wayground logo

Free Printable Worksheets

Font size

S
M
L
XL
Worksheets

ชีวะสบายๆ คุณชายผู้ใจบุญ

Total questions: 41

Worksheet time: 1hrs 23mins

Name
Class
Date
1.

อวัยวะใดใน 4 อวัยวะต่อไปนี้ไม่ได้อยู่ในระบบภูมิคุ้มกัน

a)

ม้าม

b)

ตับ

c)

ต่อมไทมัส

d)

ต่อมน้ำเหลือง

2.

ลักษณะของภูมิคุ้มกันก่อเอง

(Active immunity) เป็นดังข้อใด

a)

ร่างกายสร้างขึ้นมาเอง เกิดอย่างรวดเร็ว และปรากฏผลในระยะสั้น

b)

ร่างกายไม่ได้สร้างขึ้นมาเอง แต่เห็นผลทันที อายุการทำงานนาน

c)

ร่างกายไม่ได้สร้างขึ้นมาเอง เกิดผลช้า แต่อายุสั้น

d)

ร่างกายสร้างขึ้นมาเอง เกิดช้า แต่ผลของการทำงานยาวนาน

3.

เม็ดเลือดขาวในข้อใดเกี่ยวข้องกับการสร้าง Antibody

a)

Neutrophil

b)

Monoclyte

c)

Lymphocyte

d)

Basophil

4.

นักเรียนคนหนึ่งถูกตะปูตำ ทำให้เกิดโรคบาดทะยัก อาการน่าวิตกกังวล นักเรียนควรได้รับการรักษาโดยการให้สารใด

a)

วัคซีน

b)

เซรุ่ม

c)

ทอกซอยด์

d)

แอนติเจน

5.

การให้ทารกดื่มนมของมารดา ทารกได้รับภูมิคุ้มกันชนิดใด

a)

ภูมิคุ้มกันก่อเอง

b)

ภูมิคุ้มกันที่รับมา

c)

ภูมิคุ้มกันที่ก่อเองและรับมา

d)

ไม่ได้รับภูมิคุ้มกัน

6.

ข้อความใดแสดงถึงการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน

a)

นิวรับประทานยาที่แพทย์สั่งจนครบ

b)

ปิ๋มหายไขเองโดยไม่ต้องไปหาหมอ

c)

โบใช้แอลกอฮอล์เช็ดรอบปากแผลที่โดนมีดบาด

d)

ถูกทุกข้อ

7.

แอนติเจน (antigen) คืออะไร

a)

โปรตีนที่อยู่บนผิวเซลล์ของเชื้อโรค

b)

สารที่เม็ดเลือดขาวสร้างขึ้นเพื่อกำจัดเชื้อโรค

c)

สารที่เชื้อโรคปล่อยออกมาเพื่อกำจัดเซลล์เม็ดเลือดขาว

d)

สารที่เกิดขึ้นหลังจากเซลล์เม็ดเลือดขาวกำจัดเซื้อโรคแล้ว

8.

เซลล์บีและเซลล์ทีทำงานสัมพันธ์กันลักษณะใด

a)

เซลล์บีกระตุ้นเซลล์ทีให้ผลิตแอนติบอดี

b)

เซลล์ทีช่วยกระตุ้นให้เซลล์บีสร้างแอนติบอดี

c)

เซลล์บีสร้างแอนติบอดีเพื่อกระตุ้นการทำงานของเซลล์ที

d)

เซลล์ทีผู้ช่วยสร้างแอนติเจนกระตุ้นการทำงานของเซลล์บี

9.

วัคซีนกับเซรุ่มต่างกันอย่างไร

a)

วัคซีนและเซรุ่มเป็นภูมิคุ้มกันที่ก่อเอง

b)

เซรุ่มเป็นภูมิคุ้มกันที่ก่อเอง วัคซีนเป็นภูมิคุ้มกันที่รับมา

c)

วัคซีนและเซรุ่มเป็นภูมิคุ้มกันที่รับมา

d)

วัคซีนเป็นภูมิคุ้มกันก่อเอง เซรุ่มเป็นภูมิคุ้มกันที่รับมา

10.

วัคซีนที่ต้องให้เด็กซึ่งอายุไม่เกิน 10 ปี โดยวิธีหยดให้รับประทานนั้นเป็นวัคซีนวัคซีนป้องกันโรคใด

a)

วัณโรค

b)

ไอกรน

c)

บาดทะยัก

d)

โปลิโอ

11.

ถ้าตรวจเลือดแล้วพบว่าเม็ดเลือดขาวเพิ่มมากขึ้นผิดปกติแสดงว่าเป็นโรคอะไร

a)

เอดส์

b)

ติดเชื้อ

c)

เลือดจาง

d)

ธาลัสซีเมีย

12.

ข้อใดกล่าวถูกต้อง

a)

เซื้อเอดส์เกิดจากไวรัส จึงไม่สามารถผลิตวัคซีนป้องกันได้

b)

วัคซีน และ เซรั่ม ที่ผลิตจากเซื้อโรคเดียวกันต้องใช้คู่กัน

c)

วัคซีน ให้ผลต่อร่างกายน้อยกว่าเซรุ่ม แต่ภูมิคุ้มกันของโรคได้นานกว่าเซรุ่ม

d)

วัคซีนและเซรุ่มมีกรรมวิธีผลิตเหมือนกันแต่มีปฏิกิริยาในร่างกายที่ต่างกัน

13.

เหงื่อ น้ำลาย น้ำตา ล้วนมีเอนไซม์ไลโซไซม์ ซึ่งมีหน้าที่ทำลาย

a)

เซลล์ที่ติดเชื้อไวรัส

b)

โพรโทซัว

c)

แบคทีเรีย

d)

ไวรัส

14.

ระบบหมุดเวียนน้ำเหลือง แตกต่างจากระบบหมุนเวียนเลือดดังนี้

ก.น้ำเหลืองหมุนเวียนได้โดยอาศัยการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อมากกว่าการบีบตัวของหัวใจ

ข.น้ำเหลืองอายอยู่รอบๆเซลล์โดยตรง

ค.น้ำเหลืองมีเซลล์เม็ดเลือดขาว แต่ไม่มีเม็ดเลือดแดง

ง.น้ำเหลืองมีความสำคัญต่อการลำเลียงไขมันที่ย่อยแล้วจากลำไส้เล็ก

ข้อที่ถูกต้องได้แก่

a)

เฉพาะ ก,ข,ค

b)

เฉพาะ ข,ค,ง

c)

เฉพาะ ก,ค,ง

d)

ทั้ง ก,ข,ค,ง

15.

เวลาเป็นฝี จะมีหมอนสีขาวขุ่น ซึ่งเกิดจาก

a)

ซากเม็ดเลือดขาวที่ตายแล้ว

b)

ซากของแบคทีเรียที่ตายแล้ว

c)

ซากเม็ดเลือดขาวและเม็ดเลือดแดง

d)

ซากของแบคทีเรียและเม็ดเลือดขาว

16.

ฮอร์โมนชนิดใดมีคาร์บอนเป็นองค์ประกอบมากที่สุด

a)

Auxin

b)

Gibberellin

c)

Cytokinins

d)

ABA

17.

ฮอร์โมนชนิดใดไม่เคลื่อนที่ในต้นพืช

a)

Auxin

b)

Gibberellin

c)

Cytokinins

d)

Ethylene

18.

ฮอร์โมนชนิดใดทดแทนกันได้เมื่อใช้กระตุ้นการออกดอกของสับปะรด

a)

Auxin และ Ethylene

b)

Cytokinins และ Auxin

c)

ABA และ Ethylene

d)

Auxin และ Gibberellin

19.

ฮอร์โมนชนิดใดมีผลหักล้างกัน

a)

Auxin และ Gibberellin

b)

ABA และ Ethylene

c)

Auxin และ Cytokinins

d)

Auxin และ ABA

20.

การโค้งเข้าหาแสงของพืชเกิดจาก

a)

แสงช่วยในการขยายตัวของเซลล์ทำให้มีการโค้งเกิดขึ้น

b)

มีการเคลื่อนย้ายของออกซินออกไปจากด้านที่โดนแสงไปยังด้านที่ไม่โดนแสง

c)

มีการเคลื่อนย้ายของออกซินออกไปจากด้านที่ไม่โดนแสงไปยังด้านที่โดนแสง

d)

ไม่มีการเคลื่อนย้ายของออกซินเนื่องจากถูกแสงทำลายไปหมด

21.

ส่วนไหนของพืชที่มีการตอบสนองต่ออกซินแต่ไม่ตอบสนองต่อจิบเบอเรลลิน

a)

ใบ

b)

ลำต้น

c)

ราก

d)

ดอก

22.

ลักษณะอาการของพืชต่อไปนี้มีข้อใดบ้างที่ไม่ได้ควบคุมโดยฮอร์โมนเอทิลีน

a)

เร่งการร่วงของใบ

b)

เร่งการสุกของผลไม้

c)

เร่งการเกิดรากในกิ่งปักชำ

d)

กระตุ้นการออกดอก

23.

ในการปลูกองุ่นของประเทศไทย มีการใช้ฮอร์โมนอะไรเพื่อช่วยทำให้ช่อองุ่นโปร่งขึ้น และลดการเบียดของผลทำให้ผลองุ่นโตมีคุณภาพดีขึ้น

a)

ออกซิน

b)

เอทิลีน

c)

จิบเบอเรลลิน

d)

ไคเนติน

24.

ปัจจุบัน ฮอร์โมนพืชกลุ่มใดที่สามารถใช้กับพืชผลที่นำมาบริโภคได้อย่างถูกต้องและปลอดภัย

a)

ออกซิน และ จิบเบอเรลลิน

b)

จิบเบอเรลลิน และ ไซโทไคนิน

c)

เอทิลีน และ จิบเบอเรลลิน

d)

ออกซิน และ เอทิลีน

25.

ฮอร์โมนพืช แตกต่างจากฮอร์โมนสัตว์ในแง่ไหน

a)

ฮอร์โมนพืชเป็นสารอินทรีย์ แต่ฮอร์โมนสัตว์เป็นสารอนินทรีย์

b)

ฮอร์โมนพืชมีปริมาณเล็กน้อยก็แสดงผลได้ แต่ฮอร์โมนสัตว์ต้องมีปริมาณมากจึงแสดงผล

c)

ฮอร์โมนพืชต้องใช้ที่ตำแหน่งที่มีการสร้างฮอร์โมน แต่ฮอร์โมนสัตว์ใช้ตำแหน่งอื่นได้

d)

ฮอร์โมนพืชชนิดเดียวกันแสดงผลได้หลายลักษณะ แต่ฮอร์โมนสัตว์จะเฉพาะเจาะจงกับการแสดงผล

26.

ฮอร์โมนพืช และการแสดงผลในข้อใดถูกต้อง

a)

ออกซิน กับ การขยายตัวของเซลล์ตรงช่วงระหว่างข้อ

b)

จิบเบอเรลลิน กับ การข่มตาข้างไม่ให้ตาข้างเจริญเติบโต

c)

ไซโทไคนิน กับ การเกิดรากของกิ่งปักชำ

d)

เอทิลีน กับ การออกดอกของสับปะรด

27.

การเคลื่อนไหวในข้อใดไม่ใช้การเคลื่อนไหวอันเนื่องจากการเจริญ (Growth movement)

a)

การหุบ-กางของใบไมยราบ

b)

การบานของดอก

c)

การโค้งเข้าหาแสงของลำต้น

d)

รากโค้งตามแรงโน้มถ่วงของโลก

28.

การเคลื่อนไหวของพืชในข้อใดมีทิศทางของการตอบสนองที่ไม่ขึ้นอยู่กับทิศทางของสิ่งเร้า

a)

Phototropism

b)

Geotropism

c)

Nastic movement

d)

Thigmotropism

29.

การเคลื่อนไหวของพืชในข้อใดจัดเป็นการเคลื่อนไหวแบบนาสติก

a)

การหุบและบานของดอกไม้

b)

การเลื้อยของไม้เลื้อย

c)

การจับแมลงของต้นกาบหอยแครง

d)

การงอกของหลอดละอองเรณูไปยังรังไข่ของพืชดอก

30.

การงอกของหลอดละอองเรณูไปยังรังไข่ของพืชดอกเกิดจากสิ่งเร้าในข้อใด

a)

ความชื้น

b)

สารเคมี

c)

แรงโน้มถ่วงของโลก

d)

ปัจจัยบางอย่างในละอองเรณูเอง

31.

ต้นไมยราบหุบเมื่อโดนสัมผัสเป็นการเคลื่อนไหวของพืชแบบ

a)

Geotropism

b)

Hydrotropism

c)

Chemotropism

d)

Thigmonasty หรือ Thigmotropism (อันนี้ถูกสุดThigmonasty)

32.

ต้นจามจุรีหุบใบเมื่อตะวันลับขอบฟ้า เป็นการเคลื่อนไหวของพืชแบบใด

a)

Phototaxin

b)

Phototropism

c)

Thigmonasty หรือ Thigmotropism

d)

Nastic movement

33.

การเคลื่อนไหวแบบนาสติก (Nastic movement) เกิดจากการตอบสนองของพืชต่อ

a)

แสงหรืออุณหภูมิที่เปลี่ยนไป

b)

แรงโน้มถ่วงของโลก

c)

ความชื้นหรือสารเคมีบางอย่าง

d)

การสัมผัส

34.

ถ้านำพืชมาปลูกในน้ำดังรูป แล้วให้แสงสว่างแก่ต้นและรากเพียงด้านเดียวพืชจะตอบสนองเช่นใด

a)

ยอดโน้มเข้าหาแสง รากโน้มถ่วงออกจากแสง

b)

ยอดโน้มเข้าหาแสง รากไม่มีการเปลี่ยนแปลง

c)

ยอดและรากโน้มเข้าหาแสง

d)

ยอดและรากโน้มออกหาแสง

35.

การตอบสนองของพืชต่อการสัมผัสเรียกว่า

a)

Chemotropism

b)

Geotropism

c)

Thigmonasty หรือ Thigmotropism

d)

Hydrotropism

36.

การเจริญเติมโตของยอดไม้ที่มีทิศทางเข้าหาแสงเป็นผลมาจาก

a)

ความเข้มข้นของ Auxin ซึ่งมีอยู่มากกว่าทางด้านที่ไม่โดนแสงของใบ

b)

ความเข้มข้นของ Auxin ซึ่งมีอยู่มากกว่าทางด้านที่โดนแสงของใบ

c)

ความเข้มข้นของ Auxin ซึ่งมีอยู่เท่ากันทุกด้านของใบ

d)

ผลจากการสังเคราะห์แสงภายใน

37.

การเคลื่อนไหวของยอดตำลึงมีสาเหตุจากสิ่งเร้าชนิดใด

a)

แรงดึงดูดของโลก

b)

ปริมาณน้ำภายใน

c)

สิ่งเร้าภายใน

d)

อุณหภูมิในอากาศ

38.

พืชที่สามารถเคลื่อนไหวแบบ Contact movement ได้จะต้องมี

a)

การสังเคราะห์แสงที่ก้านใบ

b)

Osmotic pressure สูงที่ก้านใบ

c)

Pulvinus ที่ก้านใบ

d)

Turgor pressure สูงที่ก้านใบ

39.

จากการศึกษาผลของแรงโน้มถ่วงที่มีต่อพืชโดยการควบคุมปริมาณแสง ส่วนใดของพืชที่เราสังเกตได้ว่ายืดตัวได้เร็วมาก

a)

1

b)

2

c)

3

d)

4

40.

การเคลื่อนไหวของยอดเถาวัลย์มีสาเหตุมาจากสิ่งเร้าชนิดใด

a)

แรงดึงดูดของโลก

b)

สิ่งเร้าภายใน

c)

อุณหภูมิ

d)

น้ำ

41.

ขอบคุณครับ

4 lines