนฯ และ 138 จาก 224 ที่นั่งในสภาชนชาติ​ แต่พรรค USDP ของกองทัพ​ ได้ไปเพียง 26 จาก 440 ที่นั่งในสภาผู้แทนฯ และ 7 จาก 224 ที่นั่งในสภาชนชาติ

​

​

​

​

​

​

​

​

​

​

​

​

​

​

​

​

​

​

​

​

​

​​

media

58

การปฏิรูปการเมือง​ (พ.ศ. 2553-2564)

​

​

​

พรรค USDP และกองทัพออกมากล่าวหาว่าการเลือกตั้งมีการทุจริต ความตรึงเครียดระหว่างซูจีจากกองทัพมีมากขึ้น ทั้งยังมีข่าวลือรัฐประหารหนาหู

ก่อนที่รัฐสภาจะเปิดประชุมเพื่อเลือกประธานาธิบดีคนใหม่ในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2564 เพียงไม่กี่ชั่วโมง กองทัพนำโดย พลเอกอาวุโส มี่นอองไลง์ ได้ทำรัฐประหารรัฐบาลพรรค NLD จากการเลือกตั้ง

โดยได้ประกาศใช้สถานการณ์ฉุกเฉินเป็นเวลา 1 ปี พร้อมแต่งตั้ง พลเอกมิน ส่วย เป็นรักษาการประธานาธิบดี

​

​

​

​

​

​

​

​

​

​

​

​

​

​

​

​

​

​

​

​​

59

คำถาม

ข้อที่ 5/10​

60

Multiple Choice

Question image

บุคคลในรูปภาพ คือใคร

1

ซอมอง

2

ตาน ฉ่วย

3

ทีนจอ

4

วี่น-มหยิ่น

61

​โครงสร้างการเมือง

การปกครอง

​

​

media

62

​รัฐธรรมนูญฉบับปี 2008

ในปี 2535 State Law and Order Restoration Council (SLORC) ได้ตั้งคณะกรรมการสรรหาผู้ที่จะเข้ามาทำหน้าที่ยกร่างรัฐธรรมนูญ โดยคณะกรรมการสรรหาดังกล่าวได้ประกาศรายชื่อผู้ที่จะทำหน้าที่ยกร่างรัฐธรรมนูญจำนวน 702 คน ในจำนวนนี้เป็นผู้ที่ได้รับการเลือกตั้งในปี 2533 เพียง 99 คน

​การร่างรัฐธรรมนูญเป็นไปด้วยความล่าช้า ใช้เวลากว่า 16 ปี

media

63

​รัฐธรรมนูญฉบับปี 2008

รัฐบาลพยายามที่จะสร้างความชอบธรรมให้กับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ด้วยการจัดให้มีการลงประชามติ  ท้ายที่สุดรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็ถูกประกาศใช้ แม้พรรค NLD  ของนาง ซูจี จะรณรงค์ให้ประชาชนลงคะแนนเสียงไม่รับร่าง โหวตไม่รับร่าง แต่ปรากฏว่าผลการโหวตยอมรับรัฐธรรมนูญฉบับนี้สูงถึง 93.82% ท่ามกลางข้อกังขาของประชาชนชาวพม่า

media

64

media

65

การเมืองการปกครองเมียนมาร์ต่างถูกบัญญัติไว้ในกฎหมายรัฐธรรมนูญที่บอกว่า

เมียนมาร์ได้แบ่งแยกอำนาจการปกครองออกเป็น 3 ฝ่าย คือ ฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหาร และฝ่ายตุลาการ ซึ่งปรากฏในรัฐธรรมนูญการปกครองโดยเรียงลำดับดังนี้

​​​

​​​

media
media
media

66

หมวดที่สี่ ว่าด้วยฝ่ายสภานิติบัญญัติ (Legislature) ที่มาจากการเลือกตั้ง โดยรัฐธรรมนูญกำหนดให้รัฐสภาของเมียนมา (Pyidaungsu Hluttaw) มี 2 สภา ทำหน้าที่เป็นผู้ใช้อำนาจนิติบัญญัติ ประกอบด้วย

(1) สภาผู้แทนราษฎร (Pyithu Hluttaw) หรือ (House ofRepresen­tatives) และ (2) วุฒิสภา (Amyotha Hluttaw) ซึ่งอาจจะเรียกว่า สภาประชาชาติ

(House of Nationalities)

