Search Header Logo
บทเรียนความรู้วิชาภาษาไทย

บทเรียนความรู้วิชาภาษาไทย

Assessment

Presentation

Other

6th Grade

Practice Problem

Hard

Created by

นางประไพย โกศล

FREE Resource

73 Slides • 0 Questions

1

media

ความรู้และข้อน่าสังเกตเกี่ยวกับภาษา

วิชาภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ ๔

ภาษาไทยกับครูพี่ตี่ตี๋
อาจารย์พีระเสก บริสุทธิ์บัวทิพย์

2

media


ภาษา เป็นเครื่องมือที่มือที่มนุษย์ใช้ในการดํารงชีวิตอยู่

ร่วมกัน ไม่ว่าจะทํากิจการงานใด มนุษย์ต้องใช้ภาษาเป็น
ส่วนประกอบที่สําคัญทั้งสิ้น

ผู้ที่ได้เรียนรู้เรื่องภาษาจึงเท่ากับ

ได้เรียนรู้สิ่งที่มีคุณค่าและมีประโยชน์
อย่างยิ่งแก่มนุษย์

ภาษาไทยกับครูพี่ตี่ตี๋ – อาจารย์พีระเสก บริสุทธิ์บัวทิพย์

3

media


พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน ให้ความหมายของ

ภาษาไว้ว่า ภาษา หมายถึง ถ้อยคําที่ใช้พูดหรือเขียนเพื่อสื่อ
ความของชนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง เช่น ภาษาไทย ภาษาจีน
หรือเพื่อสื่อความเฉพาะวงการ เช่น ภาษาราชการ ภาษา
กฎหมาย ภาษาธรรม; เสียง ตังหนังสือ หรือกิริยาอาการที่สื่อ
ความได้ เช่น ภาษาพูด ภาษาเขียน ภาษาท่าทาง ภาษามือ

ภาษาไทยกับครูพี่ตี่ตี๋ – อาจารย์พีระเสก บริสุทธิ์บัวทิพย์

4

media

ภาษาเป็นสิ่งที่ใกล้ตัวเราจนเราอาจไม่เห็นความสําคัญ แต่ถ้าไม่มี

ภาษา เราก็ติดต่อสื่อสารกับผู้อื่นไม่ได้ เราใช้ภาษาในการคิด การ
แสดงความต้องการ การโน้มน้าวชักจูงใจ การบรรยายเหตุการณ์ การ
อธิบายเรื่องราว ทั้งยังใช้ภาษาบอกเล่า และบันทึกเรื่องราวต่างๆ
ส่งผ่านไปยังผู้อื่น มนุษย์ที่อยู่รวมกันเป็นสังคมต้องมีภาษา และภาษา
นี้เองที่ทําให้มนุษย์ต่างกับสัตว์

ภาษาไทยกับครูพี่ตี่ตี๋ – อาจารย์พีระเสก บริสุทธิ์บัวทิพย์

5

media

อาจมีผู้แย้งว่าสัตว์ก็มีภาษาที่สื่อสาร

กันได้ สัตว์บางชนิดสื่อสารอย่างเป็นระบบและซับซ้อน
เช่น ผึ้งใช้การบิน จํานวนรอบในการบิน และตําแหน่ง
ของตัวมันที่ทํามุมกับดวงอาทิตย์ เพื่อบอกผึ้งงตัวอื่น ๆ
ในรังเรื่องตําแหน่งของอาหาร ระยะที่ห่างจากรัง และ
คุณภาพของอาหาร

ภาษาไทยกับครูพี่ตี่ตี๋ – อาจารย์พีระเสก บริสุทธิ์บัวทิพย์

6

media

อย่างไรก็ตาม การสื่อสารของมนุษย์ก็ต่างจากการสื่อสารของสัตว์

ทั้งเรื่องสารที่สื่อ และวิธีสื่อสาร ดังนี้คือ สัตว์สื่อสารเพื่อความอยู่รอด
สารที่สื่อจึงเกี่ยวกับการอยู่รอด ได้แก่ เรื่องอาหาร
ถิ่นที่อยู่ หรือการจับคู่เพื่อดํารงเผ่าพันธ์ของตน
ส่วนมนุษย์ใช้สื่อสารในเรื่องที่หลากหลาย
ทั้งเรื่องที่สลับซับซ้อน ถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึก
ไม่ได้จํากัดเพียงเรื่องพื้นฐานเท่านั้น

ภาษาไทยกับครูพี่ตี่ตี๋ – อาจารย์พีระเสก บริสุทธิ์บัวทิพย์

7

media

วิธีการสื่อสารของสัตว์ก็ต่างจากมนุษย์ สัตว์ใช้วิธีสื่อสารที่หลากหลาย

ใช้ทั้งสี กลิ่น ท่าทาง และการเคลื่อนไหว แต่มนุษย์ใช้เสียงในการสื่อ
ความหมาย ดังนั้น หากยึดตามนิยามที่ว่า “ภาษา คือระบบการสื่อสารที่
ประกอบด้วยเสียงและความหมาย ความสัมพันธ์ระหว่างเสียงกับ
ความหมายเป็นสิ่งสมมติ และถ่ายทอดจากชนรุ่นหนึ่งสู่ชนอีกรุ่นหนึ่งโดย
การเรียนรู้ ไม่ใช่การถ่ายทอดทางพันธุกรรม” จึงสรุปได้ว่า “มนุษย์เท่านั้น
ที่มีภาษา”

ภาษาไทยกับครูพี่ตี่ตี๋ – อาจารย์พีระเสก บริสุทธิ์บัวทิพย์

8

media


ธรรมชาติ และข้อน่าสังเกตของภาษา

๑. ภาษาประกอบด้วยหน่วยในภาษา
๒. เสียงของคําส่วนใหญ่ในภาษาไม่สัมพันธ์กับความหมาย
๓. ภาษาใช้สื่อสารได้ตามเจตนาต่าง ๆ

ภาษาไทยกับครูพี่ตี่ตี๋ – อาจารย์พีระเสก บริสุทธิ์บัวทิพย์

9

media

“หน่วยในภาษา” หมายถึง ส่วนประกอบของภาษา หน่วย

ในภาษาที่เล็กที่สุด ได้แก่ หน่วยเสียง

หน่วยเสียง เป็นศัพท์วิชาการ คําว่า เสียง เป็นคําที่ใช้ทั่ว ๆ

ไป ไม่ใช่ศัพท์วิชาการ คําว่าเสียงกับหน่วยเสียง มีความหมาย
แตกต่างกัน

ภาษาไทยกับครูพี่ตี่ตี๋ – อาจารย์พีระเสก บริสุทธิ์บัวทิพย์

ภาษาประกอบด้วยหน่วยในภาษา

10

media

“เสียง” เป็นสิ่งที่เรารับรู้ด้วยการฟัง อาจเป็นเสียงสุนัขเห่า เสียง

ฝนตก เสียงคนพูด ฯลฯ

“หน่วยเสียง” เป็นหน่วยของระบบเสียงในภาษาแต่ละภาษา แม้

ผู้พูดแต่ละคนจะสามารถเปล่งเสียงต่างๆ ได้มากกมาย แต่เสียงที่จะใช้
สื่อสารในแต่ละภาษามีจํานวนจํากัด

