wayground logo

Free Printable Worksheets

NEW

Font size

S
M
L
XL
Worksheets

บท10การนำกลยุทธ์ไปปฏิบัติ:โครงสร้างองค์กร บท11การบริหารงานบุคคล

Total questions: 33

Worksheet time: 17mins

Name
Class
Date
1.

การจัดองค์กร (Organizing) หมายถึงข้อใด

a)

1. กระบวนการจัดการคน (people) และทรัพยากร (resource) ให้ทำงานร่วมกันเพื่อให้สำเร็จตามเป้าหมาย (goal)

b)

2. การแบ่งงาน (division of labor) ให้รับผิดชอบ (tasks) และร่วมมือ (coordinating) กันทำงานให้ประสบผลสำเร็จ (achieve) ตามวัตถุประสงค์ร่วมกัน (common purpose)

c)

3. ระบบ (system) ความสัมพันธ์ (relationship) ของความรับผิดชอบหรือหน้าที่ (task) กระบวนการทำงาน (workflow) การรายงาน (reporting) และช่องทางการสื่อสาร (communication channel) ที่เชื่อมโยงงานของแต่ละคน (individual) หรือกลุ่มคน(group) ในองค์กร (organization) ให้ทำงานร่วมกัน

d)

ถูกข้อ 1 และ 2

2.

โครงสร้างองค์กร (Organization Structure) หมายถึงข้อใด

a)

กระบวนการจัดการคน (people) และทรัพยากร (resource) ให้ทำงานร่วมกันเพื่อให้สำเร็จตามเป้าหมาย (goal)

b)

การแบ่งงาน (division of labor) ให้รับผิดชอบ (tasks) และร่วมมือ (coordinating) กันทำงานให้ประสบผลสำเร็จ (achieve) ตามวัตถุประสงค์ร่วมกัน (common purpose)

c)

ระบบ (system) ความสัมพันธ์ (relationship) ของความรับผิดชอบหรือหน้าที่ (task) กระบวนการทำงาน (workflow) การรายงาน (reporting) และช่องทางการสื่อสาร (communication channel) ที่เชื่อมโยงงานของแต่ละคน (individual) หรือกลุ่มคน(group) ในองค์กร (organization) ให้ทำงานร่วมกัน

d)

โครงสร้างองค์กรที่แบ่งการปฏิบัติการเป็นหน่วยงานที่มีความอิสระ (autonomous) ในการบริหารงานภายใต้ร่มเงาของหน่วยงานใหญ่ (larger corporate umbrella)

3.

มิติของโครงสร้างองค์กร (Dimensions of organization structure) มีกี่มิติ คือข้อใด

a)

2 มิติ คือ มิติแนวตั้ง มิติแนวนอน

b)

3 มิติ คือ มิติแนวตั้ง มิติแนวนอน มิติรวบอำนาจ

c)

4 มิติ คือ มิติแนวตั้ง มิติแนวนอน มิติรวบอำนาจ มิติการกระจายอำนาจ

d)

5 มิติ คือ มิติแนวตั้ง มิติแนวนอน มิติรวบอำนาจ มิติการกระจายอำนาจ มิติเป็นทางการ

4.

การออกแบบองค์กรแบ่งออกเป็น 3 ประเภทหลัก คือ ข้อใด

a)

แบบจักรกล แบบอินทรีย์ แบบไร้พรมแดน

b)

แบบง่าย แบบตามหน้าที่ แบบหลายหน่วยงาน

c)

แบบเน้นลูกค้า แบบตามภูมิศาสตร์ แบบลูกผสม

d)

แบบเครือข่ายพันธมิตร แบบแยกธุรกิจ แบบสัมพันธ์เชิงซ้อน

5.

ข้อเสียของโครงสร้างแบบใดมักมีปัญหาในการติดต่อประสานงาน มุมมองที่ต่างกัน เช่นการมุ่งเน้นกำไรระยะสั้นทำให้โอกาสการวิจัยและพัฒนาลดลง

a)

โครงสร้างแบบง่าย

b)

โครงสร้างตามหน้าที่

c)

โครงสร้างหลายหน่วยงาน

d)

โครงสร้างเน้นลูกค้า

6.

