Wayground logo

Free Printable Worksheets

Font size

S
M
L
XL
Worksheets

สอบปลายภาคแลบเบื้องต้น

Total questions: 30

Worksheet time: 31mins

Name
Class
Date
1.

เครื่องแก้วในข้อใดไม่ใช่เครื่องแก้วสำหรับตวงวัดปริมาตรของเหลว

a)

บิวเรต

b)

บิกเกอร์

c)

กระบอกตวง

d)

ปิเปต

2.

ข้อใดไม่ใช่เครื่องแก้วใสำหรับบรรจุสาร

a)

หลอดทดลอง

b)

ขวดวัดปริมาตร

c)

ขวดรูปชมพู่

d)

บิกเกอร์

3.

อุปกรณ์ในข้อใดใช้บรรจุไทแตรนท์ (Titrant) สำหรับการไทเทรตเพื่อให้อ่านค่าได้ความละเอียดและแม่นยำที่สุด

a)

กระบอกตวง

b)

ขวดรูปชมพู่

c)

บิกเกอร์

d)

บิวเรตต์

4.

ในการทดสอบตัวอย่างด้วยสารละลายนินไฮดรินพบว่าได้สารละลายสีม่วง ข้อใดกล่าวถูกต้อง

a)

ตัวอย่างคือกรดอะมิโน

b)

ตัวอย่างคือโปรตีน

c)

ตัวอย่างคือน้ำตาล

d)

ตัวอย่างอาจเป็นได้ทั้งกรดอะมิโนและโปรตีน

5.

ถ้าตัวอย่างที่ทำการวิเคราะห์เกิดปฏิกิริยากับสารละลายนินไฮดริน และสารละลายไบยูเรต แสดงว่าตัวอย่างอาจเป็นข้อใด

a)

กรดอะมิโน

b)

โปรตีน

c)

คาร์โบไฮเดรต

d)

ไขมัน

6.

จากผลการทดลองการหาค่า pI (Isoelectric point) ของโปรตีนชนิดหนึ่ง พบว่าที่พีเอช 4 โปรตีนตกตะกอนมากที่สุด รองลงมาคือที่พีเอช 3.5, 3.0=4.5 และ 5 ตามลำดับ ข้อใดกล่าวผิด

a)

ค่า pI ของโปรตีนคือ 4.0

b)

ที่ pH=4.0 โปรตีนมีประจุบวกเท่ากับประจุลบ (ประจุรวม=0)

c)

ที่ pH 5 โปรตีนเกิดการเสียสภาพ

d)

ที่ pH 4 โปรตีนสามารถละลายได้ดีสุด

7.

ข้อใดจะทำปฏิกิริยาเฉพาะกับสารที่มีพันธะเพปไทด์ ในโมเลกุลเท่านั้น

a)

การทดสอบไบยูเรต

b)

การทดสอบนินไฮดริน

c)

การทดสอบแซนโทโพเทอิก

d)

การทดสอบด้วยสารละลายไอโอดีน

8.

ในการทดสอบหมู่อะโรมาติกของกรดอะมิโนด้วยปฏิกิริยา xanthopoteic ใช้กรดในข้อใด

a)

กรดไฮโดรคลอริก (HCl)

b)

กรดไนตริก (HNO3)

c)

กรดซัลฟูริก (H2SO4)

d)

กรดอะซิติก (CH3COOH)

9.

การวิเคราะห์ว่าสารตัวอย่าง (unknown) ด้วยเทคนิคโครมาโทกราฟีแบบกระดาษ และพ่นด้วยสารละลายนินไฮดริน นักศึกษาจะแปลผลว่าเป็นกรดอะมิโนชนิดใดได้อย่างไร

a)

ขนาดจุดของสารแต่ละตัว

b)

สีที่ปรากฏหลังจากพ่นสารละลายนินไฮดริน

c)

ค่า Rf และระยะทางการเคลื่อนที่

d)

ทุกข้อรวมกัน

10.

การไฮโดรไลต์โพลีแซคคาไรด์ เช่น แป้ง จะได้สารในข้อใดเป็นผลิตภัณฑ์

a)

น้ำตาลซูโครส

b)

น้ำตาลฟรุกโตส

c)

น้ำตาลแลคโตส

d)

น้ำตาลกลูโคส

11.

เราจะทราบได้อย่างไรว่าแป้งถูกไฮโดรไลต์หรือถูกย่อยไปแล้ว

a)

ทดสอบด้วยสารละลายไอโอดีนได้สีน้ำตาล

b)

ทดสอบด้วยสารละลายเบเนดิกซ์ได้สารละลายสีฟ้า

c)

ทดสอบด้วยสารละลายไอโอดีนได้สีน้ำเงิน

d)

ถูกทุกข้อ

12.

