NEW
Font size
Worksheetsติวววววววว
Total questions: 26
Worksheet time: 52mins
สถานการณ์:
ครูศักดิ์กำลังวางแผนออกข้อสอบปลายภาครายวิชาวิทยาศาสตร์สำหรับนักเรียนชั้น ม.3 โดยกำหนดให้มีข้อสอบปรนัย 40 ข้อ และอัตนัย 5 ข้อ (ให้นักเรียนเลือกทำ 3 ข้อ) ครูต้องการวัดทั้งการจดจำ การเข้าใจ และการคิดวิเคราะห์ และให้เวลาทำข้อสอบ 3 ชั่วโมง
คำถาม:
จากสถานการณ์นี้ สิ่งใดควรให้ความสำคัญมากที่สุดตามหลักการสร้างข้อสอบปลายภาค
1. ความครอบคลุมของเนื้อหาในข้อสอบทั้งสองประเภท
2. ความยุติธรรมในการให้คะแนนข้อสอบอัตนัย
3. ความเหมาะสมของเวลาในการทำข้อสอบ
4. ความชัดเจนของรูปแบบคำสั่งในข้อสอบ
5. การวัดพฤติกรรมตามจุดประสงค์การเรียนรู้
ครูพิชิตกำลังสร้างแบบทดสอบปลายภาครายวิชาหน้าที่พลเมืองสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยกำหนดโครงสร้างให้มีข้อสอบปรนัยประเภทเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 40 ข้อ และประเภทอัตนัย จำนวน 5 ข้อ โดยมีเป้าหมายการวัดที่ต่างกัน (ให้เลือกทำ 3 ข้อ) ให้เวลาทำข้อสอบ 3 ชั่วโมง ตามหลักการวัดผล ครูพิชิตละเอียดสิ่งสำคัญที่สุดในเรื่องใด
1. ความยุติธรรมของข้อสอบ
2. ความเหมาะสมของปริมาณข้อสอบ
3. การวัดพฤติกรรมตามจุดประสงค์การเรียนรู้
4. ความเหมาะสมของเวลาในการทำแบบทดสอบ
5. ความเหมาะสมในการเลือกประเภทแบบทดสอบ
สถานการณ์:
ครูจารุณีต้องการวัดทั้งความรู้ของนักเรียนในบท "พลังงานไฟฟ้า" และสำรวจเจตคติของนักเรียนต่อกิจกรรมการทดลองไฟฟ้า โดยมีเวลาสอนจำกัดและนักเรียน 50 คน
คำถาม:
เครื่องมือวัดผลใดที่เหมาะสมที่สุดเพื่อให้ได้ข้อมูลที่ตรงตามจุดประสงค์ และสามารถใช้งานได้จริงในบริบทของห้องเรียนนี้
1. แบบสัมภาษณ์แบบเปิด และแบบทดสอบแบบเติมคำ
2. แบบสอบถามแบบมาตราส่วน และแบบทดสอบแบบปรนัย
3. แบบสังเกต และแบบทดสอบอัตนัย
4. แบบสัมภาษณ์และแบบสอบถาม
5. แบบสอบถามและแบบทดสอบแบบถูก-ผิด
คุณครูสมศรีต้องการข้อมูลความรู้ในบทเรียนและเจตคติของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ต่อการเรียนการสอนจำนวน 40 คน หากท่านเป็นครูสมัครใจจะเลือกใช้เครื่องมือวัดผลทางการศึกษาประเภทใด ผลการวัดจึงจะเกิดความตรง (Validity) มากที่สุด
1. ใช้แบบสอบถามวัดเจตคติต่อการเรียนส่วนความเข้าใจในเนื้อหา ใช้แบบสัมภาษณ์
2. ใช้แบบสังเกตวัดเจตคติต่อการเรียนส่วนความเข้าใจในเนื้อหา ใช้แบบทดสอบอัตนัย
3. ใช้แบบสัมภาษณ์วัดเจตคติต่อการเรียนส่วนความเข้าใจในเนื้อหา ใช้แบบทดสอบเติมคำ
4. ใช้แบบสอบถามวัดเจตคติต่อการเรียนส่วนความเข้าใจในเนื้อหา ใช้แบบทดสอบหลายตัวเลือก
5. ใช้แบบสัมภาษณ์วัดเจตคติต่อการเรียนส่วนความเข้าใจในเนื้อหา ใช้แบบทดสอบหลายตัวเลือก
สถานการณ์:
ครูณัฐต้องการวัดความเข้าใจเชิงลึกของนักเรียนเรื่อง “การแยกสาร” และต้องการให้ข้อสอบสามารถครอบคลุมเนื้อหาหลายหัวข้อภายในบทเรียนเดียว
คำถาม:
แบบทดสอบชนิดใดที่ควรเลือกใช้ร่วมกันมากที่สุด เพื่อให้ตอบโจทย์การวัดทั้งระดับความรู้พื้นฐานและการคิดวิเคราะห์
1. แบบจับคู่ และแบบเติมคำ
2. แบบปรนัย และแบบอัตนัย
3. แบบตอบสั้น และแบบเลือกตอบ 2 ตัวเลือก
4. แบบอัตนัย และแบบเติมคำ
5. แบบปรนัย และแบบถูก-ผิด
ประเภทของแบบทดสอบคู่ใดเหมาะสมที่สุดเมื่อวัดความรู้ในเนื้อหาของผู้เรียนได้ครอบคลุมตามจุดประสงค์การเรียนรู้ และวัดพฤติกรรมด้านพุทธิพิสัยขั้นสูง
1. แบบถูก-ผิด (True-False) และแบบอัตนัย (Essay)
2. แบบจับคู่ (Matching) และแบบตอบสั้น (Short Answer)
3. แบบหลายตัวเลือก (Multiple Choice) และแบบอัตนัย (Essay)
4. แบบถูก-ผิด (True-False) และแบบหลายตัวเลือก (Multiple Choice)
5. แบบหลายตัวเลือก (Multiple Choice) และแบบเติมคำ (Completion Test)
สถานการณ์:
ครูมะลิสังเกตว่านักเรียนทำคะแนนสอบกลางภาคต่ำ จึงวิเคราะห์ข้อสอบ หาสาเหตุ และออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ใหม่ แล้วใช้แบบทดสอบชุดเดิมวัดซ้ำหลังสอนซ่อม
คำถาม:
ข้อใดสะท้อน “การประเมินผลการเรียนรู้” ได้ชัดเจนที่สุดจากสถานการณ์นี้
1. การใช้ข้อสอบชุดเดิมวัดผลซ้ำ
2. การออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ใหม่
3. การวิเคราะห์ข้อสอบหลังสอบเสร็จ
4. การสังเกตนักเรียนระหว่างเรียน
5. การเปรียบเทียบคะแนนก่อนและหลังเรียน
ใน ห้องเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 2 ห้องหนึ่ง ครูผู้สอนมีกระบวนในการประเมินดังนี้
ครูคนที่ 1 ประเมินการเรียนรู้ของนายเอ เทียบกับเพื่อนในห้องระหว่างจัดการเรียนการสอน ครูคนที่ 2 ประเมินคะแนนผลงานของนักเรียนเทียบกับคะแนนเฉลี่ยของห้อง ครูคนที่ 3 ประเมินผลการเรียนรู้ของนักเรียนโดยใช้คะแนนมาตรฐาน ครูคนที่ 4 ประเมินผลการเรียนรู้ของนักเรียนโดยใช้คะแนนดิบ ครูคนที่ 5 ประเมินคะแนนสอบกลางภาคเทียบเกณฑ์ที่กำหนด
ถ้าท่านต้องการประเมินผลการเรียนรู้แบบอิงเกณฑ์ ท่านควรปฏิบัติตามครูท่านใด
1. ครูคนที่ 1 และ 2
2. ครูคนที่ 2 และ 3
3. ครูคนที่ 3 และ4
4. ครูคนที่ 4 และ 5
5. ครูคนที่ 1 และ 5
สถานการณ์:
ครูพิมประเมินผลการเรียนรู้ของนักเรียนโดยใช้วิธีต่าง ๆ ดังนี้
ครู A เปรียบเทียบผลกับคะแนนเฉลี่ยของชั้น
ครู B ใช้เกณฑ์ร้อยละ 60 ตัดสินผลผ่าน-ไม่ผ่าน
ครู C ใช้คะแนนดิบของแต่ละคนโดยไม่เทียบเกณฑ์ใด
ครู D ประเมินโดยเทียบกับคะแนนของเพื่อนนักเรียนในห้อง
คำถาม:
หากต้องการประเมินแบบอิงเกณฑ์ (criterion-referenced) ควรยึดแนวทางของครูใด
1. ครู A และ D
2. ครู B และ C
3. ครู B เท่านั้น
