wayground logo

Free Printable Worksheets

NEW

Font size

S
M
L
XL
Worksheets

งานไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์

Total questions: 40

Worksheet time: 40mins

Name
Class
Date
1.

การทำให้ไดโอดชนิดหัวต่อพีเอ็นนำกระแสได้โดยวิธีใด

a)

การให้แรงดันไบแอสตรงกับไดโอด

b)

การให้แรงดันไบแอสกลับกับไดโอด

c)

การต่อไดโอดอนุกรมกับตัวต้านทาน

d)

การต่อไดโอดอนุกรมกับตัวเหนี่ยวนำ

2.

แรงดันที่ไบแอสให้กับซิลิคอนไดโอดเริ่มนำกระแสมีค่าประมาณเท่าไร

a)

1.5 V

b)

1.2 V

c)

0.7 V

d)

0.3 V

3.

การทำให้ทรานซิสเตอร์ทำงานมีวิธีการอย่างไร

a)

การจัดไบแอสตรงให้ขา C และ E

b)

การจัดไบแอสกลับให้ขา C และ E

c)

การจัดไบแอสตรงให้ระหว่างขา B และ E และจัดไบแอสกลับให้ระหว่างขา B และ C

d)

การจัดไบแอสตรงให้ระหว่างขา B และ C และจัดไบแอสกลับให้ระหว่างขา B และ E

4.

ในทางปฏิบัติ การจัดไบแอสให้กับทรานซิสเตอร์ มีลักษณะการจัดแบบใดบ้าง

a)

แบบไบแอสตรง แบบไบแอสตัวเอง และแบบแบ่งแรงดัน

b)

แบบไบแอสตรง และแบบไบแอสกลับ

c)

แบบไบแอสทางด้านเอาต์พุต

d)

แบบไบแอสทางด้านอินพุต

5.

ทรานซิสเตอร์ในวงจรสวิตช์ทำงานด้วยแสง อุปกรณ์ตัวใดที่ทำหน้าที่ควบคุมกระแสที่ขา B

a)

R1

b)

VR

c)

LED

d)

LDR

6.

ข้อใดกล่าวถูกต้องในการตรวจสอบลำโพงว่าดีหรือเสีย

a)

ต่อขั้วถ่านไฟฉายเขี่ยที่ขั้วลำโพง ถ้าไม่ถูกต้องตามขั้ว กรวยลำโพงจะผลักตัวออก

b)

ต่อขั้วถ่านไฟฉายเขี่ยที่ขั้วลำโพง ถ้าถูกต้องตามขั้ว กรวยลำโพงจะถูกดึงเข้า

c)

ตั้งย่านวัด R x 1k แล้วเขี่ยที่ขั้วลำโพงเข็มมิเตอร์ไม่ขึ้นแสดงว่าดี

d)

ตั้งย่านวัด R x 1 แล้วเขี่ยที่ขั้วลำโพงเข็มมิเตอร์ขึ้นแสดงว่าดี

7.

ในการเลือกใช้ลำโพงของหอกระจายข่าวในหมู่บ้านควรเป็นลำโพงแบบใด

a)

ลำโพงทวีทเตอร์

b)

ลำโพงมิดเรนจ์

c)

ลำโพงวูฟเฟอร์

d)

ลำโพงฮอร์น

8.

ไมโครโฟนทำงานโดยอาศัยหลักการใด

a)

การเปลี่ยนสัญญาณไฟฟ้าให้เป็นสัญญาณเสียง

b)

การเปลี่ยนคลื่นเสียงให้เป็นสัญญาณไฟฟ้า

c)

แม่เหล็กถาวรเคลื่อนที่ตัดขดลวด

d)

วงจรอิเล็กทรอนิกส์

9.

โครงสร้างที่ประกอบด้วยหัวไมโครโฟน วงจรปรีไมค์ และวงจรส่งสัญญาณคลื่นวิทยุไว้ในตัวเดียวกัน เป็นโครงสร้างของไมโครโฟนชนิดใด

a)

ชนิดไดนามิกมูฟวิ่งคอยล์

b)

ชนิดคอนเดนเซอร์

c)

ชนิดทวีทเตอร์

d)

ชนิดไร้สาย

10.

ลำโพงมีหลักการทำงานอย่างไร

a)

อาศัยขดลวดเคลื่อนที่ผ่านสนามแม่เหล็ก

b)

เปลี่ยนสัญญาณไฟฟ้าเป็นสัญญาณเสียง

c)

เปลี่ยนสัญญาณเสียงเป็นสัญญาณไฟฟ้า

d)

อาศัยวงจรอิเล็กทรอนิกส์

11.