จุดเด่นคือ ช่วยให้สามารถแยกแยะสินค้าหรืองานบริการได้ตรงกับสภาพของลูกค้าในแต่ละท้องถิ่น เช่น รสนิยมและอำนาจการซื้อของลูกค้า เป็นต้น หมายถึงจุดเด่นของโครงสร้างองค์กรแบบใด

a)

โครงสร้างเน้นลูกค้า

b)

โครงสร้างตามภูมิศาสตร์

c)

โครงสร้างลูกผสม

d)

โครงสร้างเครือข่ายพันธมิตร

7.

โครงสร้างองค์กรแบบใดมีหลักสำคัญ คือ จัดทำตารางมิติด้านหน้าที่ (Function) กับ มิติด้านผลผลิต (Product) ไขว้กัน

a)

โครงสร้างเครือข่ายพันธมิตร (Affiliate Network Structure)

b)

โครงสร้างแยกธุรกิจ (Conglomerate/Holding Structure)

c)

โครงสร้างแบบสัมพันธ์เชิงซ้อน (Matrix Structure)

d)

โครงสร้างไร้พรมแดน (Boundaryless Structure)

8.

โครงสร้างองค์กรแบบใดที่ถูกเรียกว่า “องค์กรแบบที” (T-form organization) เพราะต้องอาศัยเทคโนโลยีเป็นฐานนั่นเอง (Technology-based organization)

a)

โครงสร้างเครือข่ายพันธมิตร (Affiliate Network Structure)

b)

โครงสร้างแยกธุรกิจ (Conglomerate/Holding Structure)

c)

โครงสร้างแบบสัมพันธ์เชิงซ้อน (Matrix Structure)

d)

โครงสร้างไร้พรมแดน (Boundaryless Structure)

9.

โครงสร้างไรพรมแดน แบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือข้อใด

a)

โครงสร้างไร้พรมแดนที่แท้จริง

b)

โครงสร้างไร้พรมแดนแบบโมดุล

c)

โครงสร้างไร้พรมแดนแบบองค์กรเสมือน

d)

ถูกทุกข้อ

10.

ข้อใดไม่ใช่ปัจจัยกำหนดโครงสร้างองค์กร

a)

ขนาดองค์กร

b)

เทคโนโลยี

c)

สังคม

d)

ทักษะของพนักงาน

11.

โครงสร้างองค์กรแบบการจัดแบ่งงานแบ่งออกได้เป็นกี่แบบ

a)

2

b)

3

c)

4

d)

5

12.

โครงสร้างองค์กรแบบการจัดแบ่งงานแบ่งออกได้เป็นแบบใดบ้าง

a)

แบ่งตามหน้าที่ แบ่งตามผลิตภัณฑ์

b)

แบ่งตามหน้าที่ แบ่งตามผลิตภัณฑ์ แบ่งตามลูกค้า

c)

แบ่งตามหน้าที่ แบ่งตามผลิตภัณฑ์ แบ่งตามลูกค้า แบ่งตามพื้นที่

d)

แบ่งตามหน้าที่ แบ่งตามผลิตภัณฑ์ แบ่งตามลูกค้า แบ่งตามพื้นที่ แบ่งตามกระบวนการ

13.

การกำหนดจำนวนระดับและผู้ใต้บังคับบัญชาที่ผู้บริหารคนหนึ่งสามารถควบคุมได้อย่างเหมาะสมที่สุด หมายถึงข้อใด

a)

ช่วงการบังคับบัญชา (Span of Control)

b)

ความเป็นทางการในองค์กร (Formalization)

c)

ระดับของความเป็นทางการ (Degree of Formalization)

d)

การรวมอำนาจ (Centralization)

14.

ข้อใดคือการกำหนดการตัดสินใจหรือการมอบอำนาจการบริหารไว้ที่คนใดคนหนึ่งหรือตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่งในองค์กร ซึ่งมีผลทำให้ ไม่มีหรือมีข้อมูลน้อยที่ช่วยสนับสนุนการตัดสินใจ

a)

การรวมอำนาจ (Centralization)

b)

การกระจายอำนาจ (Decentralization)

c)

ความเป็นทางการในองค์กร (Formalization)

d)

ระดับของความเป็นทางการ (Degree of Formalization)

15.