เสียงในระบบเสียงภาษาไทย หรือที่เรียกว่า หน่วยเสียง มีอยู่เพียง

จํานวนหนึ่ง เป็นเสียงที่มีความสําคัญ ทําให้คํามีความหมายต่างกัน

ภาษาไทยกับครูพี่ตี่ตี๋ – อาจารย์พีระเสก บริสุทธิ์บัวทิพย์

11

media

ภาษาไทยกับครูพี่ตี่ตี๋ – อาจารย์พีระเสก บริสุทธิ์บัวทิพย์

ก กับ ต เป็นหน่วยเสียงพยัญชนะ เมื่อนํามาประกอบหน่วยเสียงสระ และ

หน่วยเสียงวรรณยุกต์เดียวกัน จะมีความหมายต่างกัน เช่น กา - ตา , ก่อ - ต่อ

วรรณยุกต์เอก (่่ ) กับ วรรณยุกต์โท (่้) เป็นหน่วยเสียงวรรณยุกต์ เมื่อ
นํามาประกอบกับหน่วยเสียงพยัญชนะ และหน่วยเสียงสระเดียวกัน จะมี
ความหมายต่างกัน เช่น ป่า – ป้า , สู่ – สู้

อี กับ อือ เป็นหน่วยเสียงสระ เมื่อนํามาประกอบกับหน่วยเสียงพยัญชนะ และ
หน่วยเสียงวรรณยุกต์เดียวกัน จะมีความหมายต่างกัน เช่น มี - มือ , ซี่ - ซื่อ

ตั


ย่

12

media

ภาษาไทยกับครูพี่ตี่ตี๋ – อาจารย์พีระเสก บริสุทธิ์บัวทิพย์

หน่วยเสียงซึ่งเป็นส่วนประกอบที่เล็กที่สุด

อาจประกอบกันเป็นพยางค์

พยางค์ที่มีความหมายเรียกว่า คํา

คําประกอบกันเป็นคําที่ซับซ้อนขึ้น และเป็นประโยค

ประโยคอาจประกอบกันเป็นข้อความ

ข้อความที่ผู้พูดสื่อสารต่อเนื่องกันเป็นเวลานาน

13

media


ภาษาไทยมีหน่วยเสียงพยัญชนะ ๒๑ หน่วยเสียง หน่วยเสียงสระ ๒๑

หน่วยเสียง หน่วยเสียงวรรณยุกต์ ๕ หน่วยเสียง หน่วยเสียงเหล่านี้ย่อม
ประกอบกันเป็นพยางค์และได้มากมาย เช่น

ภาษาไทยกับครูพี่ตี่ตี๋ – อาจารย์พีระเสก บริสุทธิ์บัวทิพย์

การประกอบหน่วยเสียงเป็นพยางค์และเป็นคํา

หน่วยเสียงพยัญชนะ ๓ หน่วย คือ ก ว ง

หน่วยเสียงสระ ๒ หน่วย คือ อา อี

หน่วยเสียง วรรณยุกต์ ๑ หน่วย คือ วรรณยุกต์สามัญ

ประกอบเป็นพยางค์ที่มีความหมาย คือ

กา วา งา กาว กาง กวาง วาง วาว

ประกอบเป็นพยางค์ที่ไม่มีความหมาย คือ

งีว งาว งวาง งวาว ฯลฯ

14

media

- ถ้าพยัญชนะต้น เป็นพยัญชนะที่ออกเสียงควบกลํ้ากัน

พยัญชนะเสียงที่ ๑ และเสียงที่ ๒ จะเรียงต่อกันได้เพียง ๑๑ แบบ
คือ กร กล กว คร คล คว ตร ปร ปล พร พล

ภาษาไทยกับครูพี่ตี่ตี๋ – อาจารย์พีระเสก บริสุทธิ์บัวทิพย์

ข้อจํากัดการนําหน่วยเสียงมาประกอบเป็นพยางค์

15

media

- ถ้าวรรณยุกต์เป็นวรรณยุกต์สามัญ หรือวรรณยุกต์จัตวา มักไม่

ปรากฎในพยางค์ตาย หรือที่บางตําราเรียกว่า คําตาย พยางต์ตายจะผัน
วรรณยุกต์ได้เพียง ๓ เสียง คือ วรรณยุกต์เอก วรรณยุกต์โท วรรณยุกต์
ตรี ต่างกับพยางค์เป็นที่ผันวรรณยุกต์ได้ครบทั้ง ๕ เสียง

ตัวอย่าง

พยางค์เป็นผันวรรณยุกต์ได้ครบทั้ง ๕ เสียง เช่น กาง ก่าง ก้าง ก๊าง ก๋าง
พยางค์ตายผันวรรณยุกต์ได้เพียง ๓ เสียง เช่น กาก ก้าก ก๊าก

ภาษาไทยกับครูพี่ตี่ตี๋ – อาจารย์พีระเสก บริสุทธิ์บัวทิพย์

16

media

คําที่มีพยางค์เดียวสามารถประกอบกันเป็นคําที่ซับซ้อนขึ้น

เช่น คําว่า ลูก และ ร้อง

- พูดซํ้าพยางค์ได้คําซํ้าว่า ลูกๆ ร้องๆ

- นําคําที่มีความหมายคล้ายกับคําว่า ลูก และ ร้อง มาซ้อนเข้าข้างหลัง ได้

คําซ้อนว่า ลูกหลาน ร้องเรียน

- นําคําที่มีความหมายต่างออกไปมาประกอบกัน ได้คําประสมว่า ลูกนํ้า

ร้องทุกข์

ภาษาไทยกับครูพี่ตี่ตี๋ – อาจารย์พีระเสก บริสุทธิ์บัวทิพย์

การประกอบคําเป็นคําที่ซับซ้อนขึ้นและเป็นประโยค

17

media

นอกจากนี้สามารถนําคําต่างๆ มาเรียงกัน เกิดเป็นประโยค เช่น

สมมติว่า เรามีคํา ๔ คํา คือ ใคร ใช้ ให้ ไป มาเรียงเป็นประโยคต่างๆ
ได้ดังนี้
ใครใช้ให้ไป

ใครไปให้ใช้

ใครให้ใช้ไป

ใครให้ไปใช้

ใครไปใช้ให้

ไปใช้ให้ใคร

ไปให้ใครใช้

ไปใช้ใครให้

ใช้ไปให้ใคร

ใช้ใครไปให้

ใช้ให้ใครไป

ใช้ใครให้ไป

ให้ไปใช้ใคร

ให้ใครใช้ไป

ให้ใช้ใครไป

ให้ใครไปใช้

ภาษาไทยกับครูพี่ตี่ตี๋ – อาจารย์พีระเสก บริสุทธิ์บัวทิพย์

18

media

เราสามารถนําประโยคที่มีอยู่มาซ้อนกันหรือรวมกัน ทําให้ได้ประโยคยาว

ออกไปเรื่อย ๆ เช่น มีประโยคว่า “นิดบอกน้อย” ประโยคนี้อาจจะขยายให้ยาว
ออกไปเรื่อย ๆ โดยเติมข้างหน้าท้ายประโยค

