wayground logo

Free Printable Worksheets

NEW

Font size

S
M
L
XL
Worksheets

แบบทดสอบ หน่วยที่ 2 การรักษาดุลยภาพฯ วิทยาศาสตร์ฯ ม.4

Total questions: 30

Worksheet time: 23mins

Name
Class
Date
1.

ปริมาณสารใดพบมากที่สุดในน้ำปัสสาวะ

a)

แอมโมเนีย

b)

กรดยูริก

c)

ยูเรีย

d)

โซเดียม

2.

กระบวนการดูดกลับจะเกิดขึ้นที่ส่วนใด

a)

A

b)

B

c)

C

d)

A และ B

3.

การกรองเกิดขึ้นที่ส่วนใด

a)

A

b)

B

c)

C

d)

D

4.

ส่วนใดที่ทำหน้าที่รวมน้ำปัสสาวะไปสู่กรวยไต

a)

A

b)

B

c)

C

d)

D

5.

ในกรณีที่เราดื่มน้ำมาก แต่ปัสสาวะน้อยเพราะเหตุใด

a)

มีการดูดน้ำ กลับมาก เพราะมีฮอร์โมนที่ควบคุมน้อย

b)

มีการดูดน้ำ กลับมาก เพราะมีฮอร์โมนที่ควบคุมมาก

c)

มีการดูดน้ำ กลับน้อย เพราะมีฮอร์โมนที่ควบคุมน้อย

d)

มีการดูดน้ำ กลับน้อย เพราะมีฮอร์โมนที่ควบคุมมาก

6.

ส่วนใดทำหน้าที่เป็นตัวกรองของเสียจำพวกปัสสาวะ

a)

หน่วยไต

b)

หลอดไต

c)

ท่อไต

d)

ถูกต้องทั้งข้อ ข และ ค

7.

บริเวณใดของหน่วยไต (nephron) ที่มีการดูดกลับของน้ำ และสารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายได้มากที่สุด

a)

ห่วงเฮนเล (Loop of Henle)

b)

ท่อรวม (Collecting tubule)

c)

ท่อไตส่วนปลาย (Distal convoluted tubule)

d)

ท่อไตส่วนต้น (proximal convoluted tubule)

8.

ปัสสาวะประกอบด้วยสารใดเป็นหลัก

a)

น้ำกับเกลือแร่

b)

น้ำกับยูเรีย

c)

น้ำกับแอมโมเนีย

d)

น้ำกับโซเดียม

9.

หลอดเลือดที่นำเลือดผ่านเข้ามายังไตเป็นหลอดเลือดชนิดใด

a)

หลอดเลือดรีนัลเวน

b)

หลอดเลือดรีนัลอาร์เทอรี

c)

หลอดเลือดฝอย

d)

ข้อ ก และ ค

10.

ข้อใดไม่ถูกต้อง

1) ไตมีรูปร่างคล้ายเม็ดถั่ว ประกอบด้วยหน่วยไตนับล้านหน่วย

2) ของเหลวทั้งหมดที่ผ่านการกรองจากไตแล้วคือ น้ำปัสสาวะ

3) น้ำ กลูโคส และกรดอะมิโนบางชนิด จะถูกดูดกลับเข้าหลอดเลือดได้อีก

a)

1

b)

2

c)

3

d)

2 และ 3

11.

หลังการออกกำลังกายอย่างหนักเลือดในร่างกายจะมีสภาพอย่างไร

a)

เลือดมีสภาพเป็นเบส เพราะมี OH- ในเลือดต่ำ

b)

เลือดมีสภาพเป็นเบส เพราะมี OH- ในเลือดต่ำ

c)

เลือดมีสภาพเป็นกรด เพราะมี H+ ในเลือดต่ำ

d)

เลือดมีสภาพเป็นกรด เพราะมี H+ ในเลือดสูง

12.

ข้อใดคือกลไกควบคุม กรด-เบส (pH) ในร่างกาย

a)

การเปลี่ยนแปลงอัตราการหายใจ

b)

ระบบบัฟเฟอร์

c)

การขับ ไฮโดรเจนไอออน

d)

ถูกทุกข้อ

13.

