Wayground logo

Free Printable Worksheets

Font size

S
M
L
XL
Worksheets

แบบทดสอบความรู้เกี่ยวกับเว็บไซต์

Total questions: 30

Worksheet time: 15mins

Name
Class
Date
1.

ข้อใดอธิบายความสัมพันธ์ระหว่าง "เว็บเพจ (Webpage)" และ "เว็บไซต์ (Website)" ได้ถูกต้องที่สุด

a)

เว็บเพจคือชื่อเรียกของเว็บไซต์

b)

เว็บไซต์คือส่วนประกอบหนึ่งของเว็บเพจ

c)

เว็บเพจหลายๆ หน้าประกอบกันเรียกว่าเว็บไซต์ โดยมีโฮมเพจเป็นหน้าแรก

d)

เว็บเพจและเว็บไซต์มีความหมายเหมือนกัน สามารถใช้แทนกันได้

e)

เว็บไซต์คือไฟล์เอกสารเดี่ยวๆ ส่วนเว็บเพจคือที่อยู่ของไฟล์นั้น

2.

เมื่อผู้ใช้พิมพ์ URL ในเว็บบราวเซอร์ เช่น https://www.example.com/path ข้อใดคือส่วนที่ทำหน้าที่ระบุ "โปรโตคอล (Protocol)" ที่ใช้ในการสื่อสาร

a)

www

b)

example.com

c)

.com

d)

https://

e)

/path

3.

ข้อใดคือความแตกต่างที่สำคัญระหว่าง Static Website และ Dynamic Website

a)

Static Website ไม่สามารถมีรูปภาพได้ แต่ Dynamic Website มีได้

b)

Static Website แสดงผลเหมือนกันสำหรับผู้ใช้ทุกคน แต่ Dynamic Website สามารถแสดงผลแตกต่างกันไปตามผู้ใช้หรือข้อมูล

c)

Static Website ต้องใช้อินเทอร์เน็ตในการเข้าถึง แต่ Dynamic Website ไม่ต้องใช้

d)

Static Website สร้างด้วยภาษา HTML เท่านั้น แต่ Dynamic Website สร้างด้วย CSS เท่านั้น

e)

Static Website โหลดเร็วกว่า Dynamic Website เสมอในทุกกรณี

4.

Domain Name System (DNS) มีหน้าที่หลักที่สำคัญที่สุดคืออะไร

a)

แปลงชื่อโดเมนเนม (เช่น https://www.google.com/search?q=google.com) ให้เป็น IP Address (เช่น 172.217.16.142)

b)

ตรวจสอบความปลอดภัยของเว็บไซต์

c)

จัดเก็บข้อมูลทั้งหมดของเว็บไซต์

d)

โปรแกรมที่ใช้ในการเปิดดูเว็บไซต์

e)

ควบคุมความเร็วในการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต

5.

ข้อใด ไม่ใช่ หน้าที่โดยตรงของ Web Hosting

a)

เป็นพื้นที่สำหรับจัดเก็บไฟล์ข้อมูลของเว็บไซต์ทั้งหมด

b)

ให้บริการ Server เพื่อให้เว็บไซต์สามารถออนไลน์ได้ 24 ชั่วโมง

c)

จัดการระบบฐานข้อมูลที่จำเป็นสำหรับเว็บไซต์

d)

ออกแบบและสร้างเนื้อหาสำหรับหน้าเว็บไซต์

e)

ให้บริการทรัพยากรของเซิร์ฟเวอร์ เช่น CPU และ RAM

6.

ข้อใดคือลักษณะสำคัญของ Responsive Web Design

a)

การออกแบบเว็บไซต์ให้มีสีสันสวยงามและน่าดึงดูดใจ

b)

การออกแบบให้เว็บไซต์สามารถปรับเปลี่ยนการแสดงผลให้เหมาะสมกับขนาดหน้าจอของอุปกรณ์ต่างๆ

c)

การออกแบบเว็บไซต์ให้โหลดได้รวดเร็วที่สุด

d)

การออกแบบโดยเน้นการใช้ภาพเคลื่อนไหวและวิดีโอเป็นหลัก

e)

การออกแบบให้เว็บไซต์รองรับการใช้งานหลายภาษา

7.

