wayground logo

Free Printable Worksheets

Font size

S
M
L
XL
Worksheets

PD-ADR-DDI for PM203

Total questions: 33

Worksheet time: 17mins

Name
Class
Date
1.

ยา Full agonist มีผลต่อ receptor อย่างไร?

a)

Inhibit receptor

b)

Activate receptor

c)

Indirectly activate receptor

d)

Opposite effect to agonist

2.

Partial agonist ให้ผลตอบสนองสูงสุด หรือผลตอบสนองต่ำกว่าสูงสุด?

a)

maximal response

b)

submaximal response

c)

no response

d)

ให้ผลตอบสนองเท่ากับ antagonist

3.

Allosteric agonist จับกับบริเวณใดของ receptor?

a)

บริเวณเดียวกับ active site

b)

บริเวณข้างเคียง ไม่ใช่บริเวณ active site

c)

บริเวณเดียวกับ endogenous substance

d)

บริเวณเดียวกับ antagonist

4.

Non-competitive antagonist สามารถให้ผลย้อนกลับได้หรือไม่?

a)

ไม่ได้ (Irreversible)

b)

ได้ (Reversible)

c)

ขึ้นอยู่กับปริมาณยา

d)

ขึ้นอยู่กับชนิดของตัวรับ

5.

จับคู่ประเภทของยา กับผลที่เกิดขึ้นต่อ receptor:

a)

Activate receptor

1.

Full agonist

b)

Opposite effect to agonist

2.

Inverse agonist

c)

Inhibit receptor

3.

Competitive antagonist

d)

Indirectly activate receptor

4.

Allosteric agonist

6.

EC50 หมายถึงอะไร?

a)

ความเข้มข้นของยาที่ทำให้เกิดการดูดซึมสูงสุด

b)

ความเข้มข้นของยาที่ทำให้เกิดผลข้างเคียง 50%

c)

ปริมาณยาที่ทำให้เกิดการตาย 50% ของประชากร

d)

ความเข้มข้นของยาที่มีการตอบสนองต่อยา 50% ของ maximal response

7.

Potency หมายถึงข้อใดต่อไปนี้

a)

ความสามารถของยาที่ทำให้เกิดการตอบสนองต่อยา

b)

ความชอบในการจับกันระหว่างยากับ receptor

c)

ความเข้มข้นของยาที่ทำให้เกิดการตอบสนองสูงสุด

8.

Efficacy หมายถึงข้อใดต่อไปนี้

a)

ความสามารถของยาที่ทำให้เกิดการตอบสนองต่อยา

b)

ความชอบในการจับกันระหว่างยากับ receptor

c)

ความเข้มข้นของยาที่ทำให้เกิดการตอบสนองสูงสุด

d)

ค่าพารามิเตอร์คือ EC50 หรือ ED50

9.

จากกราฟ Dose-response curve นี้ ยาใดมี potency สูงสุด

a)

R

b)

S

c)

T

10.

จากกราฟ Dose-response curve นี้ ยาใดมี efficacy ต่ำสุด

a)

R

b)

S

c)

T

11.

ผลของการเพิ่ม noncompetitive antagonist ต่อ maximum response คืออะไร?

a)

Maximum response เพิ่มขึ้น

b)

Maximum response ลดลง

c)

Maximum response ไม่เปลี่ยนแปลง

d)

Maximum response เป็นศูนย์

12.

ผลของการเพิ่ม competitive antagonist ต่อ EC50 คืออะไร?

a)

ไม่เปลี่ยนแปลง

b)

เพิ่มขึ้น

c)

ลดลง

13.

สามารถเอาชนะผลของ Competitive antagonist ได้โดยวิธีใด?

a)

ลด dose ของ agonist

b)

เพิ่ม dose ของ agonist

c)

ไม่เปลี่ยนแปลง dose ของ agonist

d)

หยุดใช้ agonist

14.

Noncompetitive antagonist สามารถเอาชนะผลของ antagonist ได้โดยเพิ่ม dose ของ agonist หรือไม่?

a)

True

b)

False

15.

ข้อใดต่อไปนี้อธิบายความหมายของ 'Physiologic antagonist' ได้ถูกต้องที่สุด?

a)

A) Agonist 2 ตัวจับกับ receptor เดียวกันบน molecule เดียวกัน

b)

B) Agonist 2 ตัวจับกับ receptor บน molecule ต่างกันและทำให้เกิดฤทธิ์ตรงข้ามกัน

c)

C) Agonist 1 ตัวจับกับ receptor และไม่มีผลใด ๆ

d)

D) Agonist 2 ตัวจับกับ receptor เดียวกันและเสริมฤทธิ์กัน

16.

Chemical antagonist ทำให้เกิดผลอย่างไรกับ agonist?

a)

กำจัดหรือป้องกัน agonist จับกับ receptor

b)

เพิ่มการทำงานของ agonist

c)

ทำให้ agonist กลายเป็น active product

d)

ไม่มีผลต่อ agonist

17.

LD50 หมายถึงอะไร?

a)

ขนาดยาที่ทำให้สิ่งมีชีวิตตายลงครึ่งหนึ่ง

b)

ขนาดยาที่ทำให้สิ่งมีชีวิตหายจากโรคครึ่งหนึ่ง

c)

ขนาดยาที่ทำให้สิ่งมีชีวิตมีอาการข้างเคียงครึ่งหนึ่ง

18.