เช่น นิดบอกน้อยว่าพ่อเข้าโรงพยาบาล

หน่อยรู้ว่านิดบอกน้อยว่าพ่อเข้าโรงพยายบาล

นุชไม่เชื่อว่าหน่อยรู้ว่า นิดบอกน้อยว่าพ่อเข้าโรงพยาบาล

น้อยคิดว่านุชไม่เชื่อว่าหน่อยรู้ว่า นิดบอกน้อยว่าพ่อเข้าโรงพยาบาล


ภาษาไทยกับครูพี่ตี่ตี๋ – อาจารย์พีระเสก บริสุทธิ์บัวทิพย์

การประกอบประโยคเป็นประโยคที่ยาวขึ้น

19

media

หรืออาจรวมกับประโยคอื่นเพื่อให้ประโยคยาวออกไปเรื่อย ๆ

เช่น น้อยตื่นนอน

น้อยตื่นนอนแล้วก็ล้างหน้า

น้อยตื่นนอนแล้วก็ล้างหน้าแล้วก็แปรงฟัน

น้อยตื่นนอนแล้วก็ล้างหน้าแล้วก็แปรงฟันแล้วก็อาบนํ้า

น้อยตื่นนอนแล้วก็ล้างหน้าแล้วก็แปรงฟันแล้วก็อาบนํ้าแล้วก็แต่งตัว

น้อยตื่นนอนแล้วก็ล้างหน้าแล้วก็แปรงฟันแล้วก็อาบนํ้าแล้วก็แต่งตัว

แล้วก็ไปโรงเรียน

ภาษาไทยกับครูพี่ตี่ตี๋ – อาจารย์พีระเสก บริสุทธิ์บัวทิพย์

20

media

การรวมประโยคอาจใช้คําสันธานต่าง ๆ ได้มาก เช่น


ในบางกรณี ทั้งขยายประโยคและรวมประโยคทําให้ประโยคยาวยิ่งขึ้น เช่น



ภาษาไทยกับครูพี่ตี่ตี๋ – อาจารย์พีระเสก บริสุทธิ์บัวทิพย์

ผมตั้งใจจะลาออกจากงาน เพื่อไปช่วยกิจการของครอบครัว แต่หัวหน้าอยากให้ผมทํางาน

ที่นี่ไปก่อนเพราะยังหาคนอื่นมาทํางานแทนผมไม่ได้ ผมจึงจะทํางานต่อไปอีก 6 เดือน แล้วจะ
ยื่นใบลาออกอีกครั้งหนึ่ง

จรีอยากซื้อกระเป๋าที่อยู่ในร้านขายเครื่องหนังที่เธอเคยซื้อรองเท้าสีขาวคู่ที่เธอใส่ไปงาน

แต่งงานเพื่อนที่เคยทํางานด้วยกันตอนที่เธอย้ายตามสามีไปอยู่ภูเก็ต แต่กระเป๋าราคาแพงเกินไป
และคนขายไม่ยอมลดราคา เธอจึงเปลี่ยนใจ ไม่ซื้อกระเป๋าใบนั้น แต่ซื้อกระเป๋าอีกร้านหนึ่ง
เพราะสวยพอๆกันและราคาถูกกว่า

21

media

หน่วยเสียงสามารถใช้สร้างพยางค์ สร้างคํา และสร้างประโยคบอก

เรื่องราวต่างๆ ได้มากมาย

ด้วยเหตุนี้นักภาษาศาสตร์จึงกล่าวว่า “มนุษย์สามารถสร้างประโยคได้

โดยไม่จํากัด จากเสียงในภาษาซึ่งมีจํานวนจํากัด”

ภาษาไทยกับครูพี่ตี่ตี๋ – อาจารย์พีระเสก บริสุทธิ์บัวทิพย์

22

media

๑. ระบบภาษาเพื่อให้ผู้ใช้ภาษาสร้างคํา ประโยค และข้อความได้

มากมาย แต่ผู้ใช้ภาษาก็ไม่ได้นําคํา ประโยค และข้อความที่อาจจะสร้าง
ได้มาใช้ทั้งหมด ในกรณีของการสร้างคําเรานําหน่วยเสียงมาประกอบกัน
เป็นพยางค์ได้จํานวนมาก แต่บางพยางค์ก็ไม่ใช้สื่อความหมาย ไม่ถือว่า
เป็นคํา

ภาษาไทยกับครูพี่ตี่ตี๋ – อาจารย์พีระเสก บริสุทธิ์บัวทิพย์

ข้อสังเกตเกี่ยวกับการประกอบหน่วยในภาษา

23

media

ภาษาไทยกับครูพี่ตี่ตี๋ – อาจารย์พีระเสก บริสุทธิ์บัวทิพย์

สระต่างๆในภาษาไทยไม่ว่าสระเดี่ยวหรือสระประสมสามารถปรากฏใน

พยางค์ได้จะอย่างละ ๑ หน่วย แต่พยางค์ที่มีสระบางเสียง เรานํามาใช้สื่อ
ความหมายไม่มากนัก เช่น

- สระเออะ ที่มีพยัญชนะท้ายปรากฏในคําไม่กี่คํา เช่น เงิน เปิ่น เฉิ่ม

และสระเออะ ที่พยัญชนะท้ายเป็นพยัญชนะกัก ก็ยิ่งน้อยลงไปอีก อาจจะพบ
บ้างในบางครั้ง เช่น เลิ่กลั่ก เริ่ด เขยิบ

- สระ เอียะ เอือะ และอัวะ ที่มีพยัญชนะท้าย ปรากฎในคําน้อยมาก

บางคําเป็นคํายืมหรือคําเลียนเสียง เช่น เผียะ เปรี๊ยะ เกี๊ยะ เบื๊อก ผัวะ

24

media

ภาษาไทยกับครูพี่ตี่ตี๋ – อาจารย์พีระเสก บริสุทธิ์บัวทิพย์

ในกรณีของการสร้างประโยค ตามทฤษฎีแล้วมนุษย์สามารถสร้าง

ประโยคให้ยาวออกไปได้ไม่จํากัด แต่ในทางปฏิบัติไม่มีใครพูดประโยคยาว
มาก ๆ และในการเขียนมักจะไม่ใช้ประโยคยาวมาก เพราะจะเข้าใจได้ยาก
ไม่น่าอ่าน

25

media

ภาษาไทยกับครูพี่ตี่ตี๋ – อาจารย์พีระเสก บริสุทธิ์บัวทิพย์

๒. การขยายประโยคหรือรวมประโยคให้ยาวออกไปนั้นไม่ควรใช้

คําเชื่อมซํ้าๆ เพราะจะทําให้น่าเบื่อ เช่น

น้อยตื่นนอนแล้วก็ล้างหน้าแล้วก็แปรงฟันแล้วก็อาบนํ้าแล้วก็แต่งตัว

แล้วก็ไปโรงเรียน

มีคําเชื่อม “แล้วก็” ในประโยคข้างต้น ๕ คําผู้พูดหรือผู้เขียนอาจตัด

คําเชื่อม “แล้วก็” ออกได้ดังนี้

น้อยตื่นนอนล้างหน้าแปรงฟันอาบนํ้าแล้วก็แต่งตัวไปโรงเรียน

26

media

ภาษาไทยกับครูพี่ตี่ตี๋ – อาจารย์พีระเสก บริสุทธิ์บัวทิพย์

คําในแต่ละภาษาจะมีความหมายอย่างไร ก็แล้วแต่คนที่ใช้ภาษานั้น ๆ

จะตกลงกัน ความหมายของคําจึงเกิดจากการสมมติ จะสมมติเรียกสิ่งใดว่า
อะไรก็ได้ทั้งสิ้น

