wayground logo

Free Printable Worksheets

NEW

Font size

S
M
L
XL
Worksheets

แบบทดสอบ

Total questions: 40

Worksheet time: 20mins

Name
Class
Date
1.

1.ข้อใดต่อไปนี้กล่าวถึง อุณหภูมิ ได้ถูกต้อง

a)

บอกระดับความร้อนของวัตถุ

b)

หน่วยวัด คือ องศาเซลเซียส  องศาเคลวิน

c)

อุปกรณ์ที่ใช้วัด เรียกว่า เทอร์มอมิเตอร์

d)

ถูกทุกข้อ

2.

แจ๊กสัน หวัง วัดอุณหภูมิห้องได้ 20 K คิดเป็น

กี่องศาเซลเซียส

a)

243

b)

253

c)

283

d)

293

3.

ลิซ่า วัดอุณหภูมิห้องซ้อมเต้นได้ 20 เซลเซียส คิดเป็นกี่องศาเคลวิน

a)

293

b)

294

c)

296

d)

296

4.

ข้อใดต่อไปนี้ หมายถึง ความจุความร้อน

a)

ความจุความร้อนต่อหนึ่งหน่วยมวลและขึ้นกับสารแต่ละชนิด

b)

ความร้อนต่อหนึ่งหน่วยมวลที่ใช้ในการเปลี่ยนสถานะจากของแข็งเป็นของเหลว

c)

อัตราส่วนระหว่างความร้อนที่ให้กับวัตถุต่ออุณหภูมิที่เพิ่มขึ้น

d)

ความร้อนต่อหนึ่งหน่วยมวลที่ใช้ในการเปลี่ยนสถานะจากของเหลวเป็นแก๊ส

5.

ข้อใดต่อไปนี้ หมายถึง ความร้อนจำเพาะ

a)

ความจุความร้อนต่อหนึ่งหน่วยมวลและขึ้นกับสารแต่ละชนิด

b)

ความร้อนต่อหนึ่งหน่วยมวลที่ใช้ในการเปลี่ยนสถานะจากของแข็งเป็นของเหลว

c)

อัตราส่วนระหว่างความร้อนที่ให้กับวัตถุต่ออุณหภูมิที่เพิ่มขึ้น

d)

ความร้อนต่อหนึ่งหน่วยมวลที่ใช้ในการเปลี่ยนสถานะจากของเหลวเป็นแก๊ส

6.

ข้อใดต่อไปนี้ หมายถึง ความร้อนแฝงของการหลอมเหลว

a)

ความจุความร้อนต่อหนึ่งหน่วยมวลและขึ้นกับสารแต่ละชนิด

b)

ความร้อนต่อหนึ่งหน่วยมวลที่ใช้ในการเปลี่ยนสถานะจากของแข็งเป็นของเหลว

c)

อัตราส่วนระหว่างความร้อนที่ให้กับวัตถุต่ออุณหภูมิที่เพิ่มขึ้น

d)

ความร้อนต่อหนึ่งหน่วยมวลที่ใช้ในการเปลี่ยนสถานะจากของเหลวเป็นแก๊ส

7.

ข้อใดต่อไปนี้ หมายถึง ความร้อนแฝงของการกลายเป็นไอ

a)

ความจุความร้อนต่อหนึ่งหน่วยมวลและขึ้นกับสารแต่ละชนิด

b)

ความร้อนต่อหนึ่งหน่วยมวลที่ใช้ในการเปลี่ยนสถานะจากของเหลวเป็นแก๊ส

c)

ความร้อนต่อหนึ่งหน่วยมวลที่ใช้ในการเปลี่ยนสถานะจากของแข็งเป็นของเหลว

d)

อัตราส่วนระหว่างความร้อนที่ให้กับวัตถุต่ออุณหภูมิที่เพิ่มขึ้น

8.

