wayground logo

Free Printable Worksheets

Font size

S
M
L
XL
Worksheets

เคมีเพิ่มเติม ม.6

Total questions: 30

Worksheet time: 53mins

Name
Class
Date
1.

ข้อใดผิด

a)

วิธีการทางวิทยาศาสตร์มีการใช้การทดลองเพื่อตรวจสอบสมมติฐาน

b)

สมมติฐานเป็นการคาดคะเนผลที่อาจจะเกิดขึ้น ซึ่งผลการทดลองอาจสอดคล้อง หรือไม่สอดคล้องกับสมมติฐานก็ได้

c)

การเขียนสมมติฐานควรระบุตัวแปรต้นและตัวแปรตามให้ชัดเจน

d)

การเปลี่ยนแปลงค่าของตัวแปรที่ต้องควบคุมให้คงที่ไม่มีผลต่อค่าของตัวแปรตาม

2.

พิจารณาสถานการณ์ต่อไปนี้

เมื่อผสมสารละลาย A กับสารละลาย B จะมีฟองแก๊สเกิดขึ้น ในการศึกษาอัตรา การเกิดแก๊สของปฏิกิริยาดังกล่าว นักเรียนคนหนึ่งได้ทำการทดลองดังนี้

1. ใส่สารละลาย A 0.5 mol/L ปริมาตร 5 mL ลงในหลอดทดลองที่ 1 และสารละลาย B 0.5 mol/L ปริมาตร 5 mL ลงในหลอดทดลองที่ 2

2. เทสารละลายในหลอดทดลองที่ 1 ลงในหลอดทดลองที่ 2 ที่อุณหภูมิห้องและวัดอัตรา การเกิดแก๊ส

3. ทำซ้ำข้อ 1–2 แต่ก่อนผสมให้นำหลอดทดลองทั้งสองหลอดแช่ในน้ำร้อนที่อุณหภูมิ 70 o C ประมาณ 2 นาที

4. ทำซ้ำข้อ 3 แต่แช่หลอดทดลองทั้งสองหลอดในน้ำเย็นที่อุณหภูมิ 10 o C แทน น้ำร้อน

สมมติฐาน คือข้อใด

a)

อุณหภูมิของสารตั้งต้นมีผลต่ออัตราการเกิดแก๊ส

b)

อุณหภูมิของสารตั้งต้นมีผลต่ออัตราการเกิดแก๊สหรือไม่

c)

ความเข้มข้นและปริมาตรของสารละลายแต่ละชนิด ขนาดของชุดอุปกรณ์การทดลอง ความดันขณะทำการทดลอง

d)

อุณหภูมิของสารตั้งต้น

3.

พิจารณาสถานการณ์ต่อไปนี้

เมื่อผสมสารละลาย A กับสารละลาย B จะมีฟองแก๊สเกิดขึ้น ในการศึกษาอัตรา การเกิดแก๊สของปฏิกิริยาดังกล่าว นักเรียนคนหนึ่งได้ทำการทดลองดังนี้

1. ใส่สารละลาย A 0.5 mol/L ปริมาตร 5 mL ลงในหลอดทดลองที่ 1 และสารละลาย B 0.5 mol/L ปริมาตร 5 mL ลงในหลอดทดลองที่ 2

2. เทสารละลายในหลอดทดลองที่ 1 ลงในหลอดทดลองที่ 2 ที่อุณหภูมิห้องและวัดอัตรา การเกิดแก๊ส

3. ทำซ้ำข้อ 1–2 แต่ก่อนผสมให้นำหลอดทดลองทั้งสองหลอดแช่ในน้ำร้อนที่อุณหภูมิ 70 o C ประมาณ 2 นาที

4. ทำซ้ำข้อ 3 แต่แช่หลอดทดลองทั้งสองหลอดในน้ำเย็นที่อุณหภูมิ 10 o C แทน น้ำร้อน

ตัวแปรต้น คือข้อใด

a)

อุณหภูมิของสารตั้งต้น

b)

อัตราการเกิดแก๊ส

c)

ความเข้มข้นและปริมาตรของสารละลายแต่ละชนิด

d)

ขนาดของชุดอุปกรณ์การทดลอง

4.

พิจารณาสถานการณ์ต่อไปนี้

เมื่อผสมสารละลาย A กับสารละลาย B จะมีฟองแก๊สเกิดขึ้น ในการศึกษาอัตรา การเกิดแก๊สของปฏิกิริยาดังกล่าว นักเรียนคนหนึ่งได้ทำการทดลองดังนี้

1. ใส่สารละลาย A 0.5 mol/L ปริมาตร 5 mL ลงในหลอดทดลองที่ 1 และสารละลาย B 0.5 mol/L ปริมาตร 5 mL ลงในหลอดทดลองที่ 2

2. เทสารละลายในหลอดทดลองที่ 1 ลงในหลอดทดลองที่ 2 ที่อุณหภูมิห้องและวัดอัตรา การเกิดแก๊ส

3. ทำซ้ำข้อ 1–2 แต่ก่อนผสมให้นำหลอดทดลองทั้งสองหลอดแช่ในน้ำร้อนที่อุณหภูมิ 70 o C ประมาณ 2 นาที

4. ทำซ้ำข้อ 3 แต่แช่หลอดทดลองทั้งสองหลอดในน้ำเย็นที่อุณหภูมิ 10 o C แทน น้ำร้อน

ตัวแปรตาม คือข้อใด

a)

อุณหภูมิของสารตั้งต้น

b)

อัตราการเกิดแก๊ส

c)

ความเข้มข้นและปริมาตรของสารละลายแต่ละชนิด

d)

ขนาดของชุดอุปกรณ์การทดลอง

5.

พิจารณาสถานการณ์ต่อไปนี้

เมื่อผสมสารละลาย A กับสารละลาย B จะมีฟองแก๊สเกิดขึ้น ในการศึกษาอัตรา การเกิดแก๊สของปฏิกิริยาดังกล่าว นักเรียนคนหนึ่งได้ทำการทดลองดังนี้

1. ใส่สารละลาย A 0.5 mol/L ปริมาตร 5 mL ลงในหลอดทดลองที่ 1 และสารละลาย B 0.5 mol/L ปริมาตร 5 mL ลงในหลอดทดลองที่ 2

2. เทสารละลายในหลอดทดลองที่ 1 ลงในหลอดทดลองที่ 2 ที่อุณหภูมิห้องและวัดอัตรา การเกิดแก๊ส

3. ทำซ้ำข้อ 1–2 แต่ก่อนผสมให้นำหลอดทดลองทั้งสองหลอดแช่ในน้ำร้อนที่อุณหภูมิ 70 o C ประมาณ 2 นาที

4. ทำซ้ำข้อ 3 แต่แช่หลอดทดลองทั้งสองหลอดในน้ำเย็นที่อุณหภูมิ 10 o C แทน น้ำร้อน

ตัวแปรที่ต้องควบคุมให้คงที่ คือข้อใด

a)

อุณหภูมิของสารตั้งต้น

b)

อัตราการเกิดแก๊ส

c)

ความเข้มข้นและปริมาตรของสารละลายแต่ละชนิด ขนาดของชุดอุปกรณ์การทดลอง

d)

ความเข้มข้นและปริมาตรของสารละลายแต่ละชนิด ขนาดของชุดอุปกรณ์การทดลอง ความดันขณะทำการทดลอง

6.

หากต้องการทราบว่า อุณหภูมิของน้ำมันและระยะเวลาที่ใช้ในการทอดมีผลต่อกลิ่นและ ความกรอบของปาท่องโก๋หรือไม่ สามารถตั้งคำถามย่อย ได้อย่างไร

a)

อุณหภูมิของน้ำมัน ส่งผลต่อกลิ่นของปาท่องโก๋หรือไม่ อย่างไร

b)

อุณหภูมิของน้ำมัน ส่งผลต่อความกรอบของปาท่องโก๋หรือไม่ อย่างไร

c)

อุณหภูมิของน้ำมัน ส่งผลต่อกลิ่นและความกรอบของปาท่องโก๋หรือไม่ อย่างไร

d)

ชนิดของน้ำมันส่งผลต่อกลิ่นและความกรอบของปาท่องโก๋หรือไม่ อย่างไร

7.

หากต้องการทราบว่า อุณหภูมิของน้ำมันและระยะเวลาที่ใช้ในการทอดมีผลต่อกลิ่นและ ความกรอบของปาท่องโก๋หรือไม่ สามารถตั้งสมมติฐาน ได้อย่างไร

a)

อุณหภูมิของน้ำมัน ส่งผลต่อกลิ่นของปาท่องโก๋

b)

อุณหภูมิของน้ำมัน ส่งผลต่อความกรอบของปาท่องโก๋

c)

อุณหภูมิของน้ำมัน ส่งผลต่อกลิ่นและความกรอบของปาท่องโก๋

d)

ชนิดของน้ำมันส่งผลต่อกลิ่นและความกรอบของปาท่องโก๋

8.

หากต้องการทราบว่า อุณหภูมิของน้ำมันและระยะเวลาที่ใช้ในการทอดมีผลต่อกลิ่นและ ความกรอบของปาท่องโก๋หรือไม่ ตัวแปรต้น ได้อย่างไร

a)

อุณหภูมิของน้ำมัน

b)

ความกรอบของปาท่องโก๋

c)

กลิ่นและความกรอบของปาท่องโก๋

d)

ชนิดของน้ำมัน

9.

หากต้องการทราบว่า อุณหภูมิของน้ำมันและระยะเวลาที่ใช้ในการทอดมีผลต่อกลิ่นและ ความกรอบของปาท่องโก๋หรือไม่

ข้อใดไม่ใช่ตัวแปรควบคุม

a)

อุณหภูมิปริมาณของส่วนประกอบที่ทำปาท่องโก๋ วิธีผสมส่วนประกอบของน้ำมัน

b)

ชนิดและปริมาณของน้ำมันที่ใช้ทอด ระยะเวลาที่ใช้ในการทอด

c)

ผู้ทดสอบกลิ่นและความกรอบของปาท่องโก๋

d)

สภาพแวดล้อม

10.

หากต้องการทราบว่า อุณหภูมิของน้ำมันและระยะเวลาที่ใช้ในการทอดมีผลต่อกลิ่นและ ความกรอบของปาท่องโก๋หรือไม่

ข้อใดไม่ใช่ตัวแปรควบคุม

a)

อุณหภูมิปริมาณของส่วนประกอบที่ทำปาท่องโก๋ วิธีผสมส่วนประกอบของน้ำมัน

b)

ชนิดและปริมาณของน้ำมันที่ใช้ทอด ระยะเวลาที่ใช้ในการทอด

c)

ผู้ทดสอบกลิ่นและความกรอบของปาท่องโก๋

d)

สภาพแวดล้อม

11.

ข้อใดไม่ใช่ขึ้นตอนในกระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรม

a)

ระบุปัญหา (Problem Identification)

b)

รวบรวมข้อมูลและแนวคิดที่เกี่ยวข้องกับปัญหา (Related Information Search)

c)

ออกแบบวิธีการแก้ปัญหา (Solution Design)

d)

การกำหนดตัวแปร

12.

ข้อใดเป็นการวางแผนและดำเนินการแก้ปัญหา (Planning and Development)

a)

การทำความเข้าใจปัญหาหรือความท้าทาย วิเคราะห์เงื่อนไขหรือข้อจำกัดของสถานการณ์ปัญหา เพื่อกำหนดขอบเขตของปัญหา ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างชิ้นงานหรือวิธีการในการแก้ปัญหา

b)

การกำหนดลำดับขั้นตอนของการสร้างชิ้นงานหรือวิธีการ แล้วลงมือสร้างชิ้นงานหรือพัฒนาวิธีการเพื่อใช้ในการแก้ปัญหา

c)

การรวบรวมข้อมูลและแนวคิดทางวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับแนวทางการแก้ปัญหาและประเมินความเป็นไปได้ ข้อดีและข้อจำกัด

d)

การประยุกต์ใช้ข้อมูลและแนวคิดที่เกี่ยวข้องเพื่อการออกแบบชิ้นงานหรือวิธีการในการแก้ปัญหา โดยคำนึงถึงทรัพยากร ข้อจำกัดและเงื่อนไขตามสถานการณ์ที่กำหนด

13.

ข้อใดเป็นรวบรวมข้อมูลและแนวคิดที่เกี่ยวข้องกับปัญหา (Related Information Search)

a)

การทำความเข้าใจปัญหาหรือความท้าทาย วิเคราะห์เงื่อนไขหรือข้อจำกัดของสถานการณ์ปัญหา เพื่อกำหนดขอบเขตของปัญหา ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างชิ้นงานหรือวิธีการในการแก้ปัญหา

b)

การกำหนดลำดับขั้นตอนของการสร้างชิ้นงานหรือวิธีการ แล้วลงมือสร้างชิ้นงานหรือพัฒนาวิธีการเพื่อใช้ในการแก้ปัญหา

c)

การรวบรวมข้อมูลและแนวคิดทางวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับแนวทางการแก้ปัญหาและประเมินความเป็นไปได้ ข้อดีและข้อจำกัด

d)

การประยุกต์ใช้ข้อมูลและแนวคิดที่เกี่ยวข้องเพื่อการออกแบบชิ้นงานหรือวิธีการในการแก้ปัญหา โดยคำนึงถึงทรัพยากร ข้อจำกัดและเงื่อนไขตามสถานการณ์ที่กำหนด

14.

ข้อใดเป็นการทดสอบ ประเมินผล และปรับปรุงแก้ไขวิธีการแก้ปัญหาหรือชิ้นงาน (Testing, Evaluation and Design Improvement)

a)

การทำความเข้าใจปัญหาหรือความท้าทาย วิเคราะห์เงื่อนไขหรือข้อจำกัดของสถานการณ์ปัญหา เพื่อกำหนดขอบเขตของปัญหา ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างชิ้นงานหรือวิธีการในการแก้ปัญหา

b)

การทดสอบและประเมินการใช้งานของชิ้นงานหรือวิธีการ โดยผลที่ได้อาจนำมาใช้ในการปรับปรุงและพัฒนาให้มีประสิทธิภาพในการแก้ปัญหาได้อย่างเหมาะสมที่สุด

c)

การรวบรวมข้อมูลและแนวคิดทางวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับแนวทางการแก้ปัญหาและประเมินความเป็นไปได้ ข้อดีและข้อจำกัด

d)

การนำเสนอแนวคิดและขั้นตอนการแก้ปัญหาของการสร้างชิ้นงานหรือการพัฒนาวิธีการ ให้ผู้อื่นเข้าใจและได้ข้อเสนอแนะเพื่อการพัฒนาต่อไป

15.

รายงานประกอบด้วยส่วนสำคัญกี่ส่วน อะไรบ้าง

a)

2 ส่วน คือ ส่วนประกอบส่วนนำ และ ส่วนเนื้อหา

b)

3 ส่วน คือ ส่วนประกอบส่วนนำ ส่วนเนื้อหา และส่วนท้าย

c)

4 ส่วน คือ ส่วนประกอบส่วนนำ ส่วนเนื้อหา ส่วนกลาง และส่วนท้าย

d)

5 ส่วน คือ ส่วนบทนำ ส่วนทฤษฎี ส่วนวิธีดำเนินผลการดำเนินการ ส่วนผลการดำเนินการ และส่วนสรุปผลการดำเนินการ

16.

บทคัดย่อ อยู่ในส่วนใด

a)

ส่วนนำ

b)

ส่วนเนื้อหา

c)

ส่วนท้าย

d)

ส่วนสรุป

17.

ข้อใดคือ บทคัดย่อ

a)

เนื้อหาในคำนำเป็นการกล่าวถึงวัตถุประสงค์ในการทำรายงาน ขอบเขตของเนื้อหา และคำขอบคุณผู้ให้ความช่วยเหลือด้านต่าง ๆ ในการทำรายงาน คำนำเป็นส่วนที่ช่วยให้ผู้อ่านทราบว่ารายงานนั้นเขียนขึ้นด้วยวัตถุประสงค์ใด และมีขอบเขตกว้างขวางเพียงใด จึงถือว่าเป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่งที่เป็นประโยชน์ต่อผู้อ่าน

b)

ผู้เขียนรายงานจะนำหัวข้อสำคัญ ๆ ของเนื้อเรื่องในรายงานมาบรรจุไว้ในสารบัญ ระบุเลขหน้าของแต่ละหัวข้อเพื่อให้ค้นหาได้สะดวก การเรียงตามลำดับหัวข้อต่าง ๆ เป็นไปตามเนื้อเรื่องของรายงาน 

c)

ภาพรวมของงานและเป็นส่วนที่ช่วยให้ผู้อ่านสนใจที่จะศึกษาเนื้อหา

d)

เมื่อบรรยายหรืออธิบายความที่ค้นคว้ามาได้จบแล้ว ผู้เขียนต้องเขียนสรุปประเด็นอีกครั้งหนึ่ง การเขียนสรุปช่วยให้ผู้อ่านมองเห็นประเด็นที่ผู้เขียนนำเสนอได้ง่ายขึ้น ในส่วนของผู้เขียนเอง การเขียนบทสรุปจะช่วยให้ประเด็นความคิดแจ่มแจ้งขึ้นเช่นกัน

18.

บทคัดย่อประกอบไปด้วย ข้อใด

a)

ชื่อเรื่อง ความสำคัญของปัญหา วัตถุประสงค์ สมมติฐาน วิธีดำเนินการ และผลการดำเนินการ

b)

ชื่อเรื่อง ความสำคัญของปัญหา วัตถุประสงค์ สมมติฐาน ทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง และผลการดำเนินการ

c)

ชื่อเรื่อง ความสำคัญของปัญหา วัตถุประสงค์ สมมติฐาน ผลการดำเนินการ และข้อสรุป

d)

ชื่อเรื่อง ความสำคัญของปัญหา วัตถุประสงค์ สมมติฐาน ทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง ผลการดำเนินการ และอ้างอิง

19.

ส่วนนำ  ประกอบด้วย

a)

ปกนอก หน้าปกใน คำนำ และสารบัญ 

b)

ปกนอก หน้าปกใน เนื้อหา และสรุป

c)

ปกนอก หน้าปกใน คำนำ สารบัญ  เนื้อหา และสรุป

d)

ปกนอก หน้าปกใน คำนำ สารบัญ  เนื้อหา สรุป บรรณานุกรม และภาคผนวก

20.

ส่วนเนื้อหา  ประกอบด้วย

a)

บทนำ เนื้อหา และสรุป

b)

เนื้อหา และสรุป

c)

คำนำ สารบัญ  เนื้อหา และสรุป

d)

ปกนอก หน้าปกใน คำนำ สารบัญ  เนื้อหา สรุป บรรณานุกรม และภาคผนวก

21.

ส่วนท้าย  ประกอบด้วย

a)

บทนำ เนื้อหา และสรุป

b)

เนื้อหา และสรุป

c)

คำนำ สารบัญ  เนื้อหา และสรุป

d)

บรรณานุกรม และภาคผนวก

22.

เนื้อหา โดยทั่วไปแบ่งออกเป็นกี่บท

a)

3 บท

b)

4 บท

c)

5 บท

d)

กี่บทก็ไม้

23.

วิธีดำเนินการ อยู่ในบทใด

a)

บทที่ 1

b)

บทที่ 2

c)

บทที่ 3

d)

บทที่ 4

24.

ทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง อยู่ในบทใด

a)

บทที่ 1

b)

บทที่ 2

c)

บทที่ 3

d)

บทที่ 4

25.

ข้อใดเป็นการเขียน บรรณานุกรม ในกรณีผู้แต่งมากกว่า ๑ คน

a)

ให้พิมพ์ชื่อเฉพาะคนแรกเท่านั้น

b)

หากมีผู้แต่ง 2 คนให้พิมพ์ชื่อทั้งสองคน

c)

หากมีผู้แต่ง 3 คนให้พิมพ์ชื่อคนที่ 1 และ 2 และตามด้วยคณะ

d)

ให้พิมพ์ชื่อคนแรก และตามด้วยคำว่าและคณะ

26.

ข้อใดผิดเกี่ยวกับการเขียน บรรณานุกรม

a)

มีรูปแบบการเขียนเฉพาะซึ่งอาจจะแตกต่างกันขึ้นอยู่กับข้อกำหนดของแต่ละสถาบันการศึกษาหรือหน่วยงาน

b)

การเขียนบรรณานุกรมต้องเขียนหลายๆ รูปแบบ

c)

การเขียนบรรณานุกรมต้องเรียงลำดับตามตัวอักษร

d)

การเขียนบรรณานุกรมต้องเขียนแยกระหว่างบรรณานุกรมภาษาไทยและภาษาอังกฤษ

27.

ในการนำเสนอด้วยสไลด์ให้เหมาะสม กับเวลา 10 นาที ควรมีสไลด์ประมาณเท่าไร

a)

5-10

b)

10-15

c)

15-20

d)

เท่าไรก็ได้

28.

ผู็ฟังส่วนใหญ่มีความสนใจ และสามารถทำความเข้าใจกับเนื้อหาในแต่ละสไลด์ ในช่วงเวลาประมาณเท่าไร

a)

10-20 วินาที

b)

20-30 วินาที

c)

30-40 วินาที

d)

40-60 วินาที

29.

การใช้โทนสีและตัวอักษรในการนำเสนอควรเป็นอย่างไร

a)

พื้นหลังโทนสีทึบ ตัวหนังสือสีน้ำเงิน

b)

พื้นหลังพื้นสีแสดตัวหนังสือสีเขียว

c)

พื้นหลังสีฟ้าตัวหนังสือสีน้ำเงิน

d)

พื้นหลังกราฟฟิกและตัวหนังสือหลายรูปแบบ

30.

ข้อใดเป็นการจัดเตรียมเนื้อหาและสื่อประกอบ

a)

ไม่ต้องศึกษารายละเอียดและข้อกำหนดของแต่ละเวทีการนำเสนอ เพราะพูดอย่างไรก็ได้เพื่อให้เวลาหมด

b)

เตรียมสไลด์โดยจัดสรรจำนวนสไลด์หรือเวลาที่นำเสนอให้เหมาะสมกับความสำคัญของเนื้อหา

c)

ควรมีข้อความหรือภาพที่เนื้อหาที่แน่นเพื่อให้ผู้ฟังได้ความรู้แน่นเช่นกัน

d)

ใช้ข้อมูลข้อความตัวใหญ่ๆ และให้มากกว่ารูปภาพ แผนภูมิ ตาราง เพื่อจะได้จำนวนสไลด์เยอะๆ