ข้อใดกล่าวไม่ถูกต้องเกี่ยวกับรีดรีเลย์

a)

รีดรีเลย์มีลักษณะเป็นแคปซูลขนาดเล็ก

b)

รีดรีเลย์ทำงานโดยอาศัยขดลวดเหนี่ยวนำ

c)

แคปซูลรีเลย์เป็นหลอดแก้วภายในบรรจุก๊าซเฉื่อย

d)

รีดรีเลย์ทำงานโดยอาศัยสนามแม่เหล็กภายนอกมาควบคุมหน้าสัมผัส

12.

ในการใช้โอห์มมิเตอร์วัดตรวจสอบรีเลย์ที่ขั้ว NC และ C ผลการวัดจะเป็นอย่างไร

a)

เข็มชี้อ่านค่าความต้านทานได้แสดงว่าใช้งานไม่ได้

b)

เข็มชี้อ่านค่าความต้านทานได้แสดงว่าใช้งานได้

c)

เข็มไม่ขึ้นแสดงว่าใช้งานได้

d)

เข็มตีกลับเพราะวัดผิดขั้ว

13.

ข้อใดกล่าวถึงการวัดตรวจสอบรีเลย์ชนิดอาร์เมเจอร์ไม่ถูกต้อง

a)

วัดตรวจสอบขดลวดด้านเอาต์พุตตามตำแหน่งสัญลักษณ์บนตัวรีเลย์

b)

วัดตรวจสอบขดลวดด้านอินพุตตามตำแหน่งสัญลักษณ์บนตัวรีเลย์

c)

วัดที่ขดลวดด้านอินพุตและเอาต์พุตถ้าเข็มขึ้นแสดงว่าดีใช้งานได้

d)

ตั้งย่านวัด R1x1 วัดตามหลักการวัดตัวต้านทาน

14.

โครงสร้างของรีเลย์ประกอบด้วยสิ่งใด

a)

ขดลวดและหน้าสัมผัสแบบ NC

b)

ขดลวดและหน้าสัมผัสแบบ NO

c)

ขดลวด 1 ชุด และหน้าสัมผัส

d)

หน้าสัมผัส NC NO และ C

15.

ข้อใดกล่าวถึงการทำงานของรีเลย์ผิด

a)

รีเลย์เป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เชิงกลทำหน้าที่เป็นสวิตช์ลำดับที่สอง

b)

รีเลย์ทำหน้าที่ตัดต่อวงจรโดยอาศัยหน้าสัมผัส

c)

รีเลย์ถูกควบคุมด้วยไฟฟ้าแรงดันต่ำ 3–24 V

d)

รีเลย์ทำงานโดยไม่อาศัยอาร์เมเจอร์

16.

หม้อแปลงไฟฟ้าแกนเหล็กแบบใดที่มีลักษณะแกนเป็นรูปตัว E I

a)

แกนเหล็กแบบเชลล์

b)

แกนเหล็กแบบคอร์

c)

แกนเหล็กแบบแกน

d)

แกนเหล็กแบบทอรอยด์

17.

หม้อแปลงไฟฟ้าแบ่งตามแกนที่ใช้ได้กี่ชนิดอะไรบ้าง

a)

2 ชนิด คือ Step–up และ Step–down

b)

3 ชนิด คือ แกนเหล็ก แกนเฟอร์ไรท์ และแกนอากาศ

c)

4 ชนิด คือ แกนแบบคอร์ แกนแบบเชลล์ และแกนแบบตัวเอช

d)

5 ชนิด คือ แบบคอร์ แบบเชลล์ แกนเฟอร์ไรท์ แบบทอรอยด์ และแบบตัวเอช

18.

ใช้โอห์มมิเตอร์ย่านวัด Rx10k วัดที่ปลายขดลวดปฐมภูมิ และปลายขดลวดทุติยภูมิของหม้อแปลงไฟฟ้า ผลการวัดเข็มมิเตอร์ขึ้นแสดงว่าขดลวดชุดนี้เป็นอย่างไร

a)

เสียแบบลัดวงจรข้ามชุดของขดลวด

b)

เสียแบบลัดวงจรที่แกนของขดลวด

c)

เสียแบบขดลวดขาด

d)

ใช้งานได้ดี

19.

โครงสร้างของหม้อแปลงไฟฟ้าประกอบด้วยอะไรบ้าง

a)

ขดลวดหนึ่งขด

b)

ขดลวดและแกน

c)

แกนอากาศและแกนเหล็ก

d)

แกนเหล็กแบบคอร์และแบบเชลล์

20.

