wayground logo

Free Printable Worksheets

NEW

Font size

S
M
L
XL
Worksheets

ติวววววววว

Total questions: 26

Worksheet time: 52mins

Name
Class
Date
1.

สถานการณ์:
ครูศักดิ์กำลังวางแผนออกข้อสอบปลายภาครายวิชาวิทยาศาสตร์สำหรับนักเรียนชั้น ม.3 โดยกำหนดให้มีข้อสอบปรนัย 40 ข้อ และอัตนัย 5 ข้อ (ให้นักเรียนเลือกทำ 3 ข้อ) ครูต้องการวัดทั้งการจดจำ การเข้าใจ และการคิดวิเคราะห์ และให้เวลาทำข้อสอบ 3 ชั่วโมง

คำถาม:
จากสถานการณ์นี้ สิ่งใดควรให้ความสำคัญมากที่สุดตามหลักการสร้างข้อสอบปลายภาค

a)

1. ความครอบคลุมของเนื้อหาในข้อสอบทั้งสองประเภท

b)

2. ความยุติธรรมในการให้คะแนนข้อสอบอัตนัย

c)

3.  ความเหมาะสมของเวลาในการทำข้อสอบ

d)

4. ความชัดเจนของรูปแบบคำสั่งในข้อสอบ

e)

5. การวัดพฤติกรรมตามจุดประสงค์การเรียนรู้

2.

ครูพิชิตกำลังสร้างแบบทดสอบปลายภาครายวิชาหน้าที่พลเมืองสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยกำหนดโครงสร้างให้มีข้อสอบปรนัยประเภทเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 40 ข้อ และประเภทอัตนัย จำนวน 5 ข้อ โดยมีเป้าหมายการวัดที่ต่างกัน (ให้เลือกทำ 3 ข้อ) ให้เวลาทำข้อสอบ 3 ชั่วโมง ตามหลักการวัดผล ครูพิชิตละเอียดสิ่งสำคัญที่สุดในเรื่องใด

a)

1. ความยุติธรรมของข้อสอบ

b)

2. ความเหมาะสมของปริมาณข้อสอบ

c)

3. การวัดพฤติกรรมตามจุดประสงค์การเรียนรู้

d)

4. ความเหมาะสมของเวลาในการทำแบบทดสอบ

e)

5. ความเหมาะสมในการเลือกประเภทแบบทดสอบ

3.

สถานการณ์:
ครูจารุณีต้องการวัดทั้งความรู้ของนักเรียนในบท "พลังงานไฟฟ้า" และสำรวจเจตคติของนักเรียนต่อกิจกรรมการทดลองไฟฟ้า โดยมีเวลาสอนจำกัดและนักเรียน 50 คน

คำถาม:
เครื่องมือวัดผลใดที่เหมาะสมที่สุดเพื่อให้ได้ข้อมูลที่ตรงตามจุดประสงค์ และสามารถใช้งานได้จริงในบริบทของห้องเรียนนี้

a)

1.     แบบสัมภาษณ์แบบเปิด และแบบทดสอบแบบเติมคำ

b)

2.     แบบสอบถามแบบมาตราส่วน และแบบทดสอบแบบปรนัย

c)

3.     แบบสังเกต และแบบทดสอบอัตนัย

d)

4.     แบบสัมภาษณ์และแบบสอบถาม

e)

5.     แบบสอบถามและแบบทดสอบแบบถูก-ผิด

4.