4. ครู A และ C
5. ครู D และ C
ในห้องเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 2 ห้องหนึ่ง ครูผู้สอนมีกระบวนในการประเมินดังนี้
ครูคนที่ 1 ประเมินการเรียนรู้ของนายเอ เทียบกับเพื่อนในห้องระหว่างจัดการเรียนการสอน
ครูคนที่ 2 ประเมินคะแนนผลงานของนักเรียนเทียบกับคะแนนเฉลี่ยของห้อง
ครูคนที่ 3 ประเมินผลการเรียนรู้ของนักเรียนโดยใช้คะแนนมาตรฐาน
ครูคนที่ 4 ประเมินผลการเรียนของนักเรียนโดยใช้คะแนนดิบ
ครูคนที่ 5 ประเมินคะแนนสอบกลางภาคเทียบเกณฑ์ที่กำหนด
ถ้าท่านต้องการประเมินผลการเรียนรู้แบบอิงกลุ่ม ท่านควรปฏิบัติตามครู
1. ครูคนที่ 1 2 และ 3
2. ครูคนที่ 3 4 และ 5
3. ครูคนที่ 1 3 และ 4
4. ครูคนที่ 1 4 และ 5
5. ครูคนที 2 4 และ 5
สถานการณ์:
ครูธีระออกแบบข้อสอบโดยใช้คะแนนของนักเรียนมาเรียงลำดับ แล้วตัดเกณฑ์ผ่านที่กลุ่มบนสุด 40% ของชั้น
คำถาม:
วิธีการตัดเกณฑ์นี้สะท้อนการประเมินผลรูปแบบใด
1. อิงเกณฑ์
2. อิงกลุ่ม
3. อิงพฤติกรรม
4. อิงผลสัมฤทธิ์
5. อิงมาตรฐานสากล
สถานการณ์:
ครูเบลล์สรุปผลการเรียนของนักเรียนหลังสิ้นปีการศึกษา โดยใช้คะแนนรวมของทุกหน่วยการเรียน ตัดเกรด และส่งผลให้ฝ่ายทะเบียน
คำถาม:
การประเมินของครูเบลล์จัดอยู่ในประเภทใด
1. การประเมินเพื่อการเรียนรู้
2. การประเมินเพื่อพัฒนา
3. การประเมินเพื่อสะท้อนผล
4. การประเมินการเรียนรู้
5. การประเมินระหว่างเรียน
“เมื่อปีที่แล้วโซฟาเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 มีผลการเรียนเฉลี่ยเท่ากับ 3.00 ในทุกวิชา "จากข้อความ ข้างต้น ท่านคิดว่าสอดคล้องกับการปฏิบัติของครูท่านใดมากที่สุด
1.ครูเอประเมินผลนักเรียนทุกครั้งเมื่อจบหน่วยการเรียนการเรียนรู้
2. ครูโอประเมินผลงานนักเรียนเทียบกับผลงานของนักเรียนภายในห้อง
3. ครูอาประเมินผลนักเรียนก่อนดำเนินการจัดการเรียนการสอนในวิชานั้น
4. ครูเอสประเมินผลนักเรียนหลังเสร็จสิ้นการจัดการเรียนการสอนในปีการศึกษานั้น
5. ครูเอ็มประเมินผลนักเรียนหลังเสร็จสิ้นการจัดการเรียนการสอนในภาคการศึกษานั้น
สถานการณ์:
ครูป๋องใช้ผลสอบย่อยเพื่อจัดกลุ่มสอนซ่อมให้นักเรียน โดยให้นักเรียนที่ได้คะแนนสูงช่วยติวให้เพื่อนที่คะแนนต่ำ
คำถาม:
การใช้ผลประเมินของครูป๋องเป็นลักษณะใด
1. ไม่เป็นการใช้ผลประเมินเพื่อพัฒนา เพราะครูไม่ได้สอนเอง
2. เป็นการวัดเพื่อสรุปผล
3. เป็นการใช้ผลการประเมินเพื่อการเรียนรู้
4. ไม่เกี่ยวข้องกับการประเมินผล
5. เป็นการประเมินเพื่อจัดอันดับ
ข้อใดเป็นเป้าหมายของการใช้ผลการประเมินแตกต่างจากข้ออื่น
1. ครูเอ แจ้งผลการสอบระหว่างเรียนและนำผลมาปรับวิธีการสอน
2. ครูบี แจ้งผลการสอบระหว่างเรียนเพื่อให้รางวัลผู้เรียนที่สอบได้คะแนนสูงสุด