จากรูปเป็นสัญลักษณ์หม้อแปลงไฟฟ้าแบบใด

a)

แบบแกนเฟอร์ไรท์

b)

แบบแกนทอรอยด์

c)

แบบแกนอากาศ

d)

แบบแกนเหล็ก

21.

การต่อหลอดไฟฟ้าแสงสว่างแบบใดที่ทำเป็นตัวหนังสือหรือป้ายโฆษณา

a)

หลอดนีออน

b)

หลอดแสงจันทร์

c)

หลอดฟลูออเรสเซนต์

d)

หลอดอินแคนเดสเซนต์

22.

เซอร์กิตเบรกเกอร์ทำงานต่างจากฟิวส์อย่างไร

a)

เซอร์กิตเบรกเกอร์จำกัดกระแสที่ไหลในวงจร ป้องกันกระแสเกิน

b)

ฟิวส์เปิดวงจรในขณะที่มีความผิดปกติเกิดขึ้น โดยที่ไม่ทำให้ตัวเองขาด

c)

เซอร์กิตเบรกเกอร์ปิดวงจรในขณะที่มีความผิดปกติเกิดขึ้น โดยที่ไม่ให้ตัวเองขาด

d)

เซอร์กิตเบรกเกอร์เปิดวงจรในขณะที่มีความผิดปกติเกิดขึ้น โดยที่ไม่ทำให้ตัวเองขาด

23.

ขนาดของสายเมนทองแดง 35 sq.mm ควรใช้สายดินทองแดงขนาดเท่าไร

a)

ไม่น้อยกว่า 10 sq.mm

b)

น้อยกว่า 10 sq.mm ก็ได้

c)

เหล็กอาบทองแดงยาว 1.40 เมตร เส้นผ่านศูนย์กลางน้อยกว่า 16 มิลลิเมตร

d)

เหล็กอาบทองแดงยาว 2.40 เมตร เส้นผ่านศูนย์กลางไม่น้อยกว่า 16 มิลลิเมตร

24.

ในวงจรไฟฟ้าแสงสว่างมีส่วนประกอบอะไรบ้าง

a)

หลอดนีออน หลอดแสงจันทร์ หลอดไส้ และหลอดประหยัดไฟ

b)

แหล่งจ่ายไฟฟ้า สายไฟฟ้า สวิตช์ หลอดไฟฟ้า

c)

บัลลาสต์ สตาร์ตเตอร์ หลอดไฟฟ้า ขาหลอด

d)

แบตเตอรี่ หลอดแสงจันทร์

25.

การต่อวงจรไฟฟ้าแบบใดที่ต้องใช้บัลลาสต์ และสตาร์ตเตอร์

a)

หลอดนีออน

b)

หลอดแสงจันทร์

c)

หลอดฟลูออเรสเซนต์

d)

หลอดอินแคนเดสเซนต์

26.

มีวิธีการควบคุมความเร็วมอเตอร์ไฟฟ้ากระแสตรงอย่างไร

a)

การควบคุมแรงดันที่ขั้วอาร์เมเจอร์และควบคุมกระแสขดลวดสนามแม่เหล็ก

b)

ควบคุมแรงเคลื่อนไฟฟ้าเหนี่ยวนำในตัวมอเตอร์

c)

การจ่ายแรงดันให้กับอาร์เมเจอร์กลับขั้ว

d)

ควบคุมด้วยวิธีการเบรกแบบไดนามิค

27.

มอเตอร์ไฟฟ้าชนิดใดที่นำมาประยุกต์ใช้งานในการทำสว่านเจาะปริ้นท์

a)

มอเตอร์ไฟฟ้ากระแสตรงชนิดมอเตอร์แบบขนาน

b)

มอเตอร์ไฟฟ้ากระแสตรงชนิดมอเตอร์แบบอนุกรม

c)

มอเตอร์ไฟฟ้ากระแสตรงชนิดขดลวดสร้างสนามแม่เหล็ก

d)

มอเตอร์ไฟฟ้ากระแสตรงชนิดแม่เหล็กถาวรสร้างสนามแม่เหล็ก

28.

มอเตอร์ไฟฟ้าหมุนได้อย่างไร

a)

เกิดการดูดกันระหว่างลวดตัวนำและแม่เหล็กถาวร

b)

เกิดแรงผลักของสนามแม่เหล็กผลักขดลวดตัวนำ

c)

สนามแม่เหล็กเคลื่อนที่ตัดลวดตัวนำ

d)

ตัวนำเคลื่อนที่ตัดสนามแม่เหล็ก

29.