เมื่อความหมายของคําเกิดจากการสมมติ เสียงที่ประกอบขึ้นเป็นคําจึง

ไม่จําเป็นต้องเกี่ยวข้องกับความหมาย

เสียงของคําส่วนใหญ่ในภาษาไม่สัมพันธ์กับความหมาย

27

media

ภาษาไทยกับครูพี่ตี่ตี๋ – อาจารย์พีระเสก บริสุทธิ์บัวทิพย์

คําว่า “โคม” ในภาษากรุงเทพ

หมายถึง เครื่องให้แสงสว่างที่มีเครื่องบังลม

ในภาษาไทยถิ่นใต้

หมายถึง กะละมัง

คําไทยที่มีเสียงอย่างเดียวกันอาจมีความหมายต่างกันในแต่ละถิ่น เช่น



คําไทยที่มีเสียงกันในแต่ละถิ่นก็อาจจะมีความหมายอย่างเดียวกัน เช่น

คําว่า “เสื่อ” และ “สาด” มีเสียงต่างกันแต่ใช้เรียกสิ่งเดียวกัน

คือ เครื่องสําหรับปูนั่งและนอน

ภาษากรุงเทพเรียก “เสื่อ” ภาษาไทยถิ่นเหนือ อีสาน และใต้ เรียก “สาด”

28

media

ภาษาไทยกับครูพี่ตี่ตี๋ – อาจารย์พีระเสก บริสุทธิ์บัวทิพย์

มีผู้ชื่อว่าแม้เสียงของคําส่วนใหญ่ในภาษาจะไม่เกี่ยวข้องกับความหมาย

แต่ก็มีบางเสียงที่มีอิทธิพลต่อความหมาย เช่น

คําที่ขึ้นต้นด้วยตัว “คล” กลํ้ามักจะแสดงอาการเคลื่อนไหวหรือเคลื่อน
คลาดที่ไม่เที่ยง และไม่บริสุทธิ์ เช่น คลอ คล่อง คล้อง คลอน คล้อย คละ
คลั่ง คลับคล้ายคลับคลา คลาง แคลง คลาด คลาน คลายคล้าย คลํา คลํ้า
คลึง คลื่น คลุก คลุ้ง คลุม เคล็ด เคล้า เคลิบเคลิ้ม เคลื่อน เคลือบ

29

media

ภาษาไทยกับครูพี่ตี่ตี๋ – อาจารย์พีระเสก บริสุทธิ์บัวทิพย์

คําที่ขึ้นต้นด้วยตัว ง มักเป็นคําที่มีความหมายไปในลักษณะที่ งอ หรือ
ลักษณะที่ไม่ตรงทั้งนั้น เช่น ง่วง งง งุน

ในคําที่ใช้สระ เอ ก็เป็นเช่นเดียวกัน มักจะอยู่ในลักษณะที่ เก เข รวนเร
เห เซ

คําที่เป็น แม่กบ แม่กม เวลาออกเสียงต้องถูกปากเอาไว้ก่อน จึงเกิดมีคํา
เช่น อม ออม ห้อม หุ้ม อุบอิบ รวบ

30

media

ภาษาไทยกับครูพี่ตี่ตี๋ – อาจารย์พีระเสก บริสุทธิ์บัวทิพย์

คําบางคําอาศัยการเรียนเสียงมาจากของจริง เช่น เสียงที่ยืดยาว ก็มัก
เป็น แม่กง กน กม เช่น ก้อง กังวาน หึ่ง เหง่ง หง่าง (กระ)หึ่ม และคํา
ที่เอามาใช้เป็นคําพูดโดยตรง เช่น กระดิ่ง ระฆัง โด่ง ดัง กระทั่ง ก็คง
แปลงมาจากเสียงเดิมอย่าง หง่าง ตึงตัง

คําที่มีเสียงสระ ออ มี ม สะกด มักจะใช้แทนสิ่งที่กลม ๆ เป็นวง หรือคู้
เข้าหากัน เช่น เด็กตัวป้อม เดินน้อมตัว ค้อมหัว อ้อมเก้าอี้ที่ล้อมเป็นวง

31

media

ภาษาไทยกับครูพี่ตี่ตี๋ – อาจารย์พีระเสก บริสุทธิ์บัวทิพย์

คําที่มีเสียงสระ แอะ มีความหมายไปในทางทําให้หลุดออก แยกออก
เช่น ชําแหละศพ แบะอก แหวะท้อง แกะกระดุม แคะเล็บ แงะตะปู
แซะขนมเบื้อง

คําที่มีพยัญชนะเสียง ย แสดงอาการเคลื่อนไหว ไม่อยู่นิ่ง เช่น นั่งยงโย่
ยงหยก ทําหยุกหยิก เคี้ยวหมากหยับๆ ลุกขึ้นยักแย่ยักยัน ยักยอกแย๊ก
เต้นหย็องแหย็ง กระโดดโหยง ๆ

32

media

ภาษาไทยกับครูพี่ตี่ตี๋ – อาจารย์พีระเสก บริสุทธิ์บัวทิพย์

คําที่มีพยัญชนะเสียง ว และ พ ในคําบางคําจะแสดงลักษณะของแสง เช่น
แสงเพชรพร่างพร้อยพรายแพรวพราวตา แสงแวบวับแวววาววอมแวม

คําที่มีเสียงสระ อา มี บ สะกด จะทําให้เกิดคําที่มีความหมายว่า ซ้อนทับกัน
เช่น กาบกล้วย ฉาบนํ้าตาล ทาบผ้า เอาเตานาบ สาบเสื้อ

คําที่มีพยัญชนะเสียง ง ให้ความหมายว่าไม่ตรง ม้วนงอที่ปลาย เช่น คน
จมูกงุ้ม หนวดโง้ง มือหงิกงอ ยืนบนชะง่อนเขาที่เงื้อมงํ้า

33

media

ภาษาไทยกับครูพี่ตี่ตี๋ – อาจารย์พีระเสก บริสุทธิ์บัวทิพย์

คําที่มีพยัญชนะเสียง ข ค มีความหมายไปในทางโกรธ ไม่พอใจ จะเป็น
เพราะว่าเสียงนี้ฟังกระโชกโฮกฮาก เหมาะที่จะแสดงความโกรธ เช่น เขา
ขุ่นแค้นขึ้งเคียดขัดเคืองใจ

คําที่มีพยัญชนะเสียง อ ลักษณะตัว อ เอง ก็กลม ๆ ป้อม ๆ คําที่มีเสียง อ
ก็มักมีความหมายไปในทางกลม ๆ อ้วน ๆ เหมือนกัน เช่น อ้วนเป็นโอ่ง
อวบอูมอิ่มเอิบเหมือนอึ่งอ่าง

34

media

ภาษาไทยกับครูพี่ตี่ตี๋ – อาจารย์พีระเสก บริสุทธิ์บัวทิพย์

คําที่เสียงกับความหมายสัมพันธ์กันเช่นนี้ ก็ไม่อาจตัดสินได้ว่าเป็นเพราะ
บังเอิญหรือเป็นเพราะเสียงบางเสียงใช้เป็นสัญลักษณ์แสดงลักษณะ
บางอย่างได้

35

media

คําเลียนเสียงเป็นคําจําพวกหนึ่งที่เสียงมีอิทธิพลต่อความหมาย เรา

เปล่งเสียงเป็นถ้อยคําเลียนเสียงที่ได้ยิน แม้จะไม่สามารถเลียนเสียงให้
เหมือนเสียงที่ได้ยินทีเดียวนัก แต่ก็พอจะแนะเสียงต่าง ๆ ได้ส่วนประกอบ
ของคําเลียนเสียงเหมือนคําไทยทั่ว ๆ ไป คือมีทั้งพยัญชนะ สระ และ
วรรณยุกต์

ภาษาไทยกับครูพี่ตี่ตี๋ – อาจารย์พีระเสก บริสุทธิ์บัวทิพย์

ข้อสังเกตเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างเสียงกับความหมายในภาษาไทย

