Worksheetsสอบปลายภาค 1/2564 วิชาเคมีเพิ่มเติม 3
Total questions: 45
Worksheet time: 3hrs 55mins
ของเหลวในข้อใดมีจุดเดือดต่ำสุด
ของเหลว ก ความดันไอ 720 mmHg
ของเหลว ค ความดันไอ 250 mmHg
ของเหลว ค ความดันไอ 650 mmHg
ของเหลว ง ความดันไอ 700 mmHg
ปัจจัยใดต่อไปนี้มีผลต่อความดันไอของของเหลว
A. แรงยึดเหนี่ยวระหว่างโมเลกุลของของเหลว
B. ปริมาณของของเหลวซึ่งมีสมดุลระหว่างของเหลวและไอ
C. อุณหภูมิของของเหลว
A เท่านั้น
A และ B เท่านั้น
A และ C เท่านั้น
A B และ C
ข้อใดที่โมเลกุลของแกีสไม่เป็นไปตามแบบจําลองของแก๊สอุดมคติ
เป็นอนุภาคที่มีขนาดเล็ก
ไม่มีแรงผลักหรือแรงดึงดูด
มีทิศการเคลื่อนที่ไม่แน่นอน
มีการชนกันแบบไม่ยืดหยุ่น
เมื่อเพิ่มอุณหภูมิของแก๊สในภาชนะปิด ความดันของแก๊สจะเพิ่มขึ้นด้วย เพราะอะไร
ความหนาแน่นของแก๊สลดลง
ภาชนะขยายตัวเมื่อได้รับความร้อน
อัตราการชนผนังของโมเลกุลแก๊สเพิ่มขึ้น
โมเลกุลแก๊สหลายโมเลกุลยึดกันเป็นโมเลกุลที่มีมวลมากขึ้น
ในการเติมแก๊สฮีเลียมจนมีปริมาตรเพิ่มเป็นสองเท่าของค่าเดิม โดยความดันและอุณหภูมิคงตัว คำกล่าวใดต่อไปนี้ถูกต้อง
จำนวนโมเลกุลต่อปริมาตรเพิ่มเป็น 4 เท่าของค่าเดิม
พลังงานภายในของแก๊สต่อปริมาตรเพิ่มเป็น 2 เท่าของค่าเดิม
Incorrect
ของเหลว ค ความดันไอ 250 mmHg
พลังงานภายในของแก๊สเพิ่มเป็น 4 เท่าของค่าเดิม
จำนวนโมเลกุลเพิ่มเป็น 2 เท่าของค่าเดิม
พิจารณาคำกล่าวต่อไปนี้
ก. โมเลกุลของแก๊สอยู่ห่างกันมากจนไม่มีแรงดึงดูดระหว่างกันและกัน
ข. ที่อุณหภูมิเดียวกัน แก๊สทุกชนิดจะมีพลังงานจลน์ของทุกโมเลกุลเท่ากัน
ค. โมเลกุลของแก๊สมีปริมาตรน้อยมากเมื่อเทียบกับปริมาตรของภาชนะ ส่วนใหญ่ของแก๊สจะเป็นที่ว่าง
ง. โมเลกุลของแก๊สมีการเคลื่อนที่เป็นเส้นตรง เมื่อเกิดการชนกันเองแต่ละโมเลกุลจะมีพลังงานจลน์ผิดไปจากเดิม แต่พลังงานรวมยังคงเท่าเดิม
ข้อใดไม่ถูกต้องเกี่ยวกับทฤษฎีจลน์ของแก๊ส
ก. ข.
ข. ง.
ข. ค.
ค. ง.