ข้อใดต่อไปนี้ หมายถึง การนำความร้อน

a)

การถ่ายโอนความร้อนโดยอาศัยการเคลื่อนที่ของโมเลกุลของสสารพาความร้อนจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง

b)

การถ่ายโอนความร้อนจนไม่มีการถ่ายโอนความร้อนเมื่อมีอุณหภูมิเท่ากัน

c)

การถ่ายโอนความร้อนผ่านตัวนำความร้อนโดยที่โมเลกุลแต่ละโมเลกุลของตัวนำไม่ได้เคลื่อนที่ตามไปด้วย

d)

การถ่ายโอนความร้อนโดยไม่ต้องอาศัยตัวกลาง

9.

ข้อใดต่อไปนี้ หมายถึง การพาความร้อน

a)

การถ่ายโอนความร้อนโดยอาศัยการเคลื่อนที่ของโมเลกุลของสสารพาความร้อนจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง

b)

การถ่ายโอนความร้อนจนไม่มีการถ่ายโอนความร้อนเมื่อมีอุณหภูมิเท่ากัน

c)

การถ่ายโอนความร้อนผ่านตัวนำความร้อนโดยที่โมเลกุลแต่ละโมเลกุลของตัวนำไม่ได้เคลื่อนที่ตามไปด้วย

d)

การถ่ายโอนความร้อนโดยไม่ต้องอาศัยตัวกลาง

10.

ข้อใดต่อไปนี้ หมายถึง การแผ่รังสีความร้อน

a)

การถ่ายโอนความร้อนโดยอาศัยการเคลื่อนที่ของโมเลกุลของสสารพาความร้อนจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง

b)

การถ่ายโอนความร้อนจนไม่มีการถ่ายโอนความร้อนเมื่อมีอุณหภูมิเท่ากัน

c)

การถ่ายโอนความร้อนผ่านตัวนำความร้อนโดยที่โมเลกุลแต่ละโมเลกุลของตัวนำไม่ได้เคลื่อนที่ตามไปด้วย

d)

การถ่ายโอนความร้อนโดยไม่ต้องอาศัยตัวกลาง

11.

ข้อใดต่อไปนี้ หมายถึง สมดุลความร้อน

a)

การถ่ายโอนความร้อนโดยอาศัยการเคลื่อนที่ของโมเลกุลของสสารพาความร้อนจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง

b)

การถ่ายโอนความร้อนจนไม่มีการถ่ายโอนความร้อนเมื่อมีอุณหภูมิเท่ากัน

c)

การถ่ายโอนความร้อนผ่านตัวนำความร้อนโดยที่โมเลกุลแต่ละโมเลกุลของตัวนำไม่ได้เคลื่อนที่ตามไปด้วย

d)

การถ่ายโอนความร้อนโดยไม่ต้องอาศัยตัวกลาง

12.

ข้อใดต่อไปนี้ ไม่ใช่แบบจำลองของแก๊สอุดมคติ

a)

มีโมเลกุลขนาดเล็กมาก จนถือได้ว่าปริมาตรแต่ละโมเลกุลน้อยจนเกือบเป็นศูนย์

b)

มีการเคลื่อนที่แบบสุ่ม

c)

มีแรงยึดเหนี่ยวระหว่างโมเลกุล

d)

มีการชนกันแบบยืดหยุ่น

13.

ข้อใดต่อไปนี้ หมายถึง กฎของบอยล์

a)

ถ้าอุณหภูมิของแก๊สคงตัว ความดันของแก๊สจะแปรผกผันกับปริมาตรของแก๊ส

b)

ถ้าอุณหภูมิของแก๊สคงตัว ความดันของแก๊สจะเท่ากับปริมาตรของแก๊ส

c)

ถ้าปริมาตรของแก๊สคงตัว ความดันของแก๊สจะแปรผันตรงกับอุณหภูมิสัมบูรณ์ของแก๊ส

d)

ถ้าความดันของแก๊สคงตัว ปริมาตรของแก๊สจะแปรผันตรงกับอุณหภูมิสัมบูรณ์ของแก๊ส

14.