36

media

เสียงพยัญชนะ ในคําเลียนเสียงอาจแนะเสียงได้ เช่น

เสียงพยัญชนะต้น ฟ ซ ห หรือ ฮ ซึ่งเป็นพยัญชนะเสียดแทรก มัก

แสดงเสียงที่ค่อย ๆ เกิดขึ้น อาจเป็นเสียงลมที่เคลื่อนผ่านช่องแคบ ๆ เช่น
ลมดันออกมาดังฟู่ แมวขู่ฟ่อ นอนกรนฟี้ หายใจฟืดฟาด สูดปากซี้ด

หรือเป็นเสียงนํ้าที่เคลื่อนไหวแรงและเร็ว เช่น ฝนตกซู่ นํ้าแตกซ่า

หรือเป็นเสียงคนหรือสัตว์จํานวนมากส่งเสียงพร้อม ๆ กัน เช่น คน

พูดกันแซ่ เด็กคุยกันแซ่ด นกร้องเซ็งแซ่

หรืออาจเป็นเสียงแสดงอารมณ์ เช่น หัวเราะหึ ๆ หัวเราะแหะ ๆ

ครางฮือ ๆ ร้องไห้โฮ ๆ ถอนหายใจเฮือก

ภาษาไทยกับครูพี่ตี่ตี๋ – อาจารย์พีระเสก บริสุทธิ์บัวทิพย์

37

media

เสียงพยัญชนะท้าย ก็แนะเสียงในคําเลียนเสียงได้ไม่แพ้

พยัญชนะต้น ถ้าพยัญชนะท้ายเป็นพยัญชนะนาสิก มักแสดงเสียงที่
ก้องกังวานในตอนท้าย แต่ถ้าพยัญชนะท้ายเป็นพยัญชนะกัก มัก
แสดงเสียงที่สุดสิ้นลงทันที ลองเปรียบเทียบดังนี้

โทรศัพท์ดังกริ๊ง

ลั่นกุญแจกริ๊ก

ระฆังดังแก๊ง

ไฟแช็กตกดังแก๊ก

กระเป๋าตกตุ๋มลงนํ้า

กระโดดตุ้บ

ภาษาไทยกับครูพี่ตี่ตี๋ – อาจารย์พีระเสก บริสุทธิ์บัวทิพย์

38

media

ในด้านเสียงสระ ถ้าสระเป็นเสียงสั้น มักแสดงเสียงที่เกิดและ

สิ้นสุดลงอย่างรวดเร็ว ถ้าสละเป็นเสียงยาว จะแสดงเสียงที่ดังนาน
ขึ้น ลองเปรียบเทียบดังนี้

ถ่มนํ้าลายปริ๊ด

เป่านกหวีดปรี๊ด

เสียงกลองดังตุมๆ

หล่นตูมลงนํ้า

ภาษาไทยกับครูพี่ตี่ตี๋ – อาจารย์พีระเสก บริสุทธิ์บัวทิพย์

39

media

เสียงสระบางเสียงมักใช้เลียนเสียงบางอย่าง เช่น

สระอา เป็นสระเปิด ในการออกเสียงต้องอ้าปากกว้าง ลิ้นลดตํ่า
ขนาดช่องปากกว้าง มักแสดงเสียงที่ต้องอ้าปากกว้าง เช่น หัวเราะ
ก้าก หัวเราะฮ่า ๆ
สระ อิ เป็นสระปิด ในการออกเสียง ปากไม่ได้อ้ากว้าง ส่วนปลาย
ลิ้นอยู่ใกล้เพดานปาก ขนาดช่องปากแคบ มักแสดงเสียงที่เวลาออก
เสียงไม่ต้องอ้าปากกว้าง เช่น หัวเราะกิ๊ก หัวเราะคิก

ภาษาไทยกับครูพี่ตี่ตี๋ – อาจารย์พีระเสก บริสุทธิ์บัวทิพย์

40

media

ภาษาไทยกับครูพี่ตี่ตี๋ – อาจารย์พีระเสก บริสุทธิ์บัวทิพย์

เสียงวรรณยุกต์ก็ใช้แสดงเสียงต่าง ๆ กัน

วรรณยุกต์สามัญ ใช้แสดงเสียงที่ดังกังวาน ไม่แหลมสูง เช่น เสียง
ระเบิดดังบึ้ม เสียงปืนดังปัง เสียงตกเตียงดังตึง

วรรณยุกต์เอก แสดงเสียงค่อย ตํ่า เช่น หัวเราะหึ ๆ หัวเราะแหะ ๆ
ตบมือเปาะแปะ เดินกุก ๆ

วรรณยุกต์โท แสดงเสียงดังหนักแน่น ไม่แหลมสูง เช่น ทุบดังอั้ก
หล่นพลั่ก หกล้มป้าบ วิ่งตึ้ก ๆ ตกตุ้บ

41

media

ภาษาไทยกับครูพี่ตี่ตี๋ – อาจารย์พีระเสก บริสุทธิ์บัวทิพย์

เสียงวรรณยุกต์ก็ใช้แสดงเสียงต่าง ๆ กัน

วรรณยุกต์ตรี แสดงเสียงแหลมสูง เช่น ร้องกรี๊ด โทรศัพท์กริ๊ง ระฆัง
ดังแก๊ง แมวร้องแง้ว ม้าร้องฮี้ ๆ หนูร้องจี๊ด ๆ

วรรณยุกต์จัตวา แสดงเสียงเบา หรืออ่อนหวาน หรือโหยหวน เช่น
สตางค์ตกป๋อม นํ้าหยดติ๋ง ลุยนํ้าจ๋อม ๆ พูดเสียงหงุงหงิง คุยกันจุ๋งจิ๋ง
หมาร้องเอ๋ง

42

media

ภาษาไทยกับครูพี่ตี่ตี๋ – อาจารย์พีระเสก บริสุทธิ์บัวทิพย์

คําเลียนเสียงที่สันนิษฐานได้ว่าความหมายกลายไป

โครม เป็นคําเลียนเสียงคนหรือของหนัก ๆ ล้มหรือตก เช่น เดินดี ๆ ระวังจะหล่นโครม

ลงไปในนํ้า กลายความหมายเป็น ใช้อย่างมากมาย เช่น ใช้ไฟกันโครม ๆ

หง่าว เป็นคําเลียนเสียงแมวตัวผู้ร้องหาแมวตัวเมีย เช่น มันหง่าวหาตัวเมีย กลาย

ความหมายเป็น เหงาอยู่ตามลําพัง เช่น นั่งหง่าวอยู่คนเดียว

ต๋อม เป็นคําเลียนเสียงของหนักขนาดเล็กตกลงไปในนํ้า เช่น เหรียญตกต๋อมลงนํ้า กลาย
ความหมายเป็น เงียบไป ไม่ได้พบหรือไม่ได้ข่าว เช่น มันยืมเงินแล้วก็หายต๋อมไปเลย

43

media

คําเลียนเสียงเหล่านี้บางคําอาจกลายเสียงไปบ้าง

ชื่อสิ่งต่าง ๆ เป็นต้นว่าชื่อสัตว์บางชนิด เช่น กา แมว แพะ จิ้งจก ตุ๊กแก
อึ่งอ่าง
ชื่อสิ่งของ เช่น กริ่ง หวูด ออด ไฟแช็ก
ชื่อโรค เช่น หืด
คําบอกอาการบางอย่าง เช่น อ้วก กระแอม กระเดาะปาก ขาก สะอึก
ซุบซิบ อุบอิบ อึกอัก