การทดลองเกี่ยวกับแก๊สของชาร์ล ตรงกับข้อใด
แก๊สทุกชนิดจะมีปริมาตรเป็นศูนย์เมื่อลดอุณหภูมิถึง -273 องศา
เมื่ออุณหภูมิและมวลของแก๊สคงที่ ปริมาตรของแก๊สจะแปรผกผันกับความดัน
เมื่อปริมาตรและมวลของแก๊สคงที่ ความดันของแก๊สจะแปรผันตรงกับอุณหภูมิเคลวิน
เมื่อความดันและมวลของแก๊สคงที่ ปริมาตรของแก๊สจะแปรผันตรงกับอุณหภูมิเคลวิน
แก๊ส M มีปริมาตร 500 ลูกบาศก์เซนติเมตร ที่ 200 K ถ้าเพิ่มอุณหภูมิเป็น 2 เท่า โดยที่ความดันและปริมาณของแก๊สคงที่ ข้อใดถูกต้อง
ปริมาตรจะเพิ่มเป็น 2 เท่า
ปริมาตรเพิ่มมากกว่า 2 เท่า
ปริมาตรลดลง
ปริมาตรเพิ่มขึ้นแต่น้อยกว่า 2 เท่า
แก๊ส A มีปริมาตร 20 ลูกบาศก์เซนติเมตร ที่อุณหภูมิ 30 องศาเซลเซียส ความดัน 1.5 บรรยากาศ ถ้าเราเพิ่มอุณหภูมิดังกล่าวเป็น 2 เท่าของอุณหภูมิเดิม โดยควบคุมมวลและความดันของแก๊สให้คงที่ปริมาตรของแก๊สจะเป็นอย่างไร
ของเหลว ค ความดันไอ 650 mmHg
37.50 ลกบาศก์เซนติเมตร
21.98 ลูกบาศก์เซนติเมตร
40.00 ลูกบาศก์เซนติเมตร
45.05 ลูกบาศก์เซนติเมตร
เหล็กใบหนึ่งมีปริมาตร 2 ลิตร บรรจุแก๊สไนตรัสออกไซด์ ที่มีความดัน 2 บรรยากาศ อุณหภูมิ 27 องศา ปรากฏว่าเกิดระเบิดที่อุณหภูมิ 327 องศา จงคำนวณหาความดันที่อุณหภูมิ 327 องศา
2 บรรยากาศ
4 บรรยากาศ
6 บรรยากาศ
8 บรรยากาศ
แก๊สที่มีปริมาตร 16.5 ลูกบาศก์เดซิเมตร ที่อุณหภูมิ 352 องศาเซลเซียส และความดัน 0.2 บรรยากาศ จะมีปริมาตรเท่าไรที่ STP
0.99 ลูกบาศเดซิเมตร
1.04 ลูกบาศเดซิเมตร
1.44 ลูกบาศเดซิเมตร
3.03 ลูกบาศเดซิเมตร
แก๊สออกซิเจน จำนวนหนึ่งที่ 27 องศา บรรจุอยู่ในถังขนาด 1.5 ลูกบาศเดซิเมตร วัดความดันได้ 0.8 atm ถ้านำ แก๊สออกซิเจน ทั้งหมดนี้ใส่ในถังอีกใบหนึ่งขนาด 2.4 dm3 ที่ 0 องศา จะวัดความดันได้เท่าไร
0.25 atm
0.45 atm
0.90 atm
1.20 atm
แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ 22.4 ลูกบาศก์เดซิเมตร ที่ 600 มิลลิเมตรปรอท อุณหภูมิ 273 เคลวิน มีมวลกี่กรัม
17.36 g
22.1 g
34.72 g
44.0 g
จากคำว่ากล่าวที่ “ปรากฏการณ์ที่แก๊สมีปริมาตรเป็นศูนย์ เป็นเพียงผลการคาดคะเนตามทฤษฎีเท่านั้น” หมายความว่าอย่างไร
ในทางปฏิบัติแก๊สจะมีปริมาตรเป็นศูนย์ เมื่อลดอุณหภูมิถึง -273 °C
ตามทฤษฎี แก๊สจะมีปริมาตรเป็นศูนย์ เมื่อลดอุณหภูมิถึง -273
ตามทฤษฎี แก๊สทุกชนิดควรมีปริมาตรเป็นศูนย์ เมื่อลดอุณหภูมิ -273 K แต่ในทางปฏิบัติแก๊สจะ เปลี่ยนเป็นของเหลวก่อนถึง -273 K
