NEW
Font size
Worksheetsข้อสอบประกันภัย Final
Total questions: 40
Worksheet time: 30mins
1.คําว่า “จํานวนเงินเอาประกันภัย” (Sum Insured) หมายถึง
A.จํานวนเงินที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ประกันภัย
B.จํานวนเงินสูงสุดที่ผู้รับประกันภัยจะต้องรับผิด
C.จํานวนเงินสูงสุดที่ผู้เอาประกันภัยจะสามารถเรียกร้องได
D.ถูกทั้งข้อ ข. และข้อ ค.
2.ผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์สินที่เอาประกันภัยได้ หมายถึง
A.ผู้ที่จะได้ประโยชน์จากการที่ทรัพย์สินนั้น ๆ เมื่อคงสภาพอยู่หรือจะได้รับความเสียหายจากการที่ทรัพย์สินนั้นถูกทําลายไป
B.ผู้ที่จะได้รับประโยชน้จากการใช้ทรัพย้สินนั้น ๆ เมื่อคงสภาพอยู่ หรือจะได้รับค่าสินไหมทดแทนเมื่อทรัพย์สินนั้นถูกทําลายไป
C.ผู้ที่มีสิทธิครอบครองทรัพย้สินนั้นๆ เมื่อคงสภาพอยู่ หรือเมื่อทรัพย์สินนั้นๆ ถูกทําลายไป
D.ถูกทุกข้อ
3.ส่วนได้เสียที่เอาประกันภัยได้ มีอะไรบ้าง
A.กรรมสิทธิ์
B.สิทธิตามกฎหมาย
C.ความรับผิดตามกฎหมาย
D.ถูกทุกข้อ
4.ข้อใดหมายถึงผู้มีส่วนได้เสียในเหตุที่เอาประกันภัย
A.เจ้าของทรัพย์สิน
B.ผู้ให้เช่าซื้อ
C.ผู้ครอบครองทรัพย์ตามสัญญาเช่า
D.ถูกทุกข้อ
5.ข้อใดไม่ถูกต้องตามหลักการชดใช้ค่าสินไหมทดแทน
A.ต้องเป็นค่าเสียหาย ณ สถานที่และในเวลาที่เกิดภัยขึ้น
B.ต้องเป็นค่าเสียหายที่เกิดขึ้นจริง
C.ตามจํานวนเงินที่ผู้เอาประกันภัยจะเรียกร้อง
D.ไม่เกินจํานวนเงินที่เอาประกันภัยไว้
6.ข้อใดคือหลักการของการประกันภัยที่กําหนดให้ผู้เอาประกันภัยต้องเปิดเผยข้อความจริงโดยสุจริตอย่างยิ่ง
A.ข้อความจริงเหล่านั้นอยู่ในความรู้เห็นของผู้เอาประกันภัยแต่เพียงฝ่ายเดียว
B.ข้อความจริงเหล่านั้้นอยู่ในความรู้เห็นของผู้เอาประกันภัยและผู้รับประกันภัย แต่เป็นหน้าที่ของผู้เอาประกันภัยที่จะต้องเปิดเผยข้อความจริงนั้นให้ผู้รับประกันภัยทราบโดยกฎหมาย
C. ข้อความจริงเหล่านั้นเป็นข้อความจริงที่ผู้รับประกันภัยจะใช้พิจารณาเพื่อตัดสินใจเข้ารับการเสี่ยงภัยหรือไม่และคิดเบี้ยประกันภัยเท่าใด
D.ถูกทั้ง ข้อ ก. และข้อ ค.