คุณครูสมศรีต้องการข้อมูลความรู้ในบทเรียนและเจตคติของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ต่อการเรียนการสอนจำนวน 40 คน หากท่านเป็นครูสมัครใจจะเลือกใช้เครื่องมือวัดผลทางการศึกษาประเภทใด ผลการวัดจึงจะเกิดความตรง (Validity) มากที่สุด

a)

1. ใช้แบบสอบถามวัดเจตคติต่อการเรียนส่วนความเข้าใจในเนื้อหา ใช้แบบสัมภาษณ์

b)

2. ใช้แบบสังเกตวัดเจตคติต่อการเรียนส่วนความเข้าใจในเนื้อหา ใช้แบบทดสอบอัตนัย

c)

3. ใช้แบบสัมภาษณ์วัดเจตคติต่อการเรียนส่วนความเข้าใจในเนื้อหา ใช้แบบทดสอบเติมคำ

d)

4. ใช้แบบสอบถามวัดเจตคติต่อการเรียนส่วนความเข้าใจในเนื้อหา ใช้แบบทดสอบหลายตัวเลือก

e)

5. ใช้แบบสัมภาษณ์วัดเจตคติต่อการเรียนส่วนความเข้าใจในเนื้อหา ใช้แบบทดสอบหลายตัวเลือก

5.

สถานการณ์:
ครูณัฐต้องการวัดความเข้าใจเชิงลึกของนักเรียนเรื่อง “การแยกสาร” และต้องการให้ข้อสอบสามารถครอบคลุมเนื้อหาหลายหัวข้อภายในบทเรียนเดียว

คำถาม:
แบบทดสอบชนิดใดที่ควรเลือกใช้ร่วมกันมากที่สุด เพื่อให้ตอบโจทย์การวัดทั้งระดับความรู้พื้นฐานและการคิดวิเคราะห์

a)

1.     แบบจับคู่ และแบบเติมคำ

b)

2.     แบบปรนัย และแบบอัตนัย

c)

3.     แบบตอบสั้น และแบบเลือกตอบ 2 ตัวเลือก

d)

4.     แบบอัตนัย และแบบเติมคำ

e)

5.     แบบปรนัย และแบบถูก-ผิด

6.

ประเภทของแบบทดสอบคู่ใดเหมาะสมที่สุดเมื่อวัดความรู้ในเนื้อหาของผู้เรียนได้ครอบคลุมตามจุดประสงค์การเรียนรู้ และวัดพฤติกรรมด้านพุทธิพิสัยขั้นสูง

a)

1. แบบถูก-ผิด (True-False) และแบบอัตนัย (Essay)

b)

2. แบบจับคู่ (Matching) และแบบตอบสั้น (Short Answer)

c)

3. แบบหลายตัวเลือก (Multiple Choice) และแบบอัตนัย (Essay)

d)

4. แบบถูก-ผิด (True-False) และแบบหลายตัวเลือก (Multiple Choice)

e)

5. แบบหลายตัวเลือก (Multiple Choice) และแบบเติมคำ (Completion Test)

7.

สถานการณ์:
ครูมะลิสังเกตว่านักเรียนทำคะแนนสอบกลางภาคต่ำ จึงวิเคราะห์ข้อสอบ หาสาเหตุ และออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ใหม่ แล้วใช้แบบทดสอบชุดเดิมวัดซ้ำหลังสอนซ่อม

คำถาม:
ข้อใดสะท้อน “การประเมินผลการเรียนรู้” ได้ชัดเจนที่สุดจากสถานการณ์นี้

a)

1.     การใช้ข้อสอบชุดเดิมวัดผลซ้ำ

b)

2.     การออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ใหม่

c)

3.     การวิเคราะห์ข้อสอบหลังสอบเสร็จ

d)

4.     การสังเกตนักเรียนระหว่างเรียน

e)

5.     การเปรียบเทียบคะแนนก่อนและหลังเรียน

8.

ใน ห้องเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 2 ห้องหนึ่ง ครูผู้สอนมีกระบวนในการประเมินดังนี้

ครูคนที่ 1 ประเมินการเรียนรู้ของนายเอ เทียบกับเพื่อนในห้องระหว่างจัดการเรียนการสอน ครูคนที่ 2 ประเมินคะแนนผลงานของนักเรียนเทียบกับคะแนนเฉลี่ยของห้อง ครูคนที่ 3 ประเมินผลการเรียนรู้ของนักเรียนโดยใช้คะแนนมาตรฐาน ครูคนที่ 4 ประเมินผลการเรียนรู้ของนักเรียนโดยใช้คะแนนดิบ ครูคนที่ 5 ประเมินคะแนนสอบกลางภาคเทียบเกณฑ์ที่กำหนด

ถ้าท่านต้องการประเมินผลการเรียนรู้แบบอิงเกณฑ์ ท่านควรปฏิบัติตามครูท่านใด

a)

1. ครูคนที่ 1 และ 2

b)

2. ครูคนที่ 2 และ 3

c)

3. ครูคนที่ 3 และ4

d)

4. ครูคนที่ 4 และ 5

e)

5. ครูคนที่ 1 และ 5

9.