​

​​​

67

(1) สภาผู้แทนราษฎร (Pyithu Hluttaw) ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 109 ว่ามีสมาชิกสภาผู้แทนได้ไม่เกิน 440 คน ซึ่งจากจำนวนทั้งหมด 440 คนนี้ แบ่งเป็นสมาชิกที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงจำนวน 330 คน และสมาชิกที่เป็นบุคลากรในกองทัพที่มาจากการแต่งตั้งโดยผู้บัญชาการทหารสูงสุด จำนวน 110 คน หรือ 1 ใน 4 ของสมาชิกทั้งหมด มีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละ 5 ปี

(2) วุฒิสภา (Amyotha Hluttaw) หรือสภาประชาชาติ ตามรัฐธรรมนูญมีได้ไม่เกิน 224 คน เป็นสมาชิกที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงจากแต่ละเขตการปกครอง (Region) หรือรัฐ (State) เขตการปกครอง หรือรัฐละ 12 คน

68

​ปัจจุบันเมียนมาแบ่งออกเป็น 7 เขตการปกครอง และ 7 รัฐ สมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงมีจำนวน 168 คน และสมาชิกที่เป็นบุคลากรในกองทัพที่มาจากการแต่งตั้งโดยผู้บัญชาการทหารสูงสุด จำนวน 56 คน หรือ 1 ใน 4 ของสมาชิก ทั้งหมดจากการมีสมาชิกทหาร 1 ใน 4 ของสมาชิกทั้ง 2 สภา จึงถูกตั้งข้อสังเกตว่าเป็นประชาธิปไตยไม่เต็มใบ

หมวดที่ห้า ว่าด้วยฝ่ายบริหาร (Executive The Union Gov­ernment) ประธานาธิบดีมีอำนาจสูงสุดในการปกครองประเทศ มีอำนาจในการแต่งตั้งหรือถอดถอนรัฐมนตรี มีอำนาจในการให้อภัยโทษ และการนิรโทษกรรม รวมทั้งมีอำนาจการให้ความดีความชอบ เป็นต้น

​

69

หมวดที่หก ว่าด้วยฝ่ายตุลาการ (Judiciary) ซึ่งมี 3 ศาล ดังนี้

1. ศาลฎีกา (Supreme Court of the Union) เป็นศาลสูงสุดที่มีลำดับความสำคัญและอำนาจเหนือกว่าศาลสูงในเขตการปกครอง หรือศาลสูงในรัฐต่าง ๆ ฯลฯ

2. ศาลทหาร (Courts-Martial)

3. ศาลรัฐธรรมนูญ (Constitutional Tribunal of the Union)

ศาลทั้งสามระบบข้างต้น เป็นศาลที่ออกแบบเพื่อการบริหารจัดการประเทศ และแม้ว่าจะมีการระบุในมาตรา 294 ว่าศาลฎีกาเป็นศาลสูงสุดของสหภาพฯ แต่ก็เขียนว่าจะไม่ส่งผลกระทบต่ออำนาจของศาลทหารและศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าระบบตุลาการไม่เป็นอิสระจากฝ่ายบริหารภายใต้รัฐธรรมนูญนี้

​

​

​

 

​

​

70

ในรัฐธรรมนูญกำหนดชัดเจนถึงคุณสมบัติผู้ที่จะได้รับการเสนอชื่อเป็นประธานาธิบดีว่าจะต้องถือสัญชาติพม่า และต้องไม่มีคู่สมรสหรือบุตรธิดาที่ถือสัญชาติอื่น ซึ่งเป็นที่รู้กันว่าเป็นความพยายามของกองทัพที่จะกีดกันไม่ให้นางออง ซานซูจี  ไม่มีสิทธิ์ได้รับการเสนอชื่อ

​นอกจากนี้รัฐธรรมนูญระบุให้อำนาจประธานาธิบดีเป็นผู้แต่งตั้งประธานผู้พิพากษา

ผู้พิพากษาศาลฎีกา อัยการสูงสุด ศาลรัฐธรรมนูญ ผู้ตรวจเงินแผ่นดิน คณะกรรมการการเลือกตั้ง ผ่านความเห็นชอบของรัฐสภา ประธานาธิบดียังทรงไว้ซึ่งอำนาจ ในการแต่งตั้งประธานรัฐมนตรีเขตประจำรัฐบาลท้องถิ่นของแต่ละเขต  และประธานรัฐมนตรีของแต่ละรัฐประจำรัฐบาลท้องถิ่นของรัฐ

​​​

71

จะเห็นได้ว่า อำนาจในการบริหาร การแต่งตั้งตำแหน่งต่างๆในการบริหารราชการแผ่นดิน อยู่ในมือประธานาธิบดีและผู้บัญชาการทหารสูงสุด การชนะเลือกตั้งได้เสียงส่วนมากในสภา ไม่ได้เป็นหลักประกันว่าจะได้อำนาจในการบริหาร เพราะยังมีขั้นตอนในการเสนอชื่อผู้เข้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดี ซึ่งผู้แทนในสภาในสัดส่วนของกองทัพได้สิทธิในการเสนอหนึ่งชื่อด้วย