ข้อใดไม่ใช่ข้อแตกต่างระหว่างกลูโคสกับซูโครส

a)

กลูโคสเป็นน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว แต่ซูโครสเป็นน้ำตาลโมเลกุลคู่

b)

กลูโคสเกิดปฏิกิริยากับสารละลายเบเนดิกซ์ แต่ซูโครสไม่เกิดปฏิกิริยากับสารละลายเบเนดิกซ์

c)

ซูโครสเกิดปฏิกิริยากับสารละลายไอโอดีน แต่กลูโคสไม่เกิดปฏิกิริยากับสารละลายไอโอดีน

d)

กลูโคสเป็นน้ำตาลรีดิวซ์ แต่ซูโครสไม่ใช่น้ำตาลรีดิวซ์

13.

สารในข้อใดไม่เกิดปฏิกิริยากับสารละลายโมลิช

a)

ไข่ขาว

b)

น้ำแป้ง

c)

ฟรุกโตส

d)

กลูโคส

14.

น้ำมันเป็นสารที่ไม่มีขั้ว ดังนั้นจึงไม่ละลายในตัวทำละลายใดต่อไปนี้

a)

เอทานอล (ethanol)

b)

เฮกเซน (hexane)

c)

อะซีโตน (acetone)

d)

ไดคลอโรมีเทน (dichloromethane)

15.

การไทเทรตหาปริมาณวิตามินซีอาศัยหลักการไทเทรตแบบใด

a)

การไทเทรตกรด-เบส

b)

การไทเทรตสารประกอบเชิงซ้อน

c)

การไทเทรตปฏิกิริยารีดอกซ์

d)

การไทเทรตย้อนกลับ

16.

ข้อใดไม่ใช่ข้อแตกต่างระหว่าง น้ำมันพืชเก่าที่ผ่านการใช้ปรุงอาหารแล้วกับน้ำมันใหม่

a)

ค่าความเป็นกรด

b)

ปริมาณเพอร์ออกไซด์

c)

ชนิดของกรดไขมันที่เป็นองค์ประกอบ

d)

การเหม็นหืน

17.

ข้อใดไม่เกี่ยวข้องกับคุณค่าทางโภชนาการของน้ำมัน

a)

ค่าความเป็นกรด

b)

การเหม็นหืน

c)

เพอร์ออกไซม์

d)

การละลาย

18.

อินดิเคเตอร์ที่ใช้ในการไทเทรตหาปริมาณวิตามินซีคืออะไร

a)

โพแทตเซียมไอโอไดร์

b)

น้ำแป้ง

c)

ไอโอดีน

d)

โพแทตเซียมไอโอเดต

19.

ข้อใดไม่ใช่สมบัติของเอนไซม์

a)

เป็นสารจำพวกโปรตีน

b)

มีการเร่งปฏิกิริยาที่จำเพาะเจาะจง

c)

เร่งปฏิกิริยาได้โดยไม่ต้องใช้พลังงานความร้อนสูง

d)

เร่งปฏิกิริยาได้อย่างไม่มีขีดจำกัด

20.

ข้อใดไม่ใช่ปัจจัยที่มีผลต่อการเร่งปฏิกิริยาของเอนไซม์

a)

ปริมาณแสงและคาร์บอนไดออกไซด์

b)

ค่าความเป็นกรด-เบส

c)

อุณหภูมิ

d)

ความเข้มข้นของสับสเตรต

21.

อัตราเร็วของปฏิกิริยาการย่อยแป้งสัมพันธุ์กับปริมาณเอนไซม์หรือไม่ อย่างไร

a)

สัมพันธ์ โดยอัตราเร็วของปฏิกิริยาจะแปรผกผันกับปริมาณเอนไซม์

b)

สัมพันธ์ โดยอัตราเร็วของปฏิกิริยาจะแปรตรงกับปริมาณเอนไซม์

c)

ไม่สัมพันธ์กัน เพราะมีปัจจัยอื่นร่วมด้วย

d)

สัมพันธ์ หรือ ไม่สัมพันธ์ แล้วแต่กรณี เนื่องจากเอนไซม์ต่างชนิดกัน จะมีกลไกการเร่งปฏิกิริยาต่างกัน

22.

ในการศึกษากระบวนการเมทาบอลิซึมของถั่วงอกที่มีชีวิตกับถั่วงอกที่ต้ม โดยการวัดอุณหภูมิที่เปลี่ยนแปลงเมื่อเวลาผ่านไป พบว่าเมื่อเวลาผ่านไปอุณหภูมิของถั่วงอกกองที่มีชีวิตเพิ่มขึ้น ในขณะที่อุณหภูมิของถั่วงอกกองที่ต้มไม่มีการเปลี่ยนแปลง ข้อใดสรุปผิด

a)

ถั่วงอกที่มีชีวิตจะมีกระบวนการเมตาบอลิซึมเกิดขึ้นภายในเซลล์

b)

ผลที่เกิดจากกระบวนการเมทาบอลิซึมคือพลังงานความร้อนและ CO2

c)

ถั่วงอกที่ต้มมีการดูดพลังงานความร้อนเข้าไปจึงไม่มีการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิ

d)

เฉพาะสิ่งที่มีชีวิตเท่านั้นที่มีกระบวนการเมทาบอลิซึมเกิดขึ้น

23.

