wayground logo

Free Printable Worksheets

NEW

Font size

S
M
L
XL
Worksheets

หลักการระบบฐานข้อมูล

Total questions: 45

Worksheet time: 23mins

Name
Class
Date
1.

ระบบฐานข้อมูลคืออะไร?

a)

ระบบฐานข้อมูลคือระบบที่ใช้ในการจัดเก็บและจัดการข้อมูล

b)

ระบบฐานข้อมูลคือระบบที่ใช้ในการส่งข้อมูลผ่านอินเทอร์เน็ต

c)

ระบบฐานข้อมูลคือระบบที่ใช้ในการสร้างเว็บไซต์

d)

ระบบฐานข้อมูลคือระบบที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล

2.

ชนิดของฐานข้อมูลมีอะไรบ้าง?

a)

ฐานข้อมูลเชิงภาพ

b)

ฐานข้อมูลเชิงข้อความ

c)

ฐานข้อมูลเชิงเสียง

d)

ฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์, ฐานข้อมูลเชิงเอกสาร, ฐานข้อมูลเชิงกราฟ, ฐานข้อมูลเชิงคีย์-ค่า

3.

การสร้างฐานข้อมูลเริ่มต้นอย่างไร?

a)

ใช้คำสั่ง Python เพื่อสร้างฐานข้อมูล

b)

เริ่มต้นด้วยการกำหนดโครงสร้างข้อมูลและใช้คำสั่ง SQL เพื่อสร้างฐานข้อมูลและตาราง

c)

เริ่มต้นด้วยการออกแบบเว็บไซต์ก่อน

d)

สร้างฐานข้อมูลโดยใช้โปรแกรม Excel

4.

ตารางข้อมูลในฐานข้อมูลมีลักษณะอย่างไร?

a)

ตารางข้อมูลไม่มีโครงสร้างที่ชัดเจน

b)

ตารางข้อมูลมีแค่แถวเดียว

c)

ตารางข้อมูลมีเพียงคอลัมน์

d)

ตารางข้อมูลมีแถวและคอลัมน์

5.

ความสัมพันธ์ระหว่างตารางคืออะไร?

a)

ความสัมพันธ์ระหว่างตารางคือการจัดเรียงข้อมูลในตาราง

b)

ความสัมพันธ์ระหว่างตารางคือการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างตารางในฐานข้อมูล

c)

ความสัมพันธ์ระหว่างตารางคือการลบข้อมูลในฐานข้อมูล

d)

ความสัมพันธ์ระหว่างตารางคือการสร้างตารางใหม่ในฐานข้อมูล

6.

การสืบค้นข้อมูลในฐานข้อมูลทำได้อย่างไร?

a)

ใช้คำสั่ง Python เพื่อเขียนข้อมูลลงฐานข้อมูล

b)

ใช้คำสั่ง HTML เพื่อสร้างฐานข้อมูล

c)

ใช้คำสั่ง SQL เช่น SELECT เพื่อดึงข้อมูลจากฐานข้อมูล

d)

ใช้คำสั่ง GET เพื่อดึงข้อมูลจาก API

7.

การแก้ไขข้อมูลในฐานข้อมูลมีขั้นตอนอย่างไร?

a)

ใช้คำสั่ง SQL SELECT เพื่อดึงข้อมูล

b)

ลบข้อมูลทั้งหมดในฐานข้อมูล

c)

ขั้นตอนการแก้ไขข้อมูลในฐานข้อมูลคือการใช้คำสั่ง SQL UPDATE พร้อมระบุเงื่อนไขที่ชัดเจน

d)

ใช้คำสั่ง SQL INSERT เพื่อเพิ่มข้อมูลใหม่

8.

การสร้างฟอร์มข้อมูลมีความสำคัญอย่างไร?

a)

การสร้างฟอร์มข้อมูลทำให้ข้อมูลยุ่งเหยิง

b)

การสร้างฟอร์มข้อมูลไม่เกี่ยวข้องกับการวิเคราะห์ข้อมูล

c)

การสร้างฟอร์มข้อมูลมีความสำคัญในการเก็บข้อมูลอย่างมีระเบียบและช่วยในการวิเคราะห์ข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพ

d)

การสร้างฟอร์มข้อมูลใช้เวลาและทรัพยากรมากเกินไป

9.