หากต้องการสร้างหน้าเว็บที่มีการจัดวางเนื้อหาเป็นคอลัมน์หลายๆ แบบ ควรใช้เครื่องมือใดใน Google Sites

a)

ช่องข้อความ (Text Box)

b)

รูปภาพ (Images)

c)

เลย์เอาต์ (Layouts)

d)

ตัวแบ่ง (Divider)

e)

ปุ่ม (Button)

8.

การ "ฝัง (Embed)" โค้ดจากบริการภายนอก เช่น YouTube หรือ Google Maps ใน Google Sites มีประโยชน์อย่างไร

a)

ทำให้เว็บไซต์ทำงานได้เร็วขึ้น

b)

ช่วยให้สามารถแสดงเนื้อหาแบบไดนามิกหรือ Interactive จากแหล่งอื่นได้โดยตรง

c)

เป็นวิธีเดียวในการเพิ่มวิดีโอลงในเว็บไซต์

d)

ทำให้ขนาดไฟล์ของเว็บไซต์เล็กลง

e)

เพื่อป้องกันการคัดลอกเนื้อหาจากเว็บไซต์อื่น

9.

ข้อใดคือความแตกต่างระหว่าง "การแทรกรูปภาพ (Insert Image)" กับ "ภาพหมุน (Image Carousel)" ใน Google Sites

a)

การแทรกรูปภาพสามารถใส่ได้เพียงภาพเดียว แต่ภาพหมุนใส่ได้หลายภาพ

b)

ภาพหมุนสามารถแสดงภาพหลายภาพสลับกันไปมาในพื้นที่เดียวกันได้

c)

การแทรกรูปภาพไม่สามารถใส่คำอธิบายภาพได้ แต่ภาพหมุนทำได้

d)

ภาพหมุนจะปรับขนาดอัตโนมัติ แต่การแทรกรูปภาพต้องปรับขนาดเอง

e)

ไม่มีข้อแตกต่าง สามารถใช้แทนกันได้

10.

หากต้องการให้ผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์สามารถดาวน์โหลดไฟล์เอกสาร PDF ได้โดยตรง ควรทำอย่างไร

a)

แทรกช่องข้อความแล้วพิมพ์ลิงก์ของไฟล์

b)

ฝังไฟล์จาก Google Drive

c)

สร้างปุ่มแล้วเชื่อมโยงไปยัง URL ของไฟล์ใน Google Drive ที่ตั้งค่าการแชร์เป็น "ทุกคนที่มีลิงก์"

d)

แทรกรูปภาพของเอกสารแล้วให้ผู้ใช้คลิกขวาเพื่อบันทึก

e)

ฝังโค้ด HTML ที่ซับซ้อนเพื่อสร้างปุ่มดาวน์โหลด

11.

หากต้องการเก็บข้อมูลความคิดเห็นจากผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ ควรใช้การบูรณาการกับเครื่องมือใดของ Google ที่เหมาะสมที่สุด

a)

Google Docs

b)

Google Sheets

c)

Google Forms

d)

Google Slides

e)

Google Calendar

12.

การใช้ "ส่วนท้าย (Footer)" ของเว็บไซต์ เหมาะสำหรับใส่ข้อมูลประเภทใดมากที่สุด

a)

รูปภาพขนาดใหญ่และวิดีโอแนะนำ

b)

เนื้อหาหลักของแต่ละหน้า

c)

โลโก้และเมนูนำทางหลัก

d)

ข้อมูลติดต่อ, ลิขสิทธิ์ (Copyright), และลิงก์ไปยังนโยบายความเป็นส่วนตัว

e)

แบบฟอร์มสำหรับสมัครสมาชิก

13.