ข้อใดต่อไปนี้ หมายถึง กฎของชาร์ล

a)

ถ้าอุณหภูมิของแก๊สคงตัว ความดันของแก๊สจะแปรผกผันกับปริมาตรของแก๊ส

b)

ถ้าอุณหภูมิของแก๊สคงตัว ความดันของแก๊สจะเท่ากับปริมาตรของแก๊ส

c)

ถ้าปริมาตรของแก๊สคงตัว ความดันของแก๊สจะแปรผันตรงกับอุณหภูมิสัมบูรณ์ของแก๊ส

d)

ถ้าความดันของแก๊สคงตัว ปริมาตรของแก๊สจะแปรผันตรงกับอุณหภูมิสัมบูรณ์ของแก๊ส

15.

ข้อใดต่อไปนี้ หมายถึง กฎของเกย์-ลูสแซก

a)

ถ้าอุณหภูมิของแก๊สคงตัว ความดันของแก๊สจะแปรผกผันกับปริมาตรของแก๊ส

b)

ถ้าอุณหภูมิของแก๊สคงตัว ความดันของแก๊สจะเท่ากับปริมาตรของแก๊ส

c)

ถ้าปริมาตรของแก๊สคงตัว ความดันของแก๊สจะแปรผันตรงกับอุณหภูมิสัมบูรณ์ของแก๊ส

d)

ถ้าความดันของแก๊สคงตัว ปริมาตรของแก๊สจะแปรผันตรงกับอุณหภูมิสัมบูรณ์ของแก๊ส

16.

ข้อใดต่อไปนี้ หมายถึง พลังงานภายในระบบ

a)

พลังงานภายในของแก๊ส

b)

พลังงานที่เกิดจากแรงภายนอกกระทำต่อลูกสูบ

c)

U=Ek1+Ek2…+EkN

d)

พลังงานทั้งหมดของโมเลกุลของแก๊สที่บรรจุอยู่ในระบบ

17.

ข้อใดต่อไปนี้ไม่ใช่งานที่ทำโดยแก๊ส

a)

งานที่เกิดจากแรงที่แก๊สดันลูกสูบ

b)

W=P∆V

c)

งานที่เกิดจากแรงภายนอกกระทำต่อลูกสูบ

d)

งานที่ทำโดยแก๊สเป็นศูนย์

18.

ข้อใดต่อไปนี้ หมายถึง งานที่ทำโดยแก๊สในขณะที่ลูกสูบเคลื่อนที่ออก

a)

งานที่ทำโดยแก๊สเป็นบวก งานที่ทำต่อแก๊สเป็นลบ

b)

งานที่ทำโดยแก๊สเป็นศูนย์ งานที่ทำต่อแก๊สเป็นศูนย์

c)

งานที่ทำโดยแก๊สเป็นลบ งานที่ทำต่อแก๊สเป็นบวก

d)

งานที่ทำโดยแก๊สเป็นลบ งานที่ทำต่อแก๊สเป็นลบ

19.

ข้อใดต่อไปนี้ไม่ใช่กฎข้อที่หนึ่งของอุณหพลศาสตร์

a)

ผลของการถ่ายโอนความร้อนเท่ากับผลรวมของพลังงานภายในระบบที่เปลี่ยนแปลงกับงานที่ทำโดยแก๊ส

b)

Q=∆U+W

c)

Q=∆V+W

d)

ผลของการถ่ายโอนความร้อนเป็นศูนย์

20.

ข้อใดต่อไปนี้เป็นของใช้ที่นำความรู้ของอุณหพลศาสตร์ไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน

a)

เครื่องยนต์ความร้อน

b)

ตู้เย็น

c)

เครื่องปรับอากาศ

d)

ถูกทุกข้อที่กล่าวมา

21.