รายงานข้อมูลในฐานข้อมูลสามารถสร้างได้อย่างไร?

a)

ใช้คำสั่ง HTML เพื่อสร้างหน้าเว็บ

b)

ใช้คำสั่ง SQL เช่น SELECT เพื่อดึงข้อมูลจากฐานข้อมูล

c)

ใช้คำสั่ง Python เพื่อเขียนโปรแกรม

d)

ใช้โปรแกรม Excel เพื่อจัดการข้อมูล

10.

การปรับปรุงข้อมูลในฐานข้อมูลควรทำอย่างไร?

a)

ใช้คำสั่ง CREATE เพื่อสร้างฐานข้อมูลใหม่

b)

ใช้คำสั่ง SELECT เพื่อดึงข้อมูล

c)

ใช้คำสั่ง SQL เช่น UPDATE, INSERT, DELETE

d)

ใช้คำสั่ง JOIN เพื่อรวมข้อมูล

11.

การสำรองข้อมูลในฐานข้อมูลมีความสำคัญอย่างไร?

a)

การสำรองข้อมูลช่วยป้องกันการสูญหายของข้อมูล

b)

การสำรองข้อมูลไม่จำเป็นสำหรับฐานข้อมูลขนาดเล็ก

c)

การสำรองข้อมูลทำให้ฐานข้อมูลทำงานช้าลง

d)

การสำรองข้อมูลใช้พื้นที่เก็บข้อมูลมากเกินไป

12.

การใช้คำสั่ง SQL JOIN มีวัตถุประสงค์เพื่ออะไร?

a)

เพื่อรวมข้อมูลจากหลายตารางเข้าด้วยกัน

b)

เพื่อสร้างตารางใหม่ในฐานข้อมูล

c)

เพื่อดึงข้อมูลจากตารางเดียว

d)

เพื่อแก้ไขข้อมูลในตาราง

13.

การจัดการสิทธิ์การเข้าถึงฐานข้อมูลทำได้อย่างไร?

a)

โดยการกำหนดผู้ใช้และระดับสิทธิ์การเข้าถึง

b)

โดยการลบผู้ใช้ที่ไม่ต้องการออกจากระบบ

c)

โดยการสร้างฐานข้อมูลใหม่สำหรับผู้ใช้แต่ละคน

d)

โดยการใช้คำสั่ง SQL SELECT เท่านั้น

14.

การจัดการข้อมูลในฐานข้อมูลมีวิธีการใดบ้าง?

a)

การจัดการข้อมูลสามารถทำได้โดยการใช้คำสั่ง SQL เท่านั้น

b)

การจัดการข้อมูลสามารถทำได้โดยการใช้โปรแกรมจัดการฐานข้อมูล

c)

การจัดการข้อมูลสามารถทำได้โดยการใช้ Excel เท่านั้น

d)

การจัดการข้อมูลสามารถทำได้โดยการใช้ API เท่านั้น

15.

การใช้ดัชนีในฐานข้อมูลมีประโยชน์อย่างไร?

a)

ช่วยเพิ่มความเร็วในการค้นหาข้อมูล

b)

ทำให้ฐานข้อมูลมีขนาดเล็กลง

c)

ช่วยในการสำรองข้อมูล

d)

ทำให้ข้อมูลมีความปลอดภัยมากขึ้น

16.

การออกแบบฐานข้อมูลควรคำนึงถึงอะไรบ้าง?

a)

ควรคำนึงถึงความต้องการของผู้ใช้และโครงสร้างข้อมูล

b)

ควรคำนึงถึงการใช้พื้นที่เก็บข้อมูลเท่านั้น

c)

ควรคำนึงถึงการสร้างเว็บไซต์

d)

ควรคำนึงถึงการใช้โปรแกรม Excel

17.