สถานการณ์:
ครูพิมประเมินผลการเรียนรู้ของนักเรียนโดยใช้วิธีต่าง ๆ ดังนี้

  • ครู A เปรียบเทียบผลกับคะแนนเฉลี่ยของชั้น

  • ครู B ใช้เกณฑ์ร้อยละ 60 ตัดสินผลผ่าน-ไม่ผ่าน

  • ครู C ใช้คะแนนดิบของแต่ละคนโดยไม่เทียบเกณฑ์ใด

  • ครู D ประเมินโดยเทียบกับคะแนนของเพื่อนนักเรียนในห้อง

คำถาม:
หากต้องการประเมินแบบอิงเกณฑ์ (criterion-referenced) ควรยึดแนวทางของครูใด

a)

1.     ครู A และ D

b)

2.     ครู B และ C

c)

3.     ครู B เท่านั้น

d)

4.     ครู A และ C

e)

5.     ครู D และ C

10.

ในห้องเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 2 ห้องหนึ่ง ครูผู้สอนมีกระบวนในการประเมินดังนี้

ครูคนที่ 1 ประเมินการเรียนรู้ของนายเอ เทียบกับเพื่อนในห้องระหว่างจัดการเรียนการสอน

ครูคนที่ 2 ประเมินคะแนนผลงานของนักเรียนเทียบกับคะแนนเฉลี่ยของห้อง

ครูคนที่ 3 ประเมินผลการเรียนรู้ของนักเรียนโดยใช้คะแนนมาตรฐาน

ครูคนที่ 4 ประเมินผลการเรียนของนักเรียนโดยใช้คะแนนดิบ

ครูคนที่ 5 ประเมินคะแนนสอบกลางภาคเทียบเกณฑ์ที่กำหนด

ถ้าท่านต้องการประเมินผลการเรียนรู้แบบอิงกลุ่ม ท่านควรปฏิบัติตามครู

a)

1. ครูคนที่ 1 2 และ 3

b)

2. ครูคนที่ 3 4 และ 5

c)

3. ครูคนที่ 1 3 และ 4

d)

4. ครูคนที่ 1 4 และ 5

e)

5. ครูคนที 2 4 และ 5

11.

สถานการณ์:
ครูธีระออกแบบข้อสอบโดยใช้คะแนนของนักเรียนมาเรียงลำดับ แล้วตัดเกณฑ์ผ่านที่กลุ่มบนสุด 40% ของชั้น

คำถาม:
วิธีการตัดเกณฑ์นี้สะท้อนการประเมินผลรูปแบบใด

a)

1.     อิงเกณฑ์

b)

2.     อิงกลุ่ม

c)

3.     อิงพฤติกรรม

d)

4.     อิงผลสัมฤทธิ์

e)

5.     อิงมาตรฐานสากล

12.

สถานการณ์:
ครูเบลล์สรุปผลการเรียนของนักเรียนหลังสิ้นปีการศึกษา โดยใช้คะแนนรวมของทุกหน่วยการเรียน ตัดเกรด และส่งผลให้ฝ่ายทะเบียน

คำถาม:
การประเมินของครูเบลล์จัดอยู่ในประเภทใด

a)

1.     การประเมินเพื่อการเรียนรู้

b)

2.     การประเมินเพื่อพัฒนา

c)

3.     การประเมินเพื่อสะท้อนผล

d)

4.     การประเมินการเรียนรู้

e)

5.     การประเมินระหว่างเรียน

13.