ข้อใดต่อไปนี้ หมายถึง สภาพยืดหยุ่น (Elasticity)

a)

กระป๋องน้ำอัดลมเมื่อถูกแรงกระทำเปลี่ยนรูปร่างไปอย่างถาวรโดยไม่มีการแตกหักหรือฉีกขาด

b)

เมื่อฟองน้ำถูกแรงกระทำเปลี่ยนรูปร่างและกลับสู่รูปร่างเดิมเมื่อหยุดออกแรงกระทำ

c)

เมื่อฟองน้ำถูกแรงกระทำเปลี่ยนรูปร่างและไม่กลับสู่รูปร่างเดิมเมื่อหยุดออกแรงกระทำ

d)

กระป๋องน้ำอัดลมเมื่อถูกแรงกระทำเปลี่ยนรูปร่างและกลับคืนสภาพเดิมหลังหยุดออกแรงกระทำ

22.

ข้อใดต่อไปนี้ หมายถึง สภาพพลาสติก(plasticity)

a)

กระป๋องน้ำอัดลมเมื่อถูกแรงกระทำเปลี่ยนรูปร่างไปอย่างถาวรโดยไม่มีการแตกหักหรือฉีกขาด

b)

เมื่อฟองน้ำถูกแรงกระทำเปลี่ยนรูปร่างและกลับสู่รูปร่างเดิมเมื่อหยุดออกแรงกระทำ

c)

เมื่อฟองน้ำถูกแรงกระทำเปลี่ยนรูปร่างและไม่กลับสู่รูปร่างเดิมเมื่อหยุดออกแรงกระทำ

d)

กระป๋องน้ำอัดลมเมื่อถูกแรงกระทำเปลี่ยนรูปร่างและกลับคืนสภาพเดิมหลังหยุดออกแรงกระทำ

23.

ข้อใดต่อไปนี้ หมายถึง ความเค้นดึง (Tensile stress)

a)

อัตราส่วนระหว่างแรงอัดกับพื้นที่หน้าตัด

b)

อัตราส่วนระหว่างแรงกดกับพื้นที่หน้าตัด

c)

แรงอัดกระทำต่อวัตถุในลักษณะให้หดสั้นลง

d)

อัตราส่วนระหว่างแรงดึงกับพื้นที่หน้าตัด

24.

ข้อใดต่อไปนี้ หมายถึง ความเค้นอัด (compressive)

a)

อัตราส่วนระหว่างแรงอัดกับพื้นที่หน้าตัด

b)

อัตราส่วนระหว่างแรงกดกับพื้นที่หน้าตัด

c)

แรงอัดกระทำต่อวัตถุในลักษณะให้หดสั้นลง

d)

อัตราส่วนระหว่างแรงดึงกับพื้นที่หน้าตัด

25.

ข้อใดต่อไปนี้ หมายถึง ความเค้นตามยาว (longitudinal stress)

a)

อัตราส่วนระหว่างแรงอัดกับพื้นที่หน้าตัด

b)

อัตราส่วนระหว่างแรงกดกับพื้นที่หน้าตัด

c)

แรงอัดกระทำต่อวัตถุในลักษณะให้หดสั้นลง

d)

อัตราส่วนระหว่างแรงดึงกับพื้นที่หน้าตัด

26.

ข้อใดต่อไปนี้ หมายถึง มอดุลัสของยัง (Young’s modulus)

a)

อัตราส่วนระหว่างความเค้นตามยาวต่อความเค้นเฉือน

b)

อัตราส่วนระหว่างความเค้นตามยาวต่อความเครียดตามยาว

c)

อัตราส่วนระหว่างความเค้นตามยาวต่อความเค้นดึง

d)

อัตราส่วนของแรงดึงผิวต่อความยาวที่แรงดึงผิวกระทำ

27.

ข้อใดต่อไปนี้ หมายถึง ความตึงผิว

a)

อัตราส่วนของแรงดึงผิวต่อความยาวที่แรงดึงผิวกระทำ

b)

แรงดึงดูดระหว่างโมเลกุลของของเหลวทำให้ผิวของเหลวมีลักษณะเหมือนฟิล์มขึงตึง

c)

แรงดึงดูดระหว่างโมเลกุลต่างชนิดกัน

d)

แรงดึงดูดระหว่างโมเลกุลชนิดเดียวกัน

28.