การใช้ฐานข้อมูลแบบ NoSQL มีข้อดีอย่างไร?

a)

สามารถจัดการข้อมูลที่ไม่มีโครงสร้างได้ดี

b)

มีความปลอดภัยสูงกว่า SQL

c)

สามารถใช้ได้เฉพาะกับข้อมูลขนาดเล็ก

d)

ทำให้การสำรองข้อมูลง่ายขึ้น

18.

การทำ Normalization ในฐานข้อมูลคืออะไร?

a)

การจัดระเบียบข้อมูลเพื่อป้องกันการซ้ำซ้อน

b)

การสร้างตารางใหม่ในฐานข้อมูล

c)

การลบข้อมูลที่ไม่จำเป็นออกจากฐานข้อมูล

d)

การเพิ่มข้อมูลใหม่ในตาราง

19.

การใช้ Stored Procedures มีประโยชน์อย่างไร?

a)

ช่วยลดการใช้พื้นที่เก็บข้อมูล

b)

ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของฐานข้อมูล

c)

ทำให้การเขียนโปรแกรมซับซ้อนขึ้น

d)

ไม่สามารถใช้ร่วมกับ SQL ได้

20.

การทำ Data Warehousing คืออะไร?

a)

การจัดเก็บข้อมูลจากหลายแหล่งเพื่อการวิเคราะห์

b)

การสร้างฐานข้อมูลใหม่จากข้อมูลที่มีอยู่

c)

การลบข้อมูลที่ไม่จำเป็นออกจากฐานข้อมูล

d)

การเพิ่มข้อมูลใหม่ในตาราง

21.

การใช้ Transaction ในฐานข้อมูลมีความสำคัญอย่างไร?

a)

ช่วยให้การดำเนินการในฐานข้อมูลมีความปลอดภัยและเชื่อถือได้

b)

ทำให้ฐานข้อมูลทำงานช้าลง

c)

ช่วยในการสำรองข้อมูล

d)

ทำให้ข้อมูลมีความปลอดภัยมากขึ้น

22.

การใช้ View ในฐานข้อมูลมีประโยชน์อย่างไร?

a)

ช่วยให้การเข้าถึงข้อมูลง่ายขึ้นโดยไม่ต้องเข้าถึงตารางโดยตรง

b)

ทำให้ฐานข้อมูลมีขนาดเล็กลง

c)

ช่วยในการสำรองข้อมูล

d)

ทำให้ข้อมูลมีความปลอดภัยมากขึ้น

23.

การใช้ Index ในฐานข้อมูลมีข้อเสียอย่างไร?

a)

อาจทำให้การเขียนข้อมูลช้าลง

b)

ทำให้ฐานข้อมูลมีความซับซ้อนมากขึ้น

c)

ไม่สามารถใช้ร่วมกับ SQL ได้

d)

ทำให้ข้อมูลมีความปลอดภัยมากขึ้น

24.

การใช้ Foreign Key ในฐานข้อมูลมีประโยชน์อย่างไร?

a)

ช่วยในการรักษาความสัมพันธ์ระหว่างตาราง

b)

ทำให้ฐานข้อมูลมีขนาดเล็กลง

c)

ช่วยในการสำรองข้อมูล

d)

ทำให้การค้นหาข้อมูลช้าลง

25.

การใช้ Trigger ในฐานข้อมูลคืออะไร?

a)

การทำงานอัตโนมัติเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงข้อมูล

b)

การสร้างตารางใหม่ในฐานข้อมูล

c)

การลบข้อมูลที่ไม่จำเป็นออกจากฐานข้อมูล

d)

การเพิ่มข้อมูลใหม่ในตาราง

26.

การใช้คำสั่ง SQL DELETE มีผลอย่างไรต่อข้อมูลในฐานข้อมูล?

a)

ลบข้อมูลที่ตรงตามเงื่อนไขที่กำหนด

b)

เพิ่มข้อมูลใหม่เข้าไปในฐานข้อมูล

c)

ดึงข้อมูลออกมาแสดงผล

d)

สร้างตารางใหม่ในฐานข้อมูล

27.

การใช้คำสั่ง SQL GROUP BY มีวัตถุประสงค์เพื่ออะไร?

a)

เพื่อจัดกลุ่มข้อมูลตามคอลัมน์ที่กำหนด

b)

เพื่อเพิ่มข้อมูลใหม่ในตาราง

c)

เพื่อดึงข้อมูลจากตารางเดียว

d)

เพื่อสร้างตารางใหม่ในฐานข้อมูล

28.