การตั้งค่า "Custom URL" หรือ "โดเมนที่กำหนดเอง" สำหรับ Google Sites มีจุดประสงค์เพื่ออะไร

a)

เพื่อเปลี่ยนที่อยู่เว็บไซต์จาก sites.google.com/view/ชื่อไซต์ เป็นชื่อโดเมนที่เป็นเจ้าของเอง เช่น www.mycompany.com

b)

เพื่อทำให้เว็บไซต์มีความปลอดภัยสูงขึ้น

c)

เพื่อเพิ่มจำนวนผู้เข้าชมเว็บไซต์

d)

เพื่อให้สามารถแก้ไขเว็บไซต์แบบออฟไลน์ได้

e)

เพื่อเปลี่ยนธีมของเว็บไซต์

14.

ก่อนที่จะเผยแพร่ (Publish) เว็บไซต์ ควรใช้ฟีเจอร์ใดเพื่อตรวจสอบการแสดงผลบนอุปกรณ์ต่างๆ ก่อน

a)

การตั้งค่า (Settings)

b)

ดูตัวอย่าง (Preview)

c)

แชร์ให้ผู้อื่น (Share with others)

d)

ประวัติเวอร์ชัน (Version history)

e)

คัดลอกไซต์ (Duplicate site)

15.

ในการตั้งค่าการเผยแพร่ครั้งแรก ตัวเลือก "ใครดูเว็บไซต์ของฉันได้บ้าง" (Who can view my site) หากตั้งเป็น "ทุกคน" (Anyone) จะหมายความว่าอย่างไร

a)

เฉพาะคนที่มีบัญชี Google เท่านั้นที่สามารถดูได้

b)

เฉพาะคนที่ได้รับลิงก์โดยตรงเท่านั้นที่สามารถดูได้

c)

ทุกคนบนอินเทอร์เน็ตสามารถค้นหาและเข้าถึงเว็บไซต์ได้

d)

เฉพาะคนที่อยู่ในองค์กรเดียวกันเท่านั้นที่สามารถดูได้

e)

เว็บไซต์ยังไม่ถูกเผยแพร่สู่สาธารณะ

16.

หากต้องการสร้างหน้าเว็บย่อยที่อยู่ภายใต้เมนูหลัก เช่น หน้า "ประวัติ" อยู่ภายใต้เมนู "เกี่ยวกับเรา" ควรทำอย่างไร

a)

สร้างหน้าใหม่แล้วใช้ตัวแบ่งคั่นไว้

b)

ลากหน้าที่ต้องการ (เช่น ประวัติ) ไปวางซ้อนบนหน้าหลัก (เช่น เกี่ยวกับเรา) ในแผง "หน้าเว็บ"

c)

ตั้งชื่อหน้าว่า "เกี่ยวกับเรา/ประวัติ"

d)

ใช้เครื่องมือ "กลุ่มที่ยุบได้" ในหน้าหลัก

e)

ไม่สามารถทำได้ใน Google Sites

17.

หากเว็บไซต์ที่เผยแพร่ไปแล้วมีการแก้ไขข้อมูล แต่ผู้เยี่ยมชมยังเห็นเป็นข้อมูลเก่า ปัญหาที่อาจเกิดขึ้นคืออะไร และควรแก้ไขเบื้องต้นอย่างไร

a)

ปัญหา: เซิร์ฟเวอร์ของ Google ล่ม, แก้ไข: รอสักพัก

b)

ปัญหา: อินเทอร์เน็ตของผู้ใช้ช้า, แก้ไข: รีเซ็ตเราเตอร์

c)

ปัญหา: เบราว์เซอร์ของผู้ใช้แสดงข้อมูลเก่าที่เก็บไว้ (Cache), แก้ไข: ลองรีเฟรชหน้าเว็บ (Ctrl+R) หรือล้างแคช

d)

ปัญหา: ลืมกดปุ่ม "เผยแพร่" (Publish) อีกครั้งหลังแก้ไข, แก้ไข: กดปุ่ม "เผยแพร่"

e)

ถูกทั้งข้อ ค และ ง

18.