ในปฏิบัติการเรื่องเมทาบอลิซึมของคาร์โบไฮเดรต จากปฏิกิริยาการเปลี่ยนจากซักซิเนตเป็นฟูมาเลต ถ้าเกิดปฏิกิริยาการถ่ายโอนอิเล็กตรอน สารละลายในหลอดจะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร

a)

สารละลายจะเปลี่ยนจากสีน้ำเงินเป็นใสไม่มีสีหรือจางลง

b)

สารละลายจะเปลี่ยนจากสีน้ำเงินจางๆเป็นเข้มขึ้น

c)

สารละลายจะเปลี่ยนจากน้ำเงินเป็นสีน้ำตาลส้ม

d)

สารละลายจะเปลี่ยนจากไม่มีสีเป็นสีน้ำเงินม่วง

24.

ในปฏิบัติการเรื่องเมทาบอลิซึมของคาร์โบไฮเดรต จากปฏิกิริยาการเปลี่ยนจากซักซิเนตเป็นฟูมาเลต จะมีการถ่ายโอนอิเล็กตรอน ในการทดลองนี้ใช้สารใดเป็นตัวส่งรับอิเล็กตรอนประดิษฐ์

a)

Bromophenol blue

b)

Methyl orange

c)

Methylene blue

d)

Bromthymol blue

25.

การเปลี่ยนจากซักซิเนต (Succinate) เป็นฟูมาเรต (Fumarate) ซึ่งเร่งปฏิกิริยาด้วยเอนไซม์ซักซิเนตดีไฮโดรจิเนส (SDH) เมื่อเติมมาโลเนต (Malonate) ลงไปในปฏิกิริยาเท่ากันกับซักซิเนต ปรากฏว่าสีของสารละลายไม่จางลง แต่พอเพิ่มปริมาณซักซิเนตให้มากกว่ามาโลเนต ปรากฏว่าสีน้ำเงินของสารละลายจางลง ข้อใดกล่าวถูกต้อง

a)

มาโลเนตเป็นตัวยับยั้งปฏิกิริยาแบบแข่งขัน ซึ่งสามารถแก้ไขได้โดยการเพิ่มปริมาณสารตั้งต้นให้มากขึ้น

b)

มาโลเนตเป็นตัวกระตุ้นปฏิกิริยา จึงทำให้ปฏิกิริยาเกิดได้ดียิ่งขึ้น

c)

มาโลเนตเป็นสารที่มีฤทธิ์ในการรีดิวซ์ จะไปทำให้เอนไซม์เสียสภาพปฏิกิริยาจึงไม่เกิด

d)

มาโลเนตเป็นตัวไปรับอิเล็กตรอนจากซักซิเนต ทำให้ปฏิกิริยาเกิดเร็วขึ้น

26.

ข้อใดคือสารยับยั้งเอนไซม์

a)

อะไมเลส

b)

ซักซิเนตดีไฮโดรจิเนส

c)

โซเดียมโดเดซิลซัลเฟต (SDS)

d)

แป้ง

27.

กรดนิงคลีอิกคือข้อใด

a)

อาร์เอ็นเอ

b)

ดีเอ็นเอ

c)

อาร์เอ็นเอและดีเอ็นเอ

d)

นิวคลีโอไทด์

28.

กรดนิงคลีอิกสามารถสกัดได้จากข้อใด

a)

บล็อกเคอรี่

b)

หัวหอม

c)

มะเขือเทศ

d)

ถูกทุกข้อ

29.

ข้อใดไม่จำเป็นในการสกัดดีเอ็นเอ

a)

แอลกอฮอล์

b)

SDS ซึ่งผสมอยู่ในน้ำยาล้างจาน

c)

ผงหมักเนื้อนุ่ม หรือ น้ำเกลือ

d)

กรดไฮโดรคลอริก ซึ่งผสมอยู่ในน้ำยาล้างห้องน้ำ

30.

ข้อใดกล่าวถูกต้อง

a)

ในการทดสอบหมู่อะโรมาติกด้วยปฏิกิริยาการเติมหมู่ไนโตร (-NO2) สามารถใช้กรดซัลฟูริก (H2SO4) แทนกรดไนตริก (HNO3) ได้

b)

ผลไม้ที่มีรสเปรี้ยวมากแสดงว่ามีปริมาณวิตามินซีสูงกว่า

c)

ไคลสบู่ คือเกลือที่ไม่ละลายน้ำของสบู่กับโลหะแคลเซียมหรือแมกนีเซียมที่พบในน้ำกระด้าง

d)

น้ำมันพืชเหม็นหืนเร็วกล่าน้ำมันสัตว์เพราะมีความไม่อิ่มตัวสูงกว่า