wayground logo

Free Printable Worksheets

Font size

S
M
L
XL
Worksheets

AIN122_ข้อสอบปลายภาค (ปรนัย)

Total questions: 85

Worksheet time: 1hrs 25mins

Name
Class
Date
1.

ข้อใดต่อไปนี้ ถูกต้อง

a)

ความน่าจะเป็น คือ ค่าของโอกาสที่จะเกิดเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่ง กล่าวคือ สัดส่วนจำนวนครั้งที่เหตุการณ์นั้นเกิดขึ้น ส่วนจำนวนเหตุการณ์เกือบทั้งหมดที่เกิดขึ้น

b)

กฎของความน่าจะเป็น มี 2 ข้อ

คือกฎการลบ และกฎการหาร

c)

ถ้าค่าความคลาดเคลื่อนที่ได้จากการทดลองมีค่ามากกว่าค่าวิกฤต

ที่ระดับนัยสำคัญ 0.01 ถือว่าค่าที่ได้จากการทดลองปฏิเสธ Ho

ดังนั้นแตกต่างจากทฤษฎีอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ

d)

การทดสอบด้วยไค-สแคว์ คือ การทดสอบหาค่าความคลาดเคลื่อน

ของการทดลองที่แตกต่างจากค่าทฤษฎี

2.

การโยนเหรียญ 2 เหรียญพร้อมกัน

โอกาสที่จะเกิดหัว 1 อัน ก้อย 1 อัน

เท่ากับเท่าใด

a)

1/2

b)

1/4

c)

1/6

d)

1/3

3.

จากข้อความต่อไปนี้

ก. การโยนลูกเต๋า 1 ลูก 1 ครั้ง โอกาสที่ลูกเต๋าขึ้นหน้า 1 เท่ากับ 1/6

ข. สมมุติให้ A และ B เป็นเหตุการณ์ไม่สามารถเกิดขึ้นพร้อมกันได้

ซึ่งกำหนดให้ P(A) = ค่าโอกาสที่จะเกิดเหตุการณ์ A และ P(B) = ค่าโอกาส

ที่จะเกิดเหตุการณ์ B ดังนั้นโอกาสที่จะเกิดเหตุการณ์ A และเหตุการณ์ B

จะเท่ากับ P (A และ B) = P(A) X P(B)

ค. หากมีการทดสอบด้วยไค-สแคว์ลักษณะที่สนใจมี 2 แบบ

ค่า degree of freedom จะเท่ากับ 2

ง. จากการทดลองผสมถั่วลันเตาเมล็ดเหลือง (Yy) มาปลูก

แล้วปล่อยให้ผสมตัวเอง จะได้ลูกผสม เมล็ดสีเหลือง : เมล็ดสีเขียว เท่ากับ 3 : 1

ข้อใดต่อไปนี้ ไม่ถูกต้อง

a)

ก และ ข

b)

ข และ ค

c)

ก และ ง

d)

ค และ ง

4.

ข้อใดต่อไปนี้ ถูกต้อง

a)

ก่อนที่การแบ่งเซลล์ไมโทซิสจะมีการสร้างสารประกอบต่างๆ และมีการจำลองโครโมโซมแต่ละโครโมโซม ที่ประกอบด้วย 1 โครมาติดเป็น 2 โครมาติด

ให้เรียบร้อยเสียก่อน ระยะนี้เรียกว่า อินเตอร์เฟส เป็นระยะที่ใช้เวลาน้อยที่สุด

b)

ระยะเมตาเฟส เป็นระยะที่ใช้เวลาสั้นที่สุด เซนโทรเมียร์ที่อยู่ติดกันจะแยกออกจากกัน ส่งผลให้โครมาติดแยกออกจากกัน โดยถูกสายสปินเดิลดึงไปคนละขั้วของเซลล์

c)

การแบ่งเซลล์มีประโยชน์เพื่อต้องรักษาสัดส่วนของพื้นที่/ปริมาตรให้เหมาะสม

ช่วยเพิ่มพื้นที่ผิวของเซลล์ให้มากขึ้น ช่วยทำให้เซลล์สามารถรับและกำจัดสารได้ดีขึ้น ทดแทนเซลล์ที่หมดอายุและเพื่อการเจริญเติบโตของร่างกาย

d)

กระบวนการแบ่งนิวเคลียสของการแบ่งเซลล์ไมโทซิส

นิวเคลียสจะแบ่งจาก 1 นิวเคลียส เป็น 2 นิวเคลียส เกิดกับเซลล์สืบพันธุ์

5.

การแบ่งไซโทพลาซึมในเซลล์พืชจะมีเยื่อบาง ๆ

มากั้นระหว่างนิวเคลียสใหม่ทั้งสอง

แผ่นกั้นเซลล์นี้จะเกิดบริเวณกลางเซลล์

แล้วค่อย ๆ แผ่ขยายออกทั้งสองด้านจนจรดขอบเซลล์

เรียกว่าอะไร

a)

Centromere

b)

Cell plate

c)

Somatic cell

d)

Synthesis

6.

จงเลือกคำตอบลงในช่องว่างให้ถูกต้อง ตามลำดับ


ระยะอินเตอร์เฟส เป็นระยะที่เซลล์มีการเจริญเติบโตเต็มที่

มีการเปลี่ยนแปลงทางชีวเคมีมากที่สุดจึงเรียกว่า........................

ซึ่งในระยะ Synthesis โครโมโซมจะมีการจำลองขึ้นมา

แล้วยังไม่แยกออกจากกันโดยจะยึดกันอยู่ที่ปมตรงกลาง

เรียกว่า........................ ซึ่งแท่งโครมาติดแต่ละแท่งโครมาติด

ที่มาติดกันเรียกว่า........................

a)

Metabolic stage of cell, Centromere,

Sister chromatid

b)

Centromere, Sister chromatid,

Metabolic stage of cell

c)

Metabolic stage of cell, Sister chromatid,

Centromere

d)

Centromere, Metabolic stage of cell,

Sister chromatid

7.