เมื่อทำการเผยแพร่เว็บไซต์แล้วต้องการยกเลิกการเผยแพร่ (ทำให้เว็บไซต์ออฟไลน์) ควรทำอย่างไร

a)

ลบไฟล์ทั้งหมดใน Google Drive

b)

เปลี่ยนธีมของเว็บไซต์เป็นหน้าว่าง

c)

ไปที่การตั้งค่าการเผยแพร่ (Publish settings) และเลือก "ยกเลิกการเผยแพร่" (Unpublish)

d)

ลบบัญชี Google ที่ใช้สร้างเว็บไซต์

e)

ตั้งค่าการเข้าชมเป็น "ส่วนตัว" (Private)

19.

ข้อใดคือข้อจำกัดที่สำคัญของ Google Sites เมื่อเทียบกับแพลตฟอร์มสร้างเว็บไซต์อื่น เช่น WordPress

a)

ไม่สามารถแทรกวิดีโอจาก YouTube ได้

b)

ไม่สามารถปรับแต่งโค้ด HTML/CSS หรือติดตั้งปลั๊กอินของบุคคลที่สามเพื่อเพิ่มฟังก์ชันที่ซับซ้อนได้

c)

ไม่รองรับ Responsive Web Design

d)

จำกัดจำนวนหน้าที่สร้างได้เพียง 10 หน้า

e)

ไม่สามารถเชื่อมต่อกับโดเมนที่กำหนดเองได้

20.

การใส่ "ข้อความแสดงแทน (Alt Text)" ให้กับรูปภาพ มีความสำคัญอย่างไร

a)

ทำให้รูปภาพมีความคมชัดมากขึ้น

b)

เป็นข้อความที่ปรากฏเมื่อนำเมาส์ไปชี้ที่รูปภาพ

c)

ช่วยให้ Search Engine เข้าใจว่ารูปภาพนั้นเกี่ยวกับอะไร และช่วยผู้พิการทางสายตาที่ใช้โปรแกรมอ่านหน้าจอ

d)

เป็นการตั้งชื่อไฟล์รูปภาพ

e)

ทำให้รูปภาพเคลื่อนไหวได้

21.

ข้อใด ไม่ใช่ นามสกุลไฟล์รูปภาพที่นิยมใช้บนเว็บไซต์และ Google Sites รองรับ

a)

.JPG

b)

.PNG

c)

.GIF

d)

.SVG

e)

.PSD

22.

"Favicon" คืออะไรในบริบทของเว็บไซต์

a)

ไอคอนที่แสดงบนแถบเมนูนำทาง

b)

ไอคอนขนาดเล็กที่แสดงบนแท็บของเบราว์เซอร์ถัดจากชื่อเว็บไซต์

c)

รูปภาพหลักที่ใช้ในส่วนหัวของเว็บไซต์

d)

โลโก้ที่ใช้ในส่วนท้ายของเว็บไซต์

e)

ปุ่มสำหรับกด "ชื่นชอบ" เว็บไซต์

23.

หากต้องการให้ลิงก์ที่คลิกบนเว็บไซต์เปิดในแท็บใหม่ ควรตั้งค่าอย่างไร

a)

ไม่สามารถตั้งค่าได้ จะเปิดในแท็บใหม่เสมอ

b)

คัดลอก URL แล้ววางในช่องข้อความ

c)

ในขณะที่สร้างลิงก์ จะมีตัวเลือกให้ "เปิดในแท็บใหม่" (Open in a new tab)

d)

ต้องใช้การฝังโค้ด HTML เพื่อกำหนดค่า

e)

ต้องตั้งค่าผ่านเมนู "ธีม"

24.

หากต้องการทราบจำนวนผู้เข้าชมและพฤติกรรมการใช้งานเว็บไซต์ Google Sites ควรเชื่อมต่อกับบริการใด

a)

Google Ads

b)

Google Analytics

c)

Google Drive

d)

Google Search Console

e)

Google AdSense

25.