ในการทำงานของมอเตอร์ไฟฟ้าส่วนที่เคลื่อนที่เรียกว่าอะไร

a)

โรเตอร์

b)

สเตเตอร์

c)

แม่เหล็กถาวร

d)

คอมมิวเตเตอร์

30.

การต่อขดลวดสนามแม่เหล็กในมอเตอร์ไฟฟ้ากระแสตรงแบบใดที่มีคุณลักษณะให้แรงบิดสูง

a)

มอเตอร์แบบผสม

b)

มอเตอร์แบบขนาน

c)

มอเตอร์แบบอนุกรม

d)

มอเตอร์แบบชันท์ฟิลด์

31.

ตะกั่วบัดกรีชนิด 60/40 มีความหมายว่าอย่างไร

a)

ส่วนผสมของตะกั่ว 60% และดีบุก 40%

b)

ส่วนผสมของดีบุก 60% และตะกั่ว 40%

c)

ส่วนผสมของดีบุก 60% และฟลั๊กซ์ 40%

d)

ส่วนผสมของตะกั่ว 60% และฟลั๊กซ์ 40%

32.

มีวิธีการถอนรอยบัดกรีอย่างไร

a)

ให้ความร้อนที่รอยบัดกรีแล้วเคาะออก

b)

ให้ความร้อนที่รอยบัดกรีแล้วใช้แปรงสีฟันเก่าถูออก

c)

ให้ความร้อนที่รอยบัดกรีแล้วใช้คัตเตอร์เขี่ยตะกั่วออก

d)

ให้ความร้อนที่รอยบัดกรีแล้วใช้ที่ดูดตะกั่วดูดน้ำตะกั่วออก

33.

แผ่นทองแดงร่อนหลุดออกมาเกิดจากสาเหตุใด

a)

การถอนรอยบัดกรีซ้ำหลาย ๆ ครั้ง

b)

การใช้ตะกั่วเส้นเล็กเกินไป

c)

รอยบัดกรีสกปรก

d)

หัวแร้งสกปรก

34.

วัสดุในข้อใดที่ไม่สามารถบัดกรีได้

a)

ทองเหลือง

b)

อะลูมิเนียม

c)

สังกะสี

d)

เหล็ก

35.

ในการบัดกรีชิ้นงานขนาดใหญ่ควรใช้หัวแร้งแบบใด

a)

หัวแร้งปืน

b)

หัวแร้งแช่

c)

หัวแร้งแก๊ส

d)

หัวแร้งเหล็กหล่อ

36.

ควรวางแผ่นวงจรพิมพ์ในลักษณะใดขณะแช่ในน้ำยากัดปริ๊นท์

a)

วางด้านที่เป็นลายทองแดงซ้อนกันหลายแผ่น

b)

วางด้านที่เป็นลายทองแดงไว้ด้านบน

c)

วางด้านที่เป็นลายทองแดงคว่ำลง

d)

วางด้านใดก็ได้สลับกันไปมา

37.

น้ำยาเคลือบผิวทองแดงสามารถทำเองได้โดยใช้วัสดุใด

a)

ยางสนผสมกรดกัดปริ๊นท์

b)

ยางสนผสมน้ำมันสน

c)

ยางสนผสมทินเนอร์

d)

ยางสนผสมฟลั๊กซ์

38.

ในการทำแผ่นวงจรพิมพ์ด้วยมือจำเป็นต้องใช้วัสดุอะไรบ้าง

a)

แผ่นปริ๊นท์และกรดกัดปริ๊นท์

b)

หัวแร้ง ตะกั่วบัดกรี และกรดกัดปริ๊นท์

c)

ปากกาเคมี ยางสน และสว่านเจาะปริ๊นท์

d)

กระดาษคาร์บอน ปากกาเคมี ต้นแบบลายวงจร และแผ่นปริ๊นท์

39.

กรดกัดปริ๊นท์หรือเฟอริคคลอไรด์มีคุณสมบัติอย่างไร

a)

มีสภาพเป็นด่าง ใช้กัดทองแดงส่วนที่ไม่ต้องการออก

b)

มีสภาพเป็นกรด ใช้กัดทองแดงส่วนที่ต้องการออก

c)

มีสภาพเป็นกรด ใช้กัดทองแดงส่วนที่ต้องการออก

d)

มีสภาพเป็นกรดผงสีเหลือง

40.

แผ่นปริ๊นท์สองหน้าจะมีกราวน์เพลนเพื่อจุดประสงค์ใด

a)

ต่อเป็นกราวน์ของวงจร

b)

เชื่อมต่อลายวงจรที่สอง

c)

ลดสัญญาณรบกวน

d)

ป้องกันไฟรั่ว