“เมื่อปีที่แล้วโซฟาเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 มีผลการเรียนเฉลี่ยเท่ากับ 3.00 ในทุกวิชา "จากข้อความ ข้างต้น ท่านคิดว่าสอดคล้องกับการปฏิบัติของครูท่านใดมากที่สุด

a)

1.ครูเอประเมินผลนักเรียนทุกครั้งเมื่อจบหน่วยการเรียนการเรียนรู้

b)

2. ครูโอประเมินผลงานนักเรียนเทียบกับผลงานของนักเรียนภายในห้อง

c)

3. ครูอาประเมินผลนักเรียนก่อนดำเนินการจัดการเรียนการสอนในวิชานั้น

d)

4. ครูเอสประเมินผลนักเรียนหลังเสร็จสิ้นการจัดการเรียนการสอนในปีการศึกษานั้น

e)

5. ครูเอ็มประเมินผลนักเรียนหลังเสร็จสิ้นการจัดการเรียนการสอนในภาคการศึกษานั้น

14.

สถานการณ์:
ครูป๋องใช้ผลสอบย่อยเพื่อจัดกลุ่มสอนซ่อมให้นักเรียน โดยให้นักเรียนที่ได้คะแนนสูงช่วยติวให้เพื่อนที่คะแนนต่ำ

คำถาม:
การใช้ผลประเมินของครูป๋องเป็นลักษณะใด

a)

1.     ไม่เป็นการใช้ผลประเมินเพื่อพัฒนา เพราะครูไม่ได้สอนเอง

b)

2.     เป็นการวัดเพื่อสรุปผล

c)

3.     เป็นการใช้ผลการประเมินเพื่อการเรียนรู้

d)

4.     ไม่เกี่ยวข้องกับการประเมินผล

e)

5.     เป็นการประเมินเพื่อจัดอันดับ

15.

ข้อใดเป็นเป้าหมายของการใช้ผลการประเมินแตกต่างจากข้ออื่น

a)

1. ครูเอ แจ้งผลการสอบระหว่างเรียนและนำผลมาปรับวิธีการสอน

b)

2. ครูบี แจ้งผลการสอบระหว่างเรียนเพื่อให้รางวัลผู้เรียนที่สอบได้คะแนนสูงสุด

c)

3. ครูดี แจ้งผลสอบระหว่างเรียนแล้วให้ผู้เรียนไปค้นหาคำตอบที่ตอบผิด

d)

4. ครูซี แจ้งผลสอบหลังเรียนและชี้แจงจุดเด่น-จุดอ่อนของผู้เรียนแต่ละคน

e)

5. ครูเอฟ แจ้งผลสอบหลังเรียนแล้วจัดสอนซ่อมเสริมให้ผู้เรียนที่สอบไม่ผ่าน

16.

สถานการณ์:
ครูปานใช้ผลการสอบเพียงครั้งเดียวคือสอบปลายภาคเป็นเกณฑ์ให้เกรด และไม่แจ้งผลสอบระหว่างภาค รวมถึงไม่ให้ข้อเสนอแนะรายบุคคล

คำถาม:
การใช้ผลประเมินในลักษณะนี้ สะท้อนการใช้ “ข้อมูลป้อนกลับ (feedback)” อย่างไร

a)

1.     ใช้อย่างเหมาะสม

b)

2.     ใช้แบบมีจุดแข็งและอ่อนควบคู่

c)

3.     ใช้แบบเน้นกลุ่มรวม

d)

4.     ใช้ผิดหลักการ ให้ feedback ไม่เพียงพอ

e)

5.     ใช้เพื่อประกาศผลเท่านั้น ไม่เกี่ยวกับการเรียนรู้

17.