ข้อใดหมายถึงการกำหนดการตัดสินใจหรือการมอบอำนาจการบริหารลงไปยังคนหรือตำแหน่งงานที่อยู่ใกล้กับการปฏิบัติงาน

a)

การรวมอำนาจ (Centralization)

b)

การกระจายอำนาจ (Decentralization)

c)

ความเป็นทางการในองค์กร (Formalization)

d)

โครงสร้างแบบง่าย (Simple Structure)

16.

ข้อใดไม่ใช่คุณลักษณะของโครงสร้างองค์กรแบบสัมพันธ์เชิงซ้อน (Matrix Structure)

a)

ประสานการทำงานแบ่งแยกหน้าที่กันชัดเจน

b)

แบ่งความรับผิดชอบตามความถนัด

c)

สายบังคับบัญชาแบบคู่

d)

ใช้ผู้เชี่ยวชาญร่วมกัน

17.

ข้อใดไม่ใช่แนวโน้มโครงสร้างแบบใหม่

a)

โครงสร้างแบบทีม (Team Structure)

b)

องค์กรเสมือนจริง (Virtual Organization)

c)

องค์กรไร้พรมแดน (Boundaryless Organization)

d)

โครงสร้างแบบอินทรีย์ (Organic Structure)

18.

องค์กรแห่งการเรียนรู้ (Learning Organization) เกิดจากข้อใด

a)

1. การออกแบบองค์กร (Organizational Design) และผู้นำ (Leadership)

b)

2. วัฒนธรรมองค์กร (Organizational Culture) และการใช้สารสนเทศร่วมกัน (Information Sharing)

c)

ข้อ 1 ถูก

d)

ข้อ 1 และ 2 ถูก

19.

การนำกลยุทธ์ไปปฏิบัติควรตรวจสอบความเหมาะสม 7 ด้าน เรียกว่าอะไร

a)

7--S Model ของ McKinsey

b)

7-Habit Model ของ McKinsey

c)

7-S Model ของ Michael E. Porter

d)

7-Habit Model ของ Michael E. Porter

20.

การตรวจสอบความเหมาะสม 7 ด้าน ข้อใดเป็นการตรวจสอบโครงสร้าง กลยุทธ์ และระบบงานขององค์กร เช่น ทางการบัญชี การตลาด การเงิน การผลิต เป็นต้น

a)

Structure, Staff, Skill

b)

Structure, Strategy, Style

c)

Structure, Strategy, System

d)

Structure, Style, Share Value

21.

การตรวจสอบความเหมาะสม 7 ด้าน ข้อใดเป็นการตรวจสอบความรู้ความสามรถจำนวนบุคลากร

a)

Staff, Skill

b)

Style, Skill

c)

Staff, Style

d)

Skill, System

22.

ข้อใดไม่ใช่ความสำเร็จในการนำกลยุทธ์ไปสู่ภาคปฏิบัติ

a)

การคงอยู่ของกลยุทธ์เดิม

b)

รูปแบบโครงสร้างองค์กรปรับให้สอดคล้องกับกลยุทธ์

c)

กลไกวัฒนธรรมขององค์กรใหม่/เดิม แตกต่างเพียงใด

d)

ภาวการณ์เป็นผู้นำในการปฏิบัติงานสอดคล้องกับแผนกลยุทธ์

23.

ระดับการเปลี่ยนแปลงกลยุทธ์มีกี่ระดับ

a)

2

b)

3

c)

4

d)

5

24.

ระดับการเปลี่ยนแปลงกลยุทธ์ คือข้อใดบ้าง

a)

ความต่อเนื่อง, การเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย

b)

ความต่อเนื่อง, การเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย, เปลี่ยงแปลงภายในขอบเขต

c)

ความต่อเนื่อง, การเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย, เปลี่ยงแปลงภายในขอบเขต, เปลี่ยนแปลงแบบรุนแรง

d)

ความต่อเนื่อง, การเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย, เปลี่ยงแปลงภายในขอบเขต, เปลี่ยนแปลงแบบรุนแรง, เปลี่ยนทิศทางองค์กร

25.

ทักษะการจัดการเกี่ยวกับการเปลี่ยนแบบใดที่เป็น แบบเร็วพอดี โดยให้การจูงใจและระดับการตอบแทน

a)

แบบอำนาจบังคับ

b)

แบบให้ความรู้

c)

แบบผสมผสาน

d)

ไม่มีข้อใดถูก

26.