3. ครูดี แจ้งผลสอบระหว่างเรียนแล้วให้ผู้เรียนไปค้นหาคำตอบที่ตอบผิด
4. ครูซี แจ้งผลสอบหลังเรียนและชี้แจงจุดเด่น-จุดอ่อนของผู้เรียนแต่ละคน
5. ครูเอฟ แจ้งผลสอบหลังเรียนแล้วจัดสอนซ่อมเสริมให้ผู้เรียนที่สอบไม่ผ่าน
สถานการณ์:
ครูปานใช้ผลการสอบเพียงครั้งเดียวคือสอบปลายภาคเป็นเกณฑ์ให้เกรด และไม่แจ้งผลสอบระหว่างภาค รวมถึงไม่ให้ข้อเสนอแนะรายบุคคล
คำถาม:
การใช้ผลประเมินในลักษณะนี้ สะท้อนการใช้ “ข้อมูลป้อนกลับ (feedback)” อย่างไร
1. ใช้อย่างเหมาะสม
2. ใช้แบบมีจุดแข็งและอ่อนควบคู่
3. ใช้แบบเน้นกลุ่มรวม
4. ใช้ผิดหลักการ ให้ feedback ไม่เพียงพอ
5. ใช้เพื่อประกาศผลเท่านั้น ไม่เกี่ยวกับการเรียนรู้
สถานการณ์ใดต่อไปนี้เป็นการนำหลักการให้ข้อมูลป้อนกลับ (Feedback) ไปใช้ไม่ถูกต้อง
1. ครูหนึ่ง อนุญาตให้เพื่อนนักเรียนได้มีส่วนร่วมประเมินงานในแฟ้มผลงาน (portfolio)เพราะให้คุณค่ากับ การสะท้อนผลมากกว่าความลำเอียงในการประเมินโดยเพื่อน
2. ครูสอง แจ้งผลการตรวจผลงานรายบุคคลอย่างต่อเนื่อง เพราะช่วยให้เกิดการพัฒนา/แก้ไขผลงานได้อย่าง
3. ชัดเจนตามความแตกต่างระหว่างบุคคล 3. ครูสาม แจ้งผลการสอบเฉพาะปลายภาคเรียน เพราะการรู้คะแนนระหว่างเรียนจะทำให้เด็กที่ได้คะแนน เยอะไม่สนใจสอบปลายภาค
4. ครูลี สะท้อนผลการประเมินทั้งทางบวกและทางลบ เพราะจะทำให้ผู้เรียนได้ข้อมูลในการพัฒนาได้เต็ม ความสามารถ
5. ครูหัก กำหนดผู้ประเมินผลงานมากกว่า 1 คน เพราะจะทำให้เกิดความหลากหลายในการให้ข้อเสนอแนะ และทำให้เกิดความน่าเชื่อถือในการตัดสินคุณภาพผลงาน
สถานการณ์:
ครูต้อยใช้แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ของนักเรียน หลังประเมินพบว่านักเรียนส่วนใหญ่ไม่ผ่านเกณฑ์ ครูจึงจัดสอนซ่อมแยกตามเนื้อหาที่นักเรียนบกพร่อง
คำถาม:
แนวทางของครูต้อยสะท้อนการใช้ผลการประเมินในรูปแบบใด
1. เพื่อจัดอันดับผลสัมฤทธิ์ของนักเรียน
2. เพื่อวัดคุณภาพการจัดการเรียนรู้
3. เพื่อสะท้อนผลการจัดการเรียนรู้
4. เพื่อพัฒนาผู้เรียนแบบรายบุคคล
5. เพื่อประเมินผลการเรียนแบบรวมกลุ่ม
คุณครูสุกุณา สอนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง การแก้โจทย์ปัญหาชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 พบว่านักเรียนไม่สามารถแก้ไขโจทย์ปัญหาได้ เนื่องจากนักเรียนอ่านโจทย์ไม่ออก และไม่เข้าใจโจทย์ จนทำให้นักเรียนไม่ตั้งใจเรียน คุยกันเสียงดัง
1. นักเรียนคุยกันเสียงดัง
2. นักเรียนไม่ตั้งใจเรียน
3. นักเรียนไม่เข้าใจเนื้อหา
4. นักเรียนอ่านโจทย์ไม่ออก
5. นักเรียนไม่มีแรงจูงใจในการเรียน
ขณะเก็บข้อมูลพฤติกรรมการใฝ่รู้เพื่อการวิจัย นักเรียนคนหนึ่งทราบว่าตนถูกสังเกตและจงใจทำดีเป็นพิเศษ
คำถาม:
ถ้าท่านเป็นครูวิจัย ควรทำอย่างไรเพื่อให้ผลวิจัยยังน่าเชื่อถือและส่งงานทันเวลา
1. เปลี่ยนกลุ่มตัวอย่างใหม่
2. เก็บข้อมูลเฉพาะนักเรียนที่เหลือ
3. ตักเตือนนักเรียนและเก็บข้อมูลใหม่
4. เลื่อนส่งงานวิจัยออกไป
5. ไม่นำผลของนักเรียนคนนั้นมาวิเคราะห์
สถานการณ์:
ครูขวัญทำวิจัยเรื่องการพัฒนาทักษะการอ่าน โดยใช้แบบทดสอบที่ให้ครูวิทยาศาสตร์เป็นผู้ตรวจสอบ
คำถาม:
ปัญหาด้านคุณภาพของงานวิจัยในกรณีนี้คืออะไร
1. ความเที่ยง
2. ความตรง
3. ความน่าเชื่อถือ
4. ความเที่ยงตรงภายใน
5. ความเที่ยงตรงภายนอก
ในกรณีที่ครูสอนนักเรียน 1 ห้อง ซึ่งมีจำนวน 5 คน และครูต้องการทำวิจัยในชั้นเรียน เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียน จะออกแบบการวิจัยได้อย่างไร ให้มีความตรงภายในมากที่สุด
1. One-Shot Case Design เพราะมีการวัด และการสังเกตผลที่เกิดขึ้น 1 ครั้ง
2. One-Shot Case Design เพราะไม่มีการทดสอบก่อนทดลองส่งให้ไม่มีผลกระทบต่อตัวแปรตาม
3. One Group Pretest-Posttest Design เพราะไม่มีอิทธิพลของการทดสอบก่อนการทดลอง
4. One Group Pretest-Posttest Design เพราะมีการเปรียบเทียบผลก่อนและหลังทดลองเพื่อพิจารณาพัฒนาการที่เกิดขึ้น
5. One Group Pretest-Posttest Design เพราะมีนักเรียนห้องเดียว
จากการทำวิจัยในชั้นเรียนของครูสมปอง พบว่า การจัดการเรียนรู้โดยใช้สื่อประสมทำให้นักเรียนมีผลการเรียน สูงขึ้น แต่กลุ่มนักเรียนที่ครูสมปองนำมาเป็นกลุ่มตัวอย่างในการวิจัยเป็นนักเรียนที่เรียนเก่ง จากผลการวิจัยจึงเป็นข้อ ครหาว่าวิธีการจัดการเรียนรู้ของครูสมปองส่งผลให้นักเรียนมีผลการเรียนสูงขึ้นจริงหรือไม่ ครูสมปองควรออกแบบการ วิจัยแบบใตเพื่อตอบข้อครหาดังกล่าว ที่แสดงให้เห็นว่าผลการวิจัยเกิดจากวิธีการการจัดการเรียนรู้โดยใช้สื่อประสมได้ อย่างแท้จริง
1. แบบแผนการศึกษากลุ่มเดียววัดหลังการทดลองครั้งเดียว (one - group posttest-only design)
2. แบบแผนการศึกษากลุ่มเดียววัดก่อน-หลังการทดลอง (one - group pretest-posttest design)
3. แผนแบบการศึกษาสองกลุ่มวัดก่อน-หลังการทดลอง (nonequivalent groups pretest-posttest design)
4. แผนแบบการศึกษาโดยการสุ่มสองกลุ่มวัดก่อน-หลังการทดลอง (randomized pretest-posttest Control group design)
5. แผนแบบศึกษากลุ่มเดียววัดหลายครั้งแบบอนุกรมเวลา (time series design)
ครูข้าวเจ้าได้ทำการวิจัยในชั้นเรียนเรื่อง “การเรียนรู้แบบร่วมมือผสานกิจกรรมเกมเพื่อพัฒนาทักษะกระบวนการ ทางวิทยาศาสตร์และเสริมสร้างเจตคติทางวิทยาศาสตร์ ชั้น ม.3 ได้ผลการวิจัยที่สำคัญดังนี้ 1) ผู้เรียนมีผลการ เรียนรู้หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .05