ในรัฐธรรมนูญยังมีหมวดเฉพาะสำหรับการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่เขียนไว้อย่างละเอียดถึง 23 มาตรา โดยกำหนดให้มีสภาความมั่นคงแห่งชาติ ซึ่งมีสมาชิก 11 คน ประกอบด้วย ประธานาธิบดี รองประธานาธิบดีทั้งสองคน ผู้บัญชาการทหารสูงสุด รองผู้บัญชาการทหารสูงสุด รัฐมนตรีกลาโหม รัฐมนตรีมหาดไทย รัฐมนตรีกิจการชายแดน รัฐมนตรีต่างประเทศ ประธานสภาประชาชน และประธานสภาแห่งชาติ

72

​ตัวอย่างมาตราสำหรับการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน​

มาตรา 413-418 ระบุว่า

สามารถประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินมีอายุ 1 ปี ภายใต้สถานการณ์ฉุกเฉินต่ออายุได้ครั้งละ 6 เดือน ประธานาธิบดีสามารถมอบอำนาจในการบริหาร นิติบัญญัติและตุลาการ ให้ผู้บัญชาการทหารสูงสุด โดยผู้บัญชาการทหารสูงสุด จะใช้อำนาจดังกล่าวด้วยตัวเองหรือมอบให้หน่วยงานของกองทัพใช้ก็ได้ อำนาจนิติบัญญัติของรัฐสภาจะหมดไปนับแต่วันที่ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน

และ​มาตราเหล่านี้เองที่กองทัพอ้างว่าการรัฐประหาร 2564 เป็นเพียงการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน 1 ปีตามอำนาจรัฐธรรมนูญ เรียกได้ว่าการทำรัฐประหารครั้งนี้ อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ

​

​

73

คำถาม

ข้อที่ 6/10​

74

Fill in the Blanks

รัฐธรรมนูญพม่าซึ่งใช้เวลากว่า 16 ปี ในการร่าง และประกาศใช้

เป็นรัฐธรรมนูญฉบับ ปี ค.ศ.ใด

(ตอบเป็นตัวเลข)

Type answer...

75

มี่นอองไลง์

นายกรัฐมนตรี

ผู้บัญชาการทหารสูงสุด

​ประธานสภาบริหารแห่งรัฐ

​

​

​​หัวหน้ารัฐบาล

​

โซวี่น

รองนายกรัฐมนตรี

รองประธานสภาบริหาร

แห่งรัฐ

​

​​รองหัวหน้ารัฐบาล

​

มหยิ่นซเว

ประธานาธิบดี

ประมุข

​

media
media
media

76

เป็นคณะบุคคลที่บริหารประเทศพม่าอยู่ในปัจจุบัน กองทัพพม่าจัดตั้งสภานี้ขึ้นเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564 หลังจากที่ก่อรัฐประหาร พ.ศ. 2564 ปัจจุบันสภานี้มีสมาชิก 20 คน มีมี่นอองไลง์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด เป็นประธาน

​

​สภาบริหารแห่งรัฐ

​

media
media

77

​ตั้งมาเพื่อต่อต้านสภาฟื้นฟูระเบียบและกฎหมายแห่งรัฐ ซึ่งเข้ายึดอำนาจในการปกครองในนามของคณะทหารในปี 2533 ผู้ก่อตั้งพรรคได้แก่นาง อองซาน ซูจี

อ่องจี ติ่นจู

​

​สันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย NLD

​

​

​ก่อตั้งโดยพลเอกเต้นเซน ผู้บริหารพรรค มีอดีตนายทหารหลายนาย ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งในคณะรัฐบาลทหารแต่ต่อมาก็ได้

ลาออกจากตำแหน่งกลายมาเป็นพลเรือน จนเข้ามาเป็นสมาชิกพรรค

​พรรคสหสามัคคีและการพัฒนา USDP

​

media
media
​พรรคการเมืองใหญ่ที่สำคัญ

​ พรรคสหสามัคคีและการพัฒนา USDP​

​

​

78

คำถาม

ข้อที่ 7/10​

79

Fill in the Blanks

พรรคการเมืองใหญ่ที่สำคัญของพม่า มีตัวย่อภาษาอังกฤษ ว่าอะไร

(ตอบมา 1 พรรค)

Type answer...