ตามทฤษฎี แก๊สทุกชนิดควรมีปริมาตรเป็นศูนย์ เมื่อลดอุณหภูมิถึง 0 K แต่ในทางปฏิบัติ แก๊สจะเปลี่ยนสถานะเป็นของเหลวก่อนที่อุณหภูมิถึง 0 K
ขวดสเปรย์ยาฆ่าแมลงขนาด 250 cm3 ความดัน 1.2 atm ที่อุณหภูมิ 27 0C ถ้าขวดสเปรย์นี้ตกลงไปในไฟที่มี อุณหภูมิ 327 0C ขวดจะระเบิดหรือไม่ เพราะเหตุใด (ขวดความดันไอไม่เกิน 2.5 atm
ระเบิด เพราะ ความดันมีค่าเพิ่มขึ้นเป็น 14.5 atm ซึ่งมากกว่าความดันที่ขวดทนได้
ไม่ระเบิด เพราะความดันมีค่าเพิ่มขึ้นเป็น 2.4 atm ซึ่งน้อยกว่าความดันที่ขวดทนได้
ระเบิด เพราะความดันมีค่าเพิ่มขึ้นเป็น 12.1 atm ซึ่งมากกว่าความดันที่ขวดทนได้
ไม่ระเบิด เพราะความดันมีค่าเพิ่มขึ้นเป็น 2.0 atm ซึ่งน้อยกว่าความดันที่ขวดทนได้
ปฏิกิริยาการสังเคราะห์ NH3(g) จาก H2(g) และ N2(g) โดยมีอัตราการเกิดผลผลิตเท่ากับ 0.80 mol /dm3.s
จงหาอัตราการลดลงของสารตั้งต้น N2 เป็น mol/dm3 .s
1.2
2.4
0.8
0.4
0.65
ปฏิกิริยา 2 NH3 → N2 + 3H2 ที่ 300 Co พบว่าความเข้มข้นของ NH3 ลดลงจาก 0.0150 mol/L เป็น
0.0020 mol/L ในเวลา 100 วินาที จงคำนวณอัตราการเกิด N2 ในหน่วย mol/L⋅s
1.3 x 10-4
2.6 x 10-4
8.5 x 10-5
4.3 x 10-5
6.5 x 10-5
เมื่อให้ความร้อนกับ NO2(g) จะเกิดการสลายตัวเป็น NO(g) และ O2 ขณะเริ่มต้นปฏิกิริยามีสาร NO2
เท่ากับ 0.180 mol/dm3 หลังจากนั้น 60 วินาที จะมี NO2 เหลืออยู่ 0.120 mol/dm3 จงหาอัตราการ
สลายตัวของ NO2 และอัตราการเกิด O2 ในหน่วยmol/dm3.s ตามลำดับ
0.0005 และ 0.0005
0.001 และ 0.0005
0.001 และ 0.001
0.0005 และ 0.001
0.0005 และ 0.038
ก๊าซ AB2 สลายตัวได้ตามสมการ 2AB2(g) —— 2AB(g) + B2(g) ถ้าอัตราการสลายตัวของ AB2 เท่ากับ k1 mol.dm–3 . s–1 อัตราการเกิด B2 จะเป็นเท่าไร
k1/4
K1/2
k1
2k1
2K1/2
กราฟแสดงการเปลี่ยนแปลงพลังงานของปฏิกิริยา
A(g) + B(g) —— C(s) + D(g) มีลักษณะตามกราฟ พลังงานก่อกัมมันต์
และพลังงานที่ดูดหรือ คาย มีค่าเท่าใด
พลังงานก่อกัมมันต์ = 12 kJ / molและ ดูดพลังงาน = 7 kJ / mol
พลังงานก่อกัมมันต์ = 12 kJ / molและ ดูดพลังงาน = 4 kJ / mol
พลังงานก่อกัมมันต์ = 15 kJ / mol และ ดูดพลังงาน = 4 kJ / mol
พลังงานก่อกัมมันต์ = 12 kJ / mol และ คายพลังงาน = 4 kJ / mo
พลังงานก่อกัมมันต์ = 14 kJ / mol และ คายพลังงาน = 8 kJ / mol
กราฟแสดงการเปลี่ยนแปลงพลังงานของปฏิกริยา
A(g) + B(g) ----- C(s) + D(g) มีลักษณะตามกราฟ พลังงานก่อกัมมันต์ และพลังงานที่ดูดหรือ คาย มีค่าเท่าใด