จากข้อความต่อไปนี้

ก. ก่อนที่เซลล์จะมีการแบ่งเซลล์ไมโอซิส จะต้องมีการสร้างสารต่างๆ

ให้พร้อมก่อนในระยะโพรเฟส เช่นเดียวกับการแบ่งเซลล์แบบไมโทซิส

ข. การแบ่งนิวเคลียสแบบไมโอซิส เป็นการแบ่งเซลล์สืบพันธุ์จาก 1 เซลล์ ได้ลูก 4 เซลล์ จำนวนโครโมโซมลดลงครึ่งหนึ่งของเซลล์เริ่มต้น

ค. โพรเฟส I แบ่งออกเป็น 5 ระยะย่อย เป็นระยะที่ใช้เวลานานที่สุด

Homologous chromosome จะถูกดึงให้มาเข้าคู่แนบชิดกัน และจะเริ่มผละออกจากกันตามแนวแยก ตรงกลางแยกจากกันก่อน แต่ตอนปลายยังไขว้กันอยู่

ง. ความสำคัญของการแบ่งเซลล์แบบไมโอซิส เพื่อให้สิ่งมีชีวิตมีจำนวนโครโมโซมคงที่ตลอดไป ทุกๆ ชั่วรุ่น และเพื่อให้เกิดความผันแปรทางพันธุกรรมในสิ่งมีชีวิต

ข้อใดต่อไปนี้ ถูกต้อง

a)

ก ข และ ค

b)

ข ค และ ง

c)

ก ค และ ง

d)

ถูกทุกข้อ

8.

การแบ่งนิวเคลียสแบบไมโอซิส

เป็นการแบ่งเซลล์สืบพันธุ์

จาก 1 เซลล์ ได้ลูก 4 เซลล์

จำนวนโครโมโซมลดลงครึ่งหนึ่งของเซลล์

เริ่มต้นคือจาก 2n เป็น n เรียกว่าอะไร

a)

Haploid

b)

Diploid

c)

Triploid

d)

Tetraploid

9.

ระยะไซโกนีมา (Zygotene)

โครโมโซม (Chromosome)

ในสภาพโครมาตินที่เป็นคู่กัน

และจะเข้ามาแนบชิดติดกันตามความยาว

เรียกว่าอะไร

a)

Synapsis

b)

Bivalent

c)

Crossing over

d)

Chiasma

10.

หลังจากโครโมโซมที่เป็นคู่กัน

เข้ามาแนบชิดติดกันตามความยาว

จะเกิดโครงสร้างเชิงซ้อน

Synaptonemal Complex เ

รียกโครมาตินในสภาพนี้ว่าอะไร

a)

Synapsis

b)

Bivalent

c)

Crossing over

d)

Chiasma

11.

ระยะดิโพลนีมา (Diplotene)

โครมาตินจะขดสั้นและหนาเพิ่มขึ้นอีก

โครโมโซมที่เป็นคู่กันจะเริ่มแยกตัวออกจากกัน

ทำให้เห็นส่วนของนอนซิสเตอร์โครมาติด

(non-sister chromatid) ที่ยังติดกันอยู่

เรียกว่าอะไร

a)

Synapsis

b)

Bivalent

c)

Crossing over

d)

Chiasma

12.

โครงสร้างของดอก (Flower Structure)

ประกอบไปด้วย 4 วง

คืออะไรบ้าง

a)

Sepal, Petal, Angiosperm, Gynoecium

b)

Sepal, Petal, Stamen, Pistil

c)

Epicalyx, Corolla, Angiosperm, Gynoecium

d)

Calyx, Corolla, Androecium, Gynoecium

13.

ข้อใดต่อไปนี้ ไม่ถูกต้อง

a)

ดอกบางชนิดมีกลีบสีเขียวเล็กๆ เป็นเส้นอยู่ใต้ชั้นของกลีบเลี้ยง

เรียกว่า ริ้วประดับ (Epicalyx) เช่น ดอกชบา และพู่ระหง เป็นต้น

b)

วงเกสรเพศผู้ แต่ละอันประกอบด้วยอับเกสรตัวผู้ และก้านชูอับเรณู เป็นส่วนที่จำเป็นต่อการสืบพันธุ์ ทำหน้าที่สร้างเซลล์สืบพันธุ์เพศผู้

c)

วงเกสรเพศเมีย แต่ละอันประกอบด้วย รังไข่ ไข่ ก้านเกสรเพศเมีย และยอดเกสร

เพื่อทำหน้าที่สร้างเซลล์สืบพันธุ์เพศเมียเรียงตัวเป็นวง เรียกว่า Androecium

d)

อับเกสรตัวผู้ มีลักษณะเป็นแทงกลมยาวหรือค่อนข้างกลม มีจำนวน 2 พู

ภายในแบ่งเป็นถุงเล็กๆ จำนวน 4 ถุง เรียกว่า ถุงเรณู (Pollen sac)

14.

การจำแนกลักษณะโครงสร้างดอก

มีอยู่ 2 ชนิดคืออะไรบ้าง

a)

Complete flower, Imperfect Flower

b)

Complete flower, Incomplete flower

c)

Imperfect Flower, Perfect Flower

d)

Unisexual, Bisexual

15.

ข้อใดต่อไปนี้ ไม่ถูกต้อง

a)

ในปี ค.ศ. 1869 เอฟ. มิเชอร์ (F. Miescher) สามารถแยกสารชนิดหนึ่ง

ซึ่งสารนี้มีฟอสฟอรัสเป็นองค์ประกอบ จึงพิสูจน์ได้ว่า

สารนี้ไม่ใช่คาร์โบไฮเดรต ไลปิด และโปรตีน จึงได้ตั้งชื่อสารนี้ว่า nuclein

b)

หลักเกณฑ์ในการพิจารณาคุณสมบัติของสารพันธุกรรม คือ สามารถสร้างโมเลกุลใหม่ที่เหมือนเดิม (replication) ในระหว่างที่มีการเจริญเติบโตและการแบ่งเซลล์ และสามารถจะถ่ายทอดข้อมูลทางพันธุกรรมนี้ไปยังเซลล์รุ่นต่อไปได้

c)

น้ำตาลไรโบส คือน้ำตาลที่มีคาร์บอน 5 ตัว หมู่ไฮดรอกซี (-OH) ที่คาร์บอน

ตำแหน่งที่ 2’ ของน้ำตาล มีออกซิเจนอะตอมหายไป เหลือเพียงไฮโดรเจน

d)

โครงสร้างของดีเอ็นเอที่อยู่ในเซลล์ของสิ่งมีชีวิต

มีโครงสร้างเป็น double stranded helix

16.