80

​การมีส่วนร่วม

ทางการเมืองของประชาชน​

media

81

​28/100

NOT FREE​

​

FREEDOM HOUSE
2021​
media

82

ภาพรวม OVERVIEW

การเปลี่ยนผ่านของเมียนมาร์จากเผด็จการทหารไปสู่ระบอบประชาธิปไตยหยุดชะงักภายใต้การนำของสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (NLD) ซึ่งเข้ามามีอำนาจในการเลือกตั้งที่ค่อนข้างเสรีในปี 2015 กองทัพที่รู้จักกันในชื่อ "ตัดมาดอว์" ยังคงมีอิทธิพลอย่างมากต่อการเมือง และรัฐบาลส่วนใหญ่ล้มเหลวในการรักษาสิทธิมนุษยชนและจัดลำดับความสำคัญของสันติภาพและความมั่นคงในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งทางอาวุธ

83

ภาพรวม OVERVIEW​

ปฏิบัติการทางทหารในปี 2017 และความขัดแย้งอย่างต่อเนื่องส่งผลให้ผู้คนหลายแสนคนจากชนกลุ่มน้อยโรฮิงญา ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์มุสลิม ต้องลี้ภัยในบังกลาเทศ และผู้ที่เหลืออยู่ในรัฐยะไข่ยังคงเผชิญกับภัยคุกคามจากการฆ่าล้าง

เผ่าพันธุ์ นักข่าว นักเคลื่อนไหว และบุคคลทั่วไปเสี่ยงต่อข้อกล่าวหาทางอาญาและการกักขังในข้อหาแสดงความเห็นขัดแย้งในปี 2020 ขณะที่การปิดอินเทอร์เน็ตเป็นเวลานานทำให้การเข้าถึงข่าวและข้อมูลสำคัญในรัฐยะไข่และรัฐชินบกพร่อง

84

​House of Representatives ELECTION

2010 2015 2020

media
media
media
media

85

​MAP ELECTION

2010 2015 2020

media
media
media

86

​House of Nationalities ELECTION

2010 2015 2020

media
media
media
media

87

​MAP ELECTION

2010 2015 2020

media
media
media

88

คำถาม

ข้อที่ 8/10​

89

Fill in the Blanks

คะแนน FREEDOM HOUSE 2021 ของพม่า คือ เท่าไร

จาก 100 คะแนนเต็ม

(ตอบเป็นตัวเลข)

Type answer...

90

​ปัญหาเฉพาะทางการเมือง

​

media

91

การต่อต้านรัฐประหาร พ.ศ.2564

เป็นความพยายามขัดขืนของพลเมืองในประเทศพม่าต่อรัฐประหารในประเทศพม่า พ.ศ. 2564 ผู้ประท้วงใช้วิธีการประท้วงแบบสันติวิธีและปราศจากความรุนแรง ซึ่งได้แก่การดื้อแพ่ง การนัดหยุดงาน การรณรงค์คว่ำบาตรกองทัพ ขบวนการตีหม้อ การรณรงค์ริบบิ้นแดง การประท้วงสาธารณะ และการรับรองผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการโดยผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้ง

media

92

การต่อต้านรัฐประหาร พ.ศ.2564

ฝ่ายรัฐบาลทหารมีมาตรการตอบโต้หลายวิธี ทั้งการสั่งปิดอินเทอร์เน็ตและสื่อสังคม การปิดสื่อ การจับกุมและลงโทษอาญาต่อผู้ประท้วง การเผยแพร่สารสนเทศเท็จ การส่งผู้ประท้วงและผู้ปลุกระดมฝั่งนิยมทหาร และการใช้กำลังรุนแรงเพื่อปราบปรามการประท้วง ในปัจจุบันมีผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าวจำนวนมาก ไม่เว้นแม้กระทั่ง สตรี เด็ก และเยาวชน ที่ต่างถูกสังหารในเหตุการณ์ครั้งนี้

​

media

93

ปัญหากลุ่มชาติพันธุ์

พม่าประกอบด้วยชนกลุ่มน้อยชาติพันธุ์ต่าง ๆ มากถึง 135 กลุ่ม แต่ที่เป็นชนกลุ่มใหญ่ ๆ มีอยู่ 8 กลุ่ม คือ พม่า มอญ ฉาน กะเหรี่ยง คะฉิ่น ชิน คะยา และยะไข่