Therapeutic Index (TI) บ่งบอกคุณสมบัติใดของยา

a)

Efficacy

b)

Affinity

c)

Safety

d)

Potency

19.

ยาที่มี Narrow therapeutic index มีความปลอดภัยสูง การเพิ่มลดขนาดยาเพียงเล็กน้อย ไม่กระทบต่อประสิทธิภาพหรืออาการข้างเคียงจากยา

a)

True

b)

False

20.

จับคู่คำศัพท์กับความหมายที่ถูกต้อง:

a)

เหตุการณ์ที่ไม่พึงประสงค์ใดๆที่เกิดขึ้นระหว่างการใช้ยา อาจมีสาเหตุจากยา หรือไม่ก็ได้

1.

AE

b)

เหตุการณ์ที่ไม่พึงประสงค์ใดๆที่เกิดขึ้นระหว่างการใช้ยา มีสาเหตุจากยาอาจด้วยวิธีที่ปกติและไม่ปกติ

2.

ADE

c)

เหตุการณ์ที่ไม่พึงประสงค์ใดๆที่เกิดขึ้นระหว่างการใช้ยา มีสาเหตุจากยา ในขนาดยาที่ปกติ

3.

ADR

d)

ADR ที่สามารถทำนายได้ อาการที่เกิดขึ้นอาจให้ผลทั้งเป็นโทษและประโยชน์แก่ผู้ป่วย

4.

SE

21.

Type A reaction เกิดจากฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาในขนาดยาที่ปกติหรือไม่?

a)

สามารถมีผลจากฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาในขนาดยาที่ปกติ

b)

ไม่มีผลจากฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาในขนาดยาที่ปกติ

c)

เกิดจากปฏิกิริยาภูมิแพ้เท่านั้น

d)

เกิดขึ้นเฉพาะในขนาดยาเกินขนาด

22.

วิธีแก้ไข Type A reaction คืออะไร?

a)

ปรับลดขนาดยาหรือหยุดยา

b)

เพิ่มขนาดยา

c)

เปลี่ยนยาเป็นชนิดเดียวกัน

d)

ไม่ต้องทำอะไร

23.

Type B reaction มีลักษณะอย่างไร?

a)

เป็นผลจากฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา

b)

ไม่ขึ้นกับขนาดยาที่ได้รับ

c)

พบได้บ่อย

d)

อัตราการตายต่ำ

24.

วิธีแก้ไข Type B reaction คืออะไร?

a)

หยุดยา

b)

เพิ่มขนาดยา

c)

เปลี่ยนวิธีให้ยา

d)

ให้ยาเสริม

25.

อาการไม่พึงประสงค์จากยา Type C reaction มักเกิดจากการใช้ยาในลักษณะใด?

a)

sudden withdrawal

b)

acute high dose

c)

single dose

d)

long-term use

26.

Type D reaction เกิดหลังจากใช้ยาไปแล้วระยะเวลาหนึ่ง (__________ onset) เติมคำในช่องว่าง

a)

rapid

b)

delayed

c)

immediate

d)

acute

27.

Type E reaction มักเกิดขึ้นเมื่อใด?

a)

เพิ่มขนาดยา

b)

เริ่มยาครั้งแรก

c)

หยุดยาทันที

d)

ลดขนาดยา

28.

Extravasation คืออะไร?

a)

การอุดตันของหลอดเลือดจากลิ่มเลือด

b)

การอักเสบของหลอดเลือดดำจากการให้สารน้ำ

c)

การติดเชื้อในกระแสเลือดจากการให้สารน้ำ

d)

การรั่วซึมของยา vesicant agent ออกนอกเส้นเลือดในระหว่างการให้ยาทางหลอดเลือดดำ

29.

ข้อใดคือผลของ Irritant agent ต่อเนื้อเยื่อ?

a)

ทำให้เกิดการระคายเคืองเนื้อเยื่อ แต่ไม่เกิดการตายของเนื้อเยื่อ

b)

ทำให้เกิดการตายของเนื้อเยื่อ

c)

ไม่เกิดผลต่อเนื้อเยื่อ

d)

ทำให้เกิดการติดเชื้อ

30.

ข้อใดคือผลของ Vesicant agent ต่อเนื้อเยื่อ?

a)

ทำให้เกิดการตายของเนื้อเยื่อ

b)

ทำให้เกิดการระคายเคืองเนื้อเยื่อ

c)

ไม่เกิดผลต่อเนื้อเยื่อ

d)

ทำให้เกิดการติดเชื้อ

31.

CYP3A4 inducer ส่งผลอย่างไรกับยาที่เป็น CYP3A4 substrate

a)

ระดับยา CYP3A4 substrate ในเลือด เพิ่มขึ้น

b)

ระดับยา CYP3A4 substrate ในเลือด ลงลด

32.

ยาที่เป็น CYP2D6 inhibitor ส่งปลอย่างไรต่อการทำงานของเอนไซม์ CYP2D6

a)

ทำงานเพิ่มขึ้น

b)

ทำงานลดลง

33.

การผสมยาฉีดเข้ากับน้ำเกลือแล้วเกิดการจับกันตกตะกอน จัดว่าเป็นการเกิด drug interaction แบบใด

a)

Pharmacokinetic interaction

b)

Physical interaction

c)

Pharmacodynamic interaction