การต่อกันของไนโตรจีนัสเบสและน้ำตาล

โดยไม่มีหมู่ฟอสเฟตมาต่อด้วย เรียกว่าอะไร

a)

Nucleomide

b)

Nucleocide

c)

Nucleotide

d)

Nucleoside

17.

ไนโตรจีนัสเบส (nitrogenous base)

จะต่อกับน้ำตาลดีออกซิไรโบส (deoxyribose sugar)

ในโมเลกุลของดีเอ็นเอ

หรือน้ำตาลไรโบส (ribose sugar)

ในโมเลกุลของอาร์เอ็นเอ

ด้วยพันธะใด

a)

Phosphodiester bond

b)

Glycosidic bond

c)

Hydrogen bond

d)

Covalent bond

18.

จากข้อความต่อไปนี้

ก. การสังเคราะห์โปรตีน (Protein synthesis) ประกอบด้วย 3 ขั้นตอนหลักๆ

คือ การจำลองตัวเองของดีเอ็นเอ การถอด และการแปลรหัสพันธุกรรม

ข. การสังเคราะห์ DNA (DNA synthesis) ทำให้มีการเพิ่มโมเลกุลของ DNA จาก 1 โมเลกุลเป็น 2 โมเลกุล ซึ่ง DNA แต่ละโมเลกุลมีพอลินิวคลีโอไทด์

สายเดิม 1 สาย และสายใหม่ 1 สาย เรียกว่าการจำลองแบบอนุรักษ์

ค. การสังเคราะห์ DNA มีการนำนิวคลีโอไทด์อิสระที่อยู่ในเซลล์

เข้ามาจับกับพอลิวคลีโอไทด์สายเดิม โดยเบส A จับกับ T เบส C จับกับ G

ง. James D. Watson and Francis Crick ได้พิมพ์บทความพยากรณ์

การจำลองตัวของ DNA กล่าวว่า ในการจำลองตัวเองของ DNA

พอลินิวคลีโอไทด์ 2 สาย แยกออกจากกันเหมือนการรูดซิบ

ข้อใดต่อไปนี้ ถูกต้อง

a)

ก ข และ ค

b)

ข ค และ ง

c)

ก ค และ ง

d)

ถูกทุกข้อ

19.

การคลายเกลียวคู่ของ DNA ออกจากกัน

ทำให้ส่วนเหนือขึ้นไปขดเป็นเกลียวแน่น

สามารถแก้ไขได้ด้วยเอนไซม์ชนิดใด

a)

Topoisomerase

b)

Ligase

c)

Primase

d)

Helicase

20.

การจำลองตัวเองของ DNA พอลินิวคลีโอไทด์ 2 สาย

มีการแยกออกจากกัน โดยพอลินิวคลีโอไทด์แต่ละสาย

ทำหน้าที่เป็นแม่พิมพ์สำหรับการสร้างสายใหม่

ทำให้มีการเพิ่มโมเลกุลของ DNA จาก 1 โมเลกุลเป็น 2 โมเลกุล

ซึ่ง DNA แต่ละโมเลกุลมีพอลินิวคลีโอไทด์ สายเดิม 1 สาย

และสายใหม่ 1 สาย เรียกการจำลองนี้ว่าอะไร

a)

Semi-conservative replication

b)

Conservative replication

c)

Dispersive replication

d)

Zemi-conservative replication

21.

การจำลองตัวเองของ DNA

ที่เปิดขึ้นที่สายตาม (Lagging strand)

จะได้เป็นชิ้น DNA สั้นๆ เป็นท่อนๆ

ที่ติดกับ RNA primer เรียกว่าอะไร

a)

Polymerase

b)

Primer

c)

Exonuclease

d)

Okazaki fragment

22.

ชนิดของอาร์เอ็นเอ (RNA = ribonucleic acid)

แบ่งออกเป็น 3 ชนิด คืออะไรบ้าง

a)

mRNA, bRNA, rRNA

b)

mRNA, tRNA, rRNA

c)

rRNA, aRNA, tRNA

d)

mRNA, tRNA, aRNA

23.

ข้อใดต่อไปนี้ ไม่ถูกต้อง

a)

รหัสพันธุกรรม คือลำดับของเบสบน DNA ซึ่งถ่ายทอดไปยัง RNA

ในการสังเคราะห์โปรตีน เบสใน DNA จะเป็นตัวกำหนดกรดอะมิโนแต่ละชนิด

b)

กรดอะมิโนที่มีอยู่ในธรรมชาติมีอย่างน้อย 20 ชนิด

c)

รหัสหนึ่ง ๆ จะต้องประกอบด้วยเบส

อย่างน้อย 3 ตัวประกอบกันจึงจะได้กรดอะมิโน 1 ชนิด

d)

รหัสพันธุกรรมแรกที่ค้นพบ คือ UAA

ซึ่งเป็นรหัสของกรดอะมิโนชนิด Phenylalanine

24.