ชนชาติพม่า อาศัยอยู่ในเขตปกครอง 7 เขต ได้แก่

อิระวดี พะโค มาเกว  มัณฑะเลย์  ย่างกุ้ง เอยาวดี

และตะนาวศรี         

media

94

ปัญหากลุ่มชาติพันธุ์

​ปัญหากลุ่มชาติพันธุ์ เกิดจากสาเหตุหลายประการ คือ สภาพภูมิประเทศ นโยบายแบ่งแยกและปกครองเมื่อครั้งตกเป็นอาณานิคมของอังกฤษ การฉีกความตกลงปางหลวงเมื่อปี พ.ศ. 2505 โดยการรัฐประหารยึดอำนาจ แล้วตั้งรัฐบาลทหารขึ้นปกครองแทนและสืบทอดอำนาจต่อเนื่องเป็นเวลายาวนาน และเกิดจากนโยบายกลืนชาติชนกลุ่มน้อยชาติพันธุ์ต่าง ๆ ให้กลายเป็นชนชาติพม่าเพียงชาติเดียว จึงทำให้ชนกลุ่มน้อยชาติพันธ์ุต่าง ๆ ไม่พอใจ และได้ใช้กองกำลังสู้รบกับทหารรัฐบาลพม่าเรื่อยมา เป็นระยะ ๆ

​

95

คำถาม

ข้อที่ 9/10​

96

Multiple Select

ปัญหากลุ่มชาติพันธุ์ เกิดจากสาเหตุหลายประการ ได้แก่ข้อใด

(ตอบได้หลายข้อ)

1

สภาพภูมิประเทศ

2

นโยบายกลืนชาติชนกลุ่มน้อยชาติพันธุ์

ต่าง ๆ ให้กลายเป็นชนชาติพม่า

3

การฉีกความตกลง

ปางหลวงเมื่อปี

พ.ศ. 2505 โดยการรัฐประหารยึดอำนาจ

4

นโยบายแบ่งแยกและปกครอง

เมื่อครั้งตกเป็นอาณานิคมของอังกฤษ

97

ปัญหามุสลิมโรฮิงญา

​ชาวโรฮิงญาถูกรัฐบาลกดขี่ และไม่ได้รับสิทธิขั้นพื้นฐานตามหลักสิทธิมนุษยชนนับล้านคนโดยพวกเขาไม่ถูกนับว่าเป็นหนึ่งในกลุ่มชาติพันธุ์ของประเทศพม่า และตามหลักกฎหมายพลเมือง ซึ่งเป็นกฎหมายใหม่ที่ออกเมื่อปี 2525 ที่ปฏิเสธไม่ให้พวกเขาได้รับสิทธิในการเป็นพลเมืองของประเทศ ส่งผลให้พวกเขาต้องกลายเป็นคนไร้สัญชาติไปโดยปริยาย

media

98

ปัญหามุสลิมโรฮิงญา

ซึ่งนั่นหมายความว่าชาวโรฮิงญานับล้านคนในพม่าต้องถูกจำกัดสิทธิในการได้เรียนหนังสือ การทำงาน การเดินทาง การแต่งงาน การนับถือศาสนาของตนเอง รวมทั้งการเข้าถึงสวัสดิการด้านสาธารณสุขต่างๆ ทั้งนี้สาเหตุที่ทางการพม่าปฏิเสธการมีอยู่ของชาวโรฮิงญาในประเทศของตนเพราะทางการเชื่อว่าชาวโรฮิงญาคือ

"ชาวเบงกาลี" (Bengalis) หรือกลุ่มคนที่อพยพมาจากประเทศบังคลาเทศ

99

การควบคุมการระบาดของโควิด-19

​ปัจจุบันประชากรของเมียนมาร์ได้

รับวัคซีนครบโดสครบโดสแล้วกว่า

18​ ล้านคน คิดเป็น 34.7% ของประชากร

​ซึ่งถือว่ายังต่ำอยู่ สาเหตุเป็นเพราะปัญหาทางการเมืองในประเทศ

media

100

คำถาม

ข้อที่ 10/10​

101

Multiple Choice

สาเหตุที่ทางการพม่าปฏิเสธการมีอยู่ของชาวโรฮิงญาในประเทศของตนเพราะทางการเชื่อว่า

ชาวโรฮิงญา เป็นกลุ่มคนที่อพยพมาจากประเทศใด

1

อินเดีย

2

บังคลาเทศ

3

ปากีสถาน

4

ศรีลังกา

102

ของรางวัล

สำหรับอันดับ 1 และ 2

​อันดับ 1 จะได้เลือกของรางวัล

ว่าจะเอา A หรือ B​

อันดับ 2 จะได้อีกรางวัลหนึ่งไป​

media
media

​A

B

103

​

​

​

​

THANK YOU
pattern-tertiary

​ประเทศเมียนมาร์

Myanmar​ ​မြန်မာ

Show answer

Auto Play

Slide 1 / 103

SLIDE