ภาษาไทยกับครูพี่ตี่ตี๋ – อาจารย์พีระเสก บริสุทธิ์บัวทิพย์

44

media

ผู้ใช้ภาษาอาจใช้ภาษาด้วยเจตนาต่าง ๆ กัน เช่น ใช้ภาษาเพื่อบอก

เล่าเรื่องราวต่าง ๆ ที่ตนรู้ แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องบางเรื่อง ตําหนิ
หรือชมเชยผู้ฟัง ชักจูงโน้มน้าวให้ผู้ฟังกระทําการบางอย่าง ขอให้ผู้ฟังบอก
เล่าเรื่องราวบางเรื่องแก่ตน ฯลฯ

การสื่อสารด้วยเจตนาต่าง ๆ นี้อาจเป็นเพียงคํา ๆ เดียวก็ได้ เช่น ชาย

คนหนึ่งได้ยินเสียงคนเคาะประตูก็ร้องถามว่า “ใคร” ลูกชายบอกแม่ว่าจะไป
ต่างจังหวัด แม่ถามว่าจะไปกับใคร ลูกชายตอบสั้น ๆ ว่า “เพื่อน” เป็นต้น

ภาษาไทยกับครูพี่ตี่ตี๋ – อาจารย์พีระเสก บริสุทธิ์บัวทิพย์

ภาษาใช้สื่อสารได้ตามเจตนาต่างๆ

45

media


แม้คําคําเดียวจะใช้สื่อสารได้ก็จริง แต่ถ้าผู้พูดต้องการให้ถ้อยคําของตน

สื่อสารได้ชัดเจน ก็มักจะพูดเป็นประโยค

นักไวยากรณ์แบ่งประโยคตามเจตนาที่ใช้สื่อสารได้ ดังนี้

ภาษาไทยกับครูพี่ตี่ตี๋ – อาจารย์พีระเสก บริสุทธิ์บัวทิพย์

46

media

ภาษาไทยกับครูพี่ตี่ตี๋ – อาจารย์พีระเสก บริสุทธิ์บัวทิพย์

ประโยคบอกเล่าหรือประโยคแจ้งให้
ทราบ เช่น

เราควรเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม

ไม่ว่ามนุษย์หรือสัตว์ต่างก็รักชีวิต
ของตน

บทความของคุณน่าสนใจมาก

ประโยคบอกเล่าปฏิเสธ หรือเรียก
สั้น ๆ ว่าประโยคปฏิเสธ เช่น

คนเราอยู่คนเดียวในโลกไม่ได้

เราไม่ได้พบกันนานแล้ว

ไม่มีใครอยากทํางานร่วมกับเขา

47

media

ภาษาไทยกับครูพี่ตี่ตี๋ – อาจารย์พีระเสก บริสุทธิ์บัวทิพย์

ประโยคถาม หรือประโยคคําถาม
หรือประโยคถามให้ตอบ เช่น

เขาส่งข่าวมาบ้างไหม

ใครหยิบเงินในลิ้นชักไป

คุณซื้ออะไรมาบ้าง

ประโยคสอบถามปฏิเสธ เช่น

คุณไม่ได้รับจดหมายของผมหรือ

ทําไมวันนี้เขาไม่มาทํางาน

ใครไม่เคยไปอยุธยาบ้าง

48

media

ภาษาไทยกับครูพี่ตี่ตี๋ – อาจารย์พีระเสก บริสุทธิ์บัวทิพย์

ประโยคสั่ง หรือประโยคบอกให้ทํา
เช่น

บอกให้หัวหน้าแผนกมาพบผม
หน่อย

ไปส่งน้องให้ถึงบ้านนะ

หยิบจานมาซิ

ประโยคสั่งปฏิเสธ หรือประโยคห้าม
เช่น

อย่าแกล้งน้อง

ลูกต้องไม่พูดปด

อย่าจอดรถขวางประตู

49

media

๑. ประโยคแต่ละชนิดอาจแสดงเจตนาที่แยกย่อยไปได้อีกมาก เช่น

ประโยคบอกเล่าอาจแสดงเจตนาบอก เตือน แนะ ท้วง วิจารณ์ ตําหนิ
ฯลฯ ประโยคสั่งอาจแสดงเจตนาบังคับ ขอร้อง อ้อนวอน ชวนเชิญ ฯลฯ
ประโยคสอบถามอาจแสดงเจตนาถาม ซัก สอบสวน ฯลฯ

ภาษาไทยกับครูพี่ตี่ตี๋ – อาจารย์พีระเสก บริสุทธิ์บัวทิพย์

ข้อสังเกตเกี่ยวกับการใช้ประโยคแสดงเจตนาต่างๆ

50

media

คําชนิดหนึ่งที่ช่วยแสดงเจตนาของผู้พูดคือคําอนุภาค ประโยค

ต่อไปนี้แสดงเจตนาของผู้พูดต่างกัน

นั่งลงซิ

สั่ง

นั่งลงเถอะ

อนุญาต

คุณอย่าจับซิ

ตําหนิ

คุณอย่าจับนะ

ห้าม

ภาษาไทยกับครูพี่ตี่ตี๋ – อาจารย์พีระเสก บริสุทธิ์บัวทิพย์

51

media

หนูไม่ไปหาคุณยายนะ

บอกเชิงขออนุญาต

หนูไม่ไปหาคุณยายหรอก

แย้ง

คุณซื้ออะไรมาล่ะ

ถาม

คุณซื้ออะไรมานะ

ถามควรซํ้าอาจเป็นเพราะ

ได้ยินไม่ถนัด หรือไม่เชื่อหู



ภาษาไทยกับครูพี่ตี่ตี๋ – อาจารย์พีระเสก บริสุทธิ์บัวทิพย์

52

media

๒. ประโยคสั่งสามารถทําให้นุ่มนวลกลายเป็นประโยคขอร้องได้โดย

ใช้คําบางคําช่วย

ประโยคต่อไปนี้ประโยค ก เป็นประโยคสั่ง ส่วนประโยค ข และ ค

เป็นประโยคขอร้อง

(คุณ)บอกทุกคนให้ไปที่ท่านํ้า

(คุณ)กรุณาบอกทุกคนให้ไปที่ท่านํ้า

(คุณ)ช่วยบอกทุกคนให้ไปที่ท่านํ้าด้วย

ภาษาไทยกับครูพี่ตี่ตี๋ – อาจารย์พีระเสก บริสุทธิ์บัวทิพย์

53

media

นอกจากนั้น แทนที่จะสั่งหรือขอร้อง ผู้พูดอาจชวนเชิญให้ผู้ฟัง

กระทําร่วมกับตน ประธานของประโยคจะเปลี่ยนสรรพนาม จากสรรพนาม
ที่หมายถึงผู้ฟัง ไปเป็นสรรพนามที่หมายถึงผู้พูดและผู้ฟัง และมักจะมีคํา
ว่า “กัน” อยู่ในประโยคด้วย เช่น

เราไปที่ท่านํ้ากันดีกว่า

เราออกไปข้างนอกกันเถอะ

ภาษาไทยกับครูพี่ตี่ตี๋ – อาจารย์พีระเสก บริสุทธิ์บัวทิพย์

54

media

๓. ประโยคปฏิเสธมักมีคําว่า “ไม่” อยู่หน้าคําที่ต้องการปฏิเสธ เช่น

เขาไม่อยู่บ้าน

ผมไม่เคยพูดปด

เรามีเงินไม่มาก

คําว่า “มิ” ก็ใช้หน้าคําที่ต้องการปฏิเสธ เช่นเดียวกับคําว่า “ไม่” แต่

ใช้ในภาษาเขียน เช่น

เขายังคิดถึงเธออยู่มิรู้วาย

ข้าพเจ้ามิได้ล่วงรู้เจตนาที่แท้จริงของเขา

ภาษาไทยกับครูพี่ตี่ตี๋ – อาจารย์พีระเสก บริสุทธิ์บัวทิพย์

55

media

คําว่า “ไม่” และคําว่า “มิ” อาจประกอบกับคําอื่นเป็นกลุ่มคําปฏิเสธ หา...