จากข้อความต่อไปนี้

ก. การสังเคราะห์ RNA เริ่มจากปลาย 3′ ไปยังปลาย 5′

ข. ขั้นต่อสาย ไรโบโซมเคลื่อนที่ไปตามสาย mRNA จากปลาย 5' ไป 3' และมีการ

ต่อสายโพลีเปปไทด์ให้ยาวขึ้นเรื่อยๆ จากปลายอะมิโนไปสู่ปลายคาร์บอกซิล

ค. UAA , UAG และ UGA เป็นรหัสที่ทำหน้าที่หยุดการสังเคราะห์โปรตีน

ง. AUG เป็นรหัสของกรดอะมิโนชนิด Methionine

ซึ่งเป็นรหัสตั้งต้นของการสังเคราะห์โปรตีน


ข้อใดต่อไปนี้ ถูกต้อง

a)

ก ข และ ค

b)

ข ค และ ง

c)

ก ค และ ง

d)

ถูกทุกข้อ

25.

ไนโตรจีนัสเบส (nitrogenous base)

ของ RNA ประกอบไปด้วยชนิดใดบ้าง

a)

A, T, C, G

b)

A, T, D, G

c)

A, U, C, G

d)

A, U, C, B

26.

ข้อใด อธิบายความหมายของคำว่า Transition

ของการกลายพันธุ์ได้ถูกต้องที่สุด

a)

การแทนที่เบสชนิดหนึ่งด้วยเบสอีกชนิดหนึ่ง

b)

การแทนที่เบสชนิดหนึ่งด้วยเบสชนิดเดียวกัน

c)

การแทนที่เบสไพริมิดีนด้วยเบสไพริมิดีนอีกชนิดหนึ่ง

d)

การแทนที่เบสไทมีนด้วยเบสยูราซิล

27.

การกลายพันธุ์แบบทรานสเวอร์ชัน

หมายถึงข้อใด

a)

การแทนที่เบสยูราซิลด้วยเบสกวานีน

b)

การแทนที่เบสไพริมิดินด้วยเบสไพริมิดิน

c)

การแทนที่เบสอะดินีนด้วยเบสกวานีน

d)

การแทนที่เบส purine ด้วยเบส purine

28.

จากภาพ

เป็นการกลายพันธุ์ด้วยการแทนที่แบบใด

a)

Transition

b)

Transversion

c)

Transcription

d)

Translation

29.

ข้อใด เป็นการกลายพันธุ์ต่างจากพวก

a)

เป็นสิ่งที่เกิดจากการกระทำของมนุษย์

b)

มีการใช้สิ่งก่อกลายพันธุ์

c)

เกิดการแทนที่คู่เบส

ในสายโพลีนิวคลีโอไทด์ของดีเอ็นเอ

d)

เกิดการเพิ่มหรือการขาดหายไป

ของนิวคลีโอไทด์ในโมเลกุลของดีเอ็นเอ

30.

ข้อใด เป็นสารเคมีที่มีการใช้ต่างจากพวก

a)

HNO2

b)

Peroxide

c)

2AP

d)

Hydroxylamine

31.

Thyminedimer หมายถึงข้อใด

a)

มีผลทําให้เกิดการกลายพันธุ์แบบทรานซิชัน

b)

เบสไทมิน 2 โมเลกุลสร้างพันธะโคเวเลนซ์ต่อกัน

c)

กรดนิวคลีอิกเกิดปฏิกิยาดูดซึมรังสีอัลตราไวโอเลต

d)

คู่เบส T-A ถูกแทนที่ด้วยคู่เบส C-G

32.

ข้อใด ไม่ใช่ ผลของการใช้สาร 5BU

ในการกลายพันธุ์

a)

Tautomeric shift

b)

Transition

c)

Transversion

d)

Thyminedimer

33.

การใช้สาร 2-aminnopurine

ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงดีเอ็นเอ

ในขั้นตอนใด

a)

Replication

b)

Translations

c)

Transcriptions

d)

ถูกทุกข้อ

34.

Acridine dye

มีผลอย่างไรต่อโมเลกุลของดีเอ็นเอ

a)

เกิดการแทนที่คู่เบส

ได้ทั้งแบบทรานซิชันและทรานสเวอร์ชัน

b)

ทําให้โพลีนิวคลีโอไทด์ของดีเอ็นเอโมเลกุลใหม่เพิ่มขึ้น

c)

ทําให้จํานวนนิวคลีโอไทด์ลดลง

d)

เกิดการเพิ่มหรือการขาดหายไปของนิวคลีโอไทด์

35.

ข้อใดต่อไปนี้ ถูกต้องที่สุด

a)

Spontaneous mutation = induced mutation

b)

Mutation = chromosome mutation + DNA gene mutation

c)

Mutagens = radiation, chemical mutagens

d)

GMO = induced mutation

36.

ข้อใด ไม่ถูกต้อง

เกี่ยวกับการใช้รังสีในการกลายพันธุ์

a)

ปี 1927 H.J. Muller

ได้มีพิสูจน์การกลายพันธุ์ได้ในแมลงหวี่โดยใช้รังสี

b)

Sigurbjarnsson and Micke

ได้พันธุ์พืชใหม่ 27 พันธุ์จาการฉายรังสี

c)

Stadler ชักนำให้เกิดการกลายพันธุ์

ในข้าวบาร์เลย์และข้าวโพดโดยใช้รังสี

d)

การใช้รังสีสามารถทำให้คุณภาพใบยาสูบ

มีลักษณะต้านทานโรคราน้ำค้างได้

37.

การกลายพันธุ์ข้อใด

ให้ผลของการเกิด mutation

เหมือนกับ neutron rays

a)

Beta Ray

b)

Translations

c)

Transcriptions

d)

ถูกทุกข้อ

38.

ข้อใด ถูกต้องที่สุด

เกี่ยวกับการกลายพันธุ์ที่เกิดจาก X rays

a)

Gene mutation

b)

DNA mutation

c)

มีผลการกลายพันธุ์เหมือนกับ ultraviolet rays

d)

มีความเป็นไปได้ที่ให้ผลเหมือนกับ

chemical mutagens

39.