พลังงานก่อกัมมันต์ = 20 kJ / molและ ดูดพลังงาน = 2 kJ / mol
พลังงานก่อกัมมันต์ = 20 kJ / mol และ ดูดพลังงาน = 3 kJ / mol
พลังงานก่อกัมมันต์ = 15 kJ / mol และ คายพลังงาน = 2 kJ / mol
พลังงานก่อกัมมันต์ = 15 kJ / mol และ คายพลังงาน = 3 kJ / mol
พลังงานก่อกัมมันต์ = 25 kJ / mol และ คายพลังงาน = 3 kJ / mol
ตามทฤษฎีการชนกันของโมเลกุล ข้อใดเป็นขั้นตอนที่กำหนดอัตราเร็วของปฏิกิริยารวม
ปฏิกิริยาขั้นตอนย่อยที่ดำเนินไปเร็วที่สุด
ปฏิกิริยาขั้นตอนย่อยขั้นแรก
Incorrect
ปฏิกิริยาขั้นตอนย่อยขั้นสุดท้าย
ปฏิกิริยาขั้นตอนแรกและขั้นสุดท้าย
ปฏิกิริยาขั้นตอนย่อยที่ดำเนินไปช้าที่สุด
ปฏิกิริยา Zn(s) + H2SO4(aq) ----- ZnSO4(aq) + H2(g) ปฏิกิริยาคายความร้อน ถ้าใส่ผงสังกะสีในกรดซัลฟิวริกเจือจางที่ (i) 25 องศาเซลเซียส และ (ii) 35 องศาเซลเซียส กรณี (ii) จะเกิดผลอย่างไร เมื่อเทียบ
กับ กรณี (i)
ก. อนุภาคต่างๆ มีพลังงานจลน์สูงขึ้น
ข. พลังงานกระตุ้นลดลง
ค. อนุภาคต่างๆ ชนกันบ่อยครั้งขึ้น
ง. ปฏิกิริยาจะเกิดเร็วขึ้น
จ. ก๊าซไฮโดรเจนที่เกิดขึ้นมีปริมาณน้อยลง
ข้อใดถูกต้อง
ก ข และ ค เท่านั้น
ก ค และ ง เท่านั้น
ก ข ค และ ง เท่านั้น
ก ข ค ง และ จ
ก เท่านั้น
ปฏิกิริยา Zn(s) + H2SO4(aq) ----- ZnSO4(aq) + H2(g) ปฏิกิริยาคายความร้อน ถ้าใส่ผงสังกะสีในกรดซัลฟิวริกเจือจางที่ (i) 25 องศาเซลเซียส และ (ii) 35 องศาเซลเซียส กรณี (ii) จะเกิดผลอย่างไร เมื่อเทียบ
กับ กรณี (i)
ก. อนุภาคต่างๆ มีพลังงานจลน์สูงขึ้น
ข. พลังงานกระตุ้นลดลง
ค. อนุภาคต่างๆ ชนกันบ่อยครั้งขึ้น
ง. ปฏิกิริยาจะเกิดเร็วขึ้น
จ. ก๊าซไฮโดรเจนที่เกิดขึ้นมีปริมาณน้อยลง
ข้อใดถูกต้อง
ก ข และ ค เท่านั้น
ก ค และ ง เท่านั้น
ก ข ค และ ง เท่านั้น
ก ข ค ง และ จ
ก เท่านั้น
ข้อใดเป็นเหตุผลที่ถูกต้องที่สุดเพื่อแสดงว่า อัตราการเกิดปฏิกิริยาจะเพิ่มขึ้น เมื่ออุณหภูมิเพิ่มขึ้น
โมเลกุลของสารนั้นจะมีการชนกันมากขึ้น
จะทำให้ความดันเพิ่มขึ้น
ทำให้พลังงานกระตุ้นเพิ่มขึ้น
โมเลกุลบางส่วนมีพลังงานสูงเกิดขึ้น
โมเลกุลบางส่วนมีพลังงานต่ำลง
ในปฏิกิริยาดูดความร้อน สารตั้งต้น สารผลิตภัณฑ์ กำหนดให้ความแตกต่างของพลังงานระหว่างสาร
ทั้งสองมีค่าเท่ากับ 20 กิโลจูลต่อโมล และพลังงานกระตุ้นของปฏิกิริยามีค่า 50 กิโลจูลต่อโมล ดังนั้นถ้า
เติมคะตะไลต์ลงไปปฏิกิริยาจะมีผลอย่างไร
ปฏิกิริยาจะคายความร้อนและมีพลังงานกระตุ้นมากกว่าเดิม
ปฏิกิริยาจะดูดความร้อนและมีพลังงานกระตุ้นเท่าเดิม