สถานการณ์ใดต่อไปนี้เป็นการนำหลักการให้ข้อมูลป้อนกลับ (Feedback) ไปใช้ไม่ถูกต้อง

a)

1. ครูหนึ่ง อนุญาตให้เพื่อนนักเรียนได้มีส่วนร่วมประเมินงานในแฟ้มผลงาน (portfolio)เพราะให้คุณค่ากับ การสะท้อนผลมากกว่าความลำเอียงในการประเมินโดยเพื่อน

b)

2. ครูสอง แจ้งผลการตรวจผลงานรายบุคคลอย่างต่อเนื่อง เพราะช่วยให้เกิดการพัฒนา/แก้ไขผลงานได้อย่าง

c)

3. ชัดเจนตามความแตกต่างระหว่างบุคคล 3. ครูสาม แจ้งผลการสอบเฉพาะปลายภาคเรียน เพราะการรู้คะแนนระหว่างเรียนจะทำให้เด็กที่ได้คะแนน เยอะไม่สนใจสอบปลายภาค

d)

4. ครูลี สะท้อนผลการประเมินทั้งทางบวกและทางลบ เพราะจะทำให้ผู้เรียนได้ข้อมูลในการพัฒนาได้เต็ม ความสามารถ

e)

5. ครูหัก กำหนดผู้ประเมินผลงานมากกว่า 1 คน เพราะจะทำให้เกิดความหลากหลายในการให้ข้อเสนอแนะ และทำให้เกิดความน่าเชื่อถือในการตัดสินคุณภาพผลงาน

18.

สถานการณ์:
ครูต้อยใช้แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ของนักเรียน หลังประเมินพบว่านักเรียนส่วนใหญ่ไม่ผ่านเกณฑ์ ครูจึงจัดสอนซ่อมแยกตามเนื้อหาที่นักเรียนบกพร่อง

คำถาม:
แนวทางของครูต้อยสะท้อนการใช้ผลการประเมินในรูปแบบใด

a)

1.     เพื่อจัดอันดับผลสัมฤทธิ์ของนักเรียน

b)

2.     เพื่อวัดคุณภาพการจัดการเรียนรู้

c)

3.     เพื่อสะท้อนผลการจัดการเรียนรู้

d)

4.     เพื่อพัฒนาผู้เรียนแบบรายบุคคล

e)

5.     เพื่อประเมินผลการเรียนแบบรวมกลุ่ม

19.

คุณครูสุกุณา สอนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง การแก้โจทย์ปัญหาชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 พบว่านักเรียนไม่สามารถแก้ไขโจทย์ปัญหาได้ เนื่องจากนักเรียนอ่านโจทย์ไม่ออก และไม่เข้าใจโจทย์ จนทำให้นักเรียนไม่ตั้งใจเรียน คุยกันเสียงดัง

a)

1.     นักเรียนคุยกันเสียงดัง

b)

2.     นักเรียนไม่ตั้งใจเรียน

c)

3.     นักเรียนไม่เข้าใจเนื้อหา

d)

4.     นักเรียนอ่านโจทย์ไม่ออก

e)

5.     นักเรียนไม่มีแรงจูงใจในการเรียน

20.

ขณะเก็บข้อมูลพฤติกรรมการใฝ่รู้เพื่อการวิจัย นักเรียนคนหนึ่งทราบว่าตนถูกสังเกตและจงใจทำดีเป็นพิเศษ

คำถาม:
ถ้าท่านเป็นครูวิจัย ควรทำอย่างไรเพื่อให้ผลวิจัยยังน่าเชื่อถือและส่งงานทันเวลา

a)

1.     เปลี่ยนกลุ่มตัวอย่างใหม่

b)

2.     เก็บข้อมูลเฉพาะนักเรียนที่เหลือ

c)

3.     ตักเตือนนักเรียนและเก็บข้อมูลใหม่

d)

4.     เลื่อนส่งงานวิจัยออกไป

e)

5.     ไม่นำผลของนักเรียนคนนั้นมาวิเคราะห์

21.