จากสูตรการหาความชื้นในเมล็ด

A=((B-C)/D)) x E เมื่อ E = 100 อยากทราบว่า A, B, C และ D คือข้อใด ตามลำดับ

a)

ความชื้นของเมล็ด น้ำหนักแห้งก่อนอบ

น้ำหนักแห้งหลังอบ น้ำหนักแห้งก่อนอบ

b)

ความชื้นของเมล็ด น้ำหนักสดก่อนอบ

น้ำหนักแห้งหลังอบ น้ำหนักสดหลังอบ

c)

ร้อยละความชื้นของเมล็ด น้ำหนักก่อนอบ

น้ำหนักหลังอบ น้ำหนักก่อนอบ

d)

ร้อยละความชื้นของเมล็ด น้ำหนักสดก่อนอบ

น้ำหนักแห้งหลังอบ น้ำหนักหลังอบ

40.

ข้อใด ไม่ถูกต้อง

เกี่ยวกับ alkylating agents

a)

ทําให้เกิดที่ว่างของเบสตรงตําแหน่งหนึ่ง

b)

ทําให้เกิดการแทนที่คู่เบส

แบบทรานซิชันและทรานสเวอร์ชัน

c)

ทําให้การจับคู่ของเบสกัวนินผิดปกติ

โดยจะไปจับคู่กับเบสไซโตซินแทน

d)

ประกอบด้วย nitrogen mustard ethyl ethanesulfonate และ ethyl methanesulfonate

41.

ข้อใด ไม่ถูกต้อง

เกี่ยวกับ chemical mutagen

ที่ทําให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของเบส

a)

Base analogues มีผลทําให้เกิดการแทนที่

ของเบสชนิดหนึ่งด้วยเบสอีกชนิดหนึ่ง

b)

Nitrous acid ทําให้เกิดการแทนที่คู่เบสแบบทรานซิชัน

c)

Hydroxylamine ทําให้เกิดการแทนที่คู่เบสแบบทรานซิชัน

d)

Alkylating agents ประกอบด้วย nitrogen mustard,

ethyl ethanesulfonate และ ethyl methanesulfonate

42.

ข้อใด อธิบายความหมายของ

Genetically Modified Organisms

ได้ ถูกต้องที่สุด

a)

การดัดแปลงพันธุกรรมพืช โดยใช้พันธุวิศวกรรม

b)

มีผลทำให้พืชบางชนิดให้ผลผลิตมากขึ้น

c)

มีผลทำให้พืชมีความทนทานต่อสภาพแวดล้อมมากขึ้น

d)

การดัดแปลงพันธุกรรมของพืชชนิดหนึ่ง

มาตัดแต่งเข้ากับพืชชนิดอื่น

43.

ข้อใดต่อไปนี้ ถูกต้องที่สุด

a)

Mutagen ประกอบด้วย อุณหภูมิ และรังสีต่างๆ

b)

Base analogues คือสารเคมี

ที่ทําให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของเบส

c)

Ionizing radiation ทําให้เกิดไทมินไดเมอร์

d)

Tautomeric shift ส่งผลให้รหัสพันธุกรรม

เปลี่ยนแปลงเป็น nonsense codon

44.

จากแผนภาพ base-pair substitution

ข้อใดคือ หมายเลข 1, 2, 3, 4 และ5

ที่ถูกต้องตามลำดับ

a)

transition transversion transition

transition transition

b)

transversion transition transversion

transversion transversion

c)

transition transversion transversion

transition transversion

d)

transversion transition transition

transversion transition

45.

ข้อใด ถูกต้อง

เกี่ยวกับ tautomeric shift

a)

มีผลทําให้โครงสร้างโมเลกุลของเบส

เปลี่ยนแปลงจาก keto form เป็น enol form

b)

ทําให้เกิดการกลายพันธุ์ขึ้น

ระหว่างที่มีการแปลรหัสของดีเอ็นเอ

c)

เป็นกระบวนการ induce mutation

d)

การเปลี่ยนแปลงในโมเลกุลของอะดินินถาวร

ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงคืนสู่สภาพเดิมได้

46.

ข้อใดต่อไปนี้ ถูกต้องที่สุด

a)

Genetic code เปลี่ยนแปลงไป

เนื่องจาก base-pair substitution

b)

Ultraviolet ก่อให้เกิด ionization

c)

Hydroxylamine ทำให้เกิด Tranvertion

d)

Proflavin ทำให้เกิด frameshift mutation

47.

พืชที่เมนเดลใช้ในการทดลองคือข้อใด

a)

Pisum sativum

b)

Pisum fulvum

c)

Pisum abyssinicum

d)

Pisum Longgum

48.

กำหนดให้

เมล็ดเรียบ-สีเหลือง x เมล็ดย่น-สีเขียว

ยีน R = คุมลักษณะย่น

ยีน Y = คุมลักษณะสีเหลือง


ข้อใด เป็นลักษณะทางฟีโนไทป์ของลูกรุ่น F1

a)

เมล็ดเรียบ-สีเหลืองทั้งหมด

b)

9 เมล็ดเรียบ-สีเหลือง : 3 เมล็ดย่น-สีเหลือง :

3 เมล็ดเรียบ-สีเขียว : 1 เมล็ดย่น-สีเขียว

c)

9 เมล็ดเรียบ-สีเขียว : 3 เมล็ดย่น-สีเขียว :

3 เมล็ดเรียบ-สีเหลือง : 1 เมล็ดย่น-สีเขียว

d)

เมล็ดย่น-สีเหลืองทั้งหมด

49.

กำหนดให้

เมล็ดเรียบ-สีเหลือง x เมล็ดย่น-สีเขียว

ยีน R = คุมลักษณะย่น

ยีน Y = คุมลักษณะสีเหลือง


ข้อใด เป็นลักษณะทางฟีโนไทป์ของลูกรุ่น F2

a)

เมล็ดเรียบ-สีเหลืองทั้งหมด

b)

9 เมล็ดเรียบ-สีเหลือง : 3 เมล็ดย่น-สีเหลือง :

3 เมล็ดเรียบ-สีเขียว : 1 เมล็ดย่น-สีเขียว

c)

9 เมล็ดเรียบ-สีเขียว : 3 เมล็ดย่น-สีเขียว :

3 เมล็ดเรียบ-สีเหลือง : 1 เมล็ดย่น-สีเขียว

d)

เมล็ดย่น-สีเหลืองทั้งหมด

50.