ปฏิกิริยาจะคายความร้อนและพลังงานกระตุ้นน้อยกว่าเดิม
ปฏิกิริยาจะดูดความร้อนเท่าเดิม และมีพลังงานกระตุ้นน้อยกว่าเดิม
ปฏิกิริยาจะคายความร้อนเท่าเดิม และมีพลังงานกระตุ้นน้อยกว่าเดิม
ข้อใดมีผลทำให้อัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมีเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางเดียวกัน
เพิ่มอุณหภูมิ ลดความดัน
เพิ่มพื้นที่ผิว ใส่ตัวเร่งปฏิกิริย
เพิ่มความเข้มข้นของสารตั้งต้นเพิ่มพลังงานก่อกัมมันต์
เพิ่มพื้นที่ผิว เพิ่มขนาดภาชนะที่บรรจุ
ลดพื้นที่ผิว ลดขนาดภาชนะที่บรรจุ
ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่ออัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมี คือ
ความเข้มข้นของสารละลาย ความดัน ตัวเร่งปฏิกิริยา พันธะโควาเลนต์
พันธะโควาเลนต์ อุณหภูมิ ความเข้มข้นของสารละลาย ความดัน
อุณหภูมิ ความเข้มข้นของสารละลาย พื้นที่ผิว ตัวเร่งปฏิกิริยา
อุณหภูมิ พันธะโควาเลนต์ พื้นที่ผิวตัวเร่งปฏิกิริยา
อุณหภูมิ พันธะไอออนิก พื้นที่ผิวตัวเร่งปฏิกิริยา
ใส่แท่งโลหะสังกะสีรูปทรงกลม 1 cm3 ลงในกรดไฮโดรคลอริกเข้มข้น 0.1 โมล/ลิตร 20 cm3 แล้วเขย่า
เบาๆ ถ้าเพิ่มสิ่งต่อไปนี้ เป็นสองเท่า อะไรจะทำให้อัตราเร็วของการเกิดก๊าซไฮโดรเจนเพิ่มมากที่สุด
พื้นที่ผิวของ Zn
ปริมาตรของ Zn
ปริมาตรของ HCl
ความเข้มข้นของ HCl
ความเข้มข้นของ Zn
เมื่อเติมน้ำส้มสายชูลงในโซดาอบขนมปัง พบว่าโซดาอบขนมปังละลาย และมีแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ออกมา ข้อมูลในข้อใดไม่มีผลต่ออัตราการเกิดปฏิกิริยา
ใช้น้ำส้มสายชูที่ผลิตจากพืชแทนน้ำส้มสายชูที่ผลิตจากกรดแร่
แช่น้ำส้มสายชูให้เย็นก่อนที่จะผสมกับโซดาอบขนมปัง
ใช้น้ำส้มสายชูบริสุทธิ์แทนน้ำส้มสายชูที่เจือจาง
บดโซดาอบขนมปังก่อนที่จะเติมน้ำส้มสายชู
ใช้น้ำส้มสายชูให้มีปริมาตรมากขึ้น 2 เท่า
ข้อใดเป็นกิจกรรมหรือผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับปฏิกิริยาเคมีทั้งหมด
การสังเคราะห์แสงของพืช กลิ่นหอมที่เกิดจากยาดับกลิ่น
การเกิดหินงอกหินย้อย การเผากระดาษ
การจุดพลุดอกไม้ไฟ เมฆรวมตัวเป็นฝน
การเกิดสนิมเหล็ก การสูบลมยางล้อรถยนต์
การต้มไข่ การเกิดหินงอกหินย้อย
การเปลี่ยนแปลงในข้อใดต่อไปนี้ เป็นการเปลี่ยนแปลงที่ผันกลับได้
ก) น้ำระเหยกลายเป็นไอในภาชนะปิด
ข) เกล็ดไอโอดีนละลายน้ำ
ค) เนื้อหมูถูกทิ้งไว้ 3 วัน แล้วเน่า
ง) ลูกเหม็นระเหิดในที่โล่งแจ้ง
ก. เท่านั้ น
ก. และ ข.