2) ผู้เรียนมีทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ต่ำกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 ที่ตั้งไว้ และ
3) นักเรียนมีเจตคติต่อการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ในระดับปานกลาง
ข้อใดเป็นการนำผลการวิจัยไปพัฒนาการจัดการเรียนการสอนตามผลการวิจัยที่เกิดขึ้น
1. ครูนำรายงานผลการวิจัยไปขอรับวิทยฐานะที่สูงขึ้น
2. ผู้อำนวยการนำผลการวิจัยของครูข้าวจ้าวไปประกวดเพื่อรับรางวัลระดับประเทศ
3. ครูได้เปลี่ยนไปใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่เน้นพัฒนาทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์มากขึ้น
4. ครูข้าวเจ้าพัฒนาระดับเจตคติจากระดับปานกลางเป็นระดับดีด้วยการให้รางวัลแก่เด็กเรียนดี
5. ครูข้าวเจ้าให้เพื่อนครูนำวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ที่ได้จากการวิจัยไปใช้พัฒนานักเรียนกลุ่มอื่น
จากการจัดการเรียนรู้ วิชาภาษาไทย ป.1 ของครูในโรงเรียนแห่งหนึ่งที่ได้สอนไปแล้ว 1 ภาคเรียน พบว่า นักเรียน ยังไม่สามารถแจกรูปสะกดคำ และรู้สึกเบื่อหน่ายในการเรียนภาษาไทย ครูจึงใช้ชุดฝึกแจกรูปสะกดคำร่วมกับดนตรี สร้างสรรค์ สำหรับเด็ก เพื่อพัฒนาทักษะความสามารถการแจกลูกสะกดคำ ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนสามารถสะกดคำ และแจกลูกได้ดีขึ้น และมีความสนุกสนานในการเรียนวิชาภาษาไทยมากขึ้น จากสถานการณ์ดังกล่าวจุดเด่นสำคัญของชุดฝึกแจกรูปสะกดคำสามารถพัฒนาศักยภาพภาษาไทยของผู้เรียนได้อย่างไร
1. ชุดฝึกฯช่วยพัฒนาความรู้ความเข้าใจในบทเรียนทำให้มีผลสัมฤทธิ์ภาษาไทยที่ดีขึ้น
2. ชุดฝึกฯที่มีรูปแบบที่หลากหลายนำมาพัฒนาให้เกิดความคิดสร้างสรรค์
3. ชุดฝึกฯ ที่มีมีภาพประกอบและรูปแบบที่เร้าใจช่วยดึงดูดความสนใจของผู้เรียน
4. ชุดฝึกฯช่วยเสริมสร้างจินตนาการ
5. ชุดฝึกฯ ช่วยฝึกทักษะในสิ่งที่ได้เรียนมาเป็นการตอกย้ำซ้ำทวนจนสามารถทำได้
ครูน้ำผึ้งได้เข้าร่วมกิจกรรมการปฏิบัติการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) ในตอนท้ายกิจกรรมได้เปิดโอกาสให้มีกิจกรรม การสะท้อนการจัดการเรียนรู้ (Reflect teaching) ครูท่านใดได้สะท้อนคิดการจัดการเรียนรู้ของครูน้ำผึ้งได้ไม่ เหมาะสม
1. ครูนฤมล: ครูน้ำผึ้งสอนเป็นขั้นตอน เริ่มต้นมีการนำเข้าสู่บทเรียนและสรุปตอนท้าย แต่ควรปรับปรุงน้ำเสียง บุคลิกภาพ
2. ครูสมิตตา ผู้เรียนให้ความสนใจตอบสนองดีแต่ครูน้ำผึ้งควรเดินดูตามกลุ่มในการทำกิจกรรม
3. ครูกชกร: ครูน้ำผึ้งควบคุมชั้นเรียนได้ดี แต่สื่อการสอนไม่หลากหลาย
4. ครูเกวลิน: ครูน้ำผึ้งใช้กิจกรรมที่หลากหลายและสนุกสนาน แต่ขาดการอธิบายก่อนการทำกิจกรรม
5. ครูวิชาญ: การวางแผนการสอนของครูน้ำผึ้งยังไม่สะท้อนเนื้อหาและแต่ละหัวข้อขาดรายละเอียดที่ ครอบคลุม