ข้อใด ถูกต้อง

เกี่ยวกับกฎการแยกตัวอย่างอิสระ

a)

พืชที่ผสมตัวเองสามารถสร้างพันธุ์แท้

และทำการผสมข้ามพันธุ์ได้

b)

ยีนที่แยกออกจากกันใน gamete มีโอกาสเข้าคู่กัน

ได้ใหม่อย่างอิสระ เมื่อมีการผสมพันธุ์เป็น zygote

c)

เป็นลักษณะทางพันธุกรรม

ที่แตกต่างกันชัดเจนหลายลักษณะ

d)

ยีนซึ่งอยู่บนโครโมโซมต่างคู่กัน

มีความเป็นอิสระที่จะเข้ารวมตัวกันในเซลล์สืบพันธุ์

51.

ข้อใด คือยีโนไทป์ของรุ่นลูก

เมื่อมีการนำ pure line สองชนิดมาผสมกัน

a)

Homozygous dominants

b)

Heterozygous

c)

Homozygous recessive

d)

ถูกทุกข้อ

52.

การทดลองผสมพันธุ์ถั่วลันเตาพันธุ์แท้

ฝักสีเขียวเป็นลักษณะเด่น

และฝักสีเหลืองเป็นลักษณะด้อย

จะได้ลูกในรุ่น F1 มีฟีโนไทป์อย่างไร

a)

ฝักสีเหลืองทั้งหมด

b)

ฝักสีเขียวทั้งหมด

c)

ฝักสีเขียวอมเหลืองทั้งหมด

d)

ฝักสีเขียว : ฝักสีเหลือง เท่ากับ 1 : 1

53.

ข้อใด ถูกต้อง เกี่ยวกับ

ลักษณะของถั่วลันเตาที่เมนเดลได้ทำการศึกษา

a)

ศึกษา 7 ลักษณะ

b)

ศึกษาแค่สีและผิวของเมล็ด

c)

เป็น Incomplete dominance

d)

เป็น complete dominance

54.

ข้อใด ไม่ใช่ ข้อดี

ของการศึกษาด้านพันธุศาสตร์ด้วยถั่วลันเตา

a)

Self- fertilized

b)

ปลูกและเก็บเกี่ยวภายในหนึ่งฤดู

c)

ปลูกและเก็บเกี่ยวภายในฤดูเดียวกัน

d)

ลักษณะพันธุกรรมแตกต่างกันชัดเจน

55.

ข้อใด ถูกต้อง

เกี่ยวกับ Dihybrid cross

a)

First filial generation

มีลักษณะทางพันธุกรรมที่แตกต่างกันชัดเจน

b)

ลูกรุ่น F2 มีลักษณะเหมือนพ่อแม่

ที่เป็น dominance ทั้งหมด

c)

เกรเกอร์ เมนเดล ศึกษาลักษณะต้นถั่วทั้งหมด 22 ชนิด

เป็นเวลารวม 20 ปีเต็ม

d)

Second filial generation

จากพ่อแม่ที่เป็นพันธุ์เด่นและด้อยแท้ มี phenotype 3 แบบ

56.

หากกำหนดให้มีการผสมพันธุ์ถั่ว 2 ชนิด

แล้วมีถั่วชนิดหนึ่งเป็น Complete Dominance

ข้อใดต่อไปนี้ ไม่ถูกต้อง

a)

ผลผลิตรุ่นแรก จะได้ผลผลิตเมล็ด 2 แบบ

b)

ผลผลิตรุ่นสอง จะได้ผลผลิตเมล็ด 2 แบบ

c)

การแสดงลักษณะของเมล็ด อาจมีมากกว่า 1 ลักษณะ

d)

ผลผลิตรุ่นแรก จะได้ผลผลิตเมล็ด 1 แบบ

57.

หาก Homozygous X Homozygous

ได้ลูก F1 เป็น heterozygous

ข้อใดคือ Genotype ที่เป็นไปได้

ของ P1 และ P2

a)

AABB และ aabb

b)

aabb และ aaBB

c)

AABB และ AAbb

d)

aaBB และ AABB

58.

ข้อใด ถูกต้อง หากกำหนดให้

Homozygous X Homozygous

ได้ลูก F2 เป็น

heterozygous 1 : Homozygous 1

a)

P1 และ P2 เป็น heterozygous

b)

P1 และ P2 เป็น recessive

c)

P1 และ P2 เป็น dominant

d)

P1 เป็น dominant P2 เป็น recessive

59.

ข้อใด หมายถึง dihybrid cross

ถูกต้องที่สุด

a)

การผสมถั่วเมล็ดย่น สีเขียว และสีเหลือง

b)

การผสมถั่ว Homozygous dominant และ recessive

c)

ได้ลูกรุ่น F1 ที่มีอัตราส่วน Phenotype เท่ากับ 3 : 1

d)

เป็นการการผสมถั่ว 2 ลักษณะ

60.

จากงานทดลองของ Gregor Johann Mendel

ได้ลูก F1 มีลักษณะเมล็ดเรียบสีเหลือง

ข้อใดต่อไปนี้ ถูกต้อง

a)

เหลืองเป็นลักษณะเด่น แต่ผิวเรียบเป็นลักษณะด้อย

b)

เป็นการผสมแบบ dihybrid cross

c)

ผสมจากต้นถั่ว dominant และ recessive

d)

สีเขียวและผิวเรียบ เป็นลักษณะด้อย

61.