การใช้สีที่มี Contrast (ความต่างระดับสี) ที่ดีระหว่างตัวอักษรและพื้นหลังมีความสำคัญอย่างไร

a)

ทำให้เว็บไซต์ดูทันสมัยและสวยงาม

b)

ทำให้ผู้ใช้งาน โดยเฉพาะผู้ที่มีปัญหาทางสายตา สามารถอ่านเนื้อหาได้ง่ายและชัดเจน

c)

ทำให้หน้าเว็บโหลดเร็วขึ้น

d)

เป็นข้อกำหนดของ Google Search

e)

ช่วยให้การพิมพ์ข้อความง่ายขึ้น

26.

ข้อใดคือแนวทางปฏิบัติที่ดีในการออกแบบ "เมนูนำทาง (Navigation Menu)"

a)

ใช้ชื่อเมนูที่ยาวและอธิบายรายละเอียดทั้งหมด

b)

จัดกลุ่มเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกันไว้ด้วยกันและใช้ชื่อเมนูที่สั้นกระชับเข้าใจง่าย

c)

ซ่อนเมนูไว้ทั้งหมดเพื่อให้หน้าเว็บดูสะอาดตา

d)

ใส่เมนูทุกหน้าที่มีในเว็บไซต์ลงไปในแถบเมนูหลัก

e)

ควรมีเมนูย่อยซ้อนกันอย่างน้อย 5 ระดับ

27.

การตั้งค่า "ธีม (Theme)" ใน Google Sites มีผลต่อส่วนใดของเว็บไซต์มากที่สุด

a)

เนื้อหาข้อความและรูปภาพในหน้าเว็บ

b)

ชื่อ URL ของเว็บไซต์

c)

รูปแบบตัวอักษรเริ่มต้น, ชุดสี และลักษณะของส่วนประกอบต่างๆ ทั่วทั้งไซต์

d)

การแสดงผลบนเครื่องมือค้นหา (Search Engine)

e)

จำนวนหน้าเว็บที่สามารถสร้างได้

28.

การใช้ "ปฏิทิน (Calendar)" ที่ฝังใน Google Sites เหมาะสมกับเว็บไซต์ประเภทใดมากที่สุด

a)

เว็บไซต์แสดงแฟ้มสะสมผลงาน (Portfolio)

b)

เว็บไซต์ของโรงเรียนหรือองค์กรสำหรับแจ้งกำหนดการและกิจกรรม

c)

เว็บไซต์บล็อกส่วนตัว

d)

หน้า Landing Page สำหรับขายสินค้าชิ้นเดียว

e)

เว็บไซต์รวมบทความ

29.

ใน Google Sites การใช้ "ส่วนหัว (Header)" มีจุดประสงค์หลักเพื่ออะไร

a)

แสดงเนื้อหาหลักและข้อมูลสำคัญที่สุดของหน้าเว็บนั้นๆ

b)

เป็นพื้นที่สำหรับใส่เมนูนำทาง (Navigation Menu) เท่านั้น

c)

สร้างเอกลักษณ์และแสดงชื่อหรือโลโก้ของเว็บไซต์ให้ชัดเจนในทุกหน้า

d)

เป็นส่วนท้ายสุดสำหรับใส่ข้อมูลติดต่อและลิขสิทธิ์

e)

ใช้สำหรับแทรกโค้ด HTML ที่ซับซ้อน

30.

การใช้ "ตัวยึดตำแหน่ง (Placeholder)" ใน Google Sites มีประโยชน์อย่างไร

a)

ใช้สำหรับจองพื้นที่ว่างบนหน้าเว็บเพื่อวางเนื้อหาในภายหลัง

b)

เป็นการสร้างลิงก์ไปยังหน้าอื่น

c)

ใช้สำหรับแทรกวิดีโอเท่านั้น

d)

เป็นการสร้างกล่องข้อความที่มีพื้นหลังสีเทา

e)

ใช้สำหรับแสดงวันที่และเวลาปัจจุบัน