ข้อใดต่อไปนี้ หมายถึง แรงดึงผิว

a)

อัตราส่วนของแรงดึงผิวต่อความยาวที่แรงดึงผิวกระทำ

b)

แรงดึงดูดระหว่างโมเลกุลของของเหลวทำให้ผิวของเหลวมีลักษณะเหมือนฟิล์มขึงตึง

c)

แรงดึงดูดระหว่างโมเลกุลต่างชนิดกัน

d)

แรงดึงดูดระหว่างโมเลกุลชนิดเดียวกัน

29.

ข้อใดต่อไปนี้ หมายถึง แรงเชื่อมแน่น

a)

อัตราส่วนของแรงดึงผิวต่อความยาวที่แรงดึงผิวกระทำ

b)

แรงดึงดูดระหว่างโมเลกุลของของเหลวทำให้ผิวของเหลวมีลักษณะเหมือนฟิล์มขึงตึง

c)

แรงดึงดูดระหว่างโมเลกุลต่างชนิดกัน

d)

แรงดึงดูดระหว่างโมเลกุลชนิดเดียวกัน

30.

ข้อใดต่อไปนี้ หมายถึง แรงยึดติด

a)

อัตราส่วนของแรงดึงผิวต่อความยาวที่แรงดึงผิวกระทำ

b)

แรงดึงดูดระหว่างโมเลกุลของของเหลวทำให้ผิวของเหลวมีลักษณะเหมือนฟิล์มขึงตึง

c)

แรงดึงดูดระหว่างโมเลกุลต่างชนิดกัน

d)

แรงดึงดูดระหว่างโมเลกุลชนิดเดียวกัน

31.

ข้อใดต่อไปนี้ หมายถึง การโค้งของผิวน้ำ

a)

แรงเชื่อมแน่นมากกว่าแรงยึดติด

b)

แรงเชื่อมแน่นเท่ากับแรงยึดติด

c)

แรงเชื่อมแน่นน้อยกว่าแรงยึดติด

d)

แรงเชื่อมแน่นเป็ฯชนศูนย์

32.

ข้อใดต่อไปนี้ หมายถึง การโค้งของผิวปรอท

a)

แรงเชื่อมแน่นมากกว่าแรงยึดติด

b)

แรงเชื่อมแน่นเท่ากับแรงยึดติด

c)

แรงเชื่อมแน่นน้อยกว่าแรงยึดติด

d)

แรงเชื่อมแน่นเป็นศูนย์

33.

ข้อใดต่อไปนี้เป็นลักษณะการซึมตามรูเล็กของน้ำ

a)

แรงดึงดูดระหว่างโมเลกุลของปรอทกับผนังหลอดแก้วต่ำกว่าแรงดึงผิวของโมเลกุลของปรอท

b)

แรงดึงดูดระหว่างโมเลกุลของปรอทกับผนังหลอดแก้วเท่ากับแรงดึงดูดระหว่างโมเลกุลของปรอท

c)

แรงดึงดูดระหว่างโมเลกุลของปรอทกับผนังหลอดแก้วสูงกว่าแรงดึงดูดระหว่างโมเลกุลของปรอท

d)

แรงดึงดูดระหว่างโมเลกุลของปรอทกับผนังหลอดแก้วต่ำกว่าแรงดึงดูดระหว่างโมเลกุลของปรอท

34.

ข้อใดต่อไปนี้เป็นลักษณะการซึมตามรูเล็กของน้ำ

a)

แรงดึงดูดระหว่างโมเลกุลของน้ำกับผนังหลอดแก้วสูงกว่าแรงดึงผิวของโมเลกุลของน้ำ

b)

แรงดึงดูดระหว่างโมเลกุลของน้ำกับผนังหลอดแก้วสูงกว่าแรงดึงดูดระหว่างโมเลกุลของน้ำ

c)

แรงดึงดูดระหว่างโมเลกุลของน้ำกับผนังหลอดแก้วต่ำกว่าแรงดึงดูดระหว่างโมเลกุลของน้ำ

d)

แรงดึงดูดระหว่างโมเลกุลของปรอทกับผนังหลอดแก้วเท่ากับแรงดึงดูดระหว่างโมเลกุลของปรอท

35.