สถานการณ์:
ครูขวัญทำวิจัยเรื่องการพัฒนาทักษะการอ่าน โดยใช้แบบทดสอบที่ให้ครูวิทยาศาสตร์เป็นผู้ตรวจสอบ

คำถาม:
ปัญหาด้านคุณภาพของงานวิจัยในกรณีนี้คืออะไร

a)

1.     ความเที่ยง

b)

2.     ความตรง

c)

3.     ความน่าเชื่อถือ

d)

4.     ความเที่ยงตรงภายใน

e)

5.     ความเที่ยงตรงภายนอก

22.

ในกรณีที่ครูสอนนักเรียน 1 ห้อง ซึ่งมีจำนวน 5 คน และครูต้องการทำวิจัยในชั้นเรียน เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียน จะออกแบบการวิจัยได้อย่างไร ให้มีความตรงภายในมากที่สุด

a)

1. One-Shot Case Design เพราะมีการวัด และการสังเกตผลที่เกิดขึ้น 1 ครั้ง

b)

2. One-Shot Case Design เพราะไม่มีการทดสอบก่อนทดลองส่งให้ไม่มีผลกระทบต่อตัวแปรตาม

c)

3. One Group Pretest-Posttest Design เพราะไม่มีอิทธิพลของการทดสอบก่อนการทดลอง

d)

4. One Group Pretest-Posttest Design เพราะมีการเปรียบเทียบผลก่อนและหลังทดลองเพื่อพิจารณาพัฒนาการที่เกิดขึ้น

e)

5. One Group Pretest-Posttest Design เพราะมีนักเรียนห้องเดียว

23.

จากการทำวิจัยในชั้นเรียนของครูสมปอง พบว่า การจัดการเรียนรู้โดยใช้สื่อประสมทำให้นักเรียนมีผลการเรียน สูงขึ้น แต่กลุ่มนักเรียนที่ครูสมปองนำมาเป็นกลุ่มตัวอย่างในการวิจัยเป็นนักเรียนที่เรียนเก่ง จากผลการวิจัยจึงเป็นข้อ ครหาว่าวิธีการจัดการเรียนรู้ของครูสมปองส่งผลให้นักเรียนมีผลการเรียนสูงขึ้นจริงหรือไม่ ครูสมปองควรออกแบบการ วิจัยแบบใตเพื่อตอบข้อครหาดังกล่าว ที่แสดงให้เห็นว่าผลการวิจัยเกิดจากวิธีการการจัดการเรียนรู้โดยใช้สื่อประสมได้ อย่างแท้จริง

a)

1. แบบแผนการศึกษากลุ่มเดียววัดหลังการทดลองครั้งเดียว (one - group posttest-only design)

b)

2. แบบแผนการศึกษากลุ่มเดียววัดก่อน-หลังการทดลอง (one - group pretest-posttest design)

c)

3. แผนแบบการศึกษาสองกลุ่มวัดก่อน-หลังการทดลอง (nonequivalent groups pretest-posttest design)

d)

4. แผนแบบการศึกษาโดยการสุ่มสองกลุ่มวัดก่อน-หลังการทดลอง (randomized pretest-posttest Control group design)

e)

5. แผนแบบศึกษากลุ่มเดียววัดหลายครั้งแบบอนุกรมเวลา (time series design)

24.

ครูข้าวเจ้าได้ทำการวิจัยในชั้นเรียนเรื่อง “การเรียนรู้แบบร่วมมือผสานกิจกรรมเกมเพื่อพัฒนาทักษะกระบวนการ ทางวิทยาศาสตร์และเสริมสร้างเจตคติทางวิทยาศาสตร์ ชั้น ม.3 ได้ผลการวิจัยที่สำคัญดังนี้ 1) ผู้เรียนมีผลการ เรียนรู้หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .05

2) ผู้เรียนมีทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ต่ำกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 ที่ตั้งไว้ และ

3) นักเรียนมีเจตคติต่อการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ในระดับปานกลาง

ข้อใดเป็นการนำผลการวิจัยไปพัฒนาการจัดการเรียนการสอนตามผลการวิจัยที่เกิดขึ้น

a)

1. ครูนำรายงานผลการวิจัยไปขอรับวิทยฐานะที่สูงขึ้น

b)