ข้อใดคือความหมายของการนำกลยุทธ์ไปปฏิบัติ (Strategy Implementation)

a)

กระบวนการที่ผู้บริหารแปลงกลยุทธ์และ นโยบาย ไปสู่แผนการดำเนินงาน กำหนดรายละเอียดด้านต่างๆ

b)

กระบวนการของการเปลี่ยนแปลงกลยุทธ์ ที่กำหนดไว้ (Intended Strategy) ให้เป็นกลยุทธ์ที่เป็นจริง (Realized Strategy)

c)

กระบวนการเปลี่ยนแปลงกลยุทธ์ ให้เป็นการปฏิบัติและผลลัพธ์

d)

ขั้นตอนของการกำหนดแผนและการจัดสรรทรัพยากร

27.

ข้อใดไม่ใช่องค์ประกอบการนำกลยุทธ์ไปปฏิบัติ

a)

การกำหนดแผนและการจัดสรรทรัพยากร

b)

การปรับโครงสร้างองค์กร

c)

การปรับปรุงเปลี่ยนแปลงในส่วนของระบบและการพัฒนาผู้นำ

d)

การกระจายกลยุทธ์

28.

ข้อใดคือเครื่องมือในการเปลี่ยนแปลงกลยุทธ์ไปสู่ภาคปฏิบัติ

a)

ด้านการเงิน ด้านลูกค้า กระบวนการภายใน องค์กรและการเรียนรู้

b)

ด้านการผลิต ด้านลูกค้า กระบวนการภายใน องค์กรและการเรียนรู้

c)

ด้านการผลิต ด้านการจัดจำหน่าย กระบวนการภายใน องค์กรและการเรียนรู้

d)

ด้านการเงิน ด้านการจัดจำหน่าย กระบวนการภายนอก องค์กรและการเรียนรู้

29.

ตัวชี้วัดแห่งความสำเร็จนการนำกลยุทธ์ไปปฏิบัติคือด้านใด

a)

ด้านคุณภาพ ด้านปริมาณ ด้านต้นทุน ด้านเวลา

b)

ด้านการเงิน ด้านคุณสมบัติของสินค้า ด้านต้นทุน ด้านเวลา

c)

ด้านคุณภาพ ด้านปริมาณ ด้านกำไร ด้านเวลา

d)

ด้านคุณภาพ ด้านคุณสมบัติของสินค้า ด้านต้นทุน ด้านเวลา

30.

ข้อใดไม่ใช่ปัญหาในการนำกลยุทธ์ไปใช้

a)

V M O G ไม่ชัดเจน

b)

Objective ของหน่วยงานต่างๆ ไม่สอดคล้องกับ Vision

c)

การขาดภาวะผู้นำและทิศทางการบริหารงานของผู้บริหารที่ไม่ชัดเจน

d)

สามารถจัดการกับสภาพแวดล้อมที่มีการเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว

31.

Action Planning Framework ในการนำกลยุทธ์ไปปฏิบัติ คือข้อใด

a)

1. การบริหารงานโดยยึดวัตถุประสงค์ (Management by Objective: MBO)

b)

2. การจัดการคุณภาพโดยรวม (Total Quality Management: TQM)

c)

ข้อ 1 ถูก

d)

ข้อ 1 และ 2 ถูก

32.

ข้อใดคือแนวความคิดของ MBO

a)

แนวคิดที่ว่า “วัตถุประสงค์เป็นสิ่งจำเป็นต่อการบริหารงาน”

b)

แนวคิดเรื่อง “การนำวัตถุประสงค์มาใช้ควบคุมงาน” ให้มีประสิทธิภาพ

c)

แนวคิดที่ว่า “ความต้องการเป็นวัตถุประสงค์ของมนุษย์”

d)

ถูกทุกข้อ

33.

ข้อใดคือการจัดการปรับปรุงกิจการใหม่ทั้งหมดภายในองค์กรทั้งผลผลิตและกระบวนการผลิต โดยเน้นที่ความพึงพอใจของลูกค้า

a)

การบริหารงานโดยยึดวัตถุประสงค์ (Management by Objective: MBO)

b)

การจัดการคุณภาพโดยรวม (Total Quality Management: TQM)

c)

การรีเอ็นจิเนียริ่ง (Reengineering)

d)

การพัฒนาองค์กร (Organization Development)