Font size
Worksheetsหลักฐานและวิธีการทางประวัติศาสตร์
Total questions: 30
Worksheet time: 12mins
1. ข้อใดไม่อยู่ในวิธีการทางประวัติศาสตร์
ก. การตั้งประเด็นคำถาม
ข. การปรับแต่งข้อมูล
ค. การรวบรวมหลักฐาน
ง. การตีความหลักฐาน
2. เพราะเหตุใด จึงกล่าวว่าการวิเคราะห์และสังเคราะห์ข้อมูลในวิธีการทางประวัติศาสตร์ เป็นสิ่ง ที่ส าคัญที่สุด
ก. เป็นการตรวจสอบข้อเท็จจริงของหลักฐานที่หามาได้
ข. เป็น การตรวจสอบข้อมูลว่าให้ความรู้ทางประวัติศาสตร์หรือไม
ค. เป็นการนำข้อมูลทั้งหมดมาแยกแยะ เรียบเรียงอย่างเป็นระบบ ตรงประเด็น
ง. เป็นหลักฐานหรือข้อมูลที่มีความน่าเชื่อถือ
3 ข้อใดเป็นการตั้งประเด็นที่ไม่เหมาะสมในการศึกษาประวัติศาสตร์
ก. พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวกับการสร้างชาติไทย
ข. การเลิกทาสในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
ค. ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยกับกัมพูชา
ง. วีรกรรมของท้าวสุรนารีในประวัติศาสตร์ไทย
4. ข้อใดจัดเป็นหลักฐานทางโบราณคดีทั้งหมด
ก.โครงกระดูก เครื่องมือ-เครื่องใช้
ข. ศิลาจารึก ซุ้มใบเสมา
ค. พงศาวดารอยุธยา
ตำนานท้าวแสนปม
ง. วีดิทัศน์เรื่องจดหมายเหตุกรุงศรี รอยไทย
5. เพราะเหตุใดจึงต้องใช้วิธีการทางประวัติศาสตร์เพื่อศึกษาประวัติศาสตร์
ก. เข้าใจขั้นตอนในการศึกษาประวัติศาสตร์
ข. หาความจริงจากข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์
ค. จัดหมวดหมู่ข้อมูลจากหลักฐานประวัติศาสตร์
ง. หาจุดประสงค์ของผู้สร้างหลักฐานประวัติศาสตร
6. หลักฐานลายลักษณ์อักษรมีความสำคัญต่อการศึกษาประวัติศาสตร์อย่างไร
ก. เป็นหลักฐานที่ให้ข้อมูลประวัติศาสตร์ดีที่สุด
ข. เป็นหลักฐานที่ให้ข้อมูลง่ายกว่าหลักฐานอื่น
ค. เป็นหลักฐานที่มีจำนวนมาก หาง่าย
ง. เป็นหลักฐานที่น่าเชื่อถือที่สุด
7. การกำหนดประเด็นมีประโยชน์อย่างไรต่อวิธีการทางประวัติศาสตร์
ก. บอกความสนใจของผู้ศึกษาค้นคว้า
ข. ป้องกันการศึกษาซ้ำกับผู้อื่น
ค. กำหนดขอบเขตของเรื่องที่จะศึกษา
ง. ทำให้ทราบแหล่งข้อมูลทางประวัติศาสตร์
8. การกำหนดหัวข้อหรือประเด็นที่ดีควรมีลักษณะอย่างไร
ก. กำหนดช่วงเวลาและพื้นที่ที่จะศึกษาให้ชัดเจน
ข. กำหนดหัวเรื่อง
กว้างๆ เพื่อศึกษาได้หลายประเด็น
ค. นำประเด็นที่มีผู้ศึกษามาก่อนและมีการยอมรับแล้ว
ง. กำหนดหัวเรื่องให้แคบจะได้ไม่เสียเวลาศึกษา
9. วิธีการใดจะเกิดประโยชน์ในการประเมินคุณค่าของข้อมูล
ก. นำข้อมูลที่ได้ไปให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบ
ข. นำข้อมูลที่กล่าวถึงเรื่องเดียวกันมาเทียบเคียงกัน
ค. ดูระยะเวลาในการสร้างหลักฐานยิ่งเก่ายิ่งน่าเชื่อถือ
ง. อ้างอิงจากหลักฐานชั้นรองจำนวนมากก็น่าเชื่อถือ
10. เพราะเหตุใดจึงต้องศึกษาจากผลงานของผู้เชี่ยวชาญก่อนไปศึกษาในสถานที่จริง
ก. หาความน่าเชื่อถือของผู้เชี่ยวชาญ
ข. ทำความเข้าใจเบื้องต้นก่อน
ค. หากเข้าใจเรื่องแล้วไม่ต้องไปสถานที่จริง
ง. เปรียบเทียบผลงานจากผู้เชี่ยวชาญแต่ละคน
11. หลักฐานประวัติศาสตร์มีความสำคัญต่อวิธีการทางประวัติศาสตร์อย่างไร
ก. ให้ข้อมูลทางประวัติศาสตร์
ข. กำหนดวิธีการทางประวัติศาสตร์
ค. กำหนดหัวข้อหรือประเด็นทางประวัติศาสตร์
ง. ทำให้เกิดวิธีการทางประวัติศาสตร
12. เพื่อประโยชน์ในการตีความข้อมูลควรปฏิบัติอย่างไร
ก. รู้จักวิเคราะห์หาความสัมพันธ์ของข้อมูล
ข. มีความอดทนในการอ่านเอกสารจำนวนมาก
ค. รู้จักนนำแนวคิดในปัจจุบันมาพิจารณาอดีต
ง. มีจินตนาการเกี่ยวกับอดีต
13. หลักฐานชั้นต้นมีความน่าเชื่อถือกว่าหลักฐานชั้นรอง เพราะเหตุใด
ก. หลักฐานชั้นรองใช้ข้อมูลจากหลักฐานชั้นต้น
ข. หลักฐานชั้นต้นสร้างขึ้นปราศจากอคติ
ค. หลักฐานชั้นต้นไม่สอดแทรกความคิดเห็นของผู้สร้าง
ง. ผู้สร้างหลักฐานชั้นต้นทราบข้อมูลดีกว่า
14. การกำหนดหัวเรื่องให้น่าสนใจจะเกิดประโยชน์อย่างไร
ก. สะดวกในการศึกษาค้นคว้า
ข. ศึกษาเรื่องที่แตกต่างจากผู้อื่น
ค. เกิดการสร้างองค์ความรู้ใหม่
ง. มีแรงกระตุ้นในการศึกษาอย่างต่อเนื่อง
16.หลักฐานทางประวัติศาสตร์ หมายถึงข้อใด
ก. สิ่งที่ค้นพบในที่เกิดเหตุการณ์
ข. ร่องรอยที่มนุษย์สร้างขึ้นเพื่อทำลายหลักฐานในการกระทำความผิด
ค. ร่องรอยของสิ่งที่มนุษย์ประดิษฐ์ สร้างสรรค์ รวมทั้งร่องรอยของ
ง. สิ่งที่มนุษย์กำลังสร้างเพื่อเป็น
17. จากรูปภาพเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์จำแนกตามลักษณะประเภทใด
ก. หลักฐานชั้นต้น
ข. หลักฐานชั้นรอง
ค. หลักฐานที่เป็นลายลักษณ์อักษร
ง. หลักฐานที่ไม่เป็นลายลักณ์อักษร
18. ข้อใดที่ไม่ใช่หลักฐานที่เป็นลายลักณ์อักษร
19. หลักฐานทางประวัติศาสตร์ในข้อใดจำแนกตามความสำคัญ (ตอบ 2 ข้อเลือก)
ก. หลักฐานชั้นต้น (Primary source )
ข. หลักฐานชั้นรอง (Secondary source
Incorrect
ค. หลักฐานที่เป็นลายลักษณ์อักษร (Secondary source )
ง. หลักฐานที่ไม่เป็นลายลักณ์อักษร (Unwritten source )
20. ข้อใดไม่เป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์สมัยอยุธยา
21. หลักฐานที่เด่นมากในเรื่องของรายละเอียดและความถูกต้องของเวลา คือหลักฐานใด
ก. พงศาวดาร
ข. จดหมายเหตุ
ค. ตำนาน
ง. จารึก
22.บิดาแห่งประวัติศาสตร์ชาติไทย คือใคร
ก. พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์
ก. พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์
ค. สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
ง. ศาสตราจารย์ขจร สุขพานิช
23. ลักษณะนิสัยใด ที่มีความจำเป็นน้อยสำหรับนักประวัติศาสตร์
ก. ชอบวาดภาพ
ข. ชอบจดบันทึก
ค. ชอบค้นหา
ง. ชอบสังเกต
24. เรื่องราวในประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้นมาแล้วจะมีความน่าเชื่อถือหากเป็นกรณีใด
ก. ผู้เขียนเป็นบุคคลที่มีความรู้ ความสามารถ
ข. มีการเรียบเรียงอย่างสละสลวย
ค. มีหลักฐานอ้างอิงสนับสนุน
ง. ผู้เขียนเป็นราชนิกูล
25. ถ้ามีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเดินทางเข้ามาประเทศไทย แล้วเขียนหนังสือบรรยายว่าประเทศไทยล้าหลัง ด้อยพัฒนา เพราะยังมีการกินอาหารด้วยมือหรือไม่สวมเสื้อผ้า นักเรียนคิดว่า ข้อความนี้จะใช้เป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ในอนาคตได้หรือไม่
ก. ได้ แต่ต้องมีการตีความหลักฐาน
ข. ได้ เพราะเป็นหลักฐานชั้นต้น
ค. ไม่ได้ เพราะผู้เขียนไม่ใช่คนไทย
ง. ไม่ได้ เพราะเป็นหลักฐานเท็จ
26. ข้อใดเป็นขั้นตอนแรกของวิธีการทางประวัติศาสตร์
ก. การเรียบเรียงหรือการนำเสนอ
ข. การประเมินคุณค่าของหลักฐาน
ค. การกำหนดหัวเรื่องที่จะศึกษา
ง. การรวบรวมหลักฐาน
27. บันทึกเหตุการณ์ของ วัน วลิต ชาวต่างชาติที่เดินทาง เข้ามาในสมัยอยุธยา เป็นหลักฐานประเภทใด
ก.หลักฐานชั้นรอง-ไม่เป็นลายลักษณ์อักษร
ข.หลักฐานชั้นต้น-ไม่เป็นลายลักษณ์อักษร
ค.หลักฐานชั้นรอง-เป็นลายลักษณ์อักษร
ง.หลักฐานชั้นต้น-เป็นลายลักษณ์อักษร
28. เรื่องราวที่ปรากฏในพงศาวดารจะเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับอะไรเป็นส่วนใหญ่
ก. พระราชกรณียกิจของกษัตริย์
ข. การเผยแผ่พระพุทธศาสนา
ค. ความเป็นอยู่ของไพร่ฟ้า
ง. สงครามกับเพื่อนบ้าน
29.เรื่องราวของมะกะโทที่เข้ามารับราชการในสมัยพระร่วง จัดเป็นหลักฐานประเภทใด
ก. ตำนานหรือนิทานพื้นบ้าน
ข. หลักฐานโบราณคดี
ค. บันทึกชาวต่างชาติ
ง. พงศาวดาร
30. เพราะเหตุใด จึงต้องมีการประเมินคุณค่าหลักฐานทางประวัติศาสตร์
ก. หลักฐานอาจมากหรือน้อย
ข. หลักฐานอาจมีหรือไม่มี
ค. หลักฐานอาจจริงหรือเท็จ
ง. หลักฐานอาจเก่าหรือใหม่
15. บุคคลในข้อใดใช้วิธีการทางประวัติศาสตร์ในขั้นตอนการวิเคราะห์หลักฐาน
ก. เอก นำเสนอเรื่องที่ศึกษาอย่างมีเหตุผล
ข.โท ตอบคำถามที่กำหนดไว้ล่วงหน้า
ค. ตรี สืบค้นข้อมูลทางประวัติศาสตร์
ง. จัตวา ประเมินความน่าเชื่อถือของหลักฐาน