ข้อใด ถูกต้อง เกี่ยวกับ

Law of Independent Assortment

a)

ยีนซึ่งอยู่บนโครโมโซมคู่กัน

มีความเป็นอิสระที่จะเข้ารวมตัวกันใน gamete

b)

เมื่อนำลูก F1 มาผสมตัวเอง

จะได้ลูกในอัตรา Genotype เท่ากับ 1 : 2 : 2 : 1

c)

F1 สร้างเซลล์สืบพันธุ์ได้ 4 ชนิด

ในอัตราส่วน 1 : 1 : 1 : 1

d)

ยีโนไทป์ของลูกรุ่น F2 เท่ากับ 1 : 2 : 1

62.

หากลูกรุ่น F2 มีฟีโนไทป์

เป็น 9 : 3 : 3 : 1

จะมียีโนไทป์เท่ากับอัตราส่วนเท่าใด

a)

1 : 2 : 1 : 2 : 4 : 2 : 1 : 2 : 1

b)

1 : 2 : 2 : 1

c)

3 : 1

d)

1 : 2 : 1

63.

ข้อใด ถูกต้อง

เกี่ยวกับ Incomplete dominance

a)

กระต่ายหูสั้นผสมกระต่ายหูยาวได้ กระต่ายหูยาวขึ้น

b)

ดอกบานเย็นสีขาวผสมกับสีเหลืองได้สีขาว

c)

ถั่วสีเขียวผิวเรียบผสมสีเหลืองผิวย้นได้สีเขียวผิวย่น

d)

แกะสีเทามีพ่อสีขาวแม่สีดำ

64.

ข้อใด แสดงให้เห็นว่า

กฎแห่งการรวมกลุ่มอย่างอิสระของเมนเดล

เป็นจริงได้

a)

อสุจิต้องมีการผสมกับไข่

b)

มีการแบ่งเซลล์แบบไมโอซิส

c)

ยีนต่างๆ อยู่คนละโครโมโซม

d)

ยีนต่างๆ อยู่บนโครโมโซมเดียวกัน

65.

การผสมระหว่าง AaBbCc x AaBbCc

จะมีโอกาสได้ลูกผสมเป็นโฮโมไซกัส

สำหรับยีนด้อยเท่าใด

a)

1/2

b)

1/4

c)

1/16

d)

1/64

66.

ข้อใด เป็น gamete

ของดอกชบาที่มีจีโนไทป์ AaBB

a)

AB : aB อัตราส่วน 1 : 1

b)

Aa : BB อัตราส่วน 1 : 1

c)

A_ : aB : B_ อัตราส่วน 1 : 1 : 1

d)

Aa : AB : aB : BB อัตราส่วน 1 : 1 : 1 : 1

67.

ข้อใด เป็นผลจากการผสมเกสรดอกบานเย็น

ของพ่อดอกสีแดงและแม่ดอกสีขาว

ได้ต้นใหม่เป็นดอกสีชมพู

a)

ครอสซิงโอเวอร์

b)

ฮอโมไซกัสยีน

c)

ยีนเด่นข่มได้สมบูรณ์

d)

ลักษณะเด่นไม่สมบูรณ์

68.

ดอกบานเย็นสีชมพู

ที่เกิดจาก complete dominance

หากผสมตัวเองจะได้ลูกรุ่น F1 เป็นสีใด

a)

สีแดงทั้งหมด

b)

สีแดงและขาว อัตราส่วน 3 : 1

c)

สีแดง ชมพู และขาว อัตราส่วน 1 : 2 : 1

d)

สีชมพูเท่านั้น

69.

จากการศึกษาของเมนเดล

ที่พิจารณาเพียงหนึ่งลักษณะ

เพราะเหตุใดรุ่น F1

จึงแสดงออกมาเพียงลักษณะเดียว

a)

แม้ว่าฟีโนไทป์ในรุ่นพ่อแม่จะต่างกัน

แต่มีจีโนไทป์เหมือนกัน

b)

จีโนไทป์ในรุ่นพ่อแม่จะแสดงออกในรุ่น F2 เท่านั้น

c)

ยีนเด่นของลักษณะที่ปรากฏ

สามารถข่มการแสดงออกของยีนด้อยได้อย่างสมบูรณ์

d)

ยีนในรุ่นพ่อแม่ต่างก็มีสภาพเป็น heterozygous

จึงมีการแสดงออกเพียงลักษณะเดียว

70.

กำหนดให้ ข้าวโพดฝักอ่อน

มีจีโนไทป์เป็น AABbccDdEeffgg

จะสร้างเซลล์สืบพันธุ์ได้กี่แบบ

a)

8

b)

10

c)

12

d)

16

71.

กำหนดให้ ข้าวโพดฝักอ่อน

มีจีโนไทป์เป็น AABbccDdEeffgg

เมื่อเกิดการผสมตัวเองแล้ว

ลูกที่ได้จะมีฟีโนไทป์เท่าใด

a)

8

b)

10

c)

12

d)

16

72.

กระเจี๊ยบเขียว มีจีโนไทป์เป็น AABbcc

เมื่อเกิดการผสมตัวเองแล้ว

ลูกที่ได้จะมีจีโนไทป์เท่าใด

a)

3

b)

6

c)

9

d)

12

73.

ในกระบวนการแบ่งเซลล์แบบไมโทซิส

ถ้าไม่มีการแบ่งไซโทรพลาซึม จะส่งผลอย่างไร

a)

ไม่มีการสร้างเยื่อหุ้มนิวเคลียส

b)

ไม่มีการจำลองตัวเองของ DNA

c)

แต่ละเซลล์จะมีนิวเคลียสหลายอัน

d)

จำนวนโครโมโซมจะเพิ่มเป็น 2 เท่า

74.