ไม่ ก็หาไม่ หา...ใช่ไม่ บมิ ทั้งหมดนี้ใช้ในภาษาเขียน เช่น

เขาหารู้ไม่ว่าเพื่อนรักได้ทรยศ

เขาจะรู้ก็หาไม่ว่ามีผู้ล่วงรู้ความลับ

เด็กคนนี้หาใช่บุตรของเราไม่

การกระทําเช่นนี้บมิชอบ

คําว่า “ใช่” ปัจจุบันไม่ใช่คําปฏิเสธ แต่ในสมัยก่อนให้เป็นปฏิเสธ เช่น

“ขุนนางใช่พ่อแม่ หินแง่ใช่ตายาย” หมายความว่า ขุนนางไม่ใช่พ่อแม่ หินแง่
ไม่ใช่ตายาย

เราอาจใช้คําว่า “ใช่” ร่วมกับคําอื่นบางคําเป็น ใช่ว่า ใช่ที่ ฯลฯ เช่น “รู้ไว้ใช่

ว่า ใส่บ่าแบกหาม” “ผมจะเข้าไปช่วยก็ใช่ที่”


ภาษาไทยกับครูพี่ตี่ตี๋ – อาจารย์พีระเสก บริสุทธิ์บัวทิพย์

56

media

คําว่า “เปล่า” ไม่ใช้ขยายคําอื่น แต่ใช้ในการถามและใช้ในการตอบปฏิเสธ เช่น



ถ้าต้องการให้สุภาพ อาจใช้กลุ่มคํา “หามิได้” แทนคําว่า “เปล่า” เช่น


ภาษาไทยกับครูพี่ตี่ตี๋ – อาจารย์พีระเสก บริสุทธิ์บัวทิพย์

พิศ

คุณไม่สบายหรือเปล่า

เพลิน

เปล่า ฉันสบายดี

พิศ

คุณคงผิดหวังใช่ไหม

เพลิน

หาไม่ได้ ดิฉันไม่ได้หวังอยู่แล้ว

57

media

มีการใช้คําปฏิเสธในลักษณะปฏิเสธซ้อนปฏิเสธ ซึ่งมักจะทําให้ประโยคมี

ความหมายเป็นบอกเล่า เช่น

- ไม่ใช่ผมจะไม่ยอมใช้หนี้ แต่ตอนนี้ผมไม่มีเงินจริง ๆ (หมายถึงผมจะยอมใช้หนี้...)
- เขาไม่ใช่ไม่รู้เรื่องนี้ (หมายถึงเขารู้เรื่องนี้)

แม้ประโยคปฏิเสธซ้อมปฏิเสธจะมีความหมายเป็นบอกเล่า แต่ก็ใช้ได้ใน

สถานการณ์ที่จํากัดกว่าประโยคบอกเล่าทั่ว ๆ ไป คือ มักใช้เมื่อผู้พูดฝ่ายหนึ่งกล่าว
ปฏิเสธเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ผู้พูดอีกฝ่ายหนึ่งไม่เห็นด้วยซึ่งกล่าวปฏิเสธประโยคนั้น
ประโยค “ไม่ใช่ผมจะไม่ยอมใช้หนี้” จะพูดต่อเมื่อมีผู้กล่าวหาว่าจะไม่ใช้หนี้ ประโยค
“เขาไม่ใช่ไม่รู้เรื่องนี้” จะพูดต่อเมื่อมีผู้คาดเดาว่าเขาคงไม่รู้เรื่อง

ภาษาไทยกับครูพี่ตี่ตี๋ – อาจารย์พีระเสก บริสุทธิ์บัวทิพย์

58

media


๔. ผู้พูดหรือผู้เขียนอาจใช้ประโยคแสดงเจตนาต่าง ๆ เรียงต่อกัน

ไป ผู้รับสารจะเลือกตอบสนองเจตนาอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น
- คุณดูท่าทางไม่ค่อยสบาย ปวดศีรษะใช่ไหม ไปหาหมอเถอะ (บอก-ถาม-สั่ง)
- ลูกเอาแกงนี่ไปให้คุณยายหน่อย ถือดี ๆ อย่าให้หก เดี๋ยวแม่จะตามไป
(สั่ง-สั่ง-ห้าม-บอก)
- ใครมาเรียกที่ประตู น้องช่วยไปดูหน่อย พี่กําลังยุ่ง (ถาม-สั่ง-บอก)


ภาษาไทยกับครูพี่ตี่ตี๋ – อาจารย์พีระเสก บริสุทธิ์บัวทิพย์

59

media


๕. เมื่อผู้ส่งสารใช้ประโยคแสดงเจตนาอย่างใดอย่างหนึ่ง ผู้รับสาร

อาจสนองตอบต่างกันไปได้ เช่น

อร ถาม

เวลาเท่าไหร่

อุ๊

ตอบ

บ่ายโมงแล้ว

ตอบปฏิเสธ

ไม่รู้

ตั้งคําถาม

ถามทําไม

ออกคําสั่ง

ดูนาฬกาที่ข้างฝาสิ

ภาษาไทยกับครูพี่ตี่ตี๋ – อาจารย์พีระเสก บริสุทธิ์บัวทิพย์

60

media


๖. เรามารู้ว่าผู้พูดมีเจตนาอย่างไ จากถ้อยคําที่เขาใช้ เช่น ถ้าผู้หญิง

ใช้สรรพนามที่หมายถึงผู้ฟังเป็นประธานของประโยค ผู้พูดมักมีเจตนาสั่ง
ถ้าผู้พูดใช้คําแสดงคําถาม ใคร ทําอะไร ทําไม ฯลฯ ในประโยค ผู้พูดมักมี
เจตนาถาม

อย่างไรก็ดีในบางกรณีผู้ฟังจะต้องพิจารณาสถานการณ์ประกอบ จึง

จะเข้าใจเจตนาที่แท้จริงของผู้พูด เช่น

ฉันอยากได้ซองมาใส่จดหมาย (ผู้พูดอาจเพียงแต่บอกความต้องการ

หรือตั้งใจจะสั่งให้ผู้ฟังไปหยิบซองมาให้

ภาษาไทยกับครูพี่ตี่ตี๋ – อาจารย์พีระเสก บริสุทธิ์บัวทิพย์

61

media


หนังสือเล่มนี้ ใครจะอ่าน (ผู้พูดอาจถามเพราะต้องการคําตอบ หรือ

พูดด้วยความเชื่อว่าไม่มีใครอ่าน)

คุณอยู่เฉย ๆได้ไหม (ผู้พูดอาจถามเพราะอยากรู้ หรือขอให้ผู้ฟังอยู่

เฉย ๆ )