2. ผู้อำนวยการนำผลการวิจัยของครูข้าวจ้าวไปประกวดเพื่อรับรางวัลระดับประเทศ

c)

3. ครูได้เปลี่ยนไปใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่เน้นพัฒนาทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์มากขึ้น

d)

4. ครูข้าวเจ้าพัฒนาระดับเจตคติจากระดับปานกลางเป็นระดับดีด้วยการให้รางวัลแก่เด็กเรียนดี

e)

5. ครูข้าวเจ้าให้เพื่อนครูนำวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ที่ได้จากการวิจัยไปใช้พัฒนานักเรียนกลุ่มอื่น

25.

จากการจัดการเรียนรู้ วิชาภาษาไทย ป.1 ของครูในโรงเรียนแห่งหนึ่งที่ได้สอนไปแล้ว 1 ภาคเรียน พบว่า นักเรียน ยังไม่สามารถแจกรูปสะกดคำ และรู้สึกเบื่อหน่ายในการเรียนภาษาไทย ครูจึงใช้ชุดฝึกแจกรูปสะกดคำร่วมกับดนตรี สร้างสรรค์ สำหรับเด็ก เพื่อพัฒนาทักษะความสามารถการแจกลูกสะกดคำ ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนสามารถสะกดคำ และแจกลูกได้ดีขึ้น และมีความสนุกสนานในการเรียนวิชาภาษาไทยมากขึ้น จากสถานการณ์ดังกล่าวจุดเด่นสำคัญของชุดฝึกแจกรูปสะกดคำสามารถพัฒนาศักยภาพภาษาไทยของผู้เรียนได้อย่างไร

a)

1. ชุดฝึกฯช่วยพัฒนาความรู้ความเข้าใจในบทเรียนทำให้มีผลสัมฤทธิ์ภาษาไทยที่ดีขึ้น

b)

2. ชุดฝึกฯที่มีรูปแบบที่หลากหลายนำมาพัฒนาให้เกิดความคิดสร้างสรรค์

c)

3. ชุดฝึกฯ ที่มีมีภาพประกอบและรูปแบบที่เร้าใจช่วยดึงดูดความสนใจของผู้เรียน

d)

4. ชุดฝึกฯช่วยเสริมสร้างจินตนาการ

e)

5. ชุดฝึกฯ ช่วยฝึกทักษะในสิ่งที่ได้เรียนมาเป็นการตอกย้ำซ้ำทวนจนสามารถทำได้

26.

ครูน้ำผึ้งได้เข้าร่วมกิจกรรมการปฏิบัติการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) ในตอนท้ายกิจกรรมได้เปิดโอกาสให้มีกิจกรรม การสะท้อนการจัดการเรียนรู้ (Reflect teaching) ครูท่านใดได้สะท้อนคิดการจัดการเรียนรู้ของครูน้ำผึ้งได้ไม่ เหมาะสม

a)

1. ครูนฤมล: ครูน้ำผึ้งสอนเป็นขั้นตอน เริ่มต้นมีการนำเข้าสู่บทเรียนและสรุปตอนท้าย แต่ควรปรับปรุงน้ำเสียง บุคลิกภาพ

b)

2. ครูสมิตตา ผู้เรียนให้ความสนใจตอบสนองดีแต่ครูน้ำผึ้งควรเดินดูตามกลุ่มในการทำกิจกรรม

c)

3. ครูกชกร: ครูน้ำผึ้งควบคุมชั้นเรียนได้ดี แต่สื่อการสอนไม่หลากหลาย

d)

4. ครูเกวลิน: ครูน้ำผึ้งใช้กิจกรรมที่หลากหลายและสนุกสนาน แต่ขาดการอธิบายก่อนการทำกิจกรรม

e)

5. ครูวิชาญ: การวางแผนการสอนของครูน้ำผึ้งยังไม่สะท้อนเนื้อหาและแต่ละหัวข้อขาดรายละเอียดที่ ครอบคลุม