จากแผนภาพ ข้อใดต่อไปนี้ ถูกต้องที่สุด

a)

D แบ่งออกเป็น 5 ระยะ ได้แก่อินเตอร์เฟส , โพรเฟส , เมทาเฟส , แอนาเฟส,

เทโลเฟส และเกิด Diakinesis แบ่งเซลล์ออกเป็น 2 ส่วนเท่าๆ กัน

b)

A มีการเตรียมสารต่างๆ ที่จำเป็นต่อการสังเคราะห์ดีเอ็นเอ

มีการสังเคราะห์กรดอะมิโน โปรตีนฮิสโตน เอนไซม์และแหล่งพลังงานต่างๆ

ในระยะนี้มี 1 โครมาติด DNA เป็นเส้นยาวกระจายอยู่ภายในเยื่อหุ้มนิวเคลียส

c)

การแบ่งนิวเคลียสด้วยวิธี B

พบได้ในการแบ่งเซลล์ไข่ของผึ้งเซลล์ใหม่ที่ได้เหมือนเดิมทุกประการ

d)

C เป็นระยะที่เซลล์สร้างสารที่จำเป็นต่อการขดตัวของโครโมโซม

มีการสังเคราะห์โปรตีนสำหรับใช้ในการแบ่งนิวเคลียส

ตลอดจนมีการถอดรหัสเป็นอาร์เอ็นเอในตอนปลายของระยะนี้

75.

การเกิด Synapsis, Bivalent,

Tetrad และ Chiasma

สามารถพบได้พร้อมกันในระยะใด

a)

Prophase II

b)

ระยะที่นิยมใช้นับจำนวนโครโมโซม

c)

ระยะยาวนานที่สุดใน Meiosis

d)

ระยะที่แบ่งออกเป็น 5 ระยะย่อย

76.

จงเรียงลำดับเหตุการณ์

การเกิดกระบวนการแบ่งเซลล์ต่อไปนี้ให้ถูกต้อง


1. Synaptonemal Complex 2. Chiasma 3. Interphase II

4. Diakinesis 5. DNA replication ได้ sister chromatid

6. ลดจำนวนโครโมโซมลงครึ่งหนึ่ง 7. crossing over

a)

5 2 7 4 6 1 3

b)

5 1 7 2 4 6 3

c)

1 7 2 3 6 5 4

d)

1 7 2 4 5 3 6

77.

ข้อใดต่อไปนี้ ถูกต้องที่สุด

a)

หลังเกิด Double Fertilization จำนวน Pistillate Flower

อาจมีจำนวนชุดของโครโมโซม มากกว่าจำนวน staminate flower

b)

Petaloid staminode สร้างเซลล์สืบพันธุ์ที่มีจำนวน

ชุดโครโมโซมเป็น n จำนวน 4 เซลล์ที่ไม่แตกต่างกันเหมือน

c)

Zygote และ Ovary มีจำนวน n มากกว่า tube nucleus

d)

Generative nucleus แบ่ง cell แบบ mitosis

ได้ Sperm nucleus และ Tube nucleus

78.

จากภาพ จงหาผลต่างของ

จำนวนชุดของโครโมโซมของ A+C+G และ B+D+E+F

a)

1

b)

2

c)

3

d)

4

79.

จากภาพ ตัวอักษร B คืออะไรEmbryo

a)

Embryo

b)

Egg

c)

Endosperm

d)

Antipodal

80.

จากภาพ มีจำนวนพันธะ Phosphodiester

แตกต่างจากต่างจากพันธะ Hydrogens จำนวนเท่าไร

a)

40 พันธะ

b)

20 พันธะ

c)

10 พันธะ

d)

6 พันธะ

81.

หากเส้น DNA มีความยาวเท่ากับ 34 อังสตรอม

จะมีพันธะ Phosphodiester ทั้งหมดเท่าไร

a)

ประมาน 5 พันธะ

b)

ประมาน 10 พันธะ

c)

ประมาน 20 พันธะ

d)

ประมาน 100 พันธะ

82.

เอ็นเอสายคู่โมเลกุลหนึ่ง มีลำดับเบสดังนี้

5' CCATGTTGAA...(10000คู่เบส)...CGATACTGAA 3'

3' GGTACAACTT...(10000คู่เบส)...GCTATGACTT 5'

หากเกิดกระบวนการจำลองตัวของดีเอ็นเอ

เมื่อสิ้นสุดกระบวนการจะได้ผลเป็นอย่างไร

a)

ได้ดีเอ็นเอสายคู่ 2 โมเลกุล

แต่ละโมเลกุลมีความยาว 10,020 คู่เบส

b)

ได้ดีเอ็นเอสายเดี่ยว 2 โมเลกุล

แต่ละโมเลกุลมีความยาวน้อยกว่า 10,020 คู่เบส

c)

ได้อาร์เอ็นเอสายคู่ 2 โมเลกุล

แต่ละโมเลกุลมีความยาว 10,020 คู่เบส

d)

ได้อาร์เอ็นเอสายเดี่ยว 1 โมเลกุล

แต่ละโมเลกุลมีความยาวน้อยกว่า 10,020 คู่เบส

83.

พอลิเพปไทด์ β - galactosidase

ประกอบด้วยกรดอะมิโน 400 ตัว

ข้อใด คือความยาวของ mRNA

ที่แปลรหัสเป็นพอลิเพปไทด์นี้

a)

1194 นิวคลีโอไทด์

b)

1197 นิวคลีโอไทด์

c)

1200 นิวคลีโอไทด์

d)

1203 นิวคลีโอไทด์

84.

ยีนตัวหนึ่งสร้างสายพอลิเพปไทด์ (polypeptide)

ที่ประกอบด้วยกรดอะมิโน 30 ตัว มีลำดับเริ่มต้น

จากโพรลีน (Pro) สลับกับลิวซีน (Leu) ไปตลอด

ถ้า CCU = Pro และ CUU = Leu

ข้อใดคือลำดับนิวคลีโอไทด์ในสาย DNA

ที่ถูกถอดรหัส (transcription)

a)

3’ CCU CUU CCU CUU CCU… 5’

b)

3’ GGA GAA GGA GAA GGA… 5’

c)

3’ CCT CTT CCT CTT CCT… 5’

d)

3’ GAA GGA GAA GGA GAA… 5’

85.

เบส U มีชื่อเบสว่าอะไร

a)

ยูราซิล

b)

อะดินีน

c)

กวานีน

d)

ไทมีน