การใช้คำสั่ง SQL HAVING มีความสำคัญอย่างไร?

a)

ใช้ในการกรองผลลัพธ์หลังจากการจัดกลุ่มข้อมูล

b)

ใช้ในการสร้างตารางใหม่ในฐานข้อมูล

c)

ใช้ในการลบข้อมูลที่ไม่จำเป็นออกจากฐานข้อมูล

d)

ใช้ในการเพิ่มข้อมูลใหม่ในตาราง

29.

การใช้คำสั่ง SQL INSERT มีวัตถุประสงค์เพื่ออะไร?

a)

เพื่อเพิ่มข้อมูลใหม่เข้าไปในตาราง

b)

เพื่อดึงข้อมูลจากตาราง

c)

เพื่อสร้างตารางใหม่ในฐานข้อมูล

d)

เพื่อแก้ไขข้อมูลที่มีอยู่ในตาราง

30.

การใช้คำสั่ง SQL DISTINCT มีความสำคัญอย่างไร?

a)

ใช้ในการดึงข้อมูลที่ไม่ซ้ำกันจากตาราง

b)

ใช้ในการลบข้อมูลที่ซ้ำกันออกจากตาราง

c)

ใช้ในการสร้างตารางใหม่ในฐานข้อมูล

d)

ใช้ในการเพิ่มข้อมูลใหม่ในตาราง

31.

การใช้คำสั่ง SQL UPDATE มีผลอย่างไรต่อข้อมูลในฐานข้อมูล?

a)

ปรับปรุงข้อมูลที่ตรงตามเงื่อนไขที่กำหนด

b)

ลบข้อมูลทั้งหมดในฐานข้อมูล

c)

เพิ่มข้อมูลใหม่เข้าไปในฐานข้อมูล

d)

สร้างตารางใหม่ในฐานข้อมูล

32.

การใช้คำสั่ง SQL SELECT DISTINCT มีวัตถุประสงค์เพื่ออะไร?

a)

เพื่อดึงข้อมูลที่ไม่ซ้ำกันจากตาราง

b)

เพื่อเพิ่มข้อมูลใหม่ในตาราง

c)

เพื่อสร้างตารางใหม่ในฐานข้อมูล

d)

เพื่อแก้ไขข้อมูลในตาราง

33.

การใช้คำสั่ง SQL ALTER TABLE มีความสำคัญอย่างไร?

a)

ใช้ในการปรับเปลี่ยนโครงสร้างของตาราง

b)

ใช้ในการลบข้อมูลในตาราง

c)

ใช้ในการสร้างตารางใหม่ในฐานข้อมูล

d)

ใช้ในการดึงข้อมูลจากตาราง

34.

การใช้คำสั่ง SQL GROUP BY มีวัตถุประสงค์เพื่ออะไร?

a)

เพื่อจัดกลุ่มข้อมูลตามคอลัมน์ที่กำหนด

b)

เพื่อเพิ่มข้อมูลใหม่เข้าไปในตาราง

c)

เพื่อดึงข้อมูลจากตารางเดียว

d)

เพื่อสร้างตารางใหม่ในฐานข้อมูล

35.

การใช้คำสั่ง SQL DISTINCT มีความสำคัญอย่างไร?

a)

ใช้ในการดึงข้อมูลที่ไม่ซ้ำกันจากตาราง

b)

ใช้ในการลบข้อมูลที่ไม่จำเป็นออกจากฐานข้อมูล

c)

ใช้ในการเพิ่มข้อมูลใหม่ในตาราง

d)

ใช้ในการสร้างตารางใหม่ในฐานข้อมูล

36.

การใช้คำสั่ง SQL LIMIT มีวัตถุประสงค์เพื่ออะไร?

a)

เพื่อจำกัดจำนวนแถวที่แสดงผลจากการค้นหา

b)

เพื่อเพิ่มข้อมูลใหม่เข้าไปในตาราง

c)

เพื่อสร้างตารางใหม่ในฐานข้อมูล

d)

เพื่อดึงข้อมูลจากตารางเดียว

37.