ภาษาไทยกับครูพี่ตี่ตี๋ – อาจารย์พีระเสก บริสุทธิ์บัวทิพย์

62

media

ภาษาไทยกับครูพี่ตี่ตี๋ – อาจารย์พีระเสก บริสุทธิ์บัวทิพย์

แบบ
ฝึก
หัด

63

media

๑. ตามธรรมชาติของภาษา ข้อใดไม่ใช่ลักษณะทั่วไปของภาษา

๑. ครูประจาชั้นกวักมือเรียกเด็กนักเรียนไปเข้าแถวที่สนาม

๒. คําว่า “บัตรเติมเงิน” เป็นคําประสมที่ใช้ในภาษาไทยไม่นานนัก

๓. คุณวิมลเล่าว่าลูกสาวอายุ ๒ ขวบพูดเก่งขึ้น ใช้ประโยคได้ยาวกว่า

เมื่อก่อนมาก

๔. เด็กชายทองไม่สามารถออกเสียงคําภาษาอังกฤษที่มีเสียงตัว S

สะกดได้เพราะเสียง สะกดนี้ไม่มีในภาษาไทย

ภาษาไทยกับครูพี่ตี่ตี๋ – อาจารย์พีระเสก บริสุทธิ์บัวทิพย์

64

media

๒. ตามธรรมชาติของภาษา ข้อใดไม่ใช่ลักษณะทั่วไปของภาษา

๑. คําเกิดจากการนําเสียงในภาษามาประกอบกันเข้า

๒. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 เขียนเรียงความส่งเข้าประกวด

๓. ประโยคนี้มี 2 ประโยครวมกันโดยใช้คําเชื่อมช่วยเชื่อมความ

๔. ปัจจุบันคนไทยหลายคนพูดเสียงพยัญชนะควบกลํ้าไม่ได้เลย

ภาษาไทยกับครูพี่ตี่ตี๋ – อาจารย์พีระเสก บริสุทธิ์บัวทิพย์

65

media

๓. ข้อความต่อไปนี้แสดงให้เห็นลักษณะของภาษาตามข้อใด
คนไทยเหนือใช้คําว่า “ลํา” คนไทยอีสานใช้คาว่า “แซ่บ”
คนไทยใต้ใช้คําว่า “หรอย” ในความหมายเดียวกับคาว่า “อร่อย” ของ
ภาษาไทยกลาง
๑. ภาษามีระดับและศักดิ์ชั้น
๒. ภาษาเป็นไปตามกําหนดของกลุ่มชน
๓. ภาษามีการเปลี่ยนแปลงตามยุคสมัย
๔. ภาษาสะท้อนศิลปวัฒนธรรมของท้องถิ่น

ภาษาไทยกับครูพี่ตี่ตี๋ – อาจารย์พีระเสก บริสุทธิ์บัวทิพย์

66

media

๔. ข้อความใดไม่ถูกต้อง

๑. ถึงแม้ว่าเสียงในภาษาจะมีจํานวนจํากัด แต่เราสามารถสร้างประโยคได้

อย่างไม่จํากัด

๒. ถึงแม้ว่าเสียงกับความหมายจะไม่สัมพันธ์กันแต่คําในภาษาไทย

ส่วนมากเสียงจะมีความสัมพันธ์กับความหมาย

๓. ถึงแม้ว่าเสียงพูดจะเป็นสิ่งสําคัญที่ใช้สื่อสารเป็นความหมายในภาษาแต่

เสียงและท่าทางของสัตว์ก็นับได้ว่าเป็นการสื่อสารได้เช่นเดียวกัน

๔. ถึงแม้ว่าวัฒนธรรมจะมีผลอย่างมากต่อการสื่อสารโดยการใช้ภาษา แต่

ในวัฒนธรรมเดียวกันก็ยังมีการใช้ภาษาที่ต่างกันออกไป

ภาษาไทยกับครูพี่ตี่ตี๋ – อาจารย์พีระเสก บริสุทธิ์บัวทิพย์

67

media

๕. ข้อใดประกอบด้วยพยางค์ที่ออกเสียงสระยาวทุกคํา

๑. เวิ้งว้าง เงินผ่อน แบ่งแยก

๒. วี้ดว้าย เชิญชวน คลอนแคลน

๓. โพล้เพล้ ร่องแร่ง จองหอง

๔. กรีดกราย ร่อนเร่ ลอดช่อง

ภาษาไทยกับครูพี่ตี่ตี๋ – อาจารย์พีระเสก บริสุทธิ์บัวทิพย์

68

media

๖. ข้อใดเป็นคําที่เกิดจากการเลียนเสียงธรรมชาติทุกคํา

๑. ตุ๊กแก ต๊อกแต๊ก ต้วมเตี้ยม

๒. ออดแอด อุ้ยอ้าย อู๊ดอี๊ด

๓. โหวยๆ หวีด หวูดๆ

๔. โครมๆ คึก คิกๆ

ภาษาไทยกับครูพี่ตี่ตี๋ – อาจารย์พีระเสก บริสุทธิ์บัวทิพย์

69

media

๗. ข้อใดไม่ใช่ประโยคความรวม

๑. พอฝนจะตกเราก็รีบกลับบ้านทันที

๒. คนไทยรักสงบแต่ยามรบก็ไม่ขลาด

๓. ใครๆก็รู้ว่าแถวสีลมอากาศเป็นพิษ

๔. ประชาชนไม่ใช้สะพานลอยตํารวจจึงต้องตักเตือน

ภาษาไทยกับครูพี่ตี่ตี๋ – อาจารย์พีระเสก บริสุทธิ์บัวทิพย์

70

media

๘. ข้อใดเป็นประโยคคําถาม

๑. อะไรฉันก็กินได้ทั้งนั้น

๒. เธอนั่นเอง ฉันนึกว่าใคร

๓. ทําไมเธอไม่อ่านคําสั่งให้ดีเสียก่อน

๔. เมื่อไหร่เขาจะมาก็ไม่รู้

ภาษาไทยกับครูพี่ตี่ตี๋ – อาจารย์พีระเสก บริสุทธิ์บัวทิพย์

71

media

๙. การพูดในข้อใดมีนํ้าเสียงต่างจากข้ออื่น

๑. หยุดทีเถอะ ฉันจะนอน

๒. หยุดทีเถอะ เธอเหนื่อยมากแล้ววันนี้

๓. หยุดทีเถอะ แล้วจะหาว่าฉันไม่เตือน

๔. หยุดทีเถอะ พูดเรื่องอื่นบ้างได้ไหม

ภาษาไทยกับครูพี่ตี่ตี๋ – อาจารย์พีระเสก บริสุทธิ์บัวทิพย์

72

media

๑๐. ข้อใดเป็นเครื่องยืนยันว่าคําในภาษาไทย “เสียงเปลี่ยน ความมหาย
เปลี่ยน” ได้ชัดเจนที่สุด

๑. นักข่าวสวมเสื้อขาวนั่งกินข้าว

๒. อีกามันกล้าบินก๋ามาทางนี้

๓. พ่อค้านั่งคาบันไดร้านค้า

๔. สาวหน้าใสใส่เสื้อสวย

ภาษาไทยกับครูพี่ตี่ตี๋ – อาจารย์พีระเสก บริสุทธิ์บัวทิพย์

73

media

ภาษาไทยกับครูพี่ตี่ตี๋ – อาจารย์พีระเสก บริสุทธิ์บัวทิพย์

media

ความรู้และข้อน่าสังเกตเกี่ยวกับภาษา

วิชาภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ ๔

ภาษาไทยกับครูพี่ตี่ตี๋
อาจารย์พีระเสก บริสุทธิ์บัวทิพย์

Show answer

Auto Play

Slide 1 / 73

SLIDE