wayground logo

Free Printable Worksheets

NEW

Font size

S
M
L
XL
Worksheets

ระบบภุมิคุ้มกัน ม.2 (ว20213)

Total questions: 20

Worksheet time: 26mins

Name
Class
Date
1.

เมื่อเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายคน ร่างกายจะมีปฏิกิริยาตอบสนองโดยสร้างสารในข้อใดขึ้นมาต่อต้าน

a)

Serum

b)

Antigen

c)

Antibody

d)

Allergen

2.

ข้อใดคือความหมายของแอนติเจน (antigen)

a)

โปรตีนที่อยู่บนผิวเซลล์ของเชื้อโรค

b)

สารที่เม็ดเลือดขาวสร้างขึ้นเพื่อกำจัดเชื้อโรค

c)

สารที่เชื้อโรคปล่อยออกมาเพื่อกำจัดเซลล์เม็ดเลือดขาว

d)

สารที่เกิดขึ้นหลังจากเซลล์เม็ดเลือดขาวกำจัดเชื้อโรคแล้ว

3.

การสร้างภูมิคุ้มในข้อใด ที่แตกต่างจากข้ออื่น

a)

ฉีดทอกซอยด์โรคคอตีบ

b)

ฉีดวัคซีนโควิด 2019     

c)

หยอดวัคซีนโปลิโอ

d)

ทารกดื่มน้ำนมแม่

4.

T-cell ชนิดที่ทำลายสิ่งแปลกปลอมเช่น เซลล์มะเร็ง เซลล์ที่ติดไวรัส คือข้อใด

a)

Plasma cell

b)

Memory cell

c)

Helper T-cell

d)

Cytotoxic T-cell

5.

ข้อใดเป็นอวัยวะในระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายมนุษย์

a)

ม้าม ต่อมหมวกไต

b)

ต่อมไทมัส

ต่อมทอนซิล

c)

ต่อมไทรอยด์

ต่อมไทมัส

d)

ต่อมน้ำเหลือง

ต่อมหมวกไต

6.

ข้อใดกล่าวไม่ถูกต้องเกี่ยวกับม้าม

a)

เป็นอวัยวะน้ำเหลืองที่มีขนาดใหญ่ที่สุด

b)

เป็นแหล่งสร้างเม็ดเลือดแดงของคนในระยะเอ็มบริโอ

c)

ทำลายเซลล์เม็ดเลือดแดงและเกล็ดเลือดที่หมดอายุแล้ว

d)

เป็นแหล่งผลิตเม็ดเลือดขาวชนิดฟาโกไซต์ที่สำคัญที่สุด

7.

เด็กหญิงแป้งเคยเป็นโรคอีสุกอีใสมาก่อน แม้จะเล่นคลุกคลีกับเพื่อนที่เป็นโรคอีสุกอีใส

เด็กหญิงแป้งไม่เป็นโรคนี้อีก แสดงว่า เด็กหญิงแป้งมีการสร้างภูมิคุ้มแบบใด

a)

ภูมิคุ้มกันโดยกำเนิด

b)

ภูมิคุ้มกันก่อเอง                         

c)

ภูมิคุ้มกันที่รับมา

d)

ถูกทุกข้อ

8.

สารในข้อใดต่อไปนี้ที่ช่วยให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกันโรคได้รวดเร็วที่สุด

a)

Vaccine   

b)

Toxoid     

c)

Serum

d)

Histamine

9.

ถ้าครูแป้งถูกสังกะสีที่สกปรกบาดเท้า ทำให้เกิดโรคบาดทะยัก เริ่มแสดงอาการเกร็ง

ครูแป้งควรได้รับการรักษาโดยการให้สารใด

a)

Vaccine ป้องกันบาดทะยัก             

b)

Toxoid ป้องกันบาดทะยัก

c)

Serum ต่อต้านบาดทะยัก

d)

Antigen ของบาดทะยัก

10.

ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับการสร้างระบบภูมิคุ้มกัน

a)

วัคซีนและเซรุ่ม ที่ผลิตจากเชื้อโรคเดียวกันจำเป็นต้องใช้คู่กัน

b)

เซรุ่มออกฤทธิ์รวดเร็ว และให้ภูมิคุ้มกันโรคได้นานกว่าวัคซีน

c)

วัคซีนและเซรุ่มมีกรรมวิธีผลิตเหมือนกันแต่มีปฏิกิริยาในร่างกายที่ต่างกัน

d)

วัคซีนต้องใช้เวลาในการรอให้ร่างกายตอบสนองต่อแอนติเจน แต่มีภูมิคุ้มกันอยู่นานกว่าเซรุ่ม

11.

ข้อใดเป็นหลักการทำงานของเซรุ่ม

a)

ใช้เชื้อโรคที่แข็งแรงกระตุ้นการสร้าง memory cell

b)

ใช้สารพิษจากเชื้อโรคกระตุ้นการสร้าง Antibody

c)

ให้ antibody กับร่างกายโดยตรงเพื่อทำลาย antigen แปลกปลอม

d)

ให้ antigen กับร่างกายเพื่อให้ร่างกายสร้าง antibody เตรียมพร้อมต่อเชื้อโรค

12.

ปัจจุบันยังไม่มียารักษาโรคโควิด 2019 โดยตรง การนำพลาสมา (น้ำเลือด) ของคนที่ติดเชื้อหายแล้ว

มาใช้รักษาได้เพราะข้อใด

a)

พลาสมาช่วยในการแข็งตัวของเลือด

b)

พลาสมามีแอนติเจนอยู่แล้วทำให้ร่างกายผู้ป่วยแข็งแรงขึ้น

c)

พลาสมามีแอนติบอดีซึ่งจะช่วยยับยั้งและต้านไวรัสได้

d)

ถูกทุกข้อ

13.

ข้อใดเป็นกลไกการต่อต้านสิ่งแปลกปลอมข้อใดที่แตกต่างจากข้ออื่น

a)

การอักเสบเป็นหนองของแผลหกล้มที่เข่า

b)

การหยอดวัคซีนโรคโปลิโอตอนเด็กๆ

c)

น้ำลายมีสารฆ่าเชื้อโรคที่ปนมากับอาหาร

d)

ช่องคลอดมีภาวะเป็นกรดยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อโรค

14.

กรณีของการรับบริจาคไต หากเซลล์ผู้ให้ไม่เข้ากับเซลล์ผู้รับ เซลล์ของผู้ให้จะถูกทำลายโดยเซลล์ใดของผู้รับ

a)

Memory cell

b)

Helper T-cell

c)

Cytotoxic T-cell

d)

Suppressor T-cell

15.

ข้อใดเป็นภูมิคุ้มกันแบบรับมา (passive immunization)

a)

การฉีดทอกซอยด์เชื้อโรคคอตีบ

b)

การฉีดเซรุ่มป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า

c)

การเป็นภูมิแพ้ต่อละอองเกสรดอกไม้บางชนิด

d)

การสร้างแอนติบอดีหลังจากการติดเชื้อโควิด 2019

16.

การฉีดเซรุ่มแก้พิษงูภายหลังจากถูกงูกัด จะเกิดการทำงานของเซรุ่มดังข้อใด

a)

เซรุ่มซึ่งเป็นแอนติเจนพิษงูกระตุ้นให้

B-cell  สร้างแอนติบอดีต่อพิษงูได้ดีขึ้น

b)

เซรุ่มซึ่งเป็นแอนติเจนจะทำลายเซลล์ร่างกายที่เสียหายจากพิษงู

c)

เซรุ่มซึ่งมีแอนติบอดีต่อโปรตีนของพิษงู ทำให้พิษงูไม่สามารถทำลายระบบต่างๆของร่างกายได้

d)

เซรุ่มซึ่งเป็นแอนติบอดีกระตุ้นให้เซลล์เม็ดเลือดถูกผลิตมากขึ้นเพื่อป้องกันอันตรายจากพิษงู

17.

รอบตัวนักเรียนมีเชื้อโรคอยู่เป็นจำนวนมาก แม้ร่างกายจะได้รับเชื้อโรคนั้นๆแต่มักจะไม่เป็นโรค

เป็นเพราะเหตุใด

a)

เชื้อโรคส่วนมากไม่ทำให้เกิดโรค

b)

ร่างกายสามารถป้องกันเชื้อโรคได้ด้วยการฉีดวัคซีนหรือทอกซอยด์

c)

ร่างกายมีการสร้างแอนติบอดีเป็นจำนวนมากและสามารถต่อต้านเชื้อโรคนั้นๆได้

d)

เชื้อโรคมีแอนติเจนแบบเดียวกับเซลล์ในร่างกายของมนุษย์ แอนติบอดีจึงไม่สามารถทำลายได้ 

18.

ข้อใดเป็นพฤติกรรมหรือเหตุการณ์ที่มีโอกาสติดเชื้อ HIV น้อยที่สุด

a)

ใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน

b)

ติดต่อจากแม่สู่ลูกในครรภ์

c)

ถูกยุงที่กัดผู้ติดเชื้อมาก่อนกัดที่ขา

d)

มีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนักแบบไม่ใส่ถุงยางอนามัย             

19.

คนเป็นโรคภูมิแพ้เกสรดอกไม้จะมีกลไกการทำงานของร่างกายดังข้อใด

a)

ร่างกายสร้างแอนติเจนเพื่อไปจับกับแอนติบอดี

b)

ร่างกายสร้างแอนติบอดีเพื่อยั้บยั้งการสร้างภูมิคุ้มกัน

c)

ร่างกายสร้างเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดฟาโกไซต์ให้สร้างแอนติบอดี          

d)

ร่างกายสร้างฮิสตามีนออกมาเมื่อได้รับสารก่อภูมิแพ้ซึ่งคือเกสรดอกไม้

20.

กรณีของคนเป็นไข้หวัดแล้วไปตรวจเลือด ผลเลือดจะมีปริมาณของเซลล์ใดที่เพิ่มมากขึ้น

แสดงถึงการติดเชื้อได้

a)

เซลล์กระดูก

b)

เกล็ดเลือด

c)

เซลล์เม็ดเลือดแดง

d)

เซลล์เม็ดเลือดขาว