การใช้คำสั่ง SQL JOIN มีวัตถุประสงค์เพื่ออะไร?

a)

เพื่อรวมข้อมูลจากหลายตารางเข้าด้วยกัน

b)

เพื่อเพิ่มข้อมูลใหม่เข้าไปในตาราง

c)

เพื่อสร้างตารางใหม่ในฐานข้อมูล

d)

เพื่อดึงข้อมูลจากตารางเดียว

38.

การใช้คำสั่ง SQL UPDATE มีผลอย่างไรต่อข้อมูลในฐานข้อมูล?

a)

แก้ไขข้อมูลที่มีอยู่ในตารางตามเงื่อนไขที่กำหนด

b)

ลบข้อมูลที่ตรงตามเงื่อนไขที่กำหนด

c)

เพิ่มข้อมูลใหม่เข้าไปในตาราง

d)

ดึงข้อมูลออกมาแสดงผล

39.

การใช้คำสั่ง SQL COUNT มีวัตถุประสงค์เพื่ออะไร?

a)

เพื่อคำนวณจำนวนแถวในผลลัพธ์

b)

เพื่อดึงข้อมูลจากตาราง

c)

เพื่อสร้างตารางใหม่ในฐานข้อมูล

d)

เพื่อเพิ่มข้อมูลใหม่เข้าไปในตาราง

40.

การใช้คำสั่ง SQL HAVING มีวัตถุประสงค์เพื่ออะไร?

a)

เพื่อกรองผลลัพธ์หลังจากการจัดกลุ่มข้อมูล

b)

เพื่อเพิ่มข้อมูลใหม่ในตาราง

c)

เพื่อสร้างตารางใหม่ในฐานข้อมูล

d)

เพื่อดึงข้อมูลจากตารางเดียว

41.

การใช้คำสั่ง SQL UNION มีความสำคัญอย่างไร?

a)

ใช้ในการรวมผลลัพธ์จากหลายคำสั่ง SELECT

b)

ใช้ในการลบข้อมูลที่ไม่จำเป็นออกจากฐานข้อมูล

c)

ใช้ในการเพิ่มข้อมูลใหม่ในตาราง

d)

ใช้ในการสร้างตารางใหม่ในฐานข้อมูล

42.

การใช้คำสั่ง SQL TRUNCATE มีผลอย่างไรต่อข้อมูลในฐานข้อมูล?

a)

ลบข้อมูลทั้งหมดในตารางโดยไม่สามารถกู้คืนได้

b)

เพิ่มข้อมูลใหม่เข้าไปในฐานข้อมูล

c)

ดึงข้อมูลออกมาแสดงผล

d)

สร้างตารางใหม่ในฐานข้อมูล

43.

การใช้คำสั่ง SQL UPDATE มีวัตถุประสงค์เพื่ออะไร?

a)

เพื่อแก้ไขข้อมูลที่มีอยู่ในตาราง

b)

เพื่อเพิ่มข้อมูลใหม่เข้าไปในตาราง

c)

เพื่อดึงข้อมูลจากตาราง

d)

เพื่อสร้างตารางใหม่ในฐานข้อมูล

44.

การใช้คำสั่ง SQL DROP TABLE มีผลอย่างไรต่อฐานข้อมูล?

a)

ลบตารางและข้อมูลทั้งหมดในตารางนั้น

b)

ลบข้อมูลที่ตรงตามเงื่อนไขที่กำหนด

c)

สร้างตารางใหม่ในฐานข้อมูล

d)

เพิ่มข้อมูลใหม่เข้าไปในตาราง

45.

การใช้คำสั่ง SQL ALTER TABLE มีวัตถุประสงค์เพื่ออะไร?

a)

เพื่อปรับเปลี่ยนโครงสร้างของตาราง

b)

เพื่อเพิ่มข้อมูลใหม่เข้าไปในตาราง

c)

เพื่อดึงข้อมูลจากตาราง

d)

เพื่อสร้างตารางใหม่ในฐานข้อมูล