7.คำว่า “ความรับผิดส่วนแรก (Deductible)” หมายถึง
A.จำนวนเงินค่ำสินไหมทดแทนส่วนแรกที่บริษัทประกันภัยต้องรับผิด
B.จำนวนเงินค่าสินไหมทดแทนส่วนแรกที่ผู้เอาประกันภัยต้องรับผิดชอบเอง
C.ส่วนลดเบี้ยประกันภัย
D.ส่วนลดอุปกรณ์ดับเพลิง
8.ตามปกติแล้วผู้รับประกันภัยต้องเชื่อในคำบอกเล่าของผู้เอาประกันภัยว่าผู้เอำประกันภัยจะไม่ชักนำให้หลงเชื่อใน เหตุกำรณ์ที่ไม่จริง ซึ่งจะทำให้การประมาณการเสี่ยงภัยผิดพลาด มิฉะนั้นสัญญานั้นจะ
A.โมฆียะ
B.โมฆะ
C.สมบูรณ์
D.สมบูรณ์ แต่ผู้รับประกันภัยมีสิทธิเรียกเก็บเบี้ยประกันภัยเพิ่มขึ้นอีก
9.คำว่า “สินไหมกรุณา (Ex-Gratia payment)” หมายถึง
A.จ่านวนเงินที่ผู้รับประกันภัยจ่ายให้แก่ผู้เรียกร้องค่าเสียหาย แม้จะมีความเห็นว่าไม่ต้องรับผิดชอบตามเงื่อนไข กรมธรรม์ประกันภัยก็ตาม
B.จำนวนเงินตำมแต่ที่ผู้รับประกันภัยจะพิจจารณา
C.จ ำนวนเงินที่จ่ายเกินจำนวนเงินที่เอาประกันภัย
D.จำนวนเงินเพิ่มเติมที่ผู้รับประกันจ่ายให้แก่ผู้เอาประกันภัย เนื่องจากผู้เอาประกันภัยจ่ายเบี้ยประกันภัยเพิ่มเติม
10.หลักกำรชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามความเสียหายที่แท้จริง หมายความว่า
A.การชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามกความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง
B.การชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง แต่ไม่เกินจริงจำนวนเงินเอาประกันภัย
C.การชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเต็มตำมจำนวนเงินเอาประกันภัย
D.การชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตำมแต่ที่ผู้เอาประกันภัยและผู้รับประกันภัยจะตกลงกัน
11.คำว่า “ภัย (Peril)” หมายถึง
A.ความเสียหำย
B.โอกาสที่เกิดความเสียหาย
C.ปัจจัยที่ทำให้เกิดควำมเสียหายเพิ่มขึ้นหรือลดลง
D.สาเหตุที่ทำให้เกิดความเสียหาย
12.หลักการที่ให้สิทธิแก่ผู้รับประกันภัยไปเรียกร้องค่าเสียหำยคืนจากผู้ทำละเมิด หมายถึง กรใช้สิทธิตามหลักการ ประกันภัยข้อใด
A.หลักการชดใช้ค่าเสียหายตามความเป็นจริง
B.หลักการรับช่วงสิทธ
C.หลักการร่วมชดใช้ค่าสินไหมทดแทน
D.หลักการชดใช้ค่าเสียหายตำมความจริงและหลักการรับช่วงสิทธิ
13.คำว่า “ภาวะภัยทำงศีลธรรม (Moral Hazard)” หมายถึง
A.การกระทำโดยทุจริตเพื่อหวังเงินค่ำสินไหมทดแทน
B.การกระทำโดยขำดสติเพื่อให้เกิดความเสียหายขึ้น
C.การกระทำโดยจงใจโดยหวังค่าตอบแทนจำกผู้จ้าง
D. ไม่มีข้อใดถูก
14.ข้อใดไม่เกี่ยวกับหลักสุจริตใจอย่างยิ่ง
A.การเปิดเผยข้อควำมจริง
B.การไม่แถลงข้อความเท็จ
C.การไม่แสวงหำกำไรจากการประกันภัย
D.การปฏิบัติตำมข้อรับรอง
15.คำว่า “การชดใช้ค่าสินไหมทดแทน (Indemnity)” หมายถึง