ก. ข. และ ค.
ก. และ ง.
ง เท่านั้น
ถ้าปฏิกิริยาต่อไปนี้อยู่ในภาวะสมดุล
X(s) + Y2+(aq) <-------> X2+(aq) + Y(s)
ข้อสรุปใดถูกต้อง
ความเข้มข้นของสารตั้งต้นและสารผลิตภัณฑ์เท่ากัน
ความเข้มข้นของสารตั้งต้นและสารผลิตภัณฑ์คงที่
ความเข้มข้นของสารตั้งต้นเท่ากัน
ความเข้มข้นของสารผลิตภัณฑ์เท่ากัน
ความเข้มข้นของสารผลิตภัณฑ์และสารตั้งต้นไม่ทำปฏิกิริยากัน
กำหนดสมการที่อยู่ในภาวะสมดุลดังนี้
1. 2A(g) + B(g) <-----> 2C(g) + 2E(g) ----- K1
2. C(g) <----> 3D(g) + E(g) ------K2
3. 4C(g) <-----> 6D(g) + 2A(g) + B(g) -----K3
จงหาค่าของ K3
2K2 x K1
2K2 / K1
K22 / K1
K22 x K1
2K2 / K1/2
พิจารณาค่า K ของปฏิกิริยาต่อไปนี้
A + B <------> 2C ------- K1 = X
D + E <------> A + C ------- K2 = Y
E + F <------> 2B + G ------- K3 = Z
ค่าคงที่สมดุลของปฏิกิริยา 3A + F 3C + G + D มีค่าเท่าใด
X3YZ2
X1/2/ZY
X3Z2 / Y
X2/ZY
X2Z / Y
ปฏิกิริยาระหว่าง A กับ B ได้ C เป็นปฏิกิริยาคายความร้อน แสดงด้วยสมการต่อไปนี้
2A (g) + B (g) <------> 2C (g)
การเปลี่ยนแปลงปัจจัยในข้อใดที่มีผลต่อสมดุลของระบบนี้ ซึ่งจะเปลี่ยนไปในทิศทางที่เพิ่มปริมาณของ C
อุณหภูมิต่ำหรือความดันสูง
อุณหภูมิต่ำหรือความดันต่ำ
อุณหภูมิสูงหรือความดันสูง
อุณหภูมิสูงหรือความดันต่ำ
อุณหภูมิสูงหรือปริมาตรสูง
เมื่อเติมสารละลายไฮโดรเจนซัลไฟด์ลงในสารละลาย Pb2+ จะให้ตะกอน PbS สมดุลเคมีที่เกิดขึ้นเป็นดังนี้
Pb2+(aq) + H2S(aq) <------> PbS(s) + 2H+(aq)
ในภาวะใดที่ทำให้ PbS ตกตะกอนมากที่สุด
เติม Pb(NO3)2 มากขึ้น
เติม H+ ให้มากขึ้น
ลดความเข้มข้นของ H2S
เติม KI ลงในสารละลาย
เติม KI และ น้ำ ลงในสารละลาย
ปฏิกิริยา N2 + 3H2 <------> 2NH3 เป็นปฏิกิริยาการคายความร้อนสภาวะทั้งหมดในข้อใดมีผลทำให้ NH3 ลดลง
เพิ่ม H2 เพิ่มความร้อน เพิ่มปริมาตร
ลด NH3 ลดความร้อน ลดความดัน
ลด NH3 ลดความร้อน ลดความดัน
ลด N2 เพิ่มความร้อน ลดความดัน
เพิ่ม NH3 ลดความร้อน เพิ่มปริมาตร
พิจารณาค่า K ของปฏิกิริยาต่อไปนี้
A(g) + B(g) <------> 2C(g) ----- K1
D(g) + E(g) <------> A(g) + C(g) ----- K2
E(g) + F(g) <------> 2B(g) + G(g) ----- K3
ค่าคงที่สมดุลของปฏิกิริยา 3A(g) + F(g) <-----> 3C(g) + D(g) + G(g) มีค่าเท่าใด
K1K32/K2
K2/K1K23
K12K2/K3
K1K3/K2
K12K3/K2
กำหนดให้ NO2(g) <-----> NO(g) + O(g) K = 6.8 x 10–49
O3(g) + NO(g) <-----> NO2(g) + O2(g) K = 5.8 x 10–34
ค่าคงที่สมดุลของปฏิกิริยาต่อไปนี้มีค่าเท่าใด
O2(g) + O(g) <------> O3(g)
2.5X1081
8.7X1014
1.2X10-15
3.9X10-19
4.2X10-22
ปฏิกิริยา N2O4 (g) ↔ 2NO2 (g) ที่อุณหภูมิหนึ่งมีค่าคงที่สมดุลเท่ากับ 4.0
และมีความเข้มข้น NO2 ที่จุดสมดุลเท่ากับ 2.0 M เมื่อเพิ่มปริมาตรของ
ภาชนะเป็นสองเท่าที่อุณหภูมิเดียวกัน จะมีความเข้มข้นของ NO2 เท่าใด
0.11
0.52
0.96
1.00
1.24
ที่ภาวะสมดุลของปฏิกิริยา 3H2(g) + N2(g) ↔ 2NH3(g) ถ้ามีปริมาณ
H2 ,N2 , และ NH3 อย่างละ 1.00 , 2.00 และ 3.00 mol/L ที่ 500 ºC
อยากทราบว่าปฏิกิริยานี้จะมีค่าคงที่สมดุลเท่าใด
1.23
2.45
3.00
4.56
5.23
X เป็นสารไม่บริสุทธิ์วิเคราะห์พบว่ามี C7H6O2 70% โดยน้ำหนัก เมื่อนำ X 4 กรัม มาสกัดด้วยตัวทำละลายอินทรีย์ 50 cm3 และ น้ำ 25 cm3 (สมมติว่าตัวทำละลายอินทรีย์และน้ำไม่ละลายกันปริมาตรยังคงเดิม ส่วนสารมลทินอื่นๆละลายน้ำได้ทั้งหมด ) เมื่อปล่อยให้เกิดการแพร่กระจายในชั้นทั้งสองเรียบร้อยแล้ว แยกเอาชั้นอินทรีย์ไประเหยทำให้แห้ง ได้สาร C7H6O2 2.44 กรัม จงหาอัตราส่วนความเข้มข้นของ C7H6O2 ที่ละลายในชั้นอินทรีย์และน้ำ
3.33
5.67
9.56
12.03
20.29
ที่สภาวะสมดุล ค่า Kc ของสมการ H2(g) + CO2(g) ↔ H2O(g) + CO(g)
เท่ากับ 4.2 ที่อุณหภูมิ 1650 ºC เมื่อเริ่มปฏิกิริยานำ CO2 0.8 โมล ฉีดเข้าไปใน
ภาชนะขนาด 5 ลิตร ที่มี H2 อยู่ 0.80 โมล จงคำนวณหาความเข้มข้นของสารผลิตภัณฑ์ที่ภาวะสมดุล
0.107
1.012
2.01
2.21
2.402
แก๊ส PCl5 สลายตัวได้แก๊ส PCl3 และ Cl2 ดังสมการ
PCl5 (g) ↔ PCl3 (g) + Cl2 (g)
เมื่อนำ PCl5 จำนวนหนึ่งมาทำให้สลายตัวจนกระทั่งระบบเข้าสู่ภาวะสมดุล
ปรากฏว่าเหลือ PCl5 0.125 M และ มี Cl2 เกิดขึ้น 0.075 M ถ้าต้องการให้
PCl3 ที่ภาวะสมดุลเหลือเพียง 0.050 M จะต้องเติม Cl2 ลงไปอีกเท่าใด
0.00021
0.00089
0.08500
0.09700
1.02400