ข้อใดต่อไปนี้ ไม่ถูกต้อง

a)

แรงดึงผิวมีทิศทางตั้งฉากกับขอบผิวของเหลว

b)

ห่วงเส้นด้ายบนฟิล์มน้ำสบู่มีรูปร่างเป็นวงกลมเนื่องจากแรงดึงผิวมีทิศทางตั้งฉากกับขอบผิวของเหลว

c)

ห่วงเส้นด้ายบนฟิล์มน้ำสบู่มีรูปร่างเป็นวงกลมเนื่องจากโครงลวดมีรูปร่างเป็นวงกลม

d)

แรงดึงผิวเกิดจากแรงดึงดูดระหว่างโมเลกุลของของเหลว

36.

ข้อใดต่อไปนี้ ไม่ถูกต้อง

a)

ลูกเหล็กจมลงถึงก้นภาชนะได้เร็วกว่าถ้าของเหลวมีความหนืดสูงกว่า

b)

ลูกเหล็กจมลงในของเหลวที่มีความหนืดสูงขึ้น จะจมด้วยอัตราเร็วลดลง

c)

ของเหลวที่มีความหนืดสูงกว่าจะไหลออกจากภาชนะได้ช้าลง

d)

โมเลกุลของน้ำมีความหนืดน้อยกว่าโมเลกุลของน้ำยาล้างจาน

37.

ข้อใดต่อไปนี้ หมายถึง ความหนืด

a)

เมื่อวัตถุเคลื่อนที่ในของเหลวที่มีความหนืดมากขึ้น จะเกิดแรงต้านการเคลื่อนที่กระทำต่อวัตถุที่มากขึ้น

b)

เมื่อวัตถุเคลื่อนที่ในของเหลวที่มีความหนืดมากขึ้น จะเกิดแรงต้านการเคลื่อนที่กระทำต่อวัตถุที่ลดน้อยลง

c)

สมบัติการต้านการไหลของของเหลว

d)

ข้อนี้มีคำตอบที่ถูกต้อง 2 ข้อ

38.

ข้อใดต่อไปนี้ไม่ใช่ลักษณะของของไหลอุดมคติ

a)

ของไหลไม่มีความหนืด

b)

ของไหลมีความหนาแน่นคงที่

c)

ของไหลที่จุด ๆ หนึ่ง มีความเร็วเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา

d)

ไหลโดยไม่มีกระแสไหลวน

39.

ข้อความใดต่อไปนี้ไม่ถูกต้อง

a)

อัตราการไหลในท่อมีค่าเท่ากับผลคูณของพื้นที่หน้าตัดกับความหนาแน่นของของไหล

b)

อัตราการไหลในท่อคือปริมาตรของไหลที่ไหลผ่านพื้นที่หน้าตัดในหนึ่งหน่วยเวลา

c)

ในท่อที่มีพื้นที่หน้าตัดเล็กลง อัตราเร็วของของไหลจะมีค่าสูงขึ้น

d)

ในท่อใด ๆ อัตราการไหลของของไหลอุดมคติจะมีค่าคงตัว

40.

ข้อความใดต่อไปนี้ไม่ถูกต้อง

a)

สมการแบร์นูลลีได้จากการพิจารณางานและพลังงานของการเคลื่อนที่ของของไลอุดมคติ

b)

เราสามารถใช้สมการแบร์นูลลีกับของไหลที่มีการไหลวนได้

c)

ของเหลวในภาชนะที่ไหลออกจากรูที่อยู่ต่ำกว่าจะมีอัตราเร็วสูงกว่า

d)

ความเร็วของของเหลวที่ไหลออกจากรูภาชนะ จะมีทิศทางตั้งฉากกับผิวภาชนะ