ถ้าเลือดของคนมีค่า pH 4 จําเป็นต้องรักษาดุลยภาพของร่างกายให้เข้าสู่ระดับกรด – เบส ปกติได้อย่างไร

a)

หายใจถี่ขึ้น เพื่อทําให้ค่ากรด – เบสเพิ่มขึ้น

b)

หายใจถี่ขึ้น เพื่อทําให้ค่ากรด – เบสลดลง

c)

หายใจช้าลง เพื่อทําให้ค่ากรด - เบสเพิ่มขึ้น

d)

หายใจช้าลง เพื่อทำให้ค่ากรด – เบสลดลง

14.

เมื่อเลือดไหลผ่านเส้นเลือดฝอยรอบถุงลมในปอด น่าจะเกิดปฏิกิริยาเคมีตามข้อใด (Hb = Haemoglobin)

1. CO2 + H2O → H2CO3

2. H2CO3 → H++ HCO3

3. H2CO3 → CO2 + H2O

4. Hb(CO2)4 → Hb +4CO2

a)

1 และ 2

b)

2 และ 3

c)

3 และ 4

d)

1 และ 4

15.

หลังออกกําลังกายใหม่ๆ กระบวนการต่อเนื่องที่เกิดขึ้นเพื่อปรับตัวของร่างกายมนุษย์จะเกิดขึ้นเป็น

ลําดับขั้นตอนที่ถูกต้อง

a)

CO2 และกรดแลกติกในเลือดสูงขึ้น ทําให้ศูนย์ควบคุมการหายใจ Medulla oblongata ถูกกระตุ้นเราจะหายใจเร็วขึ้น

b)

O2 ต่ำลงและกรดแลกติกในเลือดสูงขึ้นทําให้ศูนย์ควบคุมการหายใจที่ Medulla oblongata ถูกกระตุ้น เราจะหายใจเร็วขึ้น

c)

CO2 และกรดแลกติกในเลือดสูงขึ้น ทําให้ศูนย์ควบคุมการหายใจที่ Medulla oblongata ถูกกระตุ้น เราจะหายใจช้าลง

d)

O2 และ CO2 สูงขึ้นทำให้ศูนย์ควบคุมการหายใจ Medulla oblongata ถูกกระตุ้นเราจะหายใจเร็วขึ้น

16.

หลังจากการออกกำลังกายกลางแดดนานๆ ร่างกายมีกลไกรักษาดุลยภาพของอุณหภูมิอย่างไร

a)

ลดอัตราเมแทบอลิซึม และหลอดเลือดขยายตัว

b)

ลดอัตราเมแทบอลิซึม และหลอดเลือดหดตัว

c)

เพิ่มอัตราเมแทบอลิซึม และหลอดเลือดขยายตัว

d)

เพิ่มอัตราเมแทบอลิซึม และหลอดเลือดหดตัว

17.

ศูนย์การควบคุมอุณหภูมิในร่างกายอยู่ที่สมองส่วนใด

a)

ซีรีบรัม

b)

ซีรีเบลลัม

c)

ทาลามัส

d)

ไฮโพทาลามัส

18.

ข้อใดไม่เกี่ยวข้องกับการปรับสมดุลของอุณหภูมิในร่างกาย เมื่ออุณหภูมิของร่างกายสูงกว่า 37 องศาเซลเซียส

a)

เส้นขนเอนราบ

b)

เส้นเลือดฝอยหดตัว

c)

อัตราเมแทบอลิซึมลดลง

d)

ต่อมเหงื่อผลิตเหงื่อมากขึ้น

19.

ในการควบคุมอุณหภูมิของร่างกายให้คงที่ สมองส่วนไฮโพทาลามัสมีการสั่งการไปยังอวัยวะใดบ้าง

a)

หลอดเลือด ต่อมเหงื่อ หนังกำพร้า

b)

ต่อมเหงื่อ หนังกำพร้า กล้ามเนื้อยึดเส้นขน

c)

หนังกำพร้า หลอดเลือด กล้ามเนื้อยึดเส้นขน

d)

หลอดเลือด ต่อมเหงื่อ กล้ามเนื้อยึดเส้นขน

20.

กลไกใดช่วยเพิ่มอุณหภูมิให้ร่างกายมนุษย์โดยตรง

a)

การหดตัวของเส้นเลือดที่ผิวหนังเมื่ออากาศหนาวเย็น

b)

การมีไขมันหนาเป็นชั้นอยู่ใต้ผิวหนัง

c)

ขนลุกชันเมื่ออากาศหนาวเย็น

d)

การสั่นของกล้ามเนื้อลายเมื่ออากาศหนาวเย็น

21.

การรณรงค์ให้เด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี มารับวัคซีนโปลิโอเพื่อให้เด็กสร้างภูมิคุ้มกันแบบใด

a)

ภูมิคุ้มกันโดยกำเนิด ภูมิคุ้มกันรับมา

b)

ภูมิคุ้มกันก่อเอง ภูมิคุ้มกันโดยกำเนิด

c)

ภูมิคุ้มกันจำเพาะ ภูมิคุ้มกันก่อเอง

d)

ภูมิคุ้มกันรับมา ภูมิคุ้มกันโดยกำเนิด

22.

การฉีดวัคซีนที่เป็นแบคทีเรียตายแล้วจะทำให้ร่างกายสร้างอะไร

a)

แอนติเจน

b)

แอนติบอดี

c)

ภูมิคุ้มกันโดยกำเนิด

d)

ทั้งข้อ ข และ ค

23.

เซลล์บีและเซลล์ทีทำงานสัมพันธ์กันลักษณะใด

a)

เซลล์บีกระตุ้นเซลล์ทีให้ผลิตแอนติบอดี

b)

เซลล์ทีผู้ช่วยกระตุ้นให้เซลล์บีสร้างแอนติบอดี

c)

เซลล์บีสร้างแอนติบอดีเพื่อกระตุ้นการทำงานของเซลล์ทีผู้ช่วย

d)

เซลล์ทีผู้ช่วยสร้างแอนติเจนกระตุ้นการทำงานของเซลล์บี

24.

เซรุ่มคืออะไร

a)

แอนติเจนที่ได้จากม้า

b)

ทอกซอยด์ที่ได้จากกระต่าย

c)

แอนติบอดีที่ได้จากม้า

d)

เซลล์เม็ดเลือดขาวที่ได้จากกระต่าย

25.

วัคซีนกับเซรุ่มต่างกันอย่างไร

a)

วัคซีนเป็นภูมิคุ้มกันก่อเอง เซรุ่มเป็นภูมิคุ้มกันที่รับมา

b)

เซรุ่มเป็นภูมิคุ้มกันที่ก่อเอง วัคซีนเป็นภูมิคุ้มกันที่รับมา

c)

วัคซีนและเซรุ่มเป็นภูมิคุ้มกันที่ก่อเอง

d)

วัคซีนและเซรุ่มเป็นภูมิคุ้มกันที่รับมา

26.

ถ้าตรวจเลือดแล้วพบว่าเม็ดเลือดขาวเพิ่มมากขึ้นผิดปกติแสดงว่าเป็นโรคอะไร

a)

เอดส์

b)

ติดเชื้อ

c)

เลือดจาง

d)

ธาลัสซีเมีย

27.

สารแอนติบอดี (Antibody) ซึ่งสร้างโดยเม็ดเลือดขาว จะมีการลำเลียงไปยังส่วนต่างๆ ของร่างกายโดยส่วนใด

a)

ระบบหมุนเวียนเลือด

b)

ซึมผ่านเนื้อเยื่อต่างๆ

c)

ระบบหมุนเวียนน้ำเหลือง

d)

ซึมผ่านไปกับของเหลวระหว่างเซลล์

28.

กระเพาะอาหาร สามารถทำลายเชื้อโรคที่ปะปนมากับอาหารได้เพราะอะไร

a)

กระเพาะอาหารมีสภาพเป็นด่าง

b)

กระเพาะอาหารมีสภาพเป็นเบส

c)

กระเพาะอาหารมีสภาพเป็นกลาง

d)

กระเพาะอาหารมีสภาพเป็นกรด

29.

การให้ทารกดื่มนมของมารดา ทารกได้รับภูมิคุ้มกันชนิดใด

a)

ภูมิคุ้มกันก่อเอง

b)

ภูมิคุ้มกันที่รับมา

c)

ภูมิคุ้มกันที่ก่อเองและรับมา

d)

ไม่ได้รับภูมิคุ้มกัน

30.

วัคซีนที่ต้องให้เด็กซึ่งอายุไม่เกิน 10 ปี โดยวิธีหยดให้รับประทานนั้นเป็นวัคซีนป้องกันโรคใด

a)

โปลิโอ

b)

ไอกรน

c)

บาดทะยัก

d)

วัณโรค