A.การชดใช้ความเสียหายตามคำชี้ขาดของอนุญาตโตตุลาการ
B.การชดใช้ความเสียหายตำมที่ได้ตกลงกัน
C.การชดใช้ความเสียหายตามที่เสียหายจริง
D.การชดใช้ความเสียหำยตามคำพิพากษาของศาล
16.ข้อใดไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับหลักการร่วมชดใช้ค่าสินไหมทดแทน (Contribution)
A. มีผู้รับประกันภัยตั้งแต่ 2 รายขึ้นไป
B.ทำกรมธรรม์ประกันภัยไว้หลำยฉบับ ซึ่งให้ความคุ้มครองภัยชนิดเดียวกัน
C.มีวัตถุที่เอาประกันภัยเดียวกัน
D.ควำมเสียหำยเกิดจำกกระทeของบุคคลภำยนอก ซึ่งผู้รับประกันภัยได้จ่ายค่ำสินไหมทดแทนแล้ว
17.กรณีใดต่อไปนี้ ผู้รับประกันภัยไม่มีสิทธิรับช่วงสิทธิ์จากผู้เอาประกันภัยหรือผู้รับประโยชน์ตามกฎหมาย
A.กรณีที่ผู้รับประกันภัยจ่ำยค่ำสินไหมทดแทน โดยส ำคัญผิดว่ำผู้เอำประกันภัยมีส่วนได้ส่วนเสียในวัตถุที่เอำ ประกันภัยในขณะเกิดวินำศภัย
B.กรณีที่ผู้รับประกันภัยจ่ำยค่ำสินไหมทดแทน โดยส ำคัญผิดว่ำกรมธรรม์ประกันภัยมีผลบังคับ
C.กรณีที่ผู้รับประกันภัยจ่ำยค่ำสินไหมทดแทน ส ำหรับควำมเสียหำยที่เกิดขึ้นนั้นเป็นกำรกระท ำทุจริตของผู้เอำ ประกันภัย
D.ถูกทุกข้อ
18.ข้อใดมิใช่เหตุการณ์ที่เป็นการเสี่ยงภัยที่แท้จริง (Pure Risk)
A.การเกิดไฟไหม
B.การเกิดอุบัติเหตุลื่นล้ม
C.รถยนต์ชนกัน
D.การขาดทุนจำกการซื้อหุ้น
19.การจัดการเสี่ยงภัยแบบใดที่เป็นความหมายของการประกันภัย
A.การลดความเสี่ยงภัย
B.การโอนความเสี่ยงภัย
C.การรับความเสี่ยงภัยไว้เอง
D.การหลีกเลี่ยงความเสี่ยงภัย
20.ข้อใดมิใช่หน้าที่ของผู้เอาประกันภัย
A.หน้าที่เปิดเผยข้อความจริง
B.หน้าที่บอกกล่าวการเกิดวินาศภัย
C.หน้าที่ป้องกันรักษาทรัพย์สินที่เอำประกันภัย
D.หน้าที่ในกำรรับช่วงสิทธ
21.หากผู้รับประกันภัยต้องการยกเลิกกรมธรรม์ประกันภัย ผู้รับประกันภัยจะต้องคืนเบี้ยประกันภัยให้แก่ผู้เอาประกันภัย อย่างไร
A.คืนตามอัตราที่ผู้รับประกันภัยกำหนด
B.. คืนตามอัตราเบี้ยประกันภัยระยะสั้น
C.คืนโดยหักเบี้ยประกันภัยสำหรับระยะเวลาที่กรมธรรม์ประกันภัยมีผลบังคับไปแล้วออกตามส่วน
D.คืนให้ทั้งหมดตามที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ประกันภัย
22.ข้อใดแสดงได้ว่าผู้เอาประกันภัยมีส่วนได้เสียในเหตุที่เอาประกันภัยของตน
A.ผู้เอาประกันภัยซึ่งเป็นผู้เช่าบ้ำนได้ทำประกันภัยเฟอร์นิเจอร์และเครื่องใช้ไฟฟ้ำ
B.ผู้เอาประกันภัยนำรถยนต์ที่ตนเช่าซื้อไปทำประกันภัย
C.ผู้เอาประกันภัยทำประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคลของบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภำวะ
D.ถูกทุกข้อ
23.ผู้รับประกันภัยไม่ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เอาประกันภัยหรือผู้รับประโยชน์ในกำรทำประกันวินำศภัยใน กรณีใด
A.ผู้เอาประกันภัยหรือผู้รับประโยชน์ประมาทเลินเล่ออย่ำงร้ายแรง
B.ความไม่สมประกอบแห่งวัตถุที่เอาประกันภัย
C.เป็นข้อยกเว้นที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ประกันภัย
D.ถูกทุกข้อ
24.หากทรัพย์สินที่เอาประกันภัยของผู้เอำประกันภัยเปลี่ยนมือไป สิทธิตามสัญญำประกันภัยจะโอนไปด้วยในกรณีใด
A.โอนโดยสัญญาและมีการแจ้งผู้รับประกันภัยทราบ
B.โอนโดยพินัยกรรม
C.โอนโดยบทบัญญัติของกฎหมาย
D.ถูกทุกข้อ
25.ใบคำขอเอาประกันภัย หมายถึง
A.เอกสารซึ่งผู้เอาประกันภัยกรอกข้อความยื่นต่อบริษัทประกันภัยเพื่อแสดงความประสงค์ขอเอาประกันภัย
B.เอกสารซึ่งผู้รับประกันภัยออกให้ผู้เอาประกันภัยเพื่อเป็นการคุ้มครองชั่วคราวก่อนออกกรมธรรม์ประกันภัย
C.เอกสารแก้ไขเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขของสัญญำประกันภัย ในขณะที่ทำหรือระหว่างที่สัญญาประกันภัยมีผลบังคับ
D.ไม่มีข้อใดถูกต้อง
26.ผู้เอาประกันภัยสามารถเลือกซื้อกรมธรรม์ประกันภัยอุบัติเหตุได้จากที่ใด
A.บริษัทประกันชีวิต
B.บริษัทประกันวินาศภัย
C.บริษัทประกันชีวิต หรือบริษัทประกันวินาศภัย
D.ไม่มีข้อใดถูก
27.ร้านขายกาแฟของนำย Edward Lloyd ซึ่งเป็นจุดแรกของการกำเนิดกำรประกันภัยในรูปแบบปัจจุบัน และได้พัฒนา เป็นสถาบันประกันภัยที่มีชื่อเสียงโด่งดังทั่วโลกอยู่ในประเทศ
A.ฝรั่งเศส
B.สวิตเซอร์แลนด์
C.สาธารณรัฐเยอรมัน
D.อังกฤษ
28.การประกันภัยเป็นการบริหารการเสี่ยงภัยประเภทใด
A.การเสี่ยงภัยเอง (Retention of Risk)
B.การหลีกเลี่ยงการเสี่ยงภัย (Avoidance)
C.การลดการเสี่ยงภัย (Reduction)
D.การโอนการเสี่ยงภัย (Transfer)
29.ลักษณะของการเสี่ยงภัยที่จะรับประกันภัยได้ จะต้องมี
A.โอกาสที่จะเกิดความเสียหายสามารถคาดคะเนหรือคำนวณได้
B.เหตุการณ์ที่จะเกิดความเสียหายในขณะใดขณะหนึ่ง
C.ความเสียหายต้องเกิดขึ้นจากอุบัติเหต
D.ถูกทุกข้อ
30.การประกันภัยและการพนันมีลักษณะแตกต่างกันทุกประการ แต่มีลักษณะหนึ่งที่เหมือนกันคือ
A.เป็นเรื่องที่ขึ้นอยู่กับเหตุการณ์อันไม่แน่นอนในอนาคต
B.เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับส่วนได้เสียเหมือนกัน
C.เป็นเรื่องที่เสี่ยงหาก ำไรเหมือนกัน
D.เป็นเรื่องที่ลดการเสี่ยงภัยเหมือนกัน
31.การเอาประกันภัยต่ำกว่ามูลค่า (Under Insurance) หมายถึง
A.การที่ผู้เอาประกันภัยกำหนดจำนวนเงินเอาประกันภัยสูงกว่ามูลค่าแท้จริงของทรัพย์สิน
B.การที่ผู้เอาประกันภัยกำหนดจำนวนเงินเอาประกันภัยตำ่กว่ามูลค่าแท้จริงของทรัพย์สิน
C.การที่ผู้เอาประกันภัยได้รับชดใช้ค่าสินไหมทดแทนต่ำกว่ามูลค่าแท้จริงของทรัพย์สิน
D.การที่ผู้เอาประกันภัยได้รับค่าสินไหมทดแทนเต็มจำนวนเงินเอาประกันภัย
32.การเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน (Claim) หมายถึง
A.การที่ผู้เอาประกันภัยเรียกร้องให้ผู้รับประกันภัยต้องชดใช้ค่าเสียหายตามมูลค่าที่กำหนดชดใช้แน่นอนไว้ ล่วงหน้า
B.การที่ผู้เอาประกันภัยได้เรียกร้องให้ผู้รับประกันภัยชดใช้ค่าเสียหายให้ โดยที่ความเสียหายดังกล่าวต้องเป็นผลมาจากภัยที่ได้เอาประกันภัยไว้
C.การที่ผู้เอาประกันภัยเรียกร้องให้ผู้รับประกันภัยชดใช้ค่าเสียหาย นอกเหนือจากภัยที่กรมธรรม์ประกันภัย คุ้มครอง
D.การที่ผู้เอาประกันภัยร่วมกับผู้รับประกันภัยร่วมกันช่วยสำรวจความเสียหายที่เกิดขึ้นกับวัตถุที่เอาประกันภัย ซึ่งวัตถุดังกล่าวเสียหายจากภัยที่ระบุความคุ้มครองไว้
33.กรณีใดที่เป็นส่วนได้เสียที่ไม่อาจเอาประกันภัยได้
A.ประโยชน์ที่อาจได้รับในอนาคต
B.ความคาดหวังว่าจะได้ทรัพย์สินมาในอนาคต
C.สิทธิซึ่งจะเกิดขึ้นในอนาคต
D.ถูกทุกข้อ
34.ภัยใดต่อไปนี้ถือเป็นภัยที่เกิดจากธรรมชำติ (Natural Perils)
A.แผ่นดินไหว
B.ระเบิดจากแก๊สหุงต้มอาหาร
C.ไฟฟ้ำลัดวงจร
D.ถูกทุกข้อ
35.โดยทั่วไปสัญญาประกันภัยจะสมบูรณ์ตามกฎหมาย ผู้เอาประกันภัยจะต้องมีส่วนได้เสียในเหตุที่เอาประกันภัยในเวลาใด
A.ขณะยื่นขอเอาประกันภัย
B.ขณะทำสัญญำประกันภัย
C.ก่อนยื่นขอเอาประกันภัย
D.ก่อนที่มีการเสี่ยงภัย
36.กรณีใดที่เป็นส่วนได้เสียที่ไม่อาจเอาประกันภัยได้
A.ประโยชน์ที่อาจได้รับในอนาคต
B.ความคาดหวังว่าจะได้ทรัพย์สินมาในอนาคต
C.สิทธิซึ่งจะเกิดขึ้นในอนาคต
D.ถูกทุกข้อ
37.ข้อใดพูดถึงความหมายของคำว่า “ภัย (Peril)” ที่ถูกต้อง
A.ภัย (Peril) หมายถึง สาเหตุของความเสียหาย
B.ภัย (Peril) หมายถึง เหตุการณ์อันเป็นที่มาของความเสียหาย
C.ภัย (Peril) หมายถึง สาเหตุที่ทำให้เกิดความเสียหาย
D.ภัย (Peril) หมายถึง สาเหตุที่ทำให้เพิ่มความเสียหาย
38.กรมธรรม์ประกันวินาศภัยที่เป็นภาคบังคับ ได้แก่
A.กรมธรรม์ประกันอัคคีภัย
B.กรมธรรม์คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ
C.กรมธรรม์ประกันภัยเงินทดแทนแรงงาน
D.ถูกทุกข้อ
39.หน้าที่พิสูจน์ให้เห็นว่าข้อเท็จจริงที่เกิดวินาศภัยนั้นเนื่องจากทุจริตหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของผู้เอาประกันภัย หรือผู้รับประโยชน์ เป็นหน้าที่ของฝ่ำยใด
A.ผู้เอาประกันภัย
B.ผู้รับประกันภัย
C.ผู้รับประโยชน์
D.ผู้เอาประกันภัยและผู้รับประโยชน์
40.“บริษัทจะชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อความสูญเสียของเงิน ขณะที่ทำการขนส่งโดยพนักงานรับ-ส่งเงินอันเกิดจากการ ชิงทรัพย์ ปล้นทรัพย์ หรือความพยายามกระทำการดังกล่าว” เป็นการเขียนความคุ้มครองแบบใด
A.แบบระบุภัย
B.แบบสรรพภัย
C.แบบผสมระหว่างแบบระบุภัยและแบบสรรพภัย
D.ไม่